ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๐
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่านอาจารย์ แต่ว่าธรรมนั้นมีแน่ๆ แล้วเป็นธรรมด้วย ถ้าเป็นนามธรรมก็เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม ถ้าเป็นรูปธรรมก็เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม
ผู้ฟัง มีวิธีอย่างไรที่จะรักษาคุณธรรมที่เจริญขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไปกับภพภูมิ และอะไรเป็นเครื่องเตือนให้เจริญคุณธรรมนั้นสืบต่อไป
ท่านอาจารย์ ยังมีกิเลสอยู่หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ถ้ากิเลสไม่ค่อยเบาบางลงไป คุณธรรมจะเจริญขึ้นได้หรือไม่
ผู้ฟัง เจริญขึ้นไม่ได้ ถ้าเจริญขึ้นแล้วอะไรเป็นเครื่องรักษา
ท่านอาจารย์ กิเลสยังมีอยู่อีกหรือไม่
ผู้ฟัง ก็มีเบาบางลง
ท่านอาจารย์ ก็จนกว่าจะหมดไป
ผู้ฟัง เราจะระลึกได้อย่างไรว่า คุณธรรมที่เราเจริญในชาตินี้แล้ว เราจะนำไปใช้ในชาติหน้าอย่างไร
ท่านอาจารย์ ขณะที่เป็นเราจะทำ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมว่าเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจก็ไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง สงสัยว่าแล้วท่านอาจารย์ใช้วิธีอย่างไร
ท่านอาจารย์ ใช้วิธี กับ การเข้าใจไม่เหมือนกัน ถ้ามีการคิดจะใช้นั่นคือมีความเป็นเราต้องการผล หาวิธีที่จะให้สำเร็จผล แต่ไม่ใช่ความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เลย ข้ามสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ไปเลยเช่น เห็น ไม่รู้เลย ไม่สนใจที่จะฟังให้เข้าใจว่าไม่ใช่เราเลย แต่มี มีแล้วไม่ใช่เราก็น่าคิด น่าที่จะเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ถ้ายังไม่รู้เช่นนี้ก็จะมีความไม่รู้ไปเรื่อยๆ เพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เกิดแล้วปรากฏแล้วไม่รู้ แล้วก็เกิดแล้วปรากฏ แล้วไม่รู้ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น จะไปแสวงหาคุณธรรมให้มีมากๆ โดยที่ยังมีกิเลสและความไม่รู้อยู่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ยังจะต้องมีอกุศลธรรม ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะให้เกิดปัญญาที่จะรู้ความจริง ไม่มีอะไรจะไปดับกิเลสได้เลย
ผู้ฟัง เหตุใดคุณธรรมที่เจริญแล้วเช่นพระโสดาบันไม่เสื่อมไปในภพหน้า
ท่านอาจารย์ พระโสดาบันคือใคร เป็นผู้ที่รู้ หรือไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง รู้ แต่ยังไม่ถึงพระอรหันต์
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะกิเลสนั้นมีมากมาย การที่จะดับกิเลสต้องดับตามลำดับขั้น แสดงให้เห็นว่าหนาแน่นเพียงใดและไม่รู้ว่ามากมายเท่าไร ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ ริษยา มานะ อะไรสารพัดอย่างหลายระดับด้วย และการดับด้วยปัญญาหมายความว่า สิ่งนั้นจะไม่มีปัจจัยพืชเชื้อที่จะทำให้อกุศลประเภทนั้นๆ เกิดอีกเลย ต้องเป็นปัญญาระดับไหน
คนที่ไม่ใช่พระโสดาบันแล้วไม่ได้ฟังธรรมเลยแต่คิดเอง บางคนก็คิดถูกบางระดับ ขอเล่าซ้ำสิ่งที่ตอนนี้กำลังเล่าบ่อยๆ คือ มีท่านผู้หนึ่งมีศรัทธาไปสร้างโรงเรียนที่ชนบทให้พวกกะเหรี่ยง เมื่อโรงเรียนนั้นสร้างเสร็จ คนกะเหรี่ยงได้เขียนจดหมายมาขอบคุณที่ท่านผู้นั้นได้ไปสร้างโรงเรียนให้ ข้อความตอนหนึ่งในจดหมายฉบับนั้นก็คือ ผมเป็นกะเหรี่ยง แม่สอนว่าถ้าไม่ได้ทำดีก็อย่าทำชั่ว เท่านี้ แต่เรายังไม่ได้รู้ละเอียดเลยว่า ขณะไหนชั่วระดับไหน และขณะไหนดีระดับไหน
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏไม่ต้องคิดถึงพระโสดาบันเลย พระโสดาบันจะไม่ใช่ผู้ไม่รู้ และถ้าสิ่งนี้กำลังปรากฏอยู่แล้วไม่รู้ แล้วจะให้ปัญญารู้อะไร ปัญญาจะเกิดเมื่อไร และปัญญาจะรู้อะไรในเมื่อสิ่งนี้กำลังมีจริงๆ และกำลังปรากฏแต่ก็ไม่รู้ ในขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงแล้วไม่รู้ กับขณะที่แม้กำลังฟัง สิ่งนี้ก็มีจริงๆ และกำลังค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขั้นของการฟัง จนกว่าจะถึงขั้นการประจักษ์แจ้งซึ่งเป็นอริยสัจจธรรมเมื่อนั้นก็จะเป็นพระโสดาบัน แต่ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้
เหตุใดแต่ละคนจิตใจต่างกันไป แม้ความคิดนึกก็ต่างกัน เห็นสิ่งเดียวกัน สิ่งที่ถูกเห็นไม่ได้เปลี่ยนเลย แต่บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ แม้แต่กลิ่นดอกไม้ บางคนบอกไม่ชอบกลิ่นนี้ก็เป็นไปได้ แสดงให้เห็นว่าทุกขณะจิตเราจะไม่รู้เลยว่า จิตเป็นสภาพซึ่งเมื่อเกิดแล้วแม้ดับไป แต่กุศลและอกุศลทั้งหลายที่เกิดแล้วจะสะสมสืบต่อไปในจิตทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราอาจจะคิดไม่ถึงเพราะเล็กน้อยเหลือเกิน เก็บแล้วสะสมแล้วอย่างละเอียด จนกระทั่งขณะนี้ถ้าจะสังเกตดู ทุกคนนั่งเหมือนกันหรือไม่ เพียงแค่นั่ง มีแขน มีขา มีตัว แล้วนั่งด้วย แต่ก็ไม่เหมือนกัน แม้พูดก็ไม่เหมือนกัน แม้คิดก็ไม่เหมือนกัน
แสดงให้เห็นความวิจิตรของสภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นจิตและเจตสิกเกิดดับอย่างรวดเร็วและละเอียดมาก ไม่มีใครไปยับยั้งสิ่งที่เกิดแล้วว่าให้ออกไปไม่ให้สืบต่อไปในจิตขณะต่อๆ ไปก็ไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยที่สะสมที่จะต้องเป็นสังขารขันธ์ ปรุงแต่งให้สภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไปตามการสะสม
ผู้ฟัง ระลึกตั้งแต่ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา รวมทั้งสิ่งที่ปรากฏทางหู ทางลิ้น ทางจมูก ทางกาย แต่เราไม่ได้ระลึกเลยว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น สติไปทำหน้าที่ระลึก อยากจะได้ความกระจ่าง ความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีความรู้สึกหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วต้องการที่จะรู้หรือเข้าใจลักษณะที่กำลังรู้สึกว่า เป็นสภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่งก่อน แล้วส่วนที่จะเป็นสติระดับไหนนั้นก็แล้วแต่เหตุปัจจัย เพราะจริงๆ แล้วการฟังพระธรรมตั้งแต่ในขั้นต้นจนกระทั่งถึงขั้นต่อๆ ไป เพื่อที่จะเข้าใจถูก เห็นถูก ในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ คือธรรมเป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจถูก เห็นถูก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราอยากจะเร่งรัด หรือว่าอยากจะมีความรู้ ความเข้าใจ ธรรมที่กำลังปรากฏระดับที่เราต้องการ แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงว่า ขณะนี้แม้ว่ามีธรรมกำลังปรากฏ และกำลังฟังเรื่องของธรรมที่กำลังปรากฏด้วย แต่ว่าความเข้าใจของเราเพิ่มขึ้นเพียงใด คือควรที่จะเข้าใจว่า ประโยชน์ของการฟังคือความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเราต้องการที่จะให้สติปัฏฐานเกิด ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น หรือสภาพธรรมนี้ แต่ฟังเพื่อละความต้องการเพราะรู้ว่าแม้สติก็เป็นอนัตตา ขณะนี้ความรู้สึกมี สติที่เป็นสติปัฏฐานเกิดหรือไม่ นี่คือความเป็นผู้ตรงที่จะเข้าใจธรรมที่กำลังเกิดและที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา แต่ความจริงแม้สติจะเกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ใช่เรา กังวลหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ถ้าสติไม่เกิด ธรรมดาหรือไม่
ผู้ฟัง ธรรมดา
ท่านอาจารย์ แต่ถ้ามีการฟังแล้วเข้าใจขึ้นในลักษณะของสภาพธรรม ที่รู้ตัวตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้ไม่มีสักขณะเดียวซึ่งความรู้สึกไม่ได้เกิดกับจิต ต้องมีความรู้สึกประเภทหนึ่งประเภทใดเกิดกับจิตทุกขณะ เกิดแล้วดับไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราจะเจาะจงไปพยายามรู้ลักษณะของความรู้สึกหนึ่งความรู้สึกใด แต่อาศัยการเข้าใจละความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้มีการค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ปรากฏ ขณะนี้มีเห็น ยากที่จะรู้ว่าขณะนี้เห็นไม่ใช่เรา แต่เห็นก็ยังคงมีจริงๆ อยู่นั่นเอง แล้วจะเปลี่ยนเห็นให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ แต่จะไปฝืนให้เข้าใจลักษณะที่เห็นว่า ไม่ใช่ตัวตนทันทีทันใดก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น อาศัยการฟังแล้วเริ่มเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่า ขณะนี้เพียงเข้าใจว่า เห็นขณะนี้เป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้วจึงเห็นและไม่ใช่ใครทั้งสิ้น เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น นี่คือการที่จะมีสัญญาจำในความเห็นถูกอย่างมั่นคง ถ้ามีการจำและมีความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้น แม้ขณะกำลังฟังแล้วเห็นก็สามารถเริ่มเข้าใจลักษณะของเห็น ถ้าไม่ได้พูดถึงเห็น พูดถึงได้ยิน ถ้าไม่มีได้ยินก็ไม่สามารถที่จะได้ยินในขณะนั้นได้ แต่ขณะที่กำลังพูดถึงสภาพได้ยินกับเสียง แล้วมีเสียงและมีได้ยินด้วย ซึ่งเป็นกาลที่เริ่มที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม แต่ไม่ใช่ว่าทันที อาจจะอีกนานก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังเป็นความเห็นถูกที่จะละความเป็นเราที่อยากจะให้สติเกิด และรู้ลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด
การฟังธรรมเป็นเรื่องละความไม่รู้ นี่คือลืมไม่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องส่งเสริมให้เราไปต้องการทำอะไรให้เกิดรู้ขึ้น นั่นคือผิด เพราะฉะนั้น ยิ่งฟังยิ่งรู้ว่าขณะใดที่ไม่รู้เพราะขาดการฟัง หรือว่ายังเข้าใจน้อยไป ก็จะค่อยๆ ฟังด้วยความอดทนด้วยการรู้ว่า ปัญญาไม่ใช่รู้อย่างอื่นแต่เห็นถูก เข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะเกิดแล้ว ไม่ข้ามไปสักอย่างเดียว ขณะนี้มีอะไรที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจถูก เห็นถูกในสิ่งนั้น มิเช่นนั้นก็ไม่ใช่ธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ละความอยากจะรู้เมื่อสักครู่นี้ไปบ้างหรือไม่
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายอีกครั้งหนึ่งตรงที่ว่า ละความอยากในการที่จะรู้
ท่านอาจารย์ ขณะที่คิดและพูดว่า ทำอย่างไรถึงจะมีสติ รู้หรือไม่ว่า ขณะนั้นติดข้องต้องการสติ
ผู้ฟัง ในขณะนั้นต้องการสติ แต่ตอนนั้นไม่มีสติ
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะขณะนั้นเป็นสภาพของอกุศลจิตที่ติดข้องต้องการ ไม่รู้ความจริงว่า สติจะเกิดได้เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมเมื่อใดก็เกิดเมื่อนั้น ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่สติปัฏฐานจะเกิด จะทำอย่างไรก็ไม่มีทางและไม่มีตัวตนที่จะทำได้ ไม่ใช่หนทางที่จะละความไม่รู้ และไม่ใช่หนทางที่จะละความอยากหรือความต้องการด้วย เพราะขณะนั้นกำลังต้องการ กำลังอยากที่จะให้สติเกิด ถ้าขวนขวายหาทาง ผิดหรือถูก เพราะว่าไม่รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏจริงๆ จึงคิดว่ามีหนทางอื่นที่ไม่ใช่การเข้าใจลักษณะนั้นเพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดแล้วเป็นจริงหรือไม่จริง
ผู้ฟัง ต้องเป็นจริง
ท่านอาจารย์ สิ่งที่เกิดแล้วต้องเป็นจริงแน่เพราะเกิดแล้ว เป็นธรรมดาหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรมดาของเขา
ท่านอาจารย์ อยากจะผิดปกติกันหรือไม่
ผู้ฟัง เมื่อโลภะมากๆ ก็อยาก ขณะนั้นผิดปกติแน่เลย
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืม เป็นปกติ ที่จะเข้าใจธรรมได้เป็นปกติ แต่อกุศลก็ทำให้ผิดปกติเสมอด้วยความเป็นเรา ที่ขวนขวายทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การละความไม่รู้ ไม่ใช่การละความต้องการ ประโยชน์คือได้เข้าใจใช่หรือไม่ คุณอรวรรณทราบหรือไม่ว่า สภาพธรรมอะไรดับ
ผู้ฟัง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ดับ
ท่านอาจารย์ นี่คือจากความเข้าใจว่า สิ่งใดก็ตามที่มีปัจจัยเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับไป เป็นขั้นฟัง แต่ว่าลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะก็ปรากฏแต่ละทาง แม้เพียงทางเดียวเช่นทางตา เห็นสั้นมากเลย เพราะว่ารูปที่ปรากฏทางตามีอายุเพียง ๑๗ ขณะจิต คุณอรวรรณสามารถที่จะทราบหรือไม่ว่า ขณะนี้อะไรดับ
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ต้องไปคิดหรือไม่ว่าสติไปรู้รูปไหน หรือว่าไปรู้นามไหนที่ดับไปแล้ว ในเมื่อสภาพธรรมเกิดดับสืบต่อ จนปรากฏเหมือนลวงให้เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพียงเท่านี้ก็ยังไม่รู้ว่าถูกลวงโดยการเกิดดับสืบต่อของจิตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นยังไม่ต้องไปคำนึงถึงว่า แล้วสติไประลึกลักษณะของสภาพธรรมที่ดับไปแล้ว ใช่หรือไม่ เพราะว่าเมื่อดับแล้วก็มีสภาพธรรมเช่นนั้นเองเกิดอีก ให้รู้ได้โดยการสืบต่อ ไม่ใช่ให้เราข้ามขั้นไปนั่งคิดว่า แล้วสติไประลึกรู้สภาพธรรมไหน แต่แม้เพียงสภาพธรรมกำลังปรากฏก็ยังไม่รู้ลักษณะนั้น เพียงแต่ฟังเรื่องสภาพธรรมนั้นที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เกินฐานะที่จะไปพยายามเข้าใจ หรือคิดว่าแล้วเวลาที่สติสัมปชัญญะเกิด จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ดับไปแล้วใช่หรือไม่
สภาพธรรมเกิดดับแน่นอน แต่ก็มีการเกิดสืบต่อจนปรากฏเหมือนกับว่าไม่ดับ เพราะฉะนั้น แล้วแต่ว่าถ้ามีความเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมซึ่งต่างกันแต่ละลักษณะ เพราะว่าทางตาลักษณะของธรรมที่ปรากฏไม่ใช่เสียง คนละทางแล้ว ขณะที่คิดก็ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน คนละทางแล้ว เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วจนไม่ปรากฏว่า ขณะนี้เป็นขณะไหน เพราะว่าเหมือนกับทั้งหมดไม่ได้ดับไปเลย เห็นก็ยังเห็นอยู่และได้ยินก็มี
ดังนั้น ขั้นต้นเป็นความเข้าใจถูกในเรื่องความจริงของสภาพธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป แต่เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากลวงให้เห็นว่ายังอยู่ และการสืบต่อที่เป็นรูปร่างสัณฐานทำให้จำไว้มั่นคงว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงปิดกั้นไม่ให้เห็นการเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้ ก่อนอื่นคือเข้าใจให้ถูกต้องว่า ขณะนี้กำลังเห็นแล้วไม่รู้ เพียงฟังเรื่องเห็น แล้วสติสัมปชัญญะก็ไม่ได้เริ่มที่จะเข้าใจธาตุเห็นซึ่งมีจริงๆ กำลังเห็นอยู่แท้ๆ จะว่าไม่จริงได้อย่างไร แต่ว่าลักษณะของธาตุชนิดนี้เป็นนามธาตุ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น จับต้องไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วทำกิจของธาตุนั้นคือเห็น เวลาที่ธาตุได้ยินเกิดขึ้นก็เกิดแล้วทำกิจได้ยิน เสียงจึงปรากฏได้
เริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมโดยไม่ต้องไปกังวลหรือไปคิดว่า ขณะนั้นสติสัมปชัญญะรู้ลักษณะของสภาพธรรมใด เพราะขณะนี้กำลังเป็นเช่นนั้น แต่สติสัมปชัญญะก็ยังไม่ได้เข้าใจลักษณะนั้นก่อน เพราะฉะนั้นจะไปประจักษ์การเกิดดับไม่ได้ และการเกิดดับก็เป็นเรื่องของสภาพธรรม แต่ว่าขณะใดที่มีความเข้าใจถูกก็จะคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา
ประโยชน์ของการฟังเพื่อให้มีสัญญาความจำที่มั่นคงขึ้นว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่ใคร เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ขณะฟังแท้ๆ ยังคิดเรื่องอื่นก็ได้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะห้ามไม่ให้คิดได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เกิดแล้วจึงปรากฏให้เข้าใจความจริงว่า เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะ แต่ละอย่าง
ผู้ฟัง สมมติเราไปเกิดในอบายภูมิ สิ่งที่เราอบรมศึกษามาจะสูญสลายไปหรือไม่
ท่านอาจารย์ มีใครที่ไม่เคยเกิดในอบายภูมิบ้าง
ผู้ฟัง กลัวว่าจะกลายเป็นสูญไป
ท่านอาจารย์ อาจจะมาแล้วจากอบายภูมิแต่ก็มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ดังนั้นแต่ละภพแต่ละชาติก็แล้วแต่ว่า กรรมที่ทำให้ปฏิสนธิหรือเกิดขึ้นเป็นบุคคลนี้ ประมวลมาซึ่งกรรมทั้งหมดที่ได้กระทำแล้วในสังสารวัฏฏ์ จะให้ผลเมื่อไรก็แล้วแต่ว่าในชาตินั้นเกิดเป็นอะไร ถ้าเกิดในอบายภูมิก็เป็นไปไม่ได้ที่กุศลที่ทำมาแล้วจะให้ไปเสวยสุขในนรกเพราะไม่ใช่โอกาส แต่ประมวลมาซึ่งกรรมที่จะให้ผล ที่ทำให้ต้องมีความทุกข์ทรมานในนรกจนกว่าจะสิ้นสุดกรรมนั้น พ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น แต่สิ่งที่แต่ละคนสะสมมาไม่ได้สูญหายเลย
ถ้าเข้าใจลักษณะของจิตซึ่งเป็นนามธรรม มีจริงๆ ขณะนี้ จะเห็นได้ว่าหลังจากเห็นแล้วใครบังคับไม่ให้ติดข้องในสิ่งที่เห็น หรือว่าถ้าเกิดความขุ่นเคืองไม่พอใจ เห็นแล้วไม่พอใจ ใครไปบังคับไม่ให้เกิดความไม่พอใจ หรือว่าใครบังคับให้เกิด ไม่มีใครสักคนซึ่งจะทำได้ แต่การสะสมทั้งหมดก็แล้วแต่ว่าสะสมอัธยาศัยอย่างไรมามาก บางคนเป็นคนขี้หงุดหงิด ตื่นมาก็ไม่มีความสุขซึ่งน่าสงสาร ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูดีแต่คนนั้นไม่มีความสุขเลย สะสมมาที่จะหงุดหงิด สะสมมาที่จะเกิดโทสะ สะสมมาที่จะขุ่นใจไปหมดเลยไม่ว่าเห็นอะไร ใครก็ช่วยไม่ได้เพราะเหตุว่าสะสมมาที่สภาพนั้นจะเกิด
เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าการเกิดดับสืบต่อของจิต ไม่ได้มีแต่เฉพาะในชาตินี้ชาติเดียว ไม่ว่าชาติไหนที่มีจิตเกิดขึ้น ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ในชาตินั้นจะมีกุศลหรืออกุศลมากเท่าไร สะสมทั้งหมด ปรุงแต่งพร้อมที่จะให้เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยเช่นนั้น สัตว์ที่น่ารักก็มี สัตว์ที่ดุก็มี ใช่หรือไม่ อัธยาศัยเช่นนี้ใครสร้าง ก็ต้องสะสมมา แม้เป็นปลาด้วยกัน ปลาบางตัวช่วยเหลือปลาตัวอื่นที่พิการ แต่ขณะที่ปลาตัวอื่นก็ไม่ได้ช่วย นั่นคือสัตว์เดรัจฉานที่เป็นไปตามการสะสม ยิ่งเป็นมนุษย์ก็มีการสะสมประมวลมาที่จะกระทำกิจต่างๆ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ดังนั้น จะเห็นพฤติกรรมของแต่ละคนในแต่ละวันที่เป็นไปตามการสะสมทั้งสิ้นได้ ให้ทราบว่าจิตเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถจะทำลายได้ นอกจากปัญญาที่ได้บรรลุถึงการดับกิเลสแล้ว จิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้มีจิตเกิดต่อไปได้อีกเลย ไม่มีนามธรรม ไม่มีรูปธรรมที่จะเกิดเพราะจิตที่ปราศจากกิเลสแล้ว แต่ว่าตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ แน่นอนว่าวันหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป ช้าหรือเร็วไม่รู้ ทุกอย่างในชาตินี้ซึ่งเกิดดับสืบต่อก็ติดตามไปด้วย แล้วแต่ว่าจะไปเป็นบุคคลไหนซึ่งยังมีอัธยาศัยที่ต่างๆ กัน
ผู้ฟัง จำได้ว่ามีพระโพธิสัตว์ที่ไปเกิดเป็นหมู มีปัญญาที่สามารถจะสั่งสอนน้องตัวเองที่กลัวตายได้ เหตุใดมีปัญญาขนาดนั้นแล้วยังไปจุติเป็นหมู
อ.ธิดารัตน์ คือการเกิดแต่ละชาติก็ไม่ได้เป็นเพียงหมูอย่างเดียว จะเป็นนกคุ่ม หรือเป็นอะไรหลายอย่างในชาดก แต่ละชาติไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ประเภทใดก็ตาม แต่ถ้าเราจะเห็นถึงการสะสมของปัญญาของท่านซึ่งต่างจากสัตว์ตัวอื่น ถึงแม้เป็นหมูด้วยกันก็ต่างจากหมูตัวอื่น แสดงให้เห็นว่า การสะสมของปัญญาไม่ได้หายไปไหนเลย ยังมีการแนะนำลูกหมูตัวเล็กที่กลัวตาย และลูกหมูตัวเล็กที่กลัวตายนั้นเมื่อเกิดมาเป็นพระภิกษุก็กลัวตายอีก ท่านถึงแสดงชาดกให้ทราบว่า อดีตชาติก็เคยเกิดเป็นลูกหมูที่กลัวตายมาแล้ว ทำให้พระภิกษุที่ได้ฟังธรรมสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ โดยการแสดงชาดกให้ฟัง
ผู้ฟัง ถ้าเป็นปุถุชนทั่วไป ถ้ามีคุณธรรมระดับนั้นแล้วสามารถจะบรรลุพระโสดาบันได้หรือไม่
อ.ธิดารัตน์ ขึ้นอยู่กับว่าปัญญาพร้อมที่จะบรรลุธรรมเพียงใด
ผู้ฟัง ถ้าพระอริยบุคคลจุติมาเป็นมนุษย์ แสดงว่ามีมโนธรรมที่เป็นคุณธรรมเช่นนี้ติดตามมาเลย ใช่หรือไม่
อ.ธิดารัตน์ คุณธรรมที่เป็นพระอริยบุคคลจะไม่เปลี่ยนแปลง จะมีแต่จะเจริญปัญญาในระดับที่สูงขึ้น พวกเราก็เหมือนกัน ได้ฟังธรรมมาไม่ทราบว่ากี่ชาติแล้วที่สะสมการได้ยินได้ฟังมา ชาตินี้เมื่อมีการแสดงธรรมก็ทำให้สิ่งที่สะสมไว้เป็นปัจจัยให้เราได้กลับมาฟังธรรมอีก แม้กระทั่งปัญญาของเราก็ไม่หายไปไหน สะสมแล้วก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่อย่ามองถึงว่าเป็นกุศลอย่างเดียว กิเลสสะสมทุกขณะ แต่ละวันเรามีกุศลจิตเกิดมาก หรือว่าอกุศลจิตเกิดมาก อกุศลจิตก็สะสมสืบต่อด้วย
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเหมือนเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่ามโนธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง คิดว่ามโนธรรมคือ ถ้าเป็นพระอริยะ เกิดมาอาจจะไม่ร้องไห้
ท่านอาจารย์ ธรรมชัดเจนแล้วมีลักษณะตรง ในขณะนี้แม้แต่คำที่ใช้ก็สามารถที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมนั้นได้ แต่ถ้าฟังคำนั้นแล้วไม่รู้ว่าคืออะไร หมายความถึงสภาพธรรมอะไรก็เข้าใจต่อไปไม่ได้ แต่ขณะที่ฟังธรรมต้องฟังสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังว่า สิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังเป็นธรรมอย่างไร เพราะว่ากำลังฟังธรรม ไม่ได้ฟังเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นธรรมคืออะไร ธรรมมีลักษณะต่างกันอย่างไร แต่ละคำที่ใช้หมายความถึงสภาพธรรมอะไรในขณะนี้ เช่น เสียงเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นธรรม แต่เวลาที่ศึกษาธรรม คำที่ใช้ตรงมาก ที่จะทำให้เราเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ใครจะคิดเองสักเท่าไร ตายไปแล้วกี่ชาติก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าไม่ได้ฟังพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก่อนอื่นไม่ว่าใครจะฟังเรื่องอะไรก็คือ กำลังฟังเรื่องที่ได้ยิน ไม่ใช่ไปนำความคิดที่เราจำไว้ว่า ที่เราเคยเข้าใจอะไรต่างๆ มารวมผสมปนกันว่า เป็นเหมือนที่เราเคยคิดนั่นเอง ไม่ใช่เช่นนั้น หมายความว่าไม่ว่าจะเรื่องอะไรทั้งสิ้น ฟังคือฟัง ฟังอะไร ฟังสิ่งที่กำลังได้ยิน เมื่อได้ยินแล้ว ฟังแล้ว เข้าใจอะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620