ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615


    ตอนที่ ๑๖๑๕

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑


    เมื่อฝันมีความเข้าใจแล้วก็ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงเช่นธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาแหลกใครกำลังปฏิบัตินี้ก็แสดงให้เห็นว่าไม่สอดคล้องกับความเข้าใจเลยด้วยเหตุนี้นะคะ การที่จะรู้จริงๆ ว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาเนี่ยต้องมาจากการฟัง และมีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏมั่นคงขึ้น ถ้าเป็นธรรมะ ถ้ารู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะจะไปไหน นอกจากเข้าใจธรรมะที่กำลังปรากฏนะคะ ซึ่งถ้าฟังโดยไม่ละเอียดไม่รอบคอบนะคะ จะทำอย่างนึงล่ะแล้วก็ยังจะไปทำเพิ่มขึ้นมาอีก จะไปทำอะไร และก็จะทำอะไรในเมื่อขณะนี้มีธรรมะซึ่งยังไม่ได้รู้ถูกต้องตามความเป็นจริงแต่เมื่อใดที่มีการฟังนะคะ มีความเข้าใจถูกว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะแค่นี้ค่ะไม่ใช่หมายความว่าเราจะไปรู้จักธรรมะไปประจักษ์การเกิดดับได้นะคะ แต่ต้องฟังแล้วก็ขณะนี้เป็นธรรมะ จะทำให้เราเนี่ยสามารถที่จะรู้ว่าขณะใดก็ตามนะคะ ที่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังอย่าลืมนะคะ ขณะใดที่มีการเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังได้ยินได้ฟังคณะนั่นแหละค่ะเริ่มที่จะเข้าใกล้กันที่จะเห็นว่าธรรมะเป็นธรรมะซึ่งก็หมายความถึงขนาดนั้นนะคะ สติสัมปชัญญะกำลังรู้ค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะซึ่งขณะนั้นก็ประกอบด้วยปัญญาประกอบด้วยสัมมาวายามะคือความเพียรประกอบด้วยสัมมาสมาธิซึ่งเป็นสภาพที่ตั้งมั่นในขณะที่สติกำลังระลึกรู้ลักษณะของธรรมะที่กำลังปรากฏ ด้วยความเข้าใจขึ้นนี่จึงจะเป็นปฏิบัติคือการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏด้วยความเห็นถูกด้วยความเข้าใจถูกที่เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะรู้ความจริงของสภาพธรรมะซึ่งเป็นปฏิเวธค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ไปทำอะไรโดยไม่รู้ไม่เข้าใจนะคะ พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ไม่รู้ไม่ได้สอนให้ไม่เข้าใจอะไรแต่ว่าสิ่งที่มี และไม่รู้นะคะ สอนให้มีการรู้ขั้นฟังจนกระทั่งพิจารณานะคะ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องมีความเข้าใจมั่นคงขึ้นพร้อมที่จะเข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นนั่นคือปฏิบัติค่อยๆ ติ่งความเป็นธรรมมะในสิ่งที่มีจริงๆ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งในสภาพธรรมะที่เกิดหลัก อยากจะขอความเข้าใจจากท่านอาจารย์ว่า เข้าวัดเขาก็ให้เรารักษาศีล๕ไม่ให้ค้าสัตว์ให้เป็นจากสิ่งที่ชั่วทั้งปวงแต่พอมาฟังท่านอาจารย์นี้ก็คือฟังให้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ ไม่ทราบว่าสองอันนี้มันจะแตกต่างกันยังไงคะสำหรับผู้ที่อยากจะเข้าใจธรรมะจริงๆ นะ ถ้าไม่ฝันธรรมะไม่เข้าใจนะคะ ใครรักษาศีล ก็ตัวเรารักษาศีลถ้าเข้าใจแล้วขณะนั้นเป็นอะไร เข้าใจแล้วก็เป็นธรรมะสินก็เป็นธรรมะ ค่ะอย่างงั้นหมายความว่าหัวใจพุทธศาสนาไม่ได้เริ่มต้นด้วยศีลแต่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจว่าทุกอย่างไม่ใช่เราอย่างงั้นล่ะท่านอาจารย์ ทุกอย่างนะคะ ตั้งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องในแต่ละภาษา เชลซีลคืออะไร เป็นภาษาไทยหรือว่าภาษาบาลี๔ล่ะ หมายความถึงปกติของกายวาจา เพราะฉะนั้นนายพระไตรปิฏกนะคะ แสดงข้างอกุศลศีล และกุศลศีลเพราะเหตุว่าปกติไม่ได้มีแต่เฉพาะจิตเจตสิกมีรูปด้วย และรูปก็ไม่ใช่สภาพรู้นะคะ รูปย่อมเป็นไปตามจิตเวลาที่เราต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดเนี่ยค่ะ หรือเอื้อมไปละนั่งอยู่ก็ลุกขึ้นยืน และเดินไปแล้วนั่นคือเมื่อจิตมีความปรารถนาที่จะเป็นอย่างไรนะคะ รูปก็เคลื่อนไหวเป็นไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีแต่นามธรรมไม่มีรูปธรรมเลยเสีนดีไหม จะมีการประพฤติเป็นไปทางกายทางวาจาได้ไหม ในอีกประการหนึ่งศีลคือปกติของกายวาจาถ้าขณะนั้นจิตเป็นอกุศล กลายจะเป็นกุศลได้ไหมคะ ปกติของบุคคลนั้นขณะที่อกุศลจิตเกิด ก็เป็นอกุศลศีล เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธัมมนะคะ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ แทบไม่แสดงความเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรมะจะเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เพียงแต่บอกว่าให้มีเซลล์ละชั่วประพฤติดีจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า ไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งยากที่จะรู้ได้ว่าไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยเป็นแต่ธาตุหรือธรรมะแต่ละลักษณะซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น และก็ดับไป เพราะฉะนั้นสำหรับคำสอนอื่นๆ นะคะ ในเรื่องของศีลเนี่ยสำหรับกุศลหลัก๔เนี่ยก็จะมีต่างกันไป เป็นปาติโมฆะสังวรเส้นสำหรับเพศบรรพชิตนะคะ ที่จะต้องรักษากายวาจาให้ต่างจากรึหัดเพราะเหตุว่าบรรพชาหรือการบวชประวัติชาติหมายความถึง และพวกทั้งหมดซึ่งเข้ารหัส และอย่างนั้นไม่ได้ค่ะคฤหัสถ์ยังมีกายวาจาซึ่งไม่งามอย่างบรรพชิตนะคะ คำพูดของคฤหัสถ์ก็พูดคำหยาบบางคำรุนแรงบ้างหรือว่ามีเจตนาร้ายบ้างซึ่งบรรพชิตไม่สมควรแก่การที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสำหรับพระภิกษุเด็กกายวาจาของท่านต้องเป็นไปตามพระวินัยบัญญัติเพราะจุดประสงค์คือละทั่วไม่ว่าจะเป็นทางกายทางวาจา แต่สำหรับคฤหัสถ์ไม่ใช่มีเครื่องกั้นหรือว่าไม่ใช่ต้องไปทำอย่างบรรพชิตนะคะ เสียงสำหรับคฤหัสถ์ การกำจัดอกุศลสำหรับคฤหัสถ์ก็คือศีล๕วิรัตน์ทุจริต ไม่มีการเบียดเบียนอย่างที่ทุกคนก็รู้นะคะ ไม่ยากเลยแต่ว่าไม่ใช่เพียงเท่านั้นค่ะถ้าเพียงเท่านี้จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือแต่ทรงแสดงอย่างละเอียดยิ่งนะคะ แม้แต่ปาติโมฆะสังวรสินก็ยังไม่พอเพราะเห็นว่ายังมีกิเลสอยู่ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงหนทางที่จะทำให้ดับกิเลส ไม่ใช่ว่าปล่อยให้มีกิเลส และก็เพียงมีกายวาจาที่เป็นไปตามปาติโมกข์เท่านั้นนะคะ ยังมีอินเดียริยะซังวอนเส้นคือการที่จะรู้นะคะ กายวาจาหรือว่าตาหูจมูกลิ้นกายใจพัง๖ทางเพราะเหตุว่าก่อนที่กายจะประพฤติผิดหรือวาจาจะกล่าวคำผิดนะคะ ใจเป็นยังไงคะ เป็นอกุศลก่อนใช่ไหมคะเพราะว่ายังบางคนขุ่นเคืองใจ และยังไม่มีคำเพื่อลูกสะวาจาหรือคำพูดใดๆ ออกไปเลยแต่ถ้ามีมากขึ้นกายก็ไวไปมีการทำร้ายกันด้วยกายหรือด้วยวาจา เพราะฉะนั้นสำหรับพระพุทธศาสนาโดยละเอียดยิ่งกว่านั้น เพียงแค่เกิดความ หุ้นใจก็รู้ในสภาพนั้นว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอธิศีลสิกขาสิกขานี่ไม่ใช่เพียงไปรู้ว่ามีกี่ข้อนะคะ แต่๑๐ค่ะคือประพฤติตามที่รู้ด้วยไม่ใช่แวะรู้ว่ามีศีล๒๒๗แต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามอย่างนั้นก็ไม่ใช่สิกขาบท ไม่ใช่บทที่จะประพฤติปฏิบัติตามด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมดานะคะ เป็นเรื่องที่ละเอียดไม่ได้ค้านกันเลยแต่เป็นการที่จะมีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกในสภาพธรรมะทั้งหมดแม้แต่ศีลเนี่ยก็ไม่ใช่ไกลเลยค่ะกุศลจิตหรืออกุศลจิตแล้วก็ยังมีอริยากะตะศิล คือสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งกุศล และอกุศลสำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์เพราะเหตุว่าท่านไม่มีกุศลจิต และอกุศลจิตที่จะทำให้เกิดผลด้วยเหตุนี้นะคะ การศึกษาธรรมะคือเพื่อเข้าใจเพื่อเห็นถูกวันนี้ค่ะฟังแล้วนะคะ มีความเห็นที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นแค่ไหนก็สะสมไปที่จะรู้ธรรมะจนกว่าจะประจักษ์แจ้งว่าเป็นธรรมะ เพราะว่าไม่ได้ทรงแสดงโดยขวัญเพียงปริยัติตินะคะ แต่ทางปฏิบัติติ และปฏิเวธด้วย ก็ขอกราบเรียนอาจารย์ให้คุณน้าเน้นย้ำนะครับ ว่าการศึกษาธรรมะเนี่ยที่จะได้ประโยชน์จริงๆ อาจจะศึกษาได้อย่างไร ค่ะพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนะคะ เป็นสิ่งที่มีจริงๆ แน่นอนนะคะ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก แล้วก็ปรากฏตั้งแต่เกิดจนตายแต่ผู้ที่ไม่ได้ฟังพระธรรมนะคะ ไม่รู้ว่าขณะนี้เองนะคะ ก็เป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเพื่อให้รู้ความจริงเช่นเราไม่สามารถที่จะคิดเองหรือเข้าใจความจริงอันนี้เองได้ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะเนี่ยนะคะ ต้องคิดถึงว่าใครเป็นผู้แสดง ถ้าอาหารแต่สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่คนธรรมดานะคะ แต่ว่าเป็นผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่างที่มีจริงที่กำลังปรากฏโดยละเอียดโดยลึกซึ้งโดยประการทั้งปวง เวลาที่เราศึกษาวิชาอื่นนะคะ ก็ศึกษาเพื่อเข้าใจสิ่งที่เรากำลังศึกษากำลังฟังเรื่องอะไรก็คือว่าเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่เรากำลังฟังก์ชั่นได้การที่ฟังธรรมะนะคะ ก็ไม่ใช่ไปรู้อื่นค่ะแต่ฟังเพื่อที่จะมีความเข้าใจธรรมะยิ่งขึ้น เพราะแม้แต่คำว่าธรรมะเนี่ยถ้าถามว่าธรรมะคืออะไรต่างคนต่างคิดนะคะ อย่างเวลานี้ จะมีใครรู้ว่าเห็นเป็นธรรมะได้ยินเป็นธรรมะคิดนึกเป็นธรรมะทุกอย่างเป็นธรรมะนะคะ แต่ไม่มีใครสนใจในธรรมะนี้เลยเพราะเหตุว่าเห็นมีจริงๆ นะคะ เกิดขึ้นเห็นความจริงของเห็นก็คือว่าสภาพธรรมะใดก็ตามที่มีการเกิดขึ้นสภาพธรรมะนั้นไม่เที่ยง ดับแล้วอย่างรวดเร็วถ้าไม่ฟังธรรมะเราก็คิดว่าเกิดมานะคะ ค่อยๆ โตขึ้นค่อยๆ แก่ลงแล้วก็ตายไปนั้นคือความไม่เที่ยงแต่นั่นยังช้าคนที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้อย่างนั้นได้มีใครบ้างคะที่เมื่อไม่รู้ว่าเกิดมาแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยเรื่อยแต่ละวัน วันนี้ก็ไม่เหมือนเมื่อวานนี้ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างนะคะ มีการเกิด และก็เป็นไปเป็นไปคือปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาแต่ว่านั่นยังคงเป็นเรื่องราวนะคะ โดยที่ไม่รู้ว่าความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือสิ่งที่พระฮั่นสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงให้เข้าใจตามลำดับขั้นด้วยเหตุนี้การฟังธรรมะนะคะ ไม่ง่ายนะคะ และก็ละเอียดแล้วเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ที่กำลังปรากฏขณะนี้ค่ะใครเข้าใจแล้วเข้าใจแล้วนะคะ มีใครมั้ยค่ะที่เข้าใจแล้วบ้าง หรือว่ายังไม่รู้เลยว่าคณะนี้ค่ะสิ่งที่มีจริงๆ คืออะไรยังเห็นอย่างเงี้ยมีจริงแน่นอนนะคะ จะมีสิ่งที่กำลังปรากฏต่างๆ แต่ความจริงก็คือเห็นเป็นเราหรือเปล่า ถ้าไม่มีจักขุประสาทถ้าไม่มีตานะคะ เห็นกำลังเห็นเดี๋ยวนี้จะเกิดขึ้นได้ไหมแค่นี้ก็เห็นแล้วว่าไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเราหรือเป็นของเราหรือว่าเป็นตัวตนเช่นขณะนี้นะคะ หรือก่อนหน้านี้ก็เข้าใจว่าเราเห็นแต่จริงๆ แล้วเห็นเป็นเห็น ไม่แววเห็นที่ไหนคะสัดก็เห็นนะคะ ตัวเล็กตัวใหญ่ช่างเห็นหมดเห็นตัวเห็นเนี่ยต่างกันมั้ยคะเฉพาะเห็นเห็นก็คือเมื่อเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นเหมือนกันหมดโดยไม่คำนึงถึงรูปร่างนะคะ ว่ารูปร่างเป็นช้างรูปร่างเป็นโหมดรูปร่างเป็นคน เรียกว่ารูปร่างเป็นเทวดาหรือรูปร่างเป็นพรมพระเอกว่าถ้ากล่าวถึงความจริงของเห็นก็คือว่าเห็นเกิดขึ้นเพื่อเห็นแล้วหดไม่กลับมาอีกเลยนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปนะคะ ไม่หยุดยั้งเลย และก็ไม่ย้อนกลับมาอีกด้วยสิ่งใดที่มีปัจจัยเกิดระดับสิ่งนั้นไม่กลับมาอีกเลย เวลาจุดไฟนะคะ ไฟสว่างเวลาดับไฟ และจะให้ไฟที่ดับไปแล้วเนี่ยกลับมาอีกได้ไหม มีปัจจัยใหม่ไฟเกิดขึ้นใหม่ และฝ่ายที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างให้ทราบว่านะคะ ตามความเป็นจริงก็คือว่าไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้โดยไม่มีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมะนั้นเป็นไปหรือว่าเกิดขึ้นเพราะขณะนี้เลยค่ะแม้แต่ได้ยินดูเป็นธรรมดานะคะ แต่ได้ยินเนี่ยจริงๆ แล้วไม่ใช่เราค่ะเป็นธรรมะเพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดแล้วทำอะไรได้ยินเกิดแล้วก็คือได้ยินเสียงได้ยินจะไปทำอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นธรรมะก็คือสิ่งที่มีจริงแต่ละคณะซึ่งไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรมะเพราะเข้าใจว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนะคะ แท้ที่จริงก็เป็นธรรมะถ้ามีการเข้าใจอย่างนี้จริงๆ นะคะ เราไม่มี การเกิดเนี่ยมีราว และตอนตายเราไปไหนเรายังมีอยู่มั้ยค่ะตอนตายแล้วไม่มี เพราะฉะนั้นเราเข้าใจว่าตอนเกิดมีราว และตอนตายนะคะ ก็เป็นเราตายแต่ความจริงตายแล้วมีเรามั้ยฉันได้ขนาดนี้ก็เหมือนกันค่ะเมื่อวานนี้เห็นแล้วนะคะ บทแล้วตายละเห็นขณะเมื่อวานนี้ตายแน่ๆ ไม่กลับไปอีกเลยเหมือนกับขณะสุดท้ายที่เราจากโรคนี้ไปนะคะ ก็ไม่ได้กลับมาอีกฉันได้ขณะนี้ทุกคณะเป็นค่ะณิกะมรณะคือการตายทุกขณะการฟังธรรมะต้องละเอียดนะคะ ต้องค่อยๆ เข้าใจ เพื่อที่จะการที่เราไม่รู้จึงยึดถือว่าธรรมะเป็นเราเมื่อมีเราก็มีเค้าแล้วก็มีความติดข้องในความเป็นเราต้องการทุกอย่างเพื่อเราทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีนะคะ ที่เป็นอกุศลมากมายทั้งกายทั้งวาจาจนกระทั่งสามารถที่จะเบียดเบียนคนอื่นได้ ทั้งๆ ที่แต่ละคนเนี่ยไม่มีใครอยากถูกเบียดเบียนเลยแต่ก็มีผู้ที่สามารถเบียดเบียนคนอื่นทั้งกายทั้งวาจา และผู้ที่สามารถเป็นคนอื่นเท่านั้นหรือหรือว่าอาจจะเป็นเราวันหนึ่งวันใดอาจจะกำลังเบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่หรือว่าถึงการเบียดเบียนคนจนกระทั่งถึงสามารถเบียดเบียนผู้มีคุณก็ยังได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างในโลกเนี่ยค่ะเป็นธรรมะซึ่งถ้ามีความเข้าใจจริงๆ นะคะ ก็จะมีความเห็นที่ถูกต้องว่าแท้ที่จริงแล้วทุกอย่างเนี่ยเป็นไปค่ะตามเหตุ และผลซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมะนะคะ เพียงได้ยินคำว่าธรรมะอย่าเพิ่งคิดว่าเข้าใจแล้ว และคิดว่ารู้หมดแล้วนะคะ แพทย์ขณะนี้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นธรรมะ และไม่รู้ความจริงของธรรมะที่เกิดดับก็ชื่อว่ายังไม่รู้จักธรรมะยังไม่เห็นว่าไม่ใช่เรานะคะ แต่เป็นธรรมะทั้งๆ ที่ท่าศึกษาท่าฟังต่อไปเนี่ยก็จะรู้ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มีเราเลยหลงยึดถือธรรมะที่เกิด จนตายว่าเป็นเราแต่ถึงเวลาจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือ ได้ฟังท่านอาจารย์พูดถึงความเป็นเรานะคะ ก็ยังนึกถึงคำอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นเราโดยตัณหาเป็นเราโดยที่ทิเป็นเราโดยมานะนี้แตกต่างกันอย่างไรคะ ปัญหาคืออะไรคะ ความอยากได้ความต้องการความติดคลองค่ะมีมั้ยคะมีค่ะมีเมื่อเกิดขึ้นใช่ไหมคะค่ะเกิดระดับไปไม่ดับค่ะแต่ว่าลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละอย่างเนี่ยค่ะไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ทุกคนรู้จักความติดคลองความต้องการความชอบแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามนะคะ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏให้ชอบ ก็มีความติดข้องในสิ่งนั้นโดยสภาพธรรมะที่เกิดแล้วชอบสิ่งนั้นซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าตัณหาจะใช้คำว่าโลพระก็ได้นะคะ หมายความถึงขนาดไหนก็ตามที่ชอบหรือพอใจติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ยึดถือสิ่งนั้นพอใจในสิ่งนั้นด้วยความพอใจ แค่ส่วนใหญ่ก็เป็นของเราหมดเลยค่ะไม่ว่าบ้านรถยังไม่เป็นของเราก็ได้นะคะ แต่ชอบล่ะ ใช่ไหมคะแค่ชอบชอบเพราะไม่รู้ความจริง เพียงเกิดปรากฏแล้วหมดไปเลยไม่กลับมาอีก ด้วยเหตุนี้เมื่อตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงนะคะ ก็ยังมีความชอบในทุกอย่างเห็นชอบสิ่งที่เห็นไหมคะ ได้ยินชอบเสียงที่ได้ยินไหมพอมีกลิ่นปรากฏชอบกลิ่นอีกละพอรถปรากฏก็ชอบอีกทางกายก็กำลังสบายดีนะคะ ก็ชอบอีกครั้งใจก็มีเรื่องสนุกๆ ชอบดูชอบฟังชอบเห็นชอบคิดก็ชอบอีก เพราะฉะนั้นทั้งวันนะคะ จะไม่รู้เลยว่าเรามีสภาพธรรมะที่เกิดขึ้น และทำกิจการงานติดคลองในทุกอย่างที่ปรากฏ โดยไม่รู้ตัวเลยนี่คือความหมายของยึดถือสภาพธรรมะด้วยความพอใจด้วยความติดข้องละได้ไหมคะ ยังไม่คิดจะละเลยแล้วจะไปละได้ยังไงใช่ไหมคะแม้แต่คิดที่จะ และก็ไม่ได้คิดค่ะยังคงพอใจไปเรื่อยๆ ทุกวันทุกวันไม่เคยเห็นว่าถ้าพอใจมากขึ้นมากขึ้นจะเป็นยังไงค่ะเป็นโทษหรือเปล่าโดยมากเราจะไม่คิดเปรียบเทียบนะคะ ว่าถ้าไม่พอใจเลย กับพอใจเนี่ยอย่างไหนจะดีกว่ากัน ติดข้อง เป็นทาสแล้วค่ะไม่ได้เป็นอิสระเลยเป็นทาสของโลพระแล้วแต่โพะจะให้ทำอะไร ขวนขวายแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่างตามความพอใจตามความติดข้อง เพราะฉะนั้นไม่มีใครรู้เลยนะคะ ว่าแท้ที่จริงแล้วทุกคนเนี่ย มีอะไรที่เป็นเพื่อนสนิท ทั้งๆ ที่เหมือนอยู่คนเดียวนะคะ พอเกิดมาไม่ได้มีใครมาเกิดกับเราเลยต่างคนต่างเกิดเกิดบางคนเดียวแท้ๆ เลยนะคะ แต่พอเกิดแล้ว มิทันไรก็ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ มีใครไม่เป็นอย่างนี้บ้าง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้เลยนะคะ ว่าเป็นทาสของโลภา และมีโลพันธุ์ด้วยค่ะเป็นเพื่อนสองเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิททันทีที่เกิดไม่นานเลยเกาะติดแล้วมาเร็วมากแล้วไม่ไปไหนด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วก็ลองคิดดูนะคะ ถ้าไม่มีความติดข้องเนี้ยจะดีกว่าไหมแค่นี้ค่ะ พูดแบบนี้ชักจะเริ่มรู้สึกตัวล่ะคะว่าขาดไม่ได้เลยคะ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมะตามความเป็นจริงซึ่งใครก็คิดไม่ถึงแล้วก็ไม่เห็นภัยเห็นโทษด้วยนะคะ เราจะเห็นภัยเห็นโทษของสิงห์ซึ่งไม่ดี เป็นอกุศลต่อเมื่อสิ่งนั้นใหญ่โตปรากฏเป็นการทุจริตเบียดเบียนต่างๆ เห็นแก่ตัวทุกคนก็ตระหนักว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยแต่ต้องมาจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทีละนิดทีละหน่อยกองไฟกองใหญ่นะคะ ถ้าไม่มีจุดเล็กๆ ไฟเล็กๆ นะคะ เชื้อไฟเล็กๆ ก็เกิดขึ้นไหม ที่จะใหญ่โตมากมายสักเท่าไหร่ก็ต้องมาจัดทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ ไม่เห็นโทษเลยว่าเกิดมาเนี่ยเกิดมาแล้วดีหรือชั่วอาจจะเข้าใจว่าเกิดมาดี แต่ว่ากำลังติดข้องต้องการเป็นทาสของสิ่งที่ปรากฏนะคะ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ขนาดไหนก็มีแต่ความต้องการไม่เว้นเลยกลัวพันติดคลองตลอดชาติมากขึ้นมากขึ้นดีหรือ ที่จะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่พอใจนะคะ ความจริงแล้วแค่เห็น ขณะที่เห็นเนี่ยนะคะ ชอบในสิ่งที่เห็นปรากฏให้เห็นแค่นั้นเองค่ะทุกครั้งที่มีอะไรเกิดขึ้นปรากฏเพียงให้เห็นไม่เกินกว่านั้นเลย แต่ติดพอใจในสิ่งที่แค่ปรากฏให้เห็น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่เที่ยงเลยนะคะ ความจริงเกิดดับเร็วมากแต่เมื่อไม่บริจาคก็คิดว่าสิ่งนั้นนะคะ เกิดอีกดับอีกเกิดอีกดับอีกเหมือนไม่เที่ยงเลยเป็นอย่างนั้นตลอดไป เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเพราะความไม่รู้นะคะ จึงทำให้ติดข้องถ้าเห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดมีจริงๆ ระดับไปหมดแล้วเนี่ย ยังพอใจในสิ่งนั้นไหมคะ นี่เริ่มคิดนะคะ ถ้ารู้ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามจากไม่มี และเกิดมีให้เห็นแล้วก็หมดไปแล้วเนี่ยไม่เหลือเลยเนี่ยยังจะพอใจติดข้องต้องการในสิ่งที่หมดไปไหม ความจริงแล้วไม่ควรติดคอเงี้ยเพราะความไม่รู้เห็นไหมคะความไม่รู้เนี่ยจะนำมาซึ่งไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ และก็ติดคลองต่อไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมะนะคะ ไม่ใช่แวะให้หมดกิเลสวันนี้เดี๋ยวนี้ที่ฟังแต่เริ่มมีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกตรงต่อความเป็นจริงของธรรมะ นั่นคือตัวปัญญาจนกว่าปัญญาจะมีกำลัง และก็มีการเห็นเพิ่มขึ้นนะคะ ว่าแท้ที่จริงแล้วเนี่ย ไม่สมควรเลยค่ะที่จะติดคลองในสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็น และก็หมดไปอยู่เรื่อยๆ แค่ก็ฟังท่านอาจารย์เพิ่งจะสว่างนะว่า ตัวเองติดคลองมากมายแล้วก็ยังไม่รู้จักพอแต่ก็พูดเสมอว่าควรละคนละแต่ในความเป็นจริงแล้วก็เห็นแล้วก็ได้ยินก็อย่างที่อาจารย์ละเอียดมากนะคะ ก็เห็นถึงความไม่รู้ในด้านตัณหานะคะ ก็ยังมีความไม่รู้ซึ่งเป็นที่ฐิกับมานะท่านอาจารย์ เวลาที่พูดภาษาไทยเนี่ยความหมายไม่ตรงกับภาษาบาลีนะคะ เพราะว่าพูดถึงทิฏฐิเนี่ยบางคนอาจจะคิดว่าเป็นความสำคัญตนแต่ความจริงความหมายของถิในภาษาบาลีก็คือความเห็นซึ่งมีสองอย่างนะคะ ความเห็นถูกกับความเห็นผิดถ้าเป็นความเห็นผิดก็เป็น มิจฉาทิฎฐิถ้าเป็นความเห็นถูกก็เป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงทิฏฐิคำเดียวเนี่ยก็ยังไม่รู้ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิหรือมิฉาทิฏฐินอกจากหัวข้อเรื่องนะคะ จะบอกเช่นกำลังพูดเรื่องอกุศลสภาพธรรมะที่ไม่ดี และใช้คำว่าทิฏฐิย่อมหมายความถึงมิจฉาทิฎฐิความเห็นผิด ขณะนี้กำลังเห็นนะคะ มีความติดข้องมากมายเริ่มรู้ว่าเป็นเพียงความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏแล้วก็หมดไปอยู่เรื่อยๆ แต่สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ค่ะปรากฏการณ์เกิดระดับหรือเปล่าทั้งๆ ที่ต้องเกิดไม่เกิดไม่ดีเกิดแล้วก็ต้องหมดไปด้วยไม่ยั่งยืนเลยจะคงสภาพอย่างนั้นไปไม่ได้เลยนะคะ แต่ว่าการเกิดแบบนั้นเร็วมาก เพราะฉะนั้นเมื่อสิ่งที่เกิดนั้นดับไปแต่ก็ไม่ปรากฏการเกิดขึ้น และดับไปเพราะมีสภาพธรรมะที่เกิดดับสืบต่อเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดดับไปเลยก็เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏนั้นน่ะเที่ยง และเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดถ้าถามทุกคนว่าขณะนี้เห็นอะไรนะคะ ตอบเหมือนๆ กันหมดเลยใช่ไหมคะเห็นอะไรคะ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ