ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๖
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
คุณบุตรสาวงค์ ในเรื่องปฏิบัติเจริญสติปัฏฐาน โดยมากที่ท่านอาจารย์อธิบายธรรมตลอดมา โดยมากธรรมอยู่ในตาหูจมูกลิ้นกายใจ ผมจะถามว่าในสติปัฏฐาน 4 แล้วก็ต้องมีบรรพะอื่นในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก็มี บรรพะต่างหากในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ก็มีอายตนะบรรพะผมอยากจะถามว่าบรรพะอื่นๆ นี่ต่างจากอายตนะบรรพะอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องที่เป็นที่สนใจในชื่อ เพราะว่าโดยมากคนจะได้ยินคำว่าสติปัฎฐาน แต่ถ้าคนที่ยังไม่เคยฟังธรรมเลย พอได้ยินสติปัฎฐานจะยังไม่เข้าใจ แม้แต่คำว่าสติหรือแม้แต่คำว่าปัฏฐาน เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ฟังใหม่อาจมีในวันนี้ ก็ขอให้ทราบตามลำดับว่า พระศาสนาจะต้องตั้งต้นด้วยการศึกษาให้เข้าใจก่อน เพราะว่าส่วนหนึ่งเท่าที่ได้รับฟังขณะนี้ คือทุกคนสนใจเรื่องการปฏิบัติแต่ไม่สนใจเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปฏิบัติที่ไหนที่ไหนจะปฏิบัติ โดยที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรมให้เข้าใจเสียก่อนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าความเข้าใจธรรมจะต้องตามลำดับขั้นจริงๆ คือศึกษาให้เข้าใจก่อน แล้วก็เมื่อเข้าใจแล้วก็จะรู้ได้ว่าไม่มีตัวเราที่จะปฏิบัติ เพราะฉะนั้นใช้คำว่าสติ แสดงว่าสติเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ศึกษาธรรมเราก็อาจจะเข้าใจว่า เวลาเดินแล้วก็ไม่หกล้มก็มีสติ แต่อย่างนั้นไม่ใช่สติที่เป็นสภาพธรรมฝ่ายดีที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจากการที่ฟังเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าใจเรื่องสติปัฎฐาน ๔ กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฐาน จิตตานุปัสนาสติปัฎฐาน และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ ไม่ว่าจะพบข้อความใดในประไตรปิฏก สามารถที่จะเข้าถึงความเป็นธรรมนั้นๆ เพราะเหตุว่าขณะนี้ธรรมมี ถ้าจะบอกว่าเป็นอายตนะยังไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ว่าถ้าบอกว่าธรรมขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ต้องทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง ไม่ใช่ทางตาก็ต้องเป็นทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏตั้งแต่เกิดจนตาย และทางที่จะปรากฏได้ก็มีเพียง ๖ ทาง คือทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ว่าวันหนึ่งๆ ก็กำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเดี่ยวนี้ มีความเข้าใจหรือยัง ยังไม่ต้องกล่าวถึงอายตนะเลย เพียงแต่ให้เข้าใจถูกต้องว่าขณะนี้ธรรมไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย หนีไม่พ้นจากธรรมเมื่อเข้าใจธรรมเมื่อเข้าใจธรรม
เพราะเหตุว่าทุกอย่างที่ปรากฏ เป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงปรากฏเมื่อเกิดขึ้นเลือกไม่ได้เลยว่าจะให้อะไรปรากฏ ทางตาหรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ก็เป็นเครื่องวัดว่าถ้าจะพูดถึงอายตนะ เข้าใจได้ไหมในเมื่อสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ยังไม่รู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา แต่ละคำมีความหมายที่ลึกซึ้ง พระธรรมที่ทรงแสดงลึกซึ้งมาก ถ้าคนไม่รู้ก็ไม่เห็นมีอะไรจะลึกซึ้ง เกิดมาก็เห็น ก็ได้ยิน มีชีวิตอยู่แล้วก็ตายไปเหมือนกันหมดทุกคนเกิดแล้วก็ต้องตาย แต่ความลึกซึ้งไม่ใช่เกิดมาแล้วตายแต่ขณะนี้เองตายทุกขณะ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ถ้าเข้าใจถูกต้องว่าเห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม จะรู้ได้เลยว่าไม่พร้อมกัน ขณะที่คนตาบอดไม่เห็นแต่ได้ยินได้ ในขณะคนที่หูหนวกไม่ไม่ได้ยินแต่มองเห็น ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นธรรมคนละอย่าง และก็เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่สภาพธรรมหนึ่งปรากฏต้องหมดไปก่อน เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่าคุณบุตรสาวงศ์นี้พูดถึงเรื่องธรรมคือจิต เจตสิก รูปนามธรรมและรูปธรรมและก็มีความเข้าใจลักษณะของสติสัมปชัญญะ ซึ่งต้องมีเหตุที่จะเกิดขึ้นคือถ้าไม่มีความเข้าใจเรื่องธรรมสติปัฏฐาน ๑ สติปัฏฐานใดเกิดไม่ได้เลย ไม่มีใครที่จะไปทำให้สติปัฎฐานเกิดได้ เพราะฉะนั้นในขณะที่ขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏ ถ้ายังไม่รู้ลักษณะที่ต่างกันแต่ละทาง ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสภาพที่เป็นอายตนะได้
ผู้ฟัง จากการที่ได้เห็นได้ฟังและการศึกษา สภาพธรรมมีอยู่ทุกขณะเกิดขึ้นอยู่ทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจ ได้ยินได้ฟังมานี้ ก็ยังไม่ได้ระลึกในสิ่งที่สภาพธรรมกำลังเกิดขึ้น อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนอาจารย์ว่า มันมันมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่า สำหรับผู้ที่มีปัญญาที่ยังไม่ถึงขั้นที่จะระลึกได้ มหาสติปัฏฐานยังไม่เกิด อาจารย์จะให้กำลังใจอย่างไรบ้างในเรื่องเหล่านี้
ท่านอาจารย์ คุณสีลกัณฑ์ต้องการเข้าใจธรรม หรือว่าต้องการให้สติเกิด
ผู้ฟัง ต้องการเข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงสติปัฏฐาน เพราะว่าสติปัฎฐานเป็นอนัตตา ใครจะไปบังคับให้อะไรเกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมดตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อให้มีความเข้าใจถูกว่าทุกอย่างที่ปรากฏเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และก็เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถที่จะยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าเป็นเราได้ ฟังดูก็ยากมากเลยใช่ไหม เพราะว่าเราเคยไม่รู้แล้วเราเคยยึดถือมานานแสนนาน ไม่ใช่แต่เฉพาะเกิดมาชาตินี้ชาติเดียว แต่ว่าตราบใดที่ยังไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะบอกว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏเพราะเกิด แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วใช่ไหม อย่างเห็นขณะนี้เกิดก็ไม่เคยรู้ไม่เคยคิดไม่เคยเข้าใจว่าขณะนี้เห็นมีได้อย่างไร ทำไมคนตาบอดไม่เห็นและเห็นจริงๆ และลักษณะแท้จริงของเห็นคืออะไร เกิดมาด้วยความไม่รู้และก็ไม่รู้ไปตลอดจนตาย จนกว่าจะได้ยินคำว่าอนัตตา ซึ่งตรงกันข้ามกับเคยคิดเคยเข้าใจมาทั้งหมดเลย อนัตตาตรงกันข้ามกับอัตตา อัตตาคือสิ่งนั้นมีแต่ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นเป็นเก้าอี้ เป็นแก้ว เป็นโต๊ะ เป็นขวดเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ว่าผู้ที่ได้ตรัสรู้ตามความเป็นจริง กล่าวว่าอนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดตามที่เคยเข้าใจมาก่อน แต่เป็นสภาพธรรมที่มีจริงแต่ละลักษณะ ซึ่งสามารถจะค่อยๆ พิจารณาได้ เพราะว่าธรรมมีทุกกาล แม้แต่ในขณะนี้ก็มีธรรม เพราะฉะนั้นฟังให้เข้าใจว่าธรรมเมื่อเป็นธรรมแล้วก็คือว่าเป็นธรรมจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ เพราะฉะนั้นความหมายของธรรมคือธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงและเป็นอนัตตา เพราะเหตุว่าไม่ใช่ของใครและก็ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ อย่างขณะนี้มีใครรู้บ้างว่าเป็นอนัตตาทั้งหมดเลยเห็นไหม ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ โดยเฉพาะถ้ากล่าวถึงเห็นขณะนี้มีจริงๆ ไม่ให้เห็นที่เกิดแล้วเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ได้ยินแล้วไม่ให้ได้ยินเกิดขึ้นได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ขณะนี้คิดไม่ให้คิดเกิดขึ้นคิดอย่างนี้ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาจริงๆ ก็จะเริ่มเข้าใจว่าขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เพราะความไม่รู้จึงต้องฟังพระธรรม ถ้าไม่ฟังไม่มีทางที่จะเข้าใจความจริงว่าเป็นอนัตตาเลย ด้วยเหตุนี้ก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดและก็เห็นประโยชน์ของการที่จะมีชีวิตอยู่จากการที่ไม่เคยเข้าใจจนค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ต้องห่วงสติปัฎฐานแต่ถ้าไม่มีความเข้าใจก็จะมีเพียงกุศลระดับขั้นของทานขั้นของศีล ซึ่งตรงกับที่ทรงแสดงไว้ว่าละชั่วและก็บำเพ็ญความดี แต่ไม่เข้าใจการชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอกุศล จากการไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็จะต้องฟังด้วยความอดทน รู้ว่าไม่รู้อะไรก็ตั้งใจฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่เคยรู้ ให้เข้าใจถูกต้องขึ้นไม่ต้องห่วงถึงสติเลย
ผู้ฟัง เท่าที่ได้ฟังว่าสภาพธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม ที่ปรากฎทางทั้ง ๖ ทวาร เนื่องจากว่าสภาพธรรมใดเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ต้องมีปัญญาระดับหนึ่งจึงจะสามารถจะรู้ความจริงอันนี้ได้ แต่ขณะเดียวขณะเดียวกันที่เป็นผู้ฟังอยู่ ถึงจะมีปัญญาระดับขั้นการฟังก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้รู้ความจริงเหล่านี้ จึงจะทำให้เกิดไม่มีความมั่นคง หรือว่าไม่มั่นใจอะไรลักษณะอย่างนี้ ที่เกิดขึ้นกับตัวผม
ท่านอาจารย์ จากไม่รู้อะไรเลยจะดับกิเลสให้หมดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ จะเป็นพระโสดาบันจะเป็นพระอรหันต์ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะว่าการที่จะหมดกิเลสได้ ต้องเพราะรู้จริงๆ แต่เมื่อยังไม่รู้จริงเลยและฟังนิดเดียว ก็ต้องรู้ว่าเพิ่งเริ่มฟังและก็เพิ่งเริ่มเข้าใจ และก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากด้วย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นอย่าข้ามคำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงเป็นธาตุความรู้ความคิดของเราจากการคิดเอง หรือว่าจากหนังสือปรัชญาจิตวิทยาใดๆ ก็ตามที่เคยฟังมาแล้วก็ควรจะผ่านไป ในขณะที่กำลังฟังนี้ก็ฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ เริ่มฟังว่าเป็นสิ่งที่มีจริงจึงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมหมายความจริงถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นจึงศึกษาธรรมฟังธรรมให้เข้าใจธรรมจนกว่าจะรู้จักธรรม
ผู้ฟัง ขั้นการฟังนี่ก็ยังไม่รู้จักธรรม เพียงแต่ว่าถ้าได้ยินได้ฟังมาแล้วก็จำมาพูด แต่ว่าที่จะรู้ความจริงยังไม่รู้ขั้นการฟังนี่ท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ที่คุณสีลกัณฑ์กำลังจับแข็งไหม
ผู้ฟัง แข็ง
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ นี่ตอบจากความจำหรือว่าตอบจากขณะที่แข็งกำลังปรากฏ
ผู้ฟัง ตอบจากความจำ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีความต่างกัน ฟังว่ามีสิ่งที่ปรากฏได้ทางตาคือสีสันวรรณะต่างๆ ทางหูคือเสียง ทางจมูกคือกลิ่น ทางลิ้นคือรส ทางกายคือสิ่งที่เย็นร้อนอ่อนแข็ง ตึง ไหวที่กำลังปรากฏ ทางใจก็คิดนึก ตลอดชีวิตไม่พ้นจาก ๖ ทาง เพราะฉะนั้นจำว่ามีธรรมปรากฏได้ ๖ ทาง นี่แค่จำแต่เวลาที่ธรรมกำลังปรากฏไม่รู้ เมื่อกี้บอกแล้วสิ่งที่มีจริงปรากฏได้ ๖ ทาง ทาง ๑ คือทางตากำลังปรากฏยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง ยังไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังจนกว่าจะรู้ว่าเป็นธรรม ขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจเป็นสติระดับหนึ่งคือระดับขั้นฟัง เวลาที่แข็งปรากฏกำลังจับสิ่งที่แข็งมีแข็งจริงๆ ปรากฏ แข็งนั่นน่ะเป็นธรรมเกิดจึงปรากฏถูกต้องไหม ถ้าแข็งไม่เกิดจะปรากฏได้อย่างไร นี่คือเราเริ่มจะเป็นคนที่มีเหตุมีผลและรู้จักเรื่องราวของธรรม แต่ก็ยังไม่ประจักษ์การเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่มีความเข้าใจระดับหนึ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่ปรากฏ แม้แต่แข็งที่กำลังปรากฏเมื่อจับ ในความรู้สึกของเราเข้าใจว่ามีแข็งอยู่แล้วไม่เกิดไม่ดับจับเมื่อไหร่ก็แข็ง แต่ว่าตามความเป็นจริงสภาพธรรมเกิดดับเร็วจนประมาณไม่ได้เลย ที่ทรงแสดงว่าสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ เช่นแข็งหรือเสียงหรือกลิ่นต่างๆ เหล่านี้ มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ แสดงว่าจิตต้องเกิดดับเร็วกว่ารูป นี่คือการฟัง แล้วก็ขณะนี้เหมือนกับเห็นด้วยและได้ยินด้วย แต่ว่าเป็นจิตต่างประเภทขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน เป็นจิตที่เห็นเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ว่า ขณะนี้สิ่งนี้กำลังปรากฏให้เห็นอย่างนี้แหละ ไม่ใช่ขณะที่หลับ แต่เมื่อตื่นมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นเห็นมีจริง แต่ว่าในขณะที่กำลังได้ยินขณะนี้เหมือนเห็นไม่ได้ดับไปเลย มีทั้งเห็นมีทั้งได้ยินด้วย แต่ตามความเป็นจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้ความจริง คือขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่ได้ยินพร้อมกันไม่ได้ จิตเกิดขึ้น ๑ ขณะ ถ้าจิตนั้นยังไม่ดับไปจะมีจิตอื่นเกิดสืบต่อไม่ได้เลย เพราะว่าจิตเป็นนามธรรมไม่มีใครที่จะไปมองเห็นได้ ไม่มีรูปร่างสีสันวรรณะใดๆ เลย เพราะว่าเป็นธาตุรู้ ลองคิดถึงธาตุรู้ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยมีแน่นอน เช่นขณะที่กำลังคิดนึกไม่มีรูปร่าง แต่จิตก็สามารถที่จะคิดนึกได้ โกรธนี่มีรูปร่างไหม ไม่มีเลย แต่ลักษณะของโกรธก็ต้องต่างกับขณะที่กำลังดีใจกำลังเป็นสุข นี้ก็คือสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดเมื่อไหร่ก็ปรากฏลักษณะที่ต่างๆ กันเมื่อนั้น แต่ถ้าตราบใดที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ปรากฏก็ไม่สามารถที่จะไปรู้ความจริงของสิ่งนั้นได้ เพราะฉะนั้นให้เข้าใจว่าสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ แม้จะยังไม่รู้แต่ความจริงก็คือว่าสิ่งนั้นต้องเกิดจึงปรากฏได้ นี่คือธรรมไม่ต้องห่วงเรื่องสติปัฎฐาน เพราะว่าถ้าต้องการสติปัฎฐาน ขณะนั้นไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมได้ เพราะว่าเพราะไม่รู้จึงต้องการ แต่ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น คลายความยึดมั่นที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เพราะมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับอย่างรวดเร็ว
ผู้ฟัง ในขั้นการฟังอย่างที่อาจารย์บอก ก็มีธรรมนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาทั้ง ๖ ทวาร ก็สลับกันเกิด
ท่านอาจารย์ เกิดขึ้นตลอดเวลาแต่ยังไม่รู้
ผู้ฟัง ยังไม่รู้ เกิดขึ้นแต่ยังไม่รู้ นี่ถ้าผมไปถามเรื่องนี้เรื่องอื่น เดี๋ยวอาจารย์ก็จะบอกว่าธรรมที่กำลังมีอยู่ขณะนี้รู้หรือยัง ก็ยังไม่รู้ ถ้าตอบตามความจริงก็คือยังไม่รู้ว่าธรรมที่กำลังเกิดขึ้นทาง ๖ ทวาร ก็ยังไม่รู้ความจริง
ท่านอาจารย์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษามากมาย ปฏิจจสมุปปาท อริยสัจจะ อายาตนะ ธาตุต่างๆ เหมือนเรารู้แล้วหรือว่าแค่ฟังก็ยังจะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าทั้งหมด ๔๕ พรรษา แสดงเรื่องสิ่งที่มีตามลำดับที่ความเข้าใจของเราต้องค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น ไม่ใช่ว่าพอได้ยินคำนี้ก็จะไปรู้คำโน้นเลย อย่างขณะนี้ที่คุณศีลกันต์กล่าวว่าฟังธรรมแล้วสติปัฎฐานไม่เกิด ไม่ประจักษ์การเกิดดับ ถ้าประจักษ์การเกิดดับก็คือผู้ที่จะถึงความเป็นพระอริยะบุคคล เพราะสามารถที่จะรู้อริยสัจธรรม ๔ ทุกขสัตย์เป็นอันดับแรกคือการเกิดดับ ไม่ใช่ว่าพอพูดเรื่องการเกิดดับและก็ใครก็จะไปรู้แจ้งอริยสัจธรรม หรือว่าพออ่านพระไตรปิฏกข้อความไหนก็จะไปรู้ข้อความนั้นไม่ใช่เลย ความรู้ต้องตามลำดับขั้นและก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงด้วย ตอนนี้อยากจะรู้อายตนหรือว่าอยากจะรู้ปฏิจสมุปปาท หรือว่าอยากจะรู้ธาตุ หรืออยากจะรู้อะไร เห็นไหมเราไปไกลมาก แต่ว่าความรู้ความเข้าใจจริงๆ ของเราอยู่ตรงไหน แม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ยังไม่ได้รู้ความจริงว่าเกิดและดับด้วย
ผู้ฟัง การเกิดดับมันต้องเป็นวิปัสสนาญาณไม่ใช่หรือ
ท่านอาจารย์ ปัญญาขั้นนี้ไม่สามารถที่จะรู้การเกิดดับได้ แต่อาศัยการฟังจึงคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ต้องรู้ว่าขณะที่หลงลืมสติต่างกับขณะที่สติปัฐานเกิด แล้วก็เป็นปกติในชีวิตประจำวันด้วย
ผู้ฟัง จะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า การที่ผู้ศึกษาธรรมแล้วพอมีเข้าใจพระธรรมขั้นฟังหรือว่าปัญญาขั้นไหนเกิดหรือไม่ก็ตาม กับคนที่จะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการที่จะมีความฉลาดที่จะรู้เรื่องเข้าใจทางโลก โดยเฉพาะการเมืองเศรษฐกิจ สังคมอะไรพวกนี้ ปัญหาคือว่าถ้าเรามีความเข้าใจธรรมมากๆ มีปัญญาและความฉลาดในด้านเศรษฐกิจสังคม และการเมืองมันจะผกผันกันหรือว่ามันจะรู้ตามกัน หรือว่าแล้วแต่การสะสมอะไรอย่างนี้ คือเรียนถามอาจารย์
ท่านอาจารย์ คุณอรวรรณกล่าวถึงความฉลาดทางโลกกับปัญญาทางธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างกัน เพราะว่าผู้ที่ศึกษาและก็มีความรู้ทางวิชาการต่างๆ ก็สามารถที่จะคิดเรื่องวิชาการความรู้นั้นได้ แต่ว่าจะเข้าใจธรรมหรือตัวเองหรือสิ่งต่างๆ ที่เป็นโลกได้ไหม อย่างนักวิทยาศาสตร์ ก็มีคำหลายคำในเชิงของวิชาการนั้น แต่ว่าสำหรับในทางพระศาสนาสิ่งที่มีจริงๆ ก็คือ ธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมเพียง ๒ อย่าง คือจิต เจตสิกรูป นิพพาน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เป็นวิชาการ กำลังมีความคิดคำต่างๆ ในเชิงวิชาการ ขณะนั้นเป็นเราที่คิด ไม่ได้มีความรู้ลักษณะที่แท้จริงของธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้นในโลกของความคิด ก็จะกว้างขวางมากตั้งแต่อดีต กี่ล้านปีมาแล้วเราก็ไม่รู้ว่าคนในครั้งโน้น มีความเป็นอยู่อย่างไร แต่ว่าพอนึกถึงยุคของเราเราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงของวิชาการต่างๆ มาก แต่แม้อย่างนั้นก็ตามคนที่กำลังเป็นแพทย์ หรือว่าคนกำลังเป็นวิศวกรหรือว่าใครก็ตาม สามารถที่จะรู้ถึงแก่นหรือจุดของโลกจริงๆ หรือเปล่า ว่าโลกจริงๆ มีเพียง ๖ โลก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นโลกทางตา ก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวที่จะคิดเป็นคำ เป็นวิชาการต่างๆ จิตเกิดขึ้นและดับไปแล้ว ก็มีจิตเกิดดับสืบต่อมากมายหลายขณะ จนกระทั่งเป็นเรื่องความคิดนึกในเชิงวิชาการต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ธรรมเลย ว่าขณะนั้นธรรมจริงๆ คือสิ่งที่สามารถที่จะปรากฏเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว แต่เขาจะเพียงรู้เรื่องของธรรมที่เกิดดับสืบต่อกันทั้งหมด และก็รวมเป็นเรื่องเดียวกัน ก็เป็นความรู้ที่ไม่เหมือนกัน นั่นก็เป็นเรื่องของความรู้ทางโลก และสำหรับคำที่คิดว่าคนที่ฉลาดทางโลก สามารถที่จะมีความเข้าใจทางธรรมได้มากไหม ใช่ไหมคำถามของคุณอรวรรณ การที่จะเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้นก็จะเข้าใจมากขึ้น ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม การทำอาหารก็จะมีเคล็ดลับมีสูตรต่างๆ ที่ละเอียด ซึ่งทำให้รสอาหารต่างๆ กันไป นี่ทางฝ่ายโลก ไม่ว่าจะเป็นวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นอาศัยความละเอียด การไตร่ตรองการพิจารณา แต่ว่าสำหรับเรื่องทางโลก ไม่ได้พิจารณาในเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ และเหตุและผลของสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้สะสมมาที่จะมีศรัทธาในการที่จะเห็นประโยชน์ของการที่เกิดมาแล้วก็อยู่ไปวันหนึ่งๆ วันหนึ่งๆ มีความรู้ความสามารถไปวันหนึ่งๆ แต่ก็มีสุขมีทุกข์ ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บตาย และ ทุกข์ได้ นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะหาได้จากวิชาการทางโลก เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องสภาพของจิต ว่าคนเราเกิดมานี่ต่างอัธยาศัยและก็ชีวิตแต่ละวันของแต่ละคน ก็ต่างกันไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ว่าเป็นชีวิตของใครทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แม้แต่การที่จะมาเชียงใหม่ ก็คิดว่าจะมาเครื่องบินเที่ยวเช้า ๑๐ โมง ก็ต้องมาเที่ยว ๖ โมงเช้า โดยที่ว่าไม่ได้คิดไม่ว่าจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตแต่ละขณะ จะอายุสั้นจะอายุยืน มีความรู้มากมีความรู้น้อย มีทรัพย์สมบัติมากมีทรัพย์สมบัติน้อยหรืออะไร ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ในคำที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก คือตามมีตามได้จริงหรือเปล่า ตามมีตามได้บังคับได้ไหมว่าให้เกินกรรมที่ได้กระทำไว้ ที่จะให้มีมากกว่าที่ควรจะมี และสิ่งที่จะได้ก็ต้องตามมีตามได้ คือตามกำลังของเหตุที่จะทำให้เกิดผลแต่ละขณะนี้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ทางธรรม ก็จะรู้ว่าวิชาการทั้งหลาย ไม่สามารถที่จะเทียบเท่ากับการที่จะได้ศึกษาธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เข้าใจที่เหนือทุกวิชา ต้องเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในแต่ละขณะให้เข้าใจถูกต้องขึ้น
ผู้ฟัง การที่เรามีชีวิตอยู่ทุกวัน เราจะเลือกที่จะหมุนลึกเข้าไปในเกลียวของวัฏฏสงสารหรือว่าเลือกที่จะหมุนออกจากวัฏฏสงสาร มันก็มีทางเลือก ๒ ทางให้เลือก เพราะฉะนั้นถ้าเพียงแต่สนใจในความฉลาดทางโลก โดยที่ไม่สนใจที่จะศึกษาพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ ก็เป็นทางเลือกที่หมุนเกลียวลึกเข้าไปในวัฏฏะ โดยที่ไม่มีทางที่จะหมุนออกไปจากวัฏฏะได้เลย
ท่านอาจารย์ จะเป็นคนนี้ที่ฉลาดมีความสามารถมาก หรือว่ามีทรัพย์สมบัติมากนี่อีกนานสักเท่าไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620