ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๙

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ท่านอาจารย์ ถ้าสงสัยเรื่องอะไร ฟังจนกระทั่งเข้าใจเรื่องนั้นแล้วก็จะไม่ถูกหลอกด้วยกิเลสคือโลภะหรือความต้องการและความไม่รู้ ได้ยินคำว่าธรรม แล้วก็บางคนก็ฟังธรรมมาหลาย ๑๐ ปี แต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจสภาพที่กำลังปรากฏว่าเป็นธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลหรือเปล่า เพราะว่าจะฟังต่อไปอีกนานสักเท่าไหร่ ก็เพื่อที่จะให้เข้าใจธรรมจรดเยื่อในกระดูก ลองคิดดู ฟัง ๑๐ ปี ผิวผิว หรือว่าแตะลึกลงไปกว่านั้น คือมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ถึงสภาพที่กำลังเป็นธรรมจริงๆ ในขณะนี้ หรือว่ายังมีความที่เพียงแต่ฟัง แล้วก็เริ่มที่จะเข้าใจ แล้วก็เคยคิดเรื่องอื่น แต่ก็เกิดจะในการคิดเกิดขึ้นว่าขณะนี้เป็นธรรม แม้ว่าธรรมปรากฏแต่ก็ยังเพียงเรียกชื่อว่าขณะนี้เป็นธรรม เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่ากว่าเราจะสามารถเข้าถึงธรรมด้วยความเข้าใจจริงๆ เหมือนกับจรดเยื่อในกระดูก แต่ละคำเราขาดไม่ได้ ก็ขอให้แต่ละคนคิดพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ เช่น เมื่อเกิดมาแล้ว มีใครได้อะไรจากโลกนี้บ้าง กำลังเห็นได้อะไร ได้อะไรหรือเปล่า เอาอะไรมาจากสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นและก็ดับไปแล้วด้วย หรือว่าเราสามารถที่จะได้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นหรือเปล่า ไม่ได้เลย เพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ดับ จิตเห็นก็ดับ มีใครได้อะไรจากสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง เวลาที่เสียงปรากฏทางหู มีใครได้อะไรจากเสียงที่ปรากฏบ้าง เพราะว่าเสียงเกิดขึ้นปรากฏจิตได้ยินแล้วก็ดับไป ทั้งเสียงก็ดับและจิตได้ยินก็ดับ เพราะฉะนั้นจิตได้ยินได้อะไรจากเสียงหรือเปล่า แต่ว่าสามารถที่จะรู้เสียง เพลิดเพลินในเสียง พอใจเสียงแสวงหาเสียงแต่ทั้งหมดก็คือดับหมด แม้ว่าได้มาแล้วเสียงกำลังปรากฏก็ดับ และจิตที่ได้ยินเสียงก็ดับ และขณะที่กำลังเพียรแสวงหาสิ่งที่พอใจ เสียงเพราะๆ จากเพลงหรือจากอะไรก็ตามแต่ ก็เพียงขณะที่คิดก็ดับ ขณะที่มีก็ดับ ทุกอย่างๆ เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้รู้แล้วก็ดับหมด

    เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้เข้าใจถึงความเป็นอนัตตาและไม่ใช่เราเลย เห็นไม่ใช่เรา เพราะเห็นสิ่งที่ปรากฏจริง มีความเพลิดเพลินยินดีหลังที่เห็นแล้วจริง จิตเห็นก็ดับ จิตที่แม้เพลิดเพลินเพียงชั่วขณะในสิ่งที่ปรากฎก็ดับ แล้วสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเพลิดเพลินก็ดับ นี่คือสิ่งที่ฟังจนกว่าจะจรดเยื่อในกระดูก และมีความเข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีใครไม่มีตัวตนไม่มีสัตว์บุคคล แต่มีธรรมซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็จะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าปัญญาจะเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ของสภาพธรรม แล้วคลายความยึดถือคลายความติดข้อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องวันนี้พรุ่งนี้ เพราะบางคนพอได้ฟังแล้วเมื่อไหร่จะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของธรรม นี้คือไม่เข้าใจความหมายของคำว่าปัญญา ความเห็นถูกความเห็นถูก ไม่ใช่เมื่อไหร่ แต่เมื่อฟังแล้วมีธรรมกำลังปรากฏให้เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่า ขณะนี้กำลังฟังเรื่องความจริงของธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จรดเยื่อในกระดูกหรือยังถ้ายังก็คือฟังต่อไปจนกว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นธรรม เพราะว่ากว่าจะละคลายจากการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ต้องอาศัยพระธรรมที่ทรงแสดงไว้มากมาย ที่จะค่อยๆ ฟังค่อยๆ พิจารณาค่อยๆ เข้าใจเป็นสัจจญาณ พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ กันไม่ให้มีความเห็นผิดใดๆ จากการคิดเองการเข้าใจเอง หรือว่าการไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม

    ด้วยเหตุนี้ไม่ได้ทรงแสดงแต่เพียงอริยสัจ ๔ แต่ทรงแสดงอาการ ๓ รอบ คือต้องมีสัจจญาณ กิจจญาณและกตญาน สัจจญาณเป็นความรู้ความจริง ความจริงของอะไร ที่ต้องรู้ ความจริงของอริยสัจจะ ความจริงซึ่งทำให้ผู้รู้เป็นผู้ที่ประเสริฐ เพราะว่าอบรมจากการเป็นผู้ไม่รู้ ค่อยๆ รู้ขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้มีการรู้ลักษณะที่กำลังฟังในขณะนี้ เป็นลักษณะแต่ละลักษณะที่ปรากฏจริงๆ ฟังให้เข้าใจว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งลักษณะนั้นเองเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าเป็นการศึกษาในยุคนี้ จะตั้งต้นด้วยคำว่าสภาพธรรมมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือสภาพธรรมอย่าง ๑ มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ก็ใช้คำว่ารูปธรรม เพื่อให้เห็นว่าต่างกับสภาพธรรมอีกอย่าง ๑ ซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่นเสียงมี เมื่อจิตได้ยินเสียงเป็นสภาพที่รู้ว่าเสียงเป็นอย่างนี้มีในขณะนั้น สภาพนั้นเป็นสภาพรู้ นี่คือการศึกษาในยุคนี้ แต่ถ้าเป็นการที่สติสัมปชัญญะเกิดหลังจากที่เข้าใจแล้ว และก็รู้ว่าขณะที่กำลังรู้แข็ง ไม่ต้องเอ่ยคำว่ารูปธรรม ไม่ต้องเอ่ยคำว่าแข็ง เพราะขณะนั้นจิตรู้แข็ง แข็งแค่ไหนก็ไม่ต้องบอก แต่ว่าขณะนั้นเกินกว่าที่จะใช้คำใดๆ เพราะว่าเพียงใช้คำว่าแข็ง และทุกคนก็อาจจะสงสัยแข็งเหล็ก แข็งโต๊ะ แข็งอะไรก็มีตั้งหลายแข็ง แต่ขณะที่จิตกำลังรู้ลักษณะที่แข็ง ใครก็เปลี่ยนลักษณะที่แข็งที่ปรากฏให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ในขณะนั้นไม่ต้องใช้คำว่ารูปธรรม และขณะที่กำลังรู้ในธาตุที่กำลังรู้แข็ง ขณะนั้นมีจริงๆ มิฉะนั้นแข็งก็ไม่ปรากฏ ขณะนั้นก็ไม่ต้องใช้คำว่านามธรรม แต่ลักษณะของธรรมนั้นเอง ประกาศหรือบอกความต่างของธรรม ว่าลักษณะ ๑ ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย ส่วนสภาพธรรมที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง ก็เปลี่ยนให้เป็นแข็งไม่ได้ เพราะว่าเป็นสภาพที่รู้แข็ง เพราะฉะนั้นการเข้าใจธรรมที่กำลังมีในขณะนี้เอง ถ้าได้อบรมแล้วสติสัมปชัญญะก็เกิดเป็นปกติ ไม่มีใครไปสร้างไม่มีใครไปทำ แล้วก็รู้ความเป็นจริงของสภาพธรรมตามที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังว่า ธรรมต่างกันเป็น ๒ ลักษณะ คือนามธรรมและรูปธรรม ถ้าฟังเผินๆ ก็สงสัยแล้วรูปธรรมเป็นอย่างไร นามธรรมเป็นอย่างไร รูปธรรมมีอะไรบ้าง นามธรรมมีอะไรบ้าง ก็ไปคิดเรื่องชื่อ แต่ว่าไม่ใช่เป็นการที่สามารถที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกันจริงๆ ในขณะนี้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม

    ผู้ฟัง ผมก็คิดไปบางทีท่านอาจารย์มันท้อใจ เมื่อไหร่ผมจะรู้จิตเจตสิกรูปหมดทุกอย่าง แล้วเมื่อไหร่ผมจะรู้ว่าไตรลักษณ์มันเป็นอย่างไร มันซึ้งอย่างไร มันก็ไม่เข้าใจอาจารย์

    ท่านอาจารย์ พระอริยะบุคคลกับปุถุชนต่างกันหรือเหมือนกัน

    ผู้ฟัง ต่างกันแน่นอน

    ท่านอาจารย์ ต่างกันที่ไหน ก็เห็นเหมือนกันทุกอย่าง

    ผู้ฟัง ปัญญา การสะสม

    ท่านอาจารย์ ต่างกันที่ปัญญา ณ บัดนี้คงไม่ลืมว่าปัญญามี ๓ ระดับขั้น สัจจญาณกิจจญาณ กตญาน กำลังฟังมีความเข้าใจถึงความเป็นสัจจญาณหรือยัง ถ้าไม่ถึงพูดถึงกตญานเมื่อไหร่ผมจะประจักษ์การเกิดการดับของสภาพธรรมี ไม่อยากจะใช้คำว่าฝันไปเถอะ ว่าคิดไปเถอะอย่างไรก็ไม่ถึง เพราะว่าไม่มีเหตุที่สมควร

    ผู้ฟัง พูดมาถึงตอนนี้ผมว่ากราบยอมแพ้แล้ว แค่สัจจญานผมก็ยังไม่รู้ ไม่ต้องไปถึงกตญาณหรอก แหมมันก็อย่างนี้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการฟังครั้งหนึ่งครั้งหนึ่ง เข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง ได้ขึ้นนิดหน่อย

    ท่านอาจารย์ นี่ถูกต้องไหมหรือจะต้องเข้าใจมากกว่านั้นอีกเยอะแยะ

    ผู้ฟัง น่าได้มากกว่านั้นอีกนิดหนึ่งนะอาจารย์ มันน่าเจ็บใจนะอาจารย์ อาจารย์พูดชัด อาจารย์พูดด้วยความเมตตา อาจารย์พูดอยากให้เราได้เหลือเกิน โอ้โหแต่มันไม่เข้าเลยอาจารย์

    ท่านอาจารย์ กำลังเพิ่มเครื่องกั้น

    ผู้ฟัง กำลังเพิ่มเครื่องกั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะขณะนี้ สภาพธรรมปรากฏไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้เป็นอย่างอื่นเลย แต่ปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าอะไรกั้นไม่เห็นให้เห็นการเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้เพราะอวิชชา การฟังของบุคคลในครั้งอดีตที่ท่านเป็นพหูสูต ท่านฟังนิดหน่อยหรือว่าไม่ว่าพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ก็ฟังแล้วฟังอีก ให้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏนี้เอง จะไปเข้าใจอย่างอื่นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งนี้กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นทุกคำที่ทำให้สามารถเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏนั้นมีประโยชน์ ที่ไม่สามารถจะประจักษ์แจ้งการเกิดดับทันที แต่ก็สะสมเป็นสัจจญาณ เป็นปัญญาที่รู้ความจริงว่าอะไรจริง เมื่อกี้นี้คิดเรื่องอะไรเยอะแยะหมดแล้ว แต่สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ถ้าไม่รู้แล้วข้ามข้ามไปเรื่อยๆ จะไปแสวงหาให้ปัญญาเยอะไปแทงตลอดอะไรก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นเครื่องให้รู้ตามความเป็นจริง ว่ามีปัญญาที่จะเข้าถึงความจริงคือสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตนหรือยัง เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่อดทน มิฉะนั้นจะไม่เข้าใจความหมายของปารมีหรือบารมี ๑๐ ซึ่งมีความอดทนด้วย เพราะเหตุว่าสภาพธรรมความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ต้องเป็นปัญญาที่ถึงความเป็นสัจจญาณมั่นคงจริงๆ ว่าไม่ใช่ไปทำอย่างอื่นเลย สิ่งที่กำลังมีขณะนี้แหละค่อยๆ เข้าใจขึ้นเมื่อไหร่ ก็สามารถที่จะเริ่มรู้ตรงลักษณะซึ่งมีจริงๆ และไม่ใช่สัตว์บุคคลเลย ซึ่ง ณ บัดนี้ข้ามไปหมด เห็นทีไรก็เป็นคนเป็นสัตว์ นี้ก็แสดงว่าขณะนั้นไม่ได้เริ่มที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ที่พระผู้มีพระภาคใช้คำว่า รูปารมณ์หรือรูปารามาณะเราข้ามไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่เป็นการรู้เรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏทางใจ แต่ว่าเป็นการที่รู้ลักษณะของธาตุที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นอนัตตา ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้นและก็ไม่ใช่ของใคร และก็ไม่ใช่ใครกำลังได้อะไรจากสิ่งที่ปรากฏด้วย เพราะว่าจิตที่เห็นก็ดับ รูปที่กำลังปรากฏก็ดับ สะสมความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ จนกระทั่งกิจจญาณ สติสัมปชัญญะเกิดเป็นปกติ ก็รู้ว่าสติสัมปชัญญะไม่มีใครสามารถที่จะไปสร้างหรือทำขึ้นมาได้ แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็เห็นว่ามีสติสัมปชัญญะเริ่มที่จะเจริญขึ้น แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเราหวังให้มีมากๆ เครื่องกั้นมาอีกละ เพราะฉะนั้นเวลานี้ถ้าปราศจากสัจจบารมี ความจริงต่อการที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรม ไม่ใช่หวังอย่างอื่นเลย แต่สิ่งนี้กำลังได้ยินได้ฟังกำลังเริ่มที่จะเข้าใจ และก็ต้องมีวิริยบารมี มีขันติบารมี มีอธิษฐานบารมีด้วย เพราะว่าฟังแล้วเดี๋ยวก็ลืมอยากอีกละ อยากจะให้มีปัญญามากอีกละ ไปแสวงหาอย่างอื่นอีกละ ก็เป็นเครื่องกั้นที่ทำให้เพิ่มการที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมยากขึ้นอีกด้วย

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์อย่างกรณีที่พูดเรื่องจิต มีทั้งชาติของจิตมีทั้งชวนจิตมันเยอะเหลือเกิน กว่าจะรู้เรื่องนี่ไปเจตสิกอีก ผมก็เลยงงๆ ว่าอ่ะพอเราอันนี้ไปไปเจออันนั้นก็ยังไม่รู้อีก ตรงนี้อาจารย์จะกรุณาอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เรื่องต้องทราบว่ารู้เรื่องทั้งๆ ที่ขณะนี้จิตเจตสิกรูปเกิดดับ แต่กำลังรู้เรื่องเท่านั้นเอง ยังไม่รู้จักตัวจริงเลย เหมือนคุณเด่นพงษ์กำลังแสวงหาใครสักคนซึ่งไม่รู้จัก แล้วทำไมรู้ว่าคนนั้นรูปร่างหน้าตาอย่างไร ผิวพรรณอย่างไรจะหาเจอไหม

    ผู้ฟัง ก็คงไม่เจอ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเจอคนนั้น ก็ต้องรู้ว่าคนที่เรากำลังหาแสวงหมีารูปร่างลักษณะอย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้ แม้ว่าจิตเจตสิกรูปเกิดดับ แต่ยังไม่สามารถที่จะรู้จักจิตสักขณะเดียว หรือว่าเจตสิกสักประเภทเดียว หรือแม้แต่รูปที่กำลังปรากฏทางตา ข้ามแล้ว นึกคิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นอย่างรวดเร็ว พอเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นอะไรเป็นดอกไม้หรือว่าเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ฉันใด ปัญญาซึ่งค่อยๆ เกิดจากการฟัง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ ในสิ่งที่กำลังปรากฏก็ต้องเป็นอย่างนั้น ตัวจริงขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ แต่คุณเด่นพงษ์จำชื่อนี้เป็นรูปที่ปรากฏทางตา ๑ รูปใน ๒๘ รูปก็เป็นเรื่องของรูป แต่ตัวจริงนี่กำลังเผชิญหน้าขณะนี้ไม่ต้องไปไหน มีสิ่งที่ปรากฏให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมีไม่ใช่ไปจำชื่อ ไปรู้จักชื่อ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ ขันธ์เท่าไหร่ อายตนะเท่าไหร่ นั้นเป็นเรื่องราวและเป็นชื่อ แต่ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ ว่าศึกษาธรรมเพราะรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจธรรมีที่กำลังมีจริงๆ ไม่ใช่เป็นชื่อ แต่กำลังมีธรรมปรากฏ ให้ค่อยๆ รู้ว่าขณะนี้ที่เมื่อไหร่ผมจะประจักษ์การเกิดดับของจิตก็จิตก็กำลังเห็น แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นจิต แล้วจะไปประจักษ์จิตเกิดดับได้อย่างไรขณะที่ได้ยินก็เป็นจิตที่กำลังได้ยินเสียง ก็ไม่รู้ว่าขณะที่กำลังได้ยินศึกษาหรือสิกขา เริ่มตั้งแต่ฟังว่าเป็นธรรม มีลักษณะซึ่งเป็นสภาพรู้เป็นใหญ่ในการรู้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ขณะไหน ขณะเห็นบอกว่าเห็นไหม เห็น เห็นนั่นแหละคือจิตเพราะเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง คือรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น ก่อนที่จะเข้าใจว่าจิตในขณะนั้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แม้แต่ลักษณะของจิตซึ่งกำลังมีในขณะนี้ กำลังปรากฏลักษณะที่แข็ง ไม่ใช่ไปรู้ว่าแข็งเป็นโผฏฐัพพารมณ์ เป็นอายตนะ และก็เป็นธาตุหรืออะไร แต่แข็งนี่แหละเป็นธรรมไม่ใช่เรา และจิตที่กำลังรู้แข็งก็เป็นจิตชนิดหนึ่งซึ่งเราก็ไปคร่ำครวญว่าเมื่อไหร่จะประจักษ์การเกิดดับของจิต แต่จิตขณะนี้กำลังเกิดทำหน้าที่นี้ ไม่ใช่ทำหน้าที่อื่น เพียงเกิดขึ้นรู้แข็งและก็ดับก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่หนทางที่จะไปประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม โดยเรียนเรื่องราวชื่อเยอะๆ แต่ว่าแต่ละคำกำลังมีสภาพธรรมปรากฏให้เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปทางตามีจริงๆ แต่ว่าส่วนใหญ่ทำไมพระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องจักขุวิญญาณ และรูปารมณ์ที่กำลังปรากฏเพราะเดี๋ยวนี้กำลังมีให้เข้าใจ ไม่ขาดไปเลย และเสียงก็มี ก็ฟังแล้วจะได้รู้ว่าชั่วขณะเสียงปรากฏเพราะจิตได้ยินแล้วก็ดับ นี่คือการศึกษาธรรมีไม่ได้เป็นการไปจำชื่อ และคิดว่ารู้ชื่อมากน้อยเท่าไร จึงจะสามารถรู้ลักษณะของธรรมได้ แต่ในขณะนี้เองธรรมปรากฏ ไม่มีสักขณะซึ่งธรรมีไม่ปรากฏถ้าไม่หลับสนิท

    สนทนาธรรมที่กองบิน๔๑ จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

    ผู้ฟัง อยากถามท่านอาจารย์ว่าชีวิตประจำวันมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับธรรมอย่างไร หรือว่าธรรมเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ก็จะทราบว่าชีวิตประจำวันเป็นธรรม แต่เพราะเหตุว่าเราไม่เคยรู้ว่าธรรมคืออะไร เราก็เลยแยกชีวิตประจำวันกับธรรมออกจากกัน แต่ถ้าได้เข้าใจว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่มีในชีวิตประจำวันนั่นเอง เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีสิ่งที่จริงในขณะนี้ ซึ่งเป็นธรรมชีวิตประจำวันขณะนี้ก็ไม่มี แต่ไม่เคยทราบเลยว่าขณะที่กำลังเห็นซึ่งเป็นชีวิตประจำวันก็เป็นธรรม กำลังได้ยินขณะนี้เองก็เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม เพราะฉะนั้นที่เราเคยคิดว่าธรรมหมายความถึงความยุติธรรมบ้าง หรือว่ากุศลธรรมหรือธรรมเทศนา แต่ว่าตามความเป็นจริงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรม เพราะเหตุว่าคำว่าธรรม มีความหมายเหมือนกับคำว่าธาตุ เป็นสิ่งที่มีจริง แล้วก็เป็นสิ่งที่มีจริงในขณะที่เกิดด้วย ถ้าขณะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ไม่เกิด จะจริงไหมนี่คือความละเอียดของธรรมที่แม้แต่เพียงคำเดียว ถ้าสามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ก็จะทำให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ จากการที่ไม่เคยรู้จักธรรมเลยเป็นการค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจ เพราะเหตุว่าผู้ที่รู้จักธรรมและทรงแสดงธรรม คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และก่อนที่จะได้ทรงแสดงธรรม ก็จะต้องบำเพ็ญพระบารมีนานมากกว่าจะได้รู้แจ้งสภาพธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเมื่อได้รู้แจ้งสภาพธรรมแล้วก็ได้ทรงแสดงธรรมที่ทรงตรัสรู้เพื่อที่จะให้คนอื่น ได้มีความเห็นถูกเข้าใจถูกตามที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้งความจริง ซึ่งเป็นอริยสัจธรรม เป็นความจริงซึ่งทำให้ผู้ที่ได้เข้าใจถึงการที่สามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุทเฉท จากการที่เป็นผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสซึ่งทุกคนก็ยอมรับ เกิดมาก็มีกิเลสทุกวัน และก็มากขึ้นด้วยทุกวัน แต่ก็ยังมีผู้ที่สามารถที่จะดับกิเลสหมดไม่เกิดอีกเลย เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมก็ต้องเป็นพวกที่จริงใจที่จะเข้าใจธรรม แล้วก็เป็นผู้ที่มีความมั่นคงที่เห็นประโยชน์จากการที่ได้รู้จักธรรมเพราะว่าทั้งที่เกิดมาไม่มีใครเลยนอกจากธรรมเกิด ถ้าธรรมไม่เกิดก็จะไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพราะเหตุว่าเมื่อธรรมเกิดแล้วไม่รู้ จึงต้องฟังจนกว่าจะเป็นความรู้ เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ลักษณะของธรรมได้ โดยที่ไม่มีการฟังธรรมเลย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะในวันนี้ ก็จะทำให้เป็นพื้นฐาน ที่จะเข้าใจสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดในชีวิต เช่นเราได้ยินคำว่าปฏิบัติธรรมศึกษาธรรมแต่ถ้ายังไม่เข้าใจว่าธรรมคืออะไร เราจะศึกษาอะไรและเราจะปฏิบัติอะไร เพราะธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แสดงถึงความชัดเจนจากการที่ได้ตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นถ้าฟังแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่สามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่ทรงแสดง เพราะว่าทรงแสดงสภาพที่มีจริงๆ ในขณะนี้ทุกอย่างโดยประการทั้งปวง แล้วก็ทรงแสดงด้วยว่าเป็นธรรม ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ขณะนี้ทั้งหมดนี้เป็นธรรม ในห้องนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม ต้องไปหาธรรมที่อื่นไหม ไม่ต้องเลยเพียงแต่หลับและตื่นขึ้นธรรมก็ปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้างทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง เพราะฉะนั้นศึกษาธรรม ศึกษาอะไร ศึกษาเมื่อไหร่ ไม่ใช่ต้องไปเปิดตำราเลย เพราะว่าในครั้งพุทธกาล ไม่มีหนังสือไม่มีตำรายังไม่มีการประมวลคำสอนเป็นพระไตรปิฏก แต่ว่ามีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเป็นการที่ให้รู้ว่าสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเป็นสัจธรรม เป็นความจริงที่กำลังปรากฏในขณะนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะรู้ได้ว่าการศึกษาธรรมก็คือศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจมาก่อน แล้วก็เริ่มรู้เริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ฟังท่านอาจารย์พูดถึงคำว่าธรรม แล้วก็อีกคำหนึ่งคือสัจธรรมการที่จะเข้าใจธรรมหรือเข้าใจสัจธรรม ต้องเริ่มต้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เริ่มต้นด้วยกันรู้ว่าธรรมคืออะไร แล้วขณะนี้มีธรรมไหม ถ้ารู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เห็นมีจริงหรือเปล่าเมื่อเห็นมีจริง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้เป็นธรรม และที่ใช้คำว่าสัจธรรม ก็เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่มีจริงที่ใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสิ่งนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้นธรรมแต่ละอย่าง ก็เป็นสิ่งซึ่งมีจริงๆ เป็นธาตุไม่ใช่ของใคร ไม่มีเจ้าของ แล้วก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏให้รู้ได้ ให้เข้าใจได้ในขณะนี้ด้วย ก็ขอสนทนาด้วย เพราะว่าเพียงสนทนาสั้นๆ ว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ก็เป็นสิ่งที่ได้รับฟัง แต่ต้องพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจและหมดความสงสัยด้วย ว่าเมื่อกี้นี้กล่าวถึงเห็นว่ามีจริงไหมเห็นกำลังมีกำลังเห็น เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรม เสียงมีจริงๆ เคยคิดบ้างไหมว่าเสียงเป็นธรรม แต่ว่าเมื่อได้ฟังแล้ว ธรรมเปลี่ยนไม่ได้ เสียงเป็นเสียงเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป ใครจะปฏิเสธว่าเสียงไม่มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจว่าธรรมเป็นธาตุเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เป็นอนัตตา ลักษณะของเสียงในขณะนี้ก็เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย ไม่มีใครบังคับที่จะไม่ให้เสียงเกิดขึ้น และเมื่อเสียงเกิดขึ้นแล้วเสียงก็หมดไป นี่คือลักษณะของสภาพธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่ต้องหมดไป เพราะฉะนั้นเสียงเป็นธรรมหรือเปล่า คือต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงธรรมที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ใครจะกล่าวว่าเป็นอย่างอื่นไม่เป็นอย่างที่ทรงตรัสรู้ไม่เป็นความจริงอย่างที่ได้กล่าวเป็นไปไม่ได้เลย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    20 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ