ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๑

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะใช้อีกคำหนึ่ง เพื่อที่จะให้เข้าใจว่าอยู่ในทะเลภาพ เพราะเหตุว่าขณะนี้มีใครบ้าง ที่ไม่เห็นว่าเป็นภาพต่างๆ เห็นแต่เพียงสี ซึ่งเกิดแล้วดับไป เห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบแล้วก็ดับ เมื่อไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็คือเป็นทะเลภาพ เพราะเหตุว่าสมุทะที่ทรงแสดงไว้ในสมุทัสตร อะไรเป็นมหาสมุทร ที่กว้างใหญ่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ และสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย รวมทั้งใจด้วย เพราะว่าจริงๆ แล้วจิตเกิดดับเร็วมาก ขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่คิด เพราะเหตุว่าแม้ไม่เห็นก็คิดได้ ฝันไม่เห็นเลยแต่คิดตลอดในขณะที่กำลังฝัน ปรากฏเสมือนว่าเห็นในขณะที่ฝัน แต่ไม่ใช่เห็นจริงๆ ไม่ใช่ธาตุที่กระทบจักขุปสาท แล้วปรากฏเหมือนขณะที่ไม่ได้ฝัน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าความจริงที่ลึกซึ้ง ของธรรมที่เราไม่รู้ แต่เราเริ่มที่จะเข้าใจอรรถ ความหมายของธรรมที่ทรงแสดง เพราะเหตุว่าแม้ธรรมารมณ์ การที่ทรงจำสิ่งที่ปรากฏตลอดวัน ก็เป็นทะเลเป็นสมุทะด้วย เพราะว่าไม่ใช่แต่เพียงตาหูจมูกลิ้นกายใจเท่านั้นที่เป็นสมุทะ แม้สีที่กำลังปรากฏทางตา หรือจะใช้คำว่าอะไรก็ได้ที่กำลังปรากฏทางตา เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์คือความคิดนึกว่าหรือว่า เรื่องราวต่างๆ หรือว่าทุกอย่างที่รู้ได้ด้วยใจก็เป็นสมุทะด้วย

    เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ปฏิเสธได้ไหม มีใครที่จะปฏิเสธว่าไม่จริง ทุกอย่างที่เป็นจริงมีในพระไตรปิฏก เช่นทะเลภาพหรือว่าทะเลชื่อ ก็เป็นธรรมารมณ์ ซึ่งก็เป็นส่วนของสมุทะด้วย เพราะเหตุว่าสมุททสูตรได้แสดงทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสิ่งที่ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และคิดนึกทางใจด้วย นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งถ้าสิ่งนั้นเป็นความจริง เราจะใช้คำภาษาอะไรก็ได้ เพราะเหตุว่าคำว่าทะเลไม่ใช่ภาษาบาลี เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าเข้าใจก็ไม่ใช่ภาษาบาลี แต่เป็นภาษาไทย ภาษาไทยเอาคำภาษาอื่นมาใช้มาก เช่นคำว่าปัญญาก็เป็นภาษาบาลี แต่ว่าความคิดความเข้าใจของเรา ในลักษณะของธาตุที่เป็นปัญญาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ถูกต้องหรือเปล่า หรือว่าเราเพียงแต่ใช้คำนั้นด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เข้าใจ แม้คำว่าสติ ภาษาไทยก็ใช้ แต่ว่าไม่ตรงกับลักษณะของสติ ซึ่งเป็นปรมัตธรรมเป็นธรรมที่มีจริง เป็นฝ่ายโสภณฝ่ายดีงาม ซึ่งต้องเกิดกับจิตที่เป็นโสภณจิตที่ดีงามเท่านั้น นี่ก็เป็นเรื่องที่สิ่งที่มีจริง จะใช้ภาษาอะไรก็ได้ ขอให้เราเข้าถึงความหมายอรรถของพระไตรปิฏก เพราะว่าถ้าเพียงแต่เรากล่าวว่า โอฆะมี ๔ กาโมฆะ โดยชื่อและคำแปล ภโวฆะ โดยชื่อและคำแปล โดยชื่อและคำแปล ทิษโฐฆะ โดยชื่อและคำแปล อวิชโชฆะ โดยชื่อและคำแปล จะเข้าใจว่าขณะนี้กำลังเป็นโอฆะหรือเปล่า ในขณะที่กำลังเห็น แล้วก็มีภาพต่างๆ ที่ทำให้ไม่รู้ความจริง ว่าแท้ที่จริงแล้วที่ภาพจะมี ต้องมีเห็นก่อน ถ้าไม่มีเห็นจะมีความทรงจำว่า สิ่งที่เห็นเป็นอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นต้องเห็นก่อนเป็นรูปารมณ์ และต่อจากนั้นก็เป็นทะเลทั้งวันคือเป็นภาพทั้งวัน ด้วยเหตุนี้การศึกษาพระไตรปิฎก ในภาษาไหนก็ได้ ที่จะทำให้ผู้นั้นสามารถที่จะเข้าถึงความจริงของสภาพธรรม ในเมื่อเป็นความจริงแล้ว สิ่งนั้นมีปรากฏในพระไตรปิฏก ทั้งโอฆะ ๔ และสมุททสูตร และก็เป็นความจริงที่ทุกคนในขณะนี้ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหม ว่าเห็นอะไร เป็นทะเลอะไร ทะเลภาพหรือเปล่า

    ผู้ฟัง คือว่าผมสนทนาธรรมทางอินเตอร์เน็ต แล้วเสร็จแล้วก็มีหัวข้อหนึ่งที่บอกว่า นิมิตและอนุพยัญชนะเป็นธรรมมารมณ์ใช่ไหม แต่เขาบอกว่าไม่ใช่ นิมิตและอนุพยัญชนะเป็นรูปารมณ์ แล้วทีนี้เขาก็ถามคำถามมาว่า ถ้าไม่มีรูปารมณ์ปรากฏ จะมีความแตกต่างคือนิมิตอนุพยัญชนะหรือเปล่า ก็อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ช่วยให้ความกระจ่างในตรงนี้

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบความหมายของคำว่านิมิตกับอนุพยัญชนะ นิมิตหมายความถึงสิ่งที่ปรากฏให้รู้ว่า สิ่งนั้นเป็นอะไร เช่นขณะนี้เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไม่ปรากฏโดยลักษณะรูปร่างสัณฐาน เราก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่า สิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะนิมิตหมายความถึงรูปร่างสัณฐาน ที่ปรากฏให้รู้ในลักษณะของสิ่งนั้น ส่วนอนุพยัญชนะก็เป็นส่วนปลีกย่อย รายละเอียด อย่างเห็นคน ก็ยังไม่ได้ดูรายละเอียดหรือว่า ความละเอียดของส่วนสัดต่างๆ แต่ขณะใดที่กำลังสนใจในตาหรือในปาก หรือในหู ในส่วนละเอียด อันนั้นก็เป็นอนุพยัญชนะ ส่วนรูปารมณ์หมายความถึงสิ่งที่สามารถกระทบกับจักขุปสาทและปรากฏ

    ผู้ฟัง แล้วทีนี้ก็มีคนบอกว่าในขณะที่สติปัฏฐานเกิด ก็จะเห็นเป็นเพียงแค่เส้นแสงหรือว่าเห็นเป็นสีสีเดียวเช่นสีแดง แล้วที่ไม่มีสีอื่นมาปะปน ซึ่งข้อความนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เราก็อยากจะเรียนถามอาจารย์ช่วยให้ความกระจ่างด้วย

    ท่านอาจารย์ จะได้ยินคำว่าสติปัฎฐาน ซึ่งหมายความถึงสภาพธรรมที่กำลังรู้ที่ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่นในขณะนี้ทุกคนเห็นเป็นธรรมดา แต่ก็จะรู้ได้ว่าสติเกิดหรือหลงลืมสติ สติที่นี้หมายความถึงสติปัฎฐาน ไม่ใช่สติขั้นทานขั้นศีล ถ้าไม่มีความเข้าใจในลักษณะของสติปัฏฐานกับขณะที่หลงลืมสติ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของสติสัมปชัญญะหรือสติปัฐานฏ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ที่จะต้องเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก่อน แล้วจึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นสติสัมปชัญญะเกิด หรือว่าหลงลืมสติ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ฟังอย่างนี้ยังสงสัยไหม

    ผู้ฟัง อยากทราบว่าที่บอกว่าเป็นสีๆ เดียว หรือว่าเป็นเส้นแสงนี้เป็นการกำหนดนิมิต และอนุพยัญชนะหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ความจริงปรากฏให้พิสูจน์ได้ ว่ามีสิ่งที่ปรากฏเป็นเส้นแสงเป็นสีต่างๆ หรือว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จะต่างกันโดยมาก คนพยายามที่จะให้เห็นเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ ถูกต้องไหม เพราะว่าเข้าใจว่ารูปารมณ์หมายความถึงสิ่งที่ปรากฏ แต่ว่ายังไม่ใช่การนึกคิดว่า สิ่งที่ปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็พยายามที่จะแยก หรือว่าพยายามที่จะทำ ให้เห็นเป็นว่าไม่มีความคิดนึกในเรื่องสิ่งที่ปรากฏเลย มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นจริงๆ แต่นั่นเป็นตัวตนที่กำลังพยายาม ที่จะให้เป็นอย่างนั้น ซึ่งขณะนี้การอบรมเจริญสติปัฏฐาน หมายความถึงการอบรมเจริญปัญญา ต้องรู้ด้วย ว่าไม่ใช่เป็นปัญญาขั้นฟัง แต่เป็นปัญญาที่กำลังจะค่อยๆ เข้าใจถูก ในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่มีความเป็นเรา ที่กำลังพยายามจะไปแยก หรือจะไปทำให้เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นขณะนี้ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยเป็นปกติ เริ่มเข้าใจในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ว่ามีจริงๆ และสิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏได้ทางตา นี่คือการที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ต้องไปคิดว่าจะพยายามให้เป็นแสงเป็นสี เป็นเส้นตัดหรือไม่เป็นเส้นตัด เป็นคนหรือไม่เป็นคน นั่นคือหนทางผิด เพราะเหตุว่าเป็นตัวตนที่กำลังพยายาม ที่จะทำให้เป็นอย่างนั้น แต่ว่าการอบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่เป็นการไปพยายามทำให้เป็นอย่างอื่นเป็นปกติ แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจถูกว่าในขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีจริง เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถปรากฏได้ เท่านั้นเอง

    ผู้ฟัง กราบขอบพระคุณอาจารย์มาก

    ผู้ฟัง ก็จะเรียนถามท่านอาจารย์ อันนี้ก็ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องสูงสำหรับที่จะพูด เวลาเปิดวิทยุ จะได้ยินอย่างนี้อยู่เสมอว่า นามรูปปริเฉทญาณ ก็มาฟังจากคำบรรยายแล้วพอที่จะเข้าใจได้ว่า นามรูปเป็นผลซึ่งอาศัยเหตุ คือสติระลึกปัญญารู้ลักษณะของสิ่งผู้กำลังปรากฏเนืองๆ ตรงนี้ก็หมายความว่า จะมีลักษณะของปัญญาขั้นนามรูปปริเฉทญาณจะเกิดขึ้นก็ต้องเริ่มจากการอบรมเจริญสติปัฏฐาน ตรงนี้ทางเดียวอย่างเดียว อย่างนี้หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ขั้นการฟัง ก็เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม แต่ว่าธรรมก็มีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือนามรูปประเภทหนึ่ง มีจริงๆ เกิดขึ้น แต่ว่าเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย ส่วนธรรมอีกประเภทหนึ่งก็มีจริงๆ เมื่อเกิดขึ้นก็เป็นสภาพที่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าพูดอย่างนี้อาจจะมองไม่เห็น ว่าขณะไหนเป็นสภาพธรรมไหน แต่ขณะที่กำลังเห็น เห็นมีจริง และคำพูดเมื่อกี้นี้ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าหมายความถึง สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้คือเห็น กับสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนี้ที่กำลังเห็น มีสภาพที่กำลังเห็น และก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ทั้ง ๒ อย่างและไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาก็เพียงปรากฏ แต่ไม่ใช่สภาพที่จะรู้อะไร ไม่ใช่สภาพคิด ไม่ใช่สภาพจำ ไม่ใช่สภาพโกรธ ไม่ใช่สภาพเหนื่อย ไม่ใช่สภาพที่รู้สึกเป็นทุกข์ เป็นเพียงสิ่งหนึ่ง เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถกระทบกับจักขุปสาท แล้วปรากฏกับจิตเห็น ไม่ได้ปรากฏกับจิตได้ยิน หรือว่าจิตได้กลิ่น แต่จะปรากฏเฉพาะกับธาตุที่สามารถเห็น คือมองเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา สภาพรู้เป็นนามธรรม สิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าขณะไหนที่ไหน จักรวาลไหนก็ตามแต่ จะไม่พ้นจากลักษณะของธรรม ซึ่งเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ซึ่งปะปนกันไม่ได้เลย เพราะเหตุว่ารูปธรรมก็มีลักษณะต่างกันไป เช่นเสียงปรากฏทางหูกับจิตได้ยิน ขณะนั้นเสียงก็ไม่ปรากฏด้วยว่าสีสันเป็นอย่างไร แต่ว่าเป็นสภาพที่มีจริงๆ และจิตได้ยินเท่านั้นที่สามารถจะได้ยินเสียงที่กำลังปรากฏเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นสภาพได้ยิน ไม่ใช่เสียง เป็นนามธรรม และเสียงก็ไม่ใช่นามธรรม เป็นรูปธรรม เสียงไม่มีใครมองเห็นเลย แต่ทุกคนก็บอกว่าเสียงมี เมื่อมีการได้ยินเสียง ก็ปรากฏให้รู้ได้ว่าลักษณะของเสียงเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นการที่เราฟังอย่างนี้ แล้วก็รู้ว่าเสียงเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ได้ยินเป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่จะใช้คำให้เข้าใจว่า ๒ ลักษณะนี้ต่างกัน ก็คือสภาพที่ไม่รู้อะไรเลยใช้คำว่ารูปธรรม ส่วนสภาพที่เป็นธาตุรู้ ใช้คำว่านามธรรม ถ้าใช้คำว่านามธรรม ยิ่งกว่ารูปใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าแม้เสียงมีจริง ไม่ปรากฏรูปร่างสัณฐาน ไม่มีกลิ่นไม่มีรส แต่ก็ยังปรากฏลักษณะที่เป็นเสียง ให้รู้ว่าเป็นสภาพที่มีจริงชนิดหนึ่ง ส่วนธาตุรู้ปราศจากรูปใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย อย่างเสียงแม้มองไม่เห็น แต่ก็ปรากฏทางหู แต่นามธรรมเป็นธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่เสียง และก็ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รูปใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ลักษณะของนามธรรม ขั้นประจักษ์แจ้งไม่ใช่เพียงขั้นฟัง ขั้นฟังเริ่มเข้าใจ ว่าจริงจริงแล้ว ถ้าใช้คำว่าธรรมก็คือไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นธาตุชนิดหนึ่ง แต่ละชนิด แต่ละชนิด แม้แต่ธาตุเห็น จะได้ยินไม่ได้ ธาตุได้ยินก็จะเห็นไม่ได้ นี่คือความต่างกันของแม้นามธาตุก็เป็นนามธาตุที่ต่างตามเหตุตามปัจจัยด้วย ด้วยเหตุนี้ปัญญาที่สามารถที่จะประจักษ์แจ้ง สภาพของนามธาตุและรูปธาตุ ต้องเป็นปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณ ที่เกิดจากสติปัฎฐาน จากการที่ฟังเข้าใจขั้นฟัง ขณะนี้เสียงก็ดับ ได้ยินก็ดับ เห็นก็ดับ สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ดับ นี่ขั้นฟัง แต่สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา จนประจักษ์แจ้งได้เมื่อไหร่ นั่นก็คือความหมายของคำที่ใช้คำว่านามรูปปริเฉทญาณ

    ผู้ฟัง ผมมีปัญหากับท่านผู้ฟัง ถามถึงสถานที่ปฏิบัติธรรม เขียนมาว่า เรียนอาจารย์สุจินต์ กรุณาอธิบายเรื่องสถานที่ ของการปฏิบัติธรรม เพราะบางท่านที่มาในวันนี้ เรายังต้องการสถานที่ปฎิบัติธรรมอยู่อีก

    ท่านอาจารย์ ท่านที่ต้องการสถานที่ปฏิบัติ เข้าใจคำว่าปฏิบัติว่าอย่างไร ความจริงคำว่าปฏิปัตติ เป็นภาษาบาลี ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง เพราะฉะนั้นปฏิบัติในภาษาไทย ไม่ใช่ความหมายในภาษาบาลี ปฏิบัติในภาษาไทยเข้าใจว่าทำ แต่ว่าในภาษาบาลี ปฏิปัตติถึงเฉพาะ ขณะนี้เป็นธรรมไม่ใช่เรา เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรมคิดนึกเป็นธรรม สุขเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม เมื่อเกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นอะไรจะถึงเฉพาะลักษณะของธรรมแต่ละอย่าง เพื่อที่จะได้เข้าใจสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริง ว่าลักษณะนั้นเกิดและก็ดับ ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่เที่ยง ขณะนี้ที่ดูเสมือนกับว่า ท่านเห็นด้วยได้ยินด้วย ก็ต่างขณะกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสภาพธรรมที่สามารถ ถึงเฉพาะลักษณะ แต่ละลักษณะของสภาพธรรม ไม่ใช่เป็นปฏิปัตติคือไม่ใช่ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมต้องละเอียด ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินคำไหนแล้วก็เข้าใจเอาเอง ว่าปฏิบัติคือทำ แต่ว่าขณะนี้เข้าใจหรือยัง ว่าเห็นขณะนี้ในพระไตรปิฏก ก็ได้แสดงไว้ว่าจักขุวิญญาณ จิตที่อาศัยตาเกิดขึ้นเห็น รูปารมณ์คือสิ่งที่กำลังปรากฏ สิ่งที่กำลังปรากฏเพียงปรากฏแล้วก็ดับ ปฏิปัตติคือสามารถที่จะถึงลักษณะของเห็น หรือว่าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีเห็น ถ้าขณะนี้ถึงลักษณะของสภาพธรรมโดยสติสัมปชัญญะเกิด เพราะว่าที่ทรงแสดงไว้ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เฉพาะสติเจตสิกประเภทเดียว เป็นสภาพที่ประลึกได้และรู้ ค่อยๆ เข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เราทำ แต่เมื่อสติเกิดขึ้นเป็นสติสัมปชัญญะที่เป็นปกติ กำลังมีสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ก็รู้ตรงลักษณะที่ปรากฏ และเริ่มค่อยๆ เข้าใจความจริงของสภาพธรรมนั้น นั่นคือสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นเวลาที่กล่าวว่าปฏิบัติ ไม่มีคนหนึ่งคนใดเป็นสภาพธรรม เช่นมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้แก่เจตสิก ๘ เกิดขึ้นทำกิจเฉพาะสภาพของเจตสิกนั้นๆ ไม่ก้าวก่ายกัน สติไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่วิริยะ ไม่ใช่สมาธิ นี้ก็แสดงให้เห็นว่าเราต้องมีความเข้าใจถูก และก็รู้ว่าไม่ใช่เราปฏิบัติ แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นปฏิบัติกิจของสภาพธรรมนั้น ขณะนี้ถ้าสติสัมปชัญญะเกิด กำลังรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ สถานที่นี้เป็นสถานที่ปฏิบัติหรือเปล่า ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่เลย ที่ไหนก็ได้ ที่สติเกิดแล้วก็รู้ลักษณะของสภาพธรรม ขณะนั้นเป็นปฏิปัตติ เป็นการปฏิบัติธรรม

    สนทนาธรรมที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ ปฐมชนสูตร

    ว่าด้วยที่พึ่งในภายหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ที่แท้พวกท่านเป็นคนชราแก่เฒ่า ล่วงการผ่านวัยมาโดยลำดับ มีอายุได้ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิด แต่ไม่ได้สร้างความดี นี้ได้ทำกุศล นี้ได้ทำกรรมอันเป็นที่ต้านทานความขลาดไว้ ดูกรพราหมณ์ โลกนี้ถูกชรา พญาธิ มรณะ นำเข้าไปอยู่แล เมื่อโลกถูกชรา พญาธิ มรณะ นำเข้าไปอยู่เช่นนี้ ความสำรวมทางกาย ความสำรวมทางวาจา ความสำรวมทางใจ ในโลกนี้ย่อมเป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดหน่วงของเขาผู้ละไปแล้ว ชีวิตถูกชรานำเข้าไปใกล้ ความมีอายุสั้น ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปใกล้แล้ว ย่อมไม่มีที่ต้านทาน เมื่อบุคคลเล็งเห็นภัยในความตายนี้ ควรทำบุญทั้งหลาย อันนำความสุขมาให้ ความสำรวม ทางกาย ทางวาจา และทางใจในโลกนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสุขแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ผู้ซึ่งสร้างสมบูรณ์ไว้ แต่เมื่อยังชีวิตอยู่

    ท่านอาจารย์ ในพระสูตรนี้ก็เป็นเรื่องของพราหมณ์ชราสองคน ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ก็ต้องมีคนชรา เพราะว่าเมื่อเกิดมาแล้วที่จะไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มี แต่ว่าผู้ที่เกิดมาแล้วแก่และตายไป โดยที่ไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิต ก็มีเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าในกาลสมัยไหน แต่สำหรับผู้ที่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ไม่ว่าจะวัยไหน ก็เป็นผู้ที่ไม่ประมาท เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า ใครจะตายวันไหน จะเป็น เย็นนี้ หรือพรุ่งนี้ จะอายุเท่าไหร่ แม้แต่อายุเพียงหนึ่งเดือน หนึ่งวัน ก็ยังสิ้นชีวิตไปตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว

    เพราะฉะนั้นเรื่องของธรรม เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แล้วสำหรับพราหมณ์สองท่านนี้ ก็มีโอกาสได้เฝ้าได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ แต่ว่าข้อความในพระไตรปิฏก ก็ได้จารึกสืบต่อเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่ได้มีโอกาสฟังพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพราหมณ์นั้น แม้เพียงสั้นๆ แต่ก็จะต้องเป็นผู้ที่พิจารณา และก็เห็นประโยชน์ของพระธรรมที่สั้น แต่ว่าเป็นความจริง ซึ่งทุกคนจะหนีไม่พ้นเลย แต่พราหมณ์แม้ว่ามีอายุถึง ๑๒๐ ปี ก็ยังคิดว่าจะมีอะไรซึ่งจะเป็นที่พึ่ง มีอะไรที่เป็นประโยชน์ ก็จึงได้ไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัส แต่ว่าผู้ที่ได้สะสมมา ก็แล้วแต่ว่าสะสมมาที่จะเข้าใจพระธรรม ที่ตรัสมากน้อยแค่ไหน หรือว่าบางคนอาจจะฟังคิดว่าเข้าใจแล้วผ่านไปเลย แต่ว่าตามความเป็นจริง ธรรมที่ไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจ อย่างลึกซึ้งในพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เพียงฟัง และก็ศึกษาเผินๆ จะไม่ทำให้เข้าใจความจริงของธรรม เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดง โดยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมที่ละเอียด สุขุม ลึกซึ้ง ปราณีตรู้ตามได้ยาก ซึ่งก็คงจะเห็นจริง เมื่อได้ศึกษามากขึ้น

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์สุจินต์ที่เคารพอย่างสูง จากข้อความที่พูด ว่าความสำรวมทางกาย ทางวาจา และทางใจ ตรงนี้ฟังดูในชีวิตประจำวัน เราก็คิดว่าเราจะสำรวมอย่างทั้งกาย ยิ่งอยู่กันในที่ประชุมตอนนี้ ทุกคนก็จะสำรวมมากขึ้นใช่ไหม แต่พูดถึงทางใจแล้ว เราจะคิดดีหรือคิดไม่ดีอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ ส่วนทางวาจาหากท่านกล่าวว่า ก็ว่าจะสำรวม แต่พอเวลาเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วมันไม่ได้สำรวม ล่วงไปในสิ่งที่ไม่ดี แล้วก็เสียใจภายหลัง ตรงนี้ท่านจะให้ความคิดเห็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ธรรมเป็นอนัตตา แล้วก็การฟังธรรมก็ต้องละเอียดด้วย ทุกคนได้ฟังเรื่องของพราหมณ์ ๒ ท่านนี้แล้ว แล้วก็ดูว่าชีวิตประจำวันของแต่ละคน เหมือนอย่างพราหมณ์ ๒ ท่านนี่หรือเปล่า ความคิดไม่เหมือนกัน เพราะว่าส่วนใหญ่เรายังไม่คิดถึงโลกหน้า ว่าเราจะต้องตายแล้วไปไหน เพราะฉะนั้นเราก็คิดแต่เพียงว่า ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราจะทำอะไรบ้าง ซึ่ง เป็นประโยชน์สุขแก่ตนเองก่อน ก่อนที่จะคิดถึงบุคคลอื่น แต่ว่าถึงยังไงก็ตาม เราจะมีความสุขในโลกนี้มากสักเท่าไหร่ เราก็ต้องจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้นถ้าเราจะลองคิดดูว่า ทำไมแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน แม้แต่พราหมณ์ ๒ ท่านก็ยังคิดว่าต้องจากโลกนี้ไปจริง แต่ว่าโลกหน้าที่จะไปนั้นคืออะไร และก็มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่ง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    28 ธ.ค. 2568