ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๐
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่านอาจารย์ แต่ว่าธรรมนั้นมีแน่ๆ แล้วก็เป็นธรรมด้วย แล้วก็เป็นนามธรรมก็เป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม ถ้าเป็นรูปธรรมก็เป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม
ผู้ฟัง สอบถามอาจารย์สุจินต์ มีวิธีอย่างไรที่จะรักษาคุณธรรมที่เจริญขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไปกับภพภูมิ และอะไรเป็นเครื่องเตือนให้เจริญคุณธรรมนั้นสืบต่อไป
ท่านอาจารย์ ยังมีกิเลสอยู่หรือเปล่า
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ถ้ากิเลสไม่ค่อยเบาบางลงไป คุณธรรมก็จะเจริญขึ้นได้ไหม
ผู้ฟัง เจริญขึ้นไม่ได้ ถ้าเจริญขึ้นแล้วอะไรเป็นเครื่องรักษา
ท่านอาจารย์ กิเลสยังมีอยู่อีกหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็มีเบาบางลง
ท่านอาจารย์ ก็จนกว่าจะหมดไป
ผู้ฟัง แล้วเราจะระลึกได้ยังไงคำว่าคุณธรรมที่เราเจริญในชาตินี้แล้ว เราจะเอาไปใช้ในชาติหน้า
ท่านอาจารย์ ขณะที่เป็นเราจะทำเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมว่าเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจก็ไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง คือสงสัยว่าแล้วอาจารย์ใช้วิธีอย่างไร
ท่านอาจารย์ ใช้วิธีกับการเข้าใจไม่เหมือนกัน ถ้ามีการคิดจะใช้นั่นคือมีความเป็นเรา ต้องการผลหาวิธีที่จะให้สำเร็จผล แต่ไม่ใช่ความเข้าใจถูกเลยในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ข้ามไปเลย สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เช่นเห็นนี่ไม่รู้เลย ไม่สนใจที่จะฟังให้เข้าใจว่าไม่ใช่เราเลย แต่มีแล้วมีแล้วไม่ใช่เรานี่ก็น่าคิดน่าที่จะเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ถ้ายังไม่รู้อย่างนี้ ก็จะมีความไม่รู้ไปเรื่อยๆ เพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เกิดแล้วปรากฏแล้วก็ไม่รู้แล้วก็เกิดแล้วก็ปรากฏแล้วก็ไม่รู้ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจะไปแสวงหาคุณธรรมโดยที่ว่ายังมีกิเลสมีความไม่รู้อยู่ให้มีมากๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ยังจะต้องมีอกุศลธรรม ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะให้เกิดปัญญาที่จะรู้ความจริง ไม่มีอะไรจะไปดับกิเลสได้เลย
ผู้ฟัง แล้วอย่างพระโสดาบัน ทำไมคุณธรรมที่เจริญแล้วไม่เสื่อมไปในภพหน้า
ท่านอาจารย์ พระโสดาบันคือใคร เป็นผู้ที่รู้หรือไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง รู้แต่ยังไม่ถึงพระอรหันต์
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะฉะนั้นกิเลสนี้มีมากมาย การที่กิเลสจะดับต้องดับตามลำดับขั้นแสดงให้เห็นว่าหนาแน่นแค่ไหน แล้วก็มากมายไม่รู้ว่าเท่าไหร่ ทั้งโลภะโทสะโมหะริษยามานะอะไรสารพัดอย่างหลายระดับด้วย และการดับด้วยปัญญาหมายความว่าสิ่งนั้นจะไม่มีปัจจัยพืชเชื้อ ที่จะทำให้อกุศลประเภทนั้นๆ เกิดอีกเลย ต้องเป็นปัญญาระดับไหน คนที่ไม่ใช่พระโสดาบัน แล้วก็ไม่ได้ฟังธรรมเลย แต่คิด ใช่ไหมบางคนก็คิดถูกบางระดับ ก็ขอเล่าซ้ำสิ่งที่ตอนนี้กำลังเล่าบ่อยๆ ก็คือมีท่านผู้หนึ่งที่ท่านมีศรัทธาไปสร้างโรงเรียนที่ชนบทให้พวกนักเรียน และเมื่อโรงเรียนนั้นเสร็จแล้วคนกะเหรี่ยงก็ได้เขียนจดหมาย มาขอบคุณที่ท่านผู้นั้นได้ไปสร้างโรงเรียนให้ ข้อความตอนหนึ่งในจดหมายฉบับนั้นก็คือว่า ผมเป็นกะเหรี่ยงแล้วก็แม่สอนว่าถ้าไม่ได้ทำดีก็อย่าทำชั่ว แค่นี้แต่เรายังไม่ได้รู้ละเอียดเลย ว่าขณะไหนชั่วระดับไหน และขณะไหนดีระดับไหน เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องคิดถึงพระโสดาบันเลย พระโสดาบันจะไม่ใช่ผู้ไม่รู้ และถ้าสิ่งนี้กำลังปรากฏอยู่แล้วไม่รู้แล้วจะให้ปัญญารู้อะไร ปัญญาจะเกิดเมื่อไหร่ และปัญญาจะรู้อะไรในเมื่อสิ่งที่กำลังมีจริงๆ และกำลังปรากฏแต่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงแล้วไม่รู้กับขณะที่แม้กำลังฟังก็สิ่งนี้ก็มีจริงๆ และกำลังค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขั้นของการฟัง จนกว่าจะถึงขั้นการประจักษ์แจ้ง ซึ่งเป็นอริยสัจธรรมเมื่อนั้นก็จะเป็นพระโสดาบัน แต่ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้ แต่ละคนทำไมจิตใจต่างกันไปแม้ความคิดนึกก็ต่างกัน เห็นสิ่งเดียวกันไม่ได้เปลี่ยนเลยสิ่งที่ถูกเห็นแต่บางคนชอบ และบางคนก็ไม่ชอบ แม้แต่กลิ่นดอกไม้บางคนบอกกลิ่นนี้ไม่ชอบก็เป็นไปได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทุกขณะจิตเราจะไม่รู้เลย ว่าจิตเป็นสภาพซึ่งเมื่อเกิดแล้วแม้ดับไป แต่กุศลและอกุศลทั้งหลายที่เกิดแล้วจะสะสมสืบต่อไปในจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราอาจจะคิดไม่ถึงเล็กน้อยเหลือเกิน เก็บแล้วสะสมแล้วอย่างละเอียด จนกระทั่งขณะนี้ ถ้าจะดูสังเกตทุกคนนั่งเหมือนกันหรือเปล่า แค่นั่งมีแขนมีขามีตัวแล้วก็นั่งด้วย แต่ก็ไม่เหมือนกันแม้พูดก็ไม่เหมือนกัน แม้คิดก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นนี่ก็แสดงให้เห็นความวิจิตรของสภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นจิตและเจตสิกซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็วและละเอียดมาก ไม่มีใครไปยับยั้งสิ่งที่เกิดแล้วว่าให้ออกไป ไม่ให้สืบต่อไปในจิตขณะต่อๆ ไปก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นปัจจัยที่สะสมที่จะต้องเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้สภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไปตามการสะสม
ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์ ว่าระลึกตั้งแต่ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา รวมทั้งสิ่งที่ปรากฏทางหูทั้งลิ้นทั้งจมูกทางกาย แต่เราไม่ได้ระลึกเลยว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสติไปทำหน้าที่ระลึก ตอนนี้ก็อยากจะได้ความกระจ่างความเข้าใจจากท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีความรู้สึกไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วก็ต้องการที่จะรู้หรือเข้าใจลักษณะ ที่กำลังรู้สึกว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่งก่อน แล้วส่วนที่จะเป็นสติระดับไหนนั้นก็แล้วแต่เหตุปัจจัย เพราะเหตุว่าจริงจริงแล้ว การฟังพระธรรมตั้งแต่ในขั้นต้นจนกระทั่งถึงขั้นต่อๆ ไป ก็เพื่อที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ คือธรรมนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจถูกเห็นถูก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราอยากจะเร่งรัด หรือว่าอยากจะมีความรู้ความเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏระดับที่เราต้องการ แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรง ว่าขณะนี้แม้ว่ามีธรรมกำลังปรากฏ และก็กำลังฟังเรื่องของธรรมที่กำลังปรากฏด้วย แต่ว่าความเข้าใจของเราเพิ่มขึ้นแค่ไหน คือควรที่จะเข้าใจว่าประโยชน์ของการฟัง คือความเข้าใจไม่ใช่ว่าต้องการที่เราจะให้สติปัฎฐานเกิด ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น หรือว่าสภาพธรรมนี้แต่ฟังเพื่อนละความต้องการ เพราะรู้ว่าแม้สติก็เป็นอนัตตา ขณะนี้ความรู้สึกมีสติเกิดหรือเปล่าที่เป็นสติปัฎฐาน นี่คือความเป็นผู้ตรงที่จะเข้าใจธรรมที่กำลังเกิด และที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา แต่ความจริงแม้สติจะเกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ใช่เรา กังวลไหม
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ถ้าสติไม่เกิดก็ธรรมดาหรือเปล่า
ผู้ฟัง ธรรมดา
ท่านอาจารย์ แต่ถ้ามีการฟังแล้วเข้าใจขึ้น ในลักษณะของสภาพธรรมที่รู้ตัวตามความเป็นจริง ว่าขณะนี้ไม่มีสักขณะเดียวซึ่งความรู้สึกไม่ได้เกิดกับจิต ต้องมีความรู้สึกประเภทหนึ่งประเภทใดเกิดกับจิตทุกขณะ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราจะเจาะจง ไปพยายามรู้ลักษณะของความรู้สึกหนึ่งความรู้สึกใด แต่อาศัยการเข้าใจละความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้มีการค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ปรากฏ ขณะนี้มีเห็นยากที่จะรู้ว่ขณะนี้เห็นไม่ใช่เรา แต่เห็นก็ยังคงมีจริงๆ อยู่นั่นแหละ แล้วก็จะเปลี่ยนเห็นให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ แต่จะไปฝืนให้เข้าใจลักษณะที่เห็นว่าไม่ใช่ตัวตนทันทีทันใด ก็เป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอาศัยการฟัง แล้วก็เริ่มเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่า ขณะนี้เพียงเข้าใจว่าเห็นขณะนี้เป็นสภาพธรรม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วจึงเห็น และก็ไม่ใช่ใครทั้งสิ้นเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น นี่คือการที่จะมีความจำสัญญาในความเห็นถูกอย่างมั่นคง และถ้ามีการจำมีความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้น ก็สามารถที่จะแม้ขณะที่กำลังฟังแล้วเห็น ก็กำลังเริ่มที่เข้าใจลักษณะของเห็น แล้วถ้าไม่พูดถึงเห็นพูดถึงได้ยิน ถ้าได้ยินไม่มีก็ไม่สามารถที่จะได้ยินในขณะนั้นได้ แต่ขณะที่กำลังพูดถึงสภาพได้ยินกับเสียง แล้วก็มีเสียงแล้วก็มีได้ยินด้วยก็เป็นกาลที่เริ่มที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมแต่ไม่ใช่ว่าทันที อาจจะเป็นอีกนานก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังเป็นความเห็นถูก ที่จะละความเป็นเราที่อยากจะให้สติเกิด และก็รู้ลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด การฟังธรรมเป็นเรื่องละความไม่รู้ นี่คือลืมไม่ได้ แต่ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องส่งเสริมให้เราไปต้องการทำอะไรให้เกิดรู้ขึ้นนั่นผิด เพราะฉะนั้นยิ่งฟังยิ่งรู้ว่าขณะใดที่ไม่รู้เพราะขาดการฟัง หรือว่ายังเข้าใจน้อยไปก็จะค่อยๆ ฟังด้วยความอดทน ด้วยการรู้ว่าปัญญาไม่ใช่รู้อย่างอื่น แต่เห็นถูกเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะเกิดแล้ว ไม่ข้ามไปสักอย่างเดียว ขณะนี้มีอะไรที่ปรากฏนั้นเป็นสิ่งที่ปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งนั้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่ธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อกี้นี้ทำให้ละความอยากจะรู้ไปบ้างไหม
ผู้ฟัง พอดีจะขอความรู้ตรงที่ว่าละความอยาก ในการที่จะรู้อาจารย์ช่วยอธิบายอีกทีหนึ่ง
ท่านอาจารย์ ขณะที่คิดและพูดว่าทำอย่างไรสติถึงจะมีรู้ไหมว่าขณะนั้นติดข้องต้องการสติ
ผู้ฟัง ในขณะนั้นต้องการสติ แต่ตอนนั้นไม่มีสติ
ท่านอาจารย์ แน่นอนเพราะขณะนั้นเป็นสภาพของอกุศลจิตที่ติดข้องต้องการ ไม่รู้ความจริงว่าสติจะเกิดได้เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมเมื่อไรก็เกิดเมื่อนั้น ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่สติปัฎฐานจะเกิดจะทำอย่างไรไม่มีทาง ไม่มีตัวตนที่จะทำได้และก็ไม่ใช่หนทางที่จะละความไม่รู้ และไม่ใช่หนทางที่จะละความอยากหรือความต้องการด้วย เพราะขณะนั้นกำลังต้องการ กำลังอยากที่จะให้สติเกิด ถ้าขวนขวายหาทางผิดหรือถูก เพราะว่าไม่รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏจริงๆ จึงคิดว่ามีหนทางอื่น ที่ไม่ใช่การเข้าใจลักษณะนั้นเพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดแล้วเป็นจริงหรือไม่จริง
ผู้ฟัง ต้องเป็นจริง
ท่านอาจารย์ สิ่งที่เกิดแล้วต้องเป็นจริงแน่เพราะเกิดแล้ว เป็นธรรมดาหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นธรรมดาของเขา
ท่านอาจารย์ อยากจะผิดปกติกันหรือเปล่า
ผู้ฟัง พอโลภะมีกันมากๆ ก็อยากเท่านั้น ขณะนั้นผิดปกติแน่เลย
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืม เป็นปกติที่จะเข้าใจธรรมได้เลยเป็นปกติ แต่อกุศลก็ทำให้ผิดปกติเสมอด้วยความเป็นเรา ที่ขวนขวายทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การละความไม่รู้ไม่ใช่การละความต้องการ ประโยชน์คือได้เข้าใจใช่ไหม คุณอรวรรณทราบไหมว่าสภาพธรรมอะไรดับ
ผู้ฟัง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วดับ
ท่านอาจารย์ นี่จากความเข้าใจว่าสิ่งใดก็ตามที่มีปัจจัยเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ต้องดับไปนี่ก็เป็นขั้นฟัง แต่ว่าลักษณะของสภาพธรรม แต่ละลักษณะก็ปรากฏแต่ละทางใช่ไหมฉะนั้นแม้เพียงทางเดียว อย่างทางตาเห็นสั้นมากเลย เพราะว่ารูปที่ปรากฏทางตามีอายุแค่ ๑๗ ขณะจิต คุณอรวรรณสามารถที่จะทราบไหมว่าขณะนี้อะไรดับ
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องไปคิดไหมว่าสติไปรู้รูปไหน หรือว่าไปรู้นามไหนที่ดับไปแล้ว ในเมื่อสภาพธรรมเกิดดับสืบต่อ จนปรากฏเหมือนลวงให้เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพียงแค่นี้ก็ยังไม่รู้ว่าถูกลวง โดยการเกิดดับสืบต่อของจิตอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นยังไม่ต้องไปคำนึงถึงว่า แล้วสติไประลึกลักษณะของสภาพธรรมที่ดับไปแล้วใช่ไหม เพราะว่าเมื่อดับแล้วก็มีสภาพธรรมอย่างนั้นแหละเกิดอีก ให้รู้ได้โดยการสืบต่อ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้เราข้ามขั้น ไปนั่งคิดว่าแล้วสติไประลึกรู้สภาพธรรมไหน แต่แม้เพียงสภาพธรรมกำลังปรากฏ ก็ยังไม่รู้ลักษณะนั้น เพียงแต่ฟังเรื่องสภาพธรรมนั้นที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ เกินฐานะที่จะไปพยายามเข้าใจหรือคิดว่าแล้วเวลาที่สติสัมปชัญญะเกิด จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ดับไปแล้วใช่ไหม สภาพธรรมเกิดดับแน่นอนแต่ก็มีการเกิดสืบต่อ จนปรากฏเหมือนกับว่าไม่ดับ เพราะฉะนั้นแล้วแต่ว่าถ้ามีความเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมซึ่งต่างกันแต่ละลักษณะ เพราะว่าทางตาลักษณะของธรรมที่ปรากฏไม่ใช่เสียงคนละทาง ขณะที่คิดก็ไม่ใช่เห็นไม่ใช่ได้ยินคนละทาง เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว จนไม่ปรากฏว่าขณะนี้เป็นขณะไหน เพราะว่าเหมือนกับทั้งหมดไม่ได้ดับไปเลย เห็นก็ยังเห็นอยู่และได้ยินก็มี เพราะฉะนั้นขั้นต้นเป็นความเข้าใจถูก ในเรื่องความจริงของสภาพธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป แต่เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากลวงให้เห็นว่ายังอยู่ และการสืบต่อที่เป็นรูปร่างสัณฐานทำให้จำไว้มั่นคงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นก็ปิดกั้นไม่เห็นการเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้ ก่อนอื่นก็คือว่าเข้าใจที่ถูกต้องว่าขณะนี้กำลังเห็นแล้วไม่รู้ เพียงฟังเรื่องเห็นแล้วก็สติสัมปชัญญะก็ไม่ได้เริ่มที่จะเข้าใจธาตุเห็นซึ่งมีจริงๆ กำลังเห็นอยู่แท้ๆ จะว่าไม่จริงได้อย่างไร แต่ว่าลักษณะของธาตุชนิดนี้ เป็นนามธาตุไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น จับต้องไม่ได้แต่เกิดขึ้นแล้วทำกิจของธาตุนั้นคือเห็นเวลาที่ธาตุได้ยินเกิดขึ้น ก็เกิดแล้วทำกิจได้ยินเสียงจึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม โดยไม่ต้องไปกังวลหรือว่าไปคิดว่า ขณะนั้นสติสัมปชัญญะรู้ลักษณะของสภาพธรรมใด เพราะขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้น แต่สติสัมปชัญญะก็ยังไม่เข้าใจลักษณะนั้นก่อน เพราะฉะนั้นจะไปประจักษ์การเกิดดับก็ไม่ได้ และก็การเกิดดับก็เป็นเรื่องของสภาพธรรม แต่ว่าขณะใดที่มีความเข้าใจถูกก็จะคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ประโยชน์ของการฟัง ให้มีสัญญาความจำที่มั่นคงเช่นว่าธรรมเป็นธรรมไม่ใช่ใคร เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ขณะฟังแท้ๆ ยังคิดเรื่องอื่นก็ได้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะห้ามไม่ให้คิดได้ไหมก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดแล้วจึงปรากฏ ให้เข้าใจความจริงว่าเป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะแต่ละอย่าง
ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์สุจินต์ สมมติเราไปเกิดในอบายภูมิ สิ่งที่เราอบรมศึกษาอย่างอาจารย์มา มันจะสูญสลายไปไหม
ท่านอาจารย์ มีใครที่ไม่เคยเกิดในอบายภูมิบ้าง
ผู้ฟัง กลัวว่ามันจะกลายเป็นศูนย์ไป
ท่านอาจารย์ อาจจะมาแล้วจากอบายภูมิ แต่ก็มีโอกาสได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นแต่ละภพแต่ละชาติ ก็แล้วแต่ว่ากรรมที่ทำให้ปฏิสนธิหรือเกิดขึ้นเป็นบุคคลนี้ประมวลมาซึ่งกรรมทั้งหมดที่ได้กระทำแล้วในสังสารวัฎฏ์ จะให้ผลเมื่อไรก็แล้วแต่ว่าในชาตินั้นเกิดเป็นอะไร ถ้าเกิดในอบายภูมิ กุศลที่ทำมาแล้วที่จะไปให้เสวยสุขในนรกนี่เป็นไปไม่ได้ไม่ใช่โอกาส แต่ก็ประมวลมาซึ่งกรรมที่จะให้ผลที่จะทำให้ต้องมีความทุกข์ทรมานในนรกจนกว่าจะสิ้นสุดกรรมนั้น พ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นแต่สิ่งที่แต่ละคนสะสมมาไม่ได้สูญหายเลย ถ้าเข้าใจลักษณะของจิตซึ่งเป็นนามธรรมมีจริงๆ ขณะนี้จะเห็นได้ว่าหลังจากเห็นแล้ว ใครบังคับไม่ให้ติดข้องในสิ่งที่เห็น หรือว่าถ้าเกิดความขุ่นเคืองไม่พอใจ เห็นแล้วไม่พอใจใครไปบังคับ ไม่ให้เกิดความไม่พอใจ หรือว่าใครบังคับให้เกิดไม่มีใครสักคนซึ่งจะทำได้แต่การสะสมทั้งหมด ก็แล้วแต่ว่าสะสมอัธยาศัยอย่างไรมาก บางคนก็เป็นคนขี้หงุดหงิด ตื่นมาไม่มีความสุข ก็น่าสงสารทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูดีแต่คนนั้นก็ไม่มีความสุขเลย สะสมมาที่จะหงุดหงิดสะสมมาที่จะเกิดโทสะ สะสมมาที่จะขุ่นใจไปหมดเลย ไม่ว่าเห็นอะไรใครก็ช่วยไม่ได้เพราะเห็นว่าสะสมมาที่สภาพนั้นจะเกิด เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าการเกิดดับสืบต่อของจิต ไม่ได้มีแต่เฉพาะในชาตินี้ชาติเดียว ไม่ว่าชาติไหนที่มีจิตเกิดขึ้น ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ในชาตินั้นจะมีกุศลอกุศลมากเท่าไหร่ สะสมทั้งหมดปรุงแต่ง พร้อมที่จะให้เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยอย่างนั้น สัตว์ที่น่ารักก็มีใช่ไหม สัตว์ที่ดุก็มี อัธยาศัยอย่างนี้ใครสร้าง ก็ต้องสะสมมาแม้เป็นปลาด้วยกัน ปลาบางตัวถ้าสังเกต ช่วยเหลือปลาตัวอื่นที่พิการ ในขณะที่ปลาตัวอื่นก็ไม่ได้ช่วย เพราะฉะนั้นนั่นคือสัตว์เดรัจฉานก็เป็นไปตามการสะสม ยิ่งเป็นมนุษย์ในการก็มีการสะสมที่ประมวลมาที่จะกระทำกิจต่างๆ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นพฤติกรรมของแต่ละคนในแต่ละวันได้ เป็นไปตามการสะสมทั้งสิ้น ให้ทราบว่าจิตเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถจะทำลายได้นอกจากปัญญา ที่เป็นปัญญาที่ได้บรรลุถึงการดับกิเลสแล้ว แล้วก็จิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้มีจิตเกิดต่อไปได้อีก ไม่มีนามธรรมไม่มีรูปธรรมที่จะเกิดเพราะจิตที่ปราศจากกิเลสแล้วแต่ว่าตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ จากโลกนี้ไปนี่วันหนึ่งแน่นอน ช้าหรือเร็วก็ไม่รู้ทุกอย่างในชาตินี้ซึ่งเกิดดับสืบต่อก็ติดตามไปด้วย แล้วแต่ว่าจะไปเป็นบุคคลไหนก็ยังมีอัธยาศัยที่ต่างๆ กัน
ผู้ฟัง จำได้ว่ามีเทป พระโพธิสัตว์ตอนนั้นไปเกิดเป็นหมู แล้วก็มีปัญญาที่สามารถจะสั่งสอนน้องตัวเองที่กลัวตายได้ แล้วทำไมว่าปัญญาขนาดนั้น และยังไปจุติเป็นหมู
อ.ธิดารัตน์ คือการเกิดแต่ละชาติ ก็ไม่ได้เป็นแค่หมูอย่างเดียวก็จะมีเป็นนกคุ้มเป็นอะไรหลายอย่างในชาดกแต่ละชาติ ไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ประเภทใดก็ตาม ในกแต่สะสม ถ้าเราจะเห็นถึงการสะสมของปัญญาของท่าน ซึ่งต่างจากสัตว์ตัวอื่นถึงแม้หมูด้วยกันก็ต่างจากหมูตัวอื่น อันนั้นแสดงให้เห็นว่าการสะสมของปัญญานี้ไม่ได้หายไปไหนเลย ยังมีการแนะนำลูกหมูตัวเล็กที่กลัวตาย และลูกหมูตัวเล็กที่กลัวตาย ก็เกิดมาเป็นพระภิกษุก็กลัวตาย เพราะฉะนั้นท่านถึงแสดงชาดกให้ทราบว่า อดีตชาติก็เคยเกิดเป็นลูกหมูแล้วกลัวตายมาแล้วก็ทำให้พระภิกษุ ที่ได้ฟังธรรมสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ก็คือการแสดงชาดกให้ฟัง
ผู้ฟัง ถ้าเป็นปุถุชนทั่วไป ถ้ามีคุณธรรมระดับนั้นแล้ว สามารถจะบรรลุพระโสดาบันได้ไหม
อ.ธิดารัตน์ ขึ้นอยู่กับว่าปัญญาพร้อมที่จะบรรลุธรรมแค่ไหน
ผู้ฟัง อย่างพระอริยะบุคคลนี้ถ้าจุติมาเป็นมนุษย์ ก็แสดงว่ามีมโนธรรมที่เป็นคุณธรรมอย่างนี้ติดตามมาเลยใช่ไหม
อ.ธิดารัตน์ คุณธรรมที่เป็นพระอริยบุคคล จะไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะมีแต่จะเจริญปัญญาในระดับที่สูงขึ้น เหมือนอย่างเราก็เหมือนกัน ได้ฟังธรรมมาก็ไม่ทราบว่ากี่ชาติแล้วแล้วก็สะสมการได้ยินได้ฟังมา ชาตินี้เมื่อมีการแสดงธรรมก็ทำให้สิ่งที่สะสมไว้เป็นปัจจัยให้เราได้กลับมาฟังธรรมอีก แม้กระทั่งปัญญาของเราก็ไม่หายไปไหน สะสมแล้วก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นแต่อย่ามองถึงว่ากุศลอย่างเดียว กิเลสสะสมทุกขณะแต่ละวัน เรามีกุศลจิตเกิดมาก หรือว่าอกุศลจิตเกิดมาก อกุศลจิตก็สะสมสืบต่อด้วย
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเหมือนเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ ว่ามโนธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง ผมคิดว่ามโนธรรมนี้สมมติว่าถ้าเป็นอย่างพระอริยะ คือเกิดมาอาจจะไม่ร้องไห้
ท่านอาจารย์ ประทานโทษ ธรรมชัดเจนแล้วก็มีลักษณะตรงในขณะนี้ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำที่ใช้ขณะก็สามารถที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมนั้นได้ แต่ถ้าคำนั้นฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไรหมายความถึงสภาพธรรมอะไรก็เข้าใจต่อไปไม่ได้ แต่ขณะที่ฟังธรรมต้องฟังสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง ว่าสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังเป็นธรรมอย่างไร เพราะว่ากำลังฟังธรรมไม่ได้ฟังเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นธรรมคืออะไร ธรรมมีลักษณะต่างกันอย่างไร แต่ละคำที่ใช้หมายความถึงสภาพธรรมอะไรในขณะนี้ เช่นเสียงเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ แต่เวลาที่ศึกษาธรรมคำที่ใช้ตรงมาก ที่จะทำให้เราเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ใครจะคิดเองสักเท่าไหร่ตายไปแล้วกี่ชาติ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าไม่ได้ฟังพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก่อนอื่นไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไร ถ้าใครจะฟังเรื่องอะไร ก็คือว่ากำลังฟังเรื่องที่ได้ยินไม่ใช่ไปเอาความคิดที่เราจำไว้ว่าเราเคยเข้าใจอย่างนั้นอย่างนี้มารวม หรือว่ามาผสมมาปนว่าเป็นเหมือนที่เราเคยคิดนั่นแหละไม่ใช่ หมายความว่าไม่ว่าจะเรื่องอะไรทั้งสิ้น ฟังคือฟังฟังอะไรฟังสิ่งที่กำลังได้ยิน เมื่อได้ยินแล้วฟังแล้วเข้าใจอะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620