ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๕
สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธศึกษาทหารบก
วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
ท่านอาจารย์ มีหลายประเด็นมาก และก็จริงๆ แล้วความรู้ทุกอย่างถ้าไม่รู้จริงเป็นอันตราย ถ้าไม่รู้จริงว่ายานี้รักษาโรคอะไร เพราะเหตุว่ามีลักษณะที่คล้ายกันมาก แต่ความไม่รู้จริงก็ทำให้หยิบยาผิดหรือว่าใช้ยาผิดก็ได้ซึ่งเป็นอันตราย นี่เป็นแต่เพียงข้อเปรียบเทียบการศึกษาทั้งหมดถ้าไม่รู้จริงก็เป็นอันตราย เพราะเหตุว่าอย่างคำว่าธรรมกับอภิธรรม ถ้าไม่รู้จักธรรมจะรู้ไหมว่าอภิธรรมกับธรรมเหมือนกันหรือว่าต่างกัน ธรรมคือสิ่งที่มีจริงสามารถที่จะรู้ได้ทุกกาลสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ว่าเป็นสิ่งที่รู้ยากและใครจะรู้เองได้ ถ้าไม่ได้บำเพ็ญบารมีมาพอที่จะรู้ด้วยตัวเองได้ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่มีปัญญาต่างระดับ พระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลย พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวก ก็เป็นผู้ที่มีปัญญา แต่ว่าปัญญาต่างขั้นกัน สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะรู้ความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้อย่างนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นส่วนหนึ่งที่บุคคลใดสามารถจะรู้ตามได้ก็ทรงแสดงไว้ สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เป็นผู้ที่รู้ความจริงของสภาพธรรมด้วยตัวเอง แต่ว่าไม่ได้ประกอบด้วยพระญาณอย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สามารถจะแสดงความจริงให้คนอื่นได้สามารถเกิดปัญญาที่จะรู้ความจริงนั้นได้ เท่ากับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง และสำหรับสาวกไม่มีทางเลยที่จะรู้ธรรมเองต้องอาศัยการฟัง
ด้วยเหตุนี้เมื่อมีปัญญาต่างระดับ ก็จะต้องเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบ ในการที่จากเมื่อได้ยินได้ฟังคำใดที่เป็นธรรม ประมาทไม่ได้เลย ว่าต้องเป็นสิ่งที่ละเอียดและลึกซึ้ง เช่นคำว่าธรรม ขณะนี้อะไรเป็นธรรม สามารถที่จะรู้ธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ไหม? แต่ว่าเพราะเหตุว่าธรรมลึกซึ้ง พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษา และธรรมที่ทรงแสดงก็ใช้คำว่าธรรมวินัย เพราะเหตุว่าวินัยหมายความถึงการกำจัดอกุศล แต่ถ้าไม่มีธรรมจะเอาอะไรกำจัดอกุศล เพราะฉะนั้นเมื่อมีธรรม ธรรมนั่นแหละก็เป็นวินัยคือเป็นสิ่งที่จะกำจัดอกุศลได้ หมายความถึงเมื่อมีปัญญาอบรมขึ้นแล้ว ด้วยเหตุนี้ธรรมวินัยนี้ก็เป็นสิ่งซึ่ง ถ้าฟังเพียงครั้งเดียว สามารถที่จะประจักษ์ความจริงได้ไหม เช่นขณะนี้จิตมีจริงๆ แต่เกิด ไม่เกิดไม่มี เมื่อเกิดแล้วก็ดับอย่างรวดเร็วด้วย จึงไม่สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของจิต และไม่มีใครสามารถที่จะไปทำลายไม่ให้จิตเกิดสืบต่อได้เลย นี่เป็นเหตุซึ่งชาตินี้ไม่ได้มีเพียงชาติเดียว ชาติก่อนก็มีจากชาติก่อนมาสู่ชาตินี้ จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าไปเรื่อยเรื่อย มิฉะนั้นจะไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจากพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และความจริงนี่รู้ได้ง่ายไหมเมื่อรู้ไม่ได้ง่าย จึงได้ทรงแสดงความละเอียดยิ่งของธรรมนี้ ซึ่งใช้คำว่าอธิธรรม เพราะว่าเพียงแต่พูดว่าขณะนี้มีจิตเกิดดับ แต่ว่าไม่ได้มีหนทางไม่ได้ทรงแสดงหนทางที่จะทำให้ประจักษ์แจ้ง ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้แจ้งได้
ด้วยเหตุนี้ธรรมที่มีจริงๆ ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้าง แต่ทรงประจักษ์แจ้งความจริงของธรรมนั้น ซึ่งพระองค์ไม่สามารถจะเปลี่ยนธรรมให้เป็นอย่างอื่นได้ ธรรมนั้นจึงเป็นปรมัตถธรรม ขยายความหมายของคำว่าธรรมออกไป ว่า สิ่งที่มีจริงนั้นแหละ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย และเป็นปรมัตถธรรมแล้วก็ยากที่จะรู้ได้ จึงทรงแสดงความละเอียดของจิต ๑ ขณะว่าจิต ๑ ขณะที่จะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องประกอบด้วยเจตสิกเท่าไหร่ และเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตนั้นเป็นปัจจัยปรุงแต่งให้จิตนั้นเกิดขึ้น แต่ละเจตสิกเป็นปัจจัยอย่างไร นี่คือความหมายของอภิธรรมทั้งหมดเพื่อที่จะให้เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน เพื่อให้รู้ความจริงว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่รู้จักธรรม ไปหาธรรมที่ไหนก็หาไม่ได้ อย่างหลายท่าน ท่านก็บอกว่าท่านไปหาธรรมทั้งเหนือใต้ตะวันออกตะวันตก ไปหาทำไม ในเมื่อยังไม่รู้จักว่าธรรมคืออะไร แต่เวลาที่รู้จักธรรม แล้วต้องไปหาไหม มีอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ เพราะฉะนั้นความรู้ทั้งหมดแม้แต่ในเรื่องธรรม ก็ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ประมาทที่จะเข้าใจจริงๆ นี่ก็คำหนึ่ง ธรรม และก็ยังมีคำว่าวิปัสสนาอีก ถ้าเรายังไม่รู้ว่าที่วิปัสสนาจริงๆ คืออะไร แล้วเราทำอะไรแล้วผลคืออะไร และจะเป็นความรู้ได้ไหม ด้วยเหตุนี้ในพระพุทธศาสนาการอบรมเจริญปัญญาต้องตามลำดับขั้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ผู้ฟัง อาจารย์ในชีวิตจริงของผม เรียนไมเปรียญเรียนพุทธศาสตร์บัณฑิตมา ก็ได้เรียนก็รู้หมด จิตเจตสิกรูปนิพพาน พอนานวันมันก็ลืม เลยมาคิดดูว่า ในแนวทางปฏิบัติอะไรก็ตามปรากฏขึ้นทางจิต แล้วก็ให้ปล่อยวางให้กำหนดรู้ แล้วก็อยากจะถามว่าถ้าเราทำอย่างนี้ ทำแนววิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ โดยที่ทิ้งปริยัติเลยช่วงนี้คือรู้ว่าเรียนมามันก็ลืม ก็มาศึกษาสภาวะทางจิตด้วยแนวสติปัฎฐาน ๔ ก็ขออนุญาตอาจารย์ได้เพิ่มเติม
ท่านอาจารย์ ก็ขอสนทนาด้วยว่าเรียนธรรมเพื่อจำชื่อหรือว่าเพื่อเข้าใจธรรม ชื่อมีมาก โพธิปักขิยธรรม ปฏิจสมุปาท สังคหวัตถุ เต็มไปด้วยชื่อทั้งหมด แต่ว่าเรียนเพื่อจะจำชื่อและหัวข้อต่างๆ หรือว่าเรียนเพื่อที่จะเข้าใจธรรม เพราะรู้จริงๆ ว่าธรรมคืออะไร และขณะนี้มีธรรมไหมแล้วทำไมจึงต้องเรียนธรรม ไม่ใช่เพียงแต่จำชื่ออย่างที่บอกว่า แล้วก็ลืมก็แน่นอน อย่างไรๆ เพียงชื่อก็ต้องลืม แต่ว่าถ้าเป็นความเข้าใจธรรมอย่างที่กล่าวว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เพราะเกิดขึ้นให้เห็นจริงๆ ว่ามี อย่างเสียงเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม เราเรียนไม่ใช่ไปจำว่าภาษาบาลีใช้คำว่าสัททะแล้วเวลาที่ใช้คำว่าสัททารมณ์คือขณะที่จิตกำลังได้ยินเสียงใด เสียงที่จิตกำลังรู้หรือได้ยินนั้นคือสัททารมณ์ไม่ใช่เสียงทั่วไป เพราะว่าเสียงเองก็เกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างเร็วมาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในโลกนี้เกิดดับเร็ว จนไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้เหมือนกับมายากล เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริง ในลักษณะของสิ่งที่มีแต่ละลักษณะ ก็ต้องอาศัยการฟังแล้วก็เข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรม ซึ่งเราไม่ใช่เพียงแต่จะฟังชื่อ หรือเรื่องราวของสิ่งนั้น แต่กำลังเริ่มที่จะเข้าใจลักษณะจริงๆ นี่คือการที่ศึกษาธรรมปริยัติคือรู้รอบหรือว่ารู้ทั่วรู้จริงๆ ไม่ใช่เพียงขั้นฟังเฉยๆ เช่นขณะนี้ถ้าเข้าใจว่าขณะนี้มีจริง แล้ววิปัสสนาคืออะไร วิปัสสนาไปรู้อะไร วิปัสสนาต้องเป็นปัญญา ถ้าวิปัสสนาไม่ใช่ปัญญา แล้วจะมีประโยชน์อะไร
แต่ว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม ก็เพื่อให้คนอื่นสามารถจะเกิดปัญญาที่สามารถรู้จริงประจักษ์จริงๆ แทงตลอดในความจริงของสิ่งที่กำลังมี ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าวิปัสสนา ไม่ใช่ว่าเราไปจำคำแปลรู้แจ้ง รู้แจ้งอะไรสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้รู้ได้ไหม ถ้ารู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ไม่ได้แล้วจะไปรู้อะไร อะไรจะจริงยิ่งกว่าขณะนี้ในเมื่อไม่ได้ปรากฏเลย สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วจะไปรู้ได้ไหมไม่กลับมาอีกเลย สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นและเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น จะเป็นกลิ่นหรือจะเป็นเสียง หรือจะเป็นคิดก็ไม่รู้ แล้วเมื่อสิ่งนั้นยังไม่เกิดจะไปรู้แจ้งสิ่งที่ไม่เกิดได้ไหม เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าวิปัสสนา ไม่ใช่เพียงแต่จำคำแปล วิแปลว่าแจ้งวิปัสสนาแปลว่าเห็น เห็นแจ้งไม่ใช่ตามปกติด้วยด้วยปัญญา เพราะว่าขณะนี้ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดเลย แต่ใครรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเห็นแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นวิปัสสนาไม่ใช่ให้ไปทำ ทำไม่ได้เลยเป็นเรื่องของปัญญาซึ่งต้องเกิดขึ้นตามลำดับ ถ้าไม่มีปริยัติคือการฟังให้เข้าใจธรรมในขณะนี้ แล้วจะสามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมขณะนี้ได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครเลยที่ไม่มีความรู้ใดๆ เลยทั้งสิ้น แล้วก็ไปทำวิปัสสนาเพื่อจะรู้เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าปัญญาต้องเกิดตามลำดับ ถ้าคิดถึงเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาลผู้ที่ไปเฝ้าฟังธรรม ขณะนั้นมีเห็นไหม มีได้ยินไหม มีคิดนึกไหม มีโลภะ มีโทสะ มีสภาพธรรมที่กำลังเป็นจริงในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคจะตรัสเรื่องอื่น หรือว่าจะพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ให้คนนั้นเห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดดับ ถ้าผู้นั้นอบรมเจริญปัญญามาพอ ก็สามารถจะเห็นแจ้งนั่นแหละคือปัญญาที่เป็นวิปัสสนา แต่ไม่ใช่มีใครไปทำให้เป็นวิปัสสนา แล้วก็ไม่รู้อะไรที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ใช่ปัญญาที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ที่จะให้แทงตลอดความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียด แม้แต่เพียงว่าฟังธรรมเพื่อที่จะจำชื่อหรือว่าจะฟังจะเรียนเพื่อให้เข้าใจธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ แล้ววิปัสสนาก็คือปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งตามลำดับ ปริยัติขณะนี้ฟังมีความรู้เรื่องสิ่งที่มีจริงที่กำลังฟังระดับไหนระดับอายตน ระดับขันธ์ ระดับธาตุ ระดับอริยสัจ ๔ ระดับปฏิจจสมุปาทหรืออะไรเป็นชื่อทั้งหมดเลย แต่ชื่อทั้งหมดมาจากขณะนี้ อย่างคำว่าธาตุหรือธาตุ ทุกคนได้ยินก็รู้ว่ามีแน่นอน แล้วธาตุเป็นของใคร ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมเป็นของใคร เป็นของใครหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เป็นเพราะเป็นอะไร เพราะเป็นธาตุ จะเป็นของใครได้อย่างไร แล้วจริงๆ ก็คือว่าที่ไม่เป็นของใครเพราะเกิดแล้วดับแล้วหมดแล้ว สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วหมดแล้วเป็นของใคร อย่างได้ยินทุกคนกำลังได้ยิน เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยด้วย แล้วได้ยินเมื่อกี้นี้เป็นของใคร ก็จะเป็นของใครไม่ได้เลย นอกจากเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจความหมายของธาตุ ต้องท่องหรือเปล่าคิดว่าจะลืมไหมในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นธาตุทั้งหมด ถ้าดูในพระไตรปิฏก โลภธาตุ โทสธาตุ โมหธาตุ จักขุธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ คือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แต่ใช้คำเพื่อที่จะให้เข้าถึงความหมายที่ไม่ใช่ตัวตน เพราะเป็นปัญญาระดับชั้นฟังแล้วก็เข้าใจยังแทงตลอดไม่ได้ เพราะว่าปัญญาต้องอบรมเจริญจนคลายความติดข้องความสงสัย ความไม่รู้ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งปัญญาถึงระดับที่แทงตลอดได้คือการรู้แจ้งอริยสัจธรรม ทุกคนได้ยินคำว่าบารมีใช่ไหม บารมีเป็นธรรมหรือเปล่า ต้องเป็นแน่นอนถ้าไม่ใช่ธรรมจะไม่ทรงแสดงเลย แต่ว่าที่ทรงแสดงธรรมที่ใช้คำว่าบารมีเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล นี่คือการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจ แม้แต่คำที่เราได้ยินเพิ่มขึ้น อกุศลจะเป็นบารมีไหม ในเมื่อปารมีหมายความถึงธรรมที่ถึงฝั่งคืออีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งนี้เป็นฝั่งของกิเลส ฝั่งนี้เป็นฝั่งของความไม่รู้ เห็นก็ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงนั้นเห็นอะไรแล้วก็เป็นเราหรือเปล่าที่เห็น และสิ่งที่เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงอีกฝั่งหนึ่งของความรู้ที่จะทำให้หมดกิเลสได้ ถ้ายังเป็นผู้ที่มากด้วยความไม่รู้ความโลภความโกรธความหลงและอกุศลทั้งหลาย ความริษยา ความมานะ ความสำคัญตนขณะใดที่อกุศลเกิดขึ้นขณะนั้นไม่รู้
เพราะฉะนั้นถ้ายังมีความไม่รู้อยู่มากๆ จะให้ประจักษ์แจ้งแทงตลอดความจริงของสภาพธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนี้ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้คำแต่ละคำในพระไตรปิฏกมีความหมายแล้วก็เป็นธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เข้าใจขึ้นถึงเหตุและผลด้วย เพราะว่าบางคนอาจจะจำได้บารมี 10 มีอะไรบ้างใช่ไหม แต่ว่าเพื่ออะไรแล้วก็เมื่อไหร่ถ้าไม่ใช่เพื่อละความไม่รู้ เพื่ออบรมปัญญาที่จะทำให้สามารถแทงตลอดความจริงของสภาพธรรม เพราะว่าถ้ายังหนาแน่นด้วยอกุศล แม้สภาพธรรมปรากฏก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ด้วยเหตุนี้ก็ไม่ใช่ใช้คำว่าวิปัสสนา โดยไม่รู้ว่าวิปัสสนานั้นคืออะไรเป็นปัญญาที่ประจักษ์แจ้งแทงตลอดความจริงของสภาพธรรม ถ้ารู้อย่างนี้แล้วจึงจะใช้คำว่าวิปัสสนาหรือทำวิปัสสนาไหม ในเมื่อไม่มีปริยัติไม่มีความรู้ขั้นฟังเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะถามพวกที่เข้าใจว่าทำวิปัสสนา ว่าขณะนี้เป็นธรรมหรือเปล่า จะตอบว่าอย่างไร เป็นหรือไม่เป็นวิปัสสนา ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วจะเป็นวิปัสสนาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่ใช่วิปัสสนาแน่ เพราะว่าเพียงฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ จากการที่ไม่เคยรู้ความจริงเลย แล้วไม่เคยสามารถที่จะเข้าใจด้วยว่าขณะนี้เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อ จนไม่ปรากฏการเกิดดับ จึงหลงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง
ผู้ฟัง ก็แปลว่าทั้งในส่วนของขั้นตอนของการปฏิบัติก็ดี ปริยัติก็ไม่ใช่เป็นขั้นตอนที่ละทิ้งไป ก็ยังคงจะต้องอิงแอบอาศัยกันอยู่ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ แยกไม่ได้เลยเพราะว่าเป็นการเข้าใจถูกต้องในความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ผู้ที่ฟังธรรมในสมัยโน้นไม่ได้แยกปริยัติกับปฏิบัติเลย เพราะว่าแล้วแต่ว่าปัญญาในครั้งนั้นถ้าท่านอนาถะบิณฑกะสมมติว่า อยู่ที่นี่ซึ่งความจริงเป็นไม่ได้ เพราะว่าในครั้งโน้นท่านไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคและได้ฟังธรรม ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธหรือเปล่าหรือไม่มี ฟังเป็นอะไรเป็นปริยัติ และขณะนั้นถ้าไม่เป็นปฏิปัตติ จะเป็นปฏิเวธไม่ได้ เพราะฉะนั้นปฏิบัติในภาษาไทยเราเอามาใช้ในความหมาย ซึ่งเราคิดเองเข้าใจเองว่าปฏิบัติคือทำ แต่ความหมายเดิมไม่ได้หมายความว่าทำ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึงเพราะฉะนั้นหมายความว่าถึงเฉพาะ ฟังแค่นี้ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่ทราบว่าอะไรถึง แล้วถึงเฉพาะอะไร แต่ว่าถ้าศึกษาแล้วขณะนี้เป็นธรรมจริงๆ เกิดดับจริงๆ เพราะฉะนั้นสามารถที่จะถึงความจริงของสภาพธรรม แต่ละลักษณะด้วยไม่พร้อมกัน เพราะว่าจิตเกิดขึ้น ๑ ขณะนี้จะมีสภาพธรรมที่ปรากฏที่จิตกำลังรู้เพียง ๑ อย่าง ด้วยเหตุนี้เวลาที่สภาพธรรมกำลังปรากฏกับท่านขณะที่กำลังฟังธรรม ขณะนั้นคือปฏิปัตติ เพราะว่าไม่ใช่ตัวท่านเลย แต่เป็นสติสัมปชัญญะประกอบปัญญา ที่กำลังมีความเห็นถูกตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จึงถึงปฏิเวธการประจักษ์แจ้งแทงตลอดในการเกิดดับของสภาพธรรมนั้นได้ เพราะฉะนั้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธต้องสืบเนื่องและสอดคล้องกัน ไม่มีใครมีปฏิเวธก่อนปฏิปัตติ ไม่มีใครมีปฏิปัตติก่อนปริยัติเป็นไปไม่ได้เลย ต้องตามลำดับคือปริยัติปฏิบัติปฏิเวธ แล้วแต่ว่าการสะสมมาจะทำให้ในขณะที่ฟัง สามารถที่จะเข้าใจถูกเห็นถูก ในลักษณะของสภาพธรรมทันทีได้
ผู้ฟัง ขออนุญาตกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ที่เราศึกษาในเรื่องไตรสิกขา จะขึ้นต้นด้วยศีลสมาธิปัญญา เพราะฉะนั้นตัวสมาธินี้ก็ต้องมีอยู่ในพระพุทธศาสนา ท่านผู้ที่พูดว่าพระพุทธศาสนาไม่มีสมาธิ นี้จะหมายความว่าอย่างไร ต้องขออนุญาตกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ได้ตอบปัญหาในข้อนี้
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมต้องละเอียด และต้องเป็นเวลานานพอสมควร เพราะว่าธรรมไม่ใช่เรื่องที่เพียงพูดกันคำสองคำก็จะเข้าใจได้ อย่างเวลานี้ก็จะมีคนใช้คำว่าสมาธิ นั่งสมาธิ ทำสมาธิ นั่งวิปัสสนา ทำวิปัสสนา ถ้าไม่พูดกันให้ละเอียดให้ถูกต้อง ก็คงจะต่างคนก็ต่างเข้าใจ เพราะฉะนั้นในเมื่อยุคนี้เป็นยุคที่เข้าใจสมาธิในลักษณะที่ควรทำ โดยที่ไม่ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิก็มี มิจฉาสมาธิก็มี ในพระไตรปิฏกพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยละเอียด เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิด ถ้ามีการศึกษาจริงๆ แล้วก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า ขณะใดที่ไม่มีปัญญา สมาธินั้นก็ต้องเป็นมิจฉาสมาธิเพราะว่าขณะนั้นเพราะต้องการทำสมาธิ ด้วยเหตุนี้ถ้าจะคุยหรือสนทนากับคนยุคนี้สมัยนี้ก็จะรู้ได้ว่า สมาธิที่คนยุคนี้กำลังทำก็ต่างกับในครั้งพุทธกาลซึ่งเป็นสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้นเวลาที่สนทนากันก็ต้องสนทนาด้วยความละเอียด ว่าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าถ้าทำสมาธิก็คือไม่มีในพระพุทธศาสนา หมายความถึงมิจฉาสมาธิ ซึ่งความจริงมีแต่เป็นความเห็นผิด ทำให้ทำผิดแต่ไม่ใช่คำสอนให้ทำมิจฉาสมาธิ
ผู้ฟัง สมาธิมีอยู่จริงแล้วก็มีเป็นสัมมาสมาธิกับมิจฉาสมาธิ โดยมีปัญญาเป็นตัวแปร
ท่านอาจารย์ ต้องขออนุญาตเพิ่มเติม ที่ว่ามิจฉาสมาธิไม่มีในพระพุทธศาสนา ความจริงในพระพุทธศาสนา แสดงสภาพธรรมทั้งหมดตามความเป็นจริง ความเห็นถูกก็มีจริง ความเห็นผิดก็มีจริง แต่ว่าเมื่อเป็นมิจฉาสมาธิก็ไม่ใช่คำสอนที่พระผู้มีพระภาคให้เจริญหรือว่าให้อบรม แต่เป็นเรื่องที่จะต้องละ และสำหรับพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สอนให้คนที่ได้ฟังได้เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องละ ไม่ใช่เป็นเรื่องติดข้องหรือว่าเป็นเรื่องไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นสิ่งที่มีจริง ตอบได้ทุกอย่างในความจริงนั้นว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร และมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์อย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีใดๆ ก็ตาม ถ้าเป็นกุศลควรแต่ถ้าเป็นอกุศลควรหรือไม่ควร พระพุทธเจ้าจะไม่สอนสิ่งที่ผิด ไม่ให้เอาสิ่งที่เป็นอกุศลมาทำหรือว่ามาติดข้อง เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคน ที่จะพิจารณาว่าสิ่งนั้นถูกหรือไม่ถูกเป็นกุศลหรือไม่ใช่กุศล ถ้าไม่ใช่กุศลก็ไม่ควรที่จะติดข้อง ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนด้วย ไม่ใช่ว่าเราจะตามไปในอกุศล อย่างคำว่าเปลือกกับกะพี้ แก่น นี้ก็เช่นเดียวกันไม่ได้หมายความถึงประเพณีที่เป็นอกุศลที่ไม่รู้ก็ทำทั้งๆ ที่ไม่รู้ แต่เปลือกกับกะพี้ด้วยกัน ต้องหมายความถึงศีลสมาธิปัญญา คือพระพุทธศาสนาไม่ใช่มีแต่ว่า จะให้เราหมดกิเลสทันทีที่ได้ฟัง เป็นไปไม่ได้เลย แต่กว่าจะหมดกิเลสได้ก็จะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าอะไรเป็น สาระในชีวิต เพราะว่าแต่ละคนเกิดมาแต่ละชาติก็สั้นมาก และในแต่ละชาติมีโอกาสได้ฟังพระธรรมอีกหรือเปล่า นี่เป็นสิ่งที่น่าคิด แต่ในชาตินี้มีโอกาสที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสที่ได้ฟังแล้วต้องเป็นผู้ที่ตรง จริงใจต่อการที่จะเข้าใจธรรม และก็มีความมั่นคงไม่หวั่นไหวถ้าสิ่งนั้นไม่ถูก ในพระพุทธศาสนาไม่ส่งเสริม เพราะคำสอนทั้งหมดเป็นไปเรื่องละ แต่ไม่ใช่เป็นตัวตนละ ต้องเป็นปัญญาละ ตัวตนละอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าถ้าเข้าใจว่ามีเรานั่นก็คือเห็นผิดแล้ว เมื่อมีความเห็นผิดที่เป็นตัวตน ตัวเราจะไปทำอะไรได้ แต่เมื่อมีความเห็นถูกต้อง เมื่อไหร่ความเห็นถูกนั้นก็ค่อยๆ ละความเห็นผิดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ ที่จะต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ให้เข้าใจความจริงว่าคืออะไร เป็นเรื่องติดหรือเป็นเรื่องละ เป็นเรื่องกุศลหรืออกุศล ถ้าเป็นเรื่องติด บางคนทำแต่ท่านเองจะทำหรือเปล่า ถ้าสะสมความเห็นผิดด้วยความติดข้องทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งจะมากขึ้นไหมก็ต้องมากขึ้น แล้วถ้ามีความเห็นผิดอย่างหนึ่ง จะนำไปสู่ความเห็นผิดอื่นๆ อีกมากได้ไหม ในเมื่อมีความเห็นผิดที่เป็นพื้นฐานแล้วก็มั่นคง เพราะว่าไม่ได้มีเหตุผล ก็เห็นผิดต่อไปเรื่อยๆ ในเมื่อเราเกิดมา เราเกิดมาคนเดียวถูกต้องไหม ขณะเกิดมีใครเกิดด้วยหรือเปล่า ขณะที่เห็นเห็นคนเดียวหรือเปล่า ต่างคนก็ต่างเห็น ตายล่ะ ตายก็ตายคนเดียว เพราะฉะนั้นการสะสมของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายกุศลอกุศล เอาไปให้คนอื่นไม่ได้เลย แต่ว่าจะสะสมสืบต่อไปถึงชาติหน้า เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่เป็นมิตรแท้มีความเมตตา ก็มีความปรารถนาดี ที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกได้เห็นถูก เขาอาจจะไม่ชอบไม่พอใจ เป็นเรื่องยากไปเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงไหม ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำใครจะได้ใครจะเอา แต่ว่าเป็นเรื่องของความเข้าใจถูกเห็นถูก ที่สามารถที่จะละความเห็นผิดและความไม่รู้ได้ ก็เป็นเรื่องของความจริงใจ ซึ่งก็เป็นบารมีหนึ่งในบารมี ๑๐ คือสัจจะบารมี แล้วก็เป็นอธิษฐานบารมี ความมั่นคง ถ้าชาตินี้เราไม่มั่นคงในสัจจะ ชาติต่อไปก็ไม่มั่นคงต่อไป แต่ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงจริงๆ ในเหตุในผล ในความจริง ชาติต่อๆ ไปก็มั่นคงขึ้นเป็นบารมี ที่สามารถที่จะทำให้ถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620