ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๒

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นนามธรรมในวันหนึ่งๆ ก็รู้รูปติดรูปต้องการรูปพอใจยึดมั่นในรูป นามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้มีจิตและเจตสิก แต่เมื่อเจตสิกมี ๕๒ ประเภท บางประเภทก็เกิดกับจิต บางประเภทก็ไม่เกิดกับจิต บางประเภทก็ต้องเกิดกับจิตทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้จิตแม้เป็นใหญ่เป็นประธาน ในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เพราะเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยมากน้อยต่างกัน ก็ทำให้จิตมีลักษณะต่างๆ กันไปเป็น ๘๙ ประเภท มีไม่ครบ เพราะว่ารวมจิตของพระอรหันต์ด้วย รวมจิตของพระอริยะบุคคลด้วย แต่ที่มีเป็นประจำก็คือจิตที่เป็นไปกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตั้งแต่เกิดจนตายทุกวันไม่ขาดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อมีรูปขันธ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของความยึดถือ และมีจิตเจตสิกซึ่งเป็นนามขันธ์ใช้คำว่านามขันธ์ก็ได้ถ้าพูดรวม แต่นามขันธ์มี ๔ เพราะว่าขันธ์ที่เป็นอุปทานขันธ์ ๕ มี ๕ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นรูปขันธ์ ๑ เป็นนามขันธ์ ๔ ในนามขันธ์ ๔ เวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ จิตทั้งหมดเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นจะพูดถึงจิตว่างหรือจิตอะไรก็แล้วแต่ แต่จิตเป็นสภาพรู้เมื่อเกิดขึ้นไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ได้ไหม ในเมื่อจิตเป็นสภาพรู้

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาที่ได้ยินได้ฟังอะไรก็พิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าถูกต้องหรือเปล่า มีจริงหรือเปล่า

    ผู้ฟัง อันนี้ตามความคิดของผม จิตว่างเขาอาจจะหมายถึงในเชิงที่ว่าไม่ยึดติดในขันธ์ ๕ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นอุปทานอะไรอย่างนี้หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ นี่เราคิดเองต้องถามคนที่พูด แต่ก็หมายความว่าอะไร

    ผู้ฟัง แต่เขาใช้คำว่าจิตว่าง ซึ่งคำว่าจิตจริงๆ มันไม่ใช่สภาพแบบนั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นใครเขียนว่าอะไร คนอื่นไม่สามารถจะเข้าใจเพราะคนอื่นคิดเอาเอง แต่คนเขียนเป็นผู้ที่รู้ตัวว่าใช้คำนี้มุ่งหมายอะไร เราไม่ไปตีความของคนอื่น อย่างเวลานี้ทุกคนนั่งอยู่ จะไปบอกว่าคนนี้คิดอะไรนี่ถูกไหม คนโน้นกำลังพอใจถูกไหม ใครจะไปรู้จิตคนอื่น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไรไม่ใช่ไปคิดเอาเองว่าเขาคงหมายความว่าอย่างนี้ หรือว่าเขาคงหมายความว่าอย่างนั้น แต่ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกต้องหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็ขออีกคำถามหนึ่ง เป็นเรื่องเคยดูในวีซีดี อะไรตามรอยพระพุทธเจ้าบอกว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สุดนี่คือเป็นการดับศูนย์ มีความคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องเขาบอก จนกว่าเราจะศึกษาธรรมแล้วเราจะรู้ว่าสิ่งที่เราศึกษาด้วย เป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ๔๕ พรรษา แม้ใกล้จะปรินิพพานก็ได้ทรงแสดงความจริงของธรรมซึ่งปรากฏมีอยู่ เป็นคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาเป็นพระไตรปิฏกและอรรถกถา เพราะฉะนั้นถ้าเราศึกษาและพิจารณาเราก็จะรู้ได้ว่าสิ่งที่ทรงแสดงเป็นความจริงทุกกาลสมัย สมัยก่อนเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีหรือว่าแสนโกฏกัปป์มาแล้วมีโลภะไหม

    มี

    ท่านอาจารย์ มีเห็นไหม

    ผู้ฟัง แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคน

    ท่านอาจารย์ ไม่ พูดถึงสภาพธรรมไม่ได้พูดถึงคน เห็นมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย แล้วก็ต่อไปอีกข้างหน้า จะเกิดอีกกี่ชาติก็ตามที่ไหนก็ตาม มีเห็นไหม ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นธรรมทุกกาลสมัย พิสูจน์ได้ทุกกาลสมัยด้วย ถ้าสามารถที่จะเข้าใจได้

    ผู้ฟัง ขอบคุณ

    ผู้ฟัง ในขณะที่เรากำลังฟังอยู่ เราสามารถที่จะรู้ว่าเรากำลังฟังเป็นลักษณะอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะพูดถึงอะไร ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร ไม่อย่างนั้นก็พูดไปตั้งเยอะก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้นก่อนอื่นที่จะพูดถึงความละเอียดปลีกย่อย ต้องเริ่มต้นว่าคืออะไร ที่ใช้คำว่าฝันหรือความฝันคืออะไร เป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง รู้สึกว่าเป็นสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ มีจริงๆ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง รู้สึกเป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ ที่จริงธรรมเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ต้องรู้สึก ทำไมไม่เข้าใจให้ถูกต้องว่านามธรรมเป็นนามธรรมเปลี่ยนไม่ได้ รูปธรรมก็เป็นรูปธรรม จะให้รูปธรรมเป็นนามธรรมไม่ได้ จะให้นามธรรมไปเป็นรูปธรรมไม่ได้เป็นสภาพธรรมที่ต่างกัน แม้แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นเช่นเสียงเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง ยังเป็นทั้งรูปและก็นาม

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะว่ารูปธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างแต่ละอย่าง ลักษณะของสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย แม้มีจริงก็เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม อันนี้จะไม่เปลี่ยนเลยเพราะใครก็ไปเปลี่ยนลักษณะของธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าได้ยินได้ฟังอย่างนี้ เริ่มที่จะเข้าใจเป็นปัญญาของเราเองที่เกิดจากการไตร่ตรองว่า แล้วนี่เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรมก็ต้องเป็นความเข้าใจของเรา เพราะฉะนั้นก็ขอถามว่ากลิ่นเป็นธรรมหรือเปล่า มีจริงๆ

    ผู้ฟัง มีจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง เป็นรูป

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรม เสียง

    ผู้ฟัง เสียงเป็นรูป

    ท่านอาจารย์ รูป รสล่ะ

    ผู้ฟัง รสเป็นรูป

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องทั้งหมดเลย คือรูปธรรมก็เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นฝันเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ คือจริงๆ แล้วไม่ใช่ให้ตอบด้วยความจำ คำนามกับรูปไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่ให้เข้าใจจริงๆ รูปธรรมมีมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าลักษณะนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เห็นเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง เห็นเป็นนาม

    ท่านอาจารย์ และฝันเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง เป็นนาม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะว่าขณะที่ฝันกำลังเป็นความจำ ถ้าไม่จำจะไม่ฝันถึงสิ่งที่กำลังฝันถึง จริงจริงแล้วขณะนี้เห็นแล้วในฝันก็เหมือนเห็น

    ผู้ฟัง เหมือนเห็น

    ท่านอาจารย์ เหมือนเห็นแต่ไม่ใช่เห็น เพราะขณะนี้เห็นมีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทปรากฏจริงๆ เปลี่ยนสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเห็นต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท แล้วก็มีจิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วก็จำ วันนี้จำได้หลายคนใช่ไหม คืนนี้อาจจะฝันเพราะจำได้แล้ว เราจะฝันถึงสิ่งที่เราจำได้ จำอะไรได้ก็ฝันถึงสิ่งนั้น สงสัยไหม

    ผู้ฟัง ไม่สงสัยแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฝันก็คือคิด เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ความคิดนี่หลากหลาย พอเห็นแล้วก็คิดตามสิ่งที่ปรากฏ ตามรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏให้คิดว่าเป็นอย่างนั้นหรือเป็นสิ่งนี้ ถ้าเห็นสุนัขรู้เพราะจำได้ว่ารูปร่างสัณฐานเป็นสุนัข อาจจะเป็นตัวที่เราเคยรู้จักมีชื่อเรียกก็ได้ใช่ไหม หรือที่เราไม่รู้จักก็ได้ แต่จำแล้วในสีสันวรรณะที่ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ แต่ตามความเป็นจริงจิตละเอียดมาก เป็นจิตแต่ละประเภท จิตขณะที่เห็นไม่ใช่จิตขณะที่คิด แต่จิตที่คิดหลังจากเห็นแล้วก็คิดตามสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นในขณะนี้เห็นแล้วก็จำ เพราะฉะนั้นเห็นอะไรจำอะไรนึกถึงสิ่งนั้นเหมือนเห็นได้ แต่ไม่ใช่เห็นจริงๆ ฝันก็เป็นการคิดนึกด้วยความจำในสิ่งที่จำไว้ เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตา เกิดดับเร็วมากประมาณไม่ได้ ขอให้คิดว่าจะประมาณได้อย่างไร เร็วจนกระทั่งเหมือนกับว่าไม่ได้ดับไปเลย ปรากฏเหมือนปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่ตามความเป็นจริง รูปที่เกิดจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เร็วแค่ไหนระหว่างเห็นกับได้ยิน จิตเกิดดับเกิน ๑๗ ขณะ รูปเมื่อมีอายุ ๑๗ ขณะแล้วก็ดับไป แล้วก็มีสมุฏฐานที่ก่อตั้งให้รูปเกิดขึ้น ซึ่งสมุฏฐานที่ก่อตั้งให้รูปเกิด มี ๔ สมุฏฐาน รูปที่เกิดเพราะกรรมก็เป็นประเภท ๑ รูปที่เกิดเพราะจิตไม่ได้เกิดเพราะกรรมก็เป็นประเภท ๑ รูปที่เกิดเพราะอุตุความเย็นความร้อนไม่ได้เกิดเพราะกรรมไม่ได้เกิดเพราะจิตก็เป็นประเภท ๑ รูปที่เกิดเพราะอาหารซึ่งไม่ได้เกิดจากกรรมไม่ได้เกิดจากจิตไม่ได้เกิดจากอุตุก็ประเภท ๑ แต่ทั้งหมดในขณะซึ่งเป็นรูปที่เกิดขึ้น จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ขณะนี้มีอะไรเหลือบ้าง ถ้าไม่มีการรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏสิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้วทั้งหมดหาอีกไม่ได้เลย ด้วยความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เกิดดับด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้ ให้ทราบว่าสิ่งที่เหมือนปรากฏแล้วไม่ดับ แท้ที่จริงเป็นการที่สภาพธรรมนั้นเกิดแล้วดับแล้วอย่างเร็วมาก เพราะฉะนั้นก็เหลือเพียงความทรงจำในรูปร่างสัณฐานของสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อกันให้คิดให้จำ เพราะฉะนั้นความคิดและความจำจะตามสิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ แล้วที่ได้อาจารย์บอกว่า การที่เราเห็นสภาพธรรมนี่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนี่ ก็เหมือนฝัน ฝันนี่คือเราไม่ได้เห็นแล้วไม่ได้ยินจริงใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เมื่อวานนี้เหมือนฝันไหม หมดแล้วไม่เหลือเลย ในฝันเราฝันว่าเราได้อะไรตั้งหลายอย่าง อาจจะได้เงินทองแก้วแหวนตื่นมาอยู่ไหน มีไหม ได้แหวนมา ๑๐ วงในฝันตื่นมาไม่มีเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้มีหมดเลยทุกอย่าง ทั้งทางตาหูจมูกลิ้นกายเดี๋ยวนี้อยู่ไหน เหมือนฝันไหมซึ่งตื่นแล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้วันนี้ก็เหมือนฝันเพราะว่าทุกขณะดับไปไม่กลับมาอีกเลย เหมือนแต่ไม่ใช่ขณะที่ฝัน แต่เหมือนกันเลยคือไม่มีอะไรเหลือ ฝันตื่นขึ้นมาไม่มีอะไรในฝันเลย เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ก็หมดไปไม่มีอะไรเหลือเลย ในขณะนี้และขณะนี้ก็กำลังหมดไปด้วย เพราะฉะนั้นเกิดมาเหมือนฝันไหม สุขทุกข์ไปแต่ละวันโดยไม่มีอะไรเหลือเลย จากโลกนี้ไปก็จากไปโดยที่ไม่มีอะไรติดตามไป นอกจากการสะสมของกุศลและอกุศล ซึ่งเกิดดับจริงแต่สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป ซึ่งทำให้แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่างๆ กันตามการสะสมบางคนก็เป็นคนดีมาก บางคนก็เป็นคนที่ร้ายมาก มีใครอยากร้ายบ้างไหม ไม่มี แต่ว่าสะสมมาที่จะร้ายเปลี่ยนไม่ได้ ตั้งหลายคนก็บอกว่าเขาร้าย เพราะเค้ารู้ตัวว่าขณะนั้นกำลังร้ายคือเป็นอกุศล บางคนก็มีความดีมีความเมตตามีความกรุณาจะไปแลกกันก็ไม่ได้ เพราะว่าสะสมมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกในธรรมที่กำลังปรากฏ สิ่งนี้ก็ไม่ได้สูญหายไปไหนก็สะสมสืบต่อ การฟังครั้งแรกอาจจะเข้าใจได้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าฟังต่อไปการเข้าใจก็เพิ่มขึ้นตามการสะสม

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์จะให้ช่วยอธิบายเรื่องสังขารนิมิตหน่อย

    ท่านอาจารย์ มีคำว่าสังขารนิมิตในพระไตรปิฏก หมายความถึงนิมิตของสังขารหากไม่มีสังขารจะมีนิมิตของสังขารไม่ได้ สังขารหมายความถึงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เพราะการเกิดดับอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงนิมิตร อย่างที่เคยกล่าวถึงจุดก้านธูปดอก ๑ เพียงดอกเดียว แต่ว่าแกว่งให้เป็นวงกลมดูเหมือนมีก้านธูปเป็นวงเลยใช่ไหม แต่ความจริงเพียง ๑ ซึ่งสืบต่ออย่างเร็วมากโดยการแกว่งอย่างเร็ว นั้นคือสังขารนิมิตคือสิ่งที่ปรากฏจากการสืบต่อ แต่ว่าจริงๆ ลักษณะของสภาพธรรมกว่าจะเป็นวงได้ เกิดดับเกิดดับเกิดดับแต่เพราะความรวดเร็ว บางคนก็บอกว่าให้วาดรูปในกระดาษ ๒ ใบ ใบ ๑ ก็เป็นนกอีกใบ ๑ ก็เป็นกรง หมุนให้เร็วนกก็อยู่ในกรงใช่ไหม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมนี่เร็วและก็สิ่งที่ดับดับจริงๆ แต่ไม่ปรากฏการเกิดดับเหลือการสืบต่อที่ปรากฏ ให้เหมือนกับว่ายังมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นคือสังขารนิมิตรขณะนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะจิตเห็น ก่อนจิตเห็นก็มีจิต แล้วเมื่อจิตเห็นดับไปแล้วก็ยังมีจิตที่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นอารมณ์เป็นสัมปฏิจฉันนจิต สันตีรนจิต โวฏฐัพพนจิต กุศลจิตอกุศลจิต ในสิ่งที่ปรากฏทางตาก่อนที่สิ่งที่ปรากฏทางตาซึ่งมีอายุเพียง ๑๗ ขณะจิตจะดับไป นี่วาระเดียวแต่เวลานี้หลายวาระนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏสืบต่อก็เป็นนิมิตรของสังขารซึ่งเกิดดับสืบต่อ ให้เหมือนกับว่ายังมีอยู่ แต่ความจริงเพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก จึงปรากฏเหมือนกับว่าสิ่งนั้นยังมี

    ผู้ฟัง ความหมายคือว่าอย่างเช่นเรานั่งอยู่จริงๆ แล้วไม่มีใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เกิดแล้วดับแล้วหมดเลย

    ผู้ฟัง ด้วยความเร็วก็เลยเห็นว่านั่งอยู่

    ท่านอาจารย์ คิดว่านั่ง

    ผู้ฟัง คิดว่านั่ง

    ท่านอาจารย์ แต่จริงๆ อะไรปรากฏ

    ผู้ฟัง สี

    ท่านอาจารย์ปรากฏทางไหน

    ผู้ฟัง ทางตา

    ท่านอาจารย์ สีนั่งหรือเปล่า

    ผู้ฟัง สีไม่ได้นั่งแต่ว่าเห็นเป็นนิมิต ใช่ไหมที่เห็น

    ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่ จะคิดถึงอะไรทั้งหมดเป็นการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วเกินประมาณ เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆ เข้าใจในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เช่นขณะนี้เหมือนเห็นตลอดแต่ไม่ใช่เห็นจักขุวิญญาณเท่านั้น จักขุวิญญานก็เกิดดับมีจิตอื่นก็เกิดต่อ ในขณะที่ได้ยินก็เป็นวาระทางหู มีจิตเกิดจากสืบต่อรู้เสียง และก็มีวาระทางใจซึ่งเกิดขึ้นรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูคิดนึกไปเป็นเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดเร็วมากมีอะไรเหลือ ไม่มีแต่สิ่งที่ปรากฏซ้ำสืบต่ออย่างเร็วก็ทำให้เหมือนว่ายังมีอยู่

    ผู้ฟัง จากการศึกษาที่ว่าอย่างเราได้ยินเป็นจิตที่เป็นผลของกรรม เราบังคับไม่ได้ แต่ว่ามาคิดดูเหมือนกับว่าเราบังคับได้ เช่นผมอยากจะถามอาจารย์ ด้วยเสียงประโยคแบบนี้ใช่ไหม อาจารย์ก็ต้องได้ยินตามที่ผมถาม

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิตมีคุณณรงค์ไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มีจิตจะคิดต่างๆ อย่างนี้ไหม เพราะฉะนั้นคุณณรงค์คิดหรือจิตคิด

    ผู้ฟัง จิตคิด

    ท่านอาจารย์ คุณณรงค์เห็นหรือจิตเห็น

    ผู้ฟัง จิตเห็น

    ท่านอาจารย์ เวลานี้คุณณรงค์สร้างเห็นขึ้นมาได้ไหม เห็นแล้วเดี๋ยวนี้สร้างได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ ถ้าเราไม่ใส่ชื่อ

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้ใส่ชื่อ เวลานี้ก็ไม่ได้ใส่ชื่อ ไม่ต้องมีใครไปเรียกว่าเห็น เห็นเห็นแล้วกำลังเห็นอยู่เพราะเกิดขึ้นเห็นจะเปลี่ยนให้เห็นเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้

    ผู้ฟัง ถ้าจิตดวงนี้ต้องการคำตอบ

    ท่านอาจารย์ ถ้าจิตคิด จะมีจิตที่เพียงคิดแต่ไม่มีเสียงก็ได้ ทุกคนกำลังคิดไม่เห็นมีเสียงออกมาเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นจิตคิดก็คือคิด แต่เวลาที่ต้องการมีโลภะที่ปรารถนาจะให้เกิดเสียง เป็นปัจจัยให้มีการกระทบกันของฐานของเสียง โดยที่ว่าคุณณรงค์ไม่ต้องมีตัวคุณณรงค์ไปบังคับ ให้รูปกระทบกันให้เสียงเกิดขึ้น เพียงคิดที่จะให้มีเสียงเกิดเร็วแสนเร็วขนาดไหน แค่คิดเสียงออกมาล่ะ ใช่ไหม เห็นไหม ใช่ไหม มีทั้งคิดคำว่าใช่ และมีการที่จะทำให้มีการเปล่งเสียงว่าใช่ด้วย ไม่มีคุณณรงค์ไม่มีใครเลยแต่มีสภาพธรรมซึ่งเกิดดับอย่างเร็วมาก

    ผู้ฟัง การที่เป็นคำตอบที่ผมอยากได้ เหมือนกับผมบังคับได้ไหมว่าผมถามอาจารย์ก็จะตอบ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ให้คุณณรงค์ทราบ มีคุณณรงค์หรือว่ามีจิตเจตสิก

    ผู้ฟัง มีจิตเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่มีคุณณรงค์ และเมื่อกี้ผมอยากให้อาจารย์ตอบคือจิตคิดใช่ไหม แล้วก็คิดที่จะให้มีเสียงด้วยไม่ใช่คิดในใจเฉยๆ โดยที่ไม่ให้มีเสียง เพราะฉะนั้นก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เสียงเกิด เพราะฐานที่เกิดของเสียง กระทบกัน ถ้าไม่มีการกระทบกันที่ฐานของเสียงเสียงเกิดไม่ได้เลย นั่งเฉยๆ นั่งนิ่งๆ เสียงจะมาจากไหน

    ผู้ฟัง จิตได้ยินเป็นจิตที่ถูกกำหนดมาแล้วใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ใครกำหนด

    ผู้ฟัง กรรมเดิม

    ท่านอาจารย์ กรรมเป็นสภาพที่มีเกิดขึ้นดับไปสะสมอยู่ในจิต เมื่อพร้อมที่จะให้เกิดผลเมื่อไหร่จึงเป็นปัจจัยให้ผลเกิดขึ้น ถ้ายังไม่พร้อมผลก็ไม่เกิด กรรมที่ได้กระทำไปแล้วมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน ชาตินี้ชาติเดียวนี่กรรมเท่าไหร่แล้ว แล้วกรรมนั้นให้ผลหรือยัง บังคับไม่ให้จุติจิตเกิดบังคับได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้นี่คือผลของกรรมใครบังคับไม่ได้ นอกจากถึงกาลที่กรรมจะให้จิตนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ กรรมก็เป็นปัจจัยให้จิตนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทางหูบังคับให้ได้ยินได้ไหมถ้าไม่มีกาลที่จะได้ยิน

    ผู้ฟัง ตรงนี้ที่เข้าใจไม่เต็มร้อย

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวบังคับสิถ้าบังคับได้ไหนบังคับให้ได้ยินสิ

    ผู้ฟัง ก็ได้ยินทั้งวัน

    ท่านอาจารย์ ได้ยินทั้งวัน

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ แล้วตอนเห็นได้ยินหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ถ้าจากการศึกษาคือต้องคนละขณะใช่ไหม แต่เพียงแต่ว่าเราได้ยิน

    ท่านอาจารย์ แล้วใครบังคับให้ได้ยินทั้งวัน

    ผู้ฟัง อย่างเช่นเราจะพูดถึงเขาก็ต้องได้ยินแล้วใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ มีจิตไหมที่พูด

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คุณณรงค์ใครบังคับจิตนั้น หรือว่ามีปัจจัยที่จิตจะคิดอย่างนั้น และเมื่อคิดแล้วก็มีเสียงออกมาด้วย เพราะต้องการจะให้เกิดเสียง ไม่ใช่เพียงแค่คิดทั้งหมดก็คือจิตเป็นปัจจัยให้เกิดรูป

    ผู้ฟัง ทำไมทุกคนได้ยินเหมือนกับเป็นกรรมเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ พอได้ยินคำว่ากรรมก็ไม่ได้ฟังต่อไปว่ากรรมคืออะไร แต่พอได้ยินคำว่ากรรมทำไมทุกคนมีกรรมต่างกัน ก็ไปคิดเรื่องอื่นตามความคิดของตัวเอง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมบางทีฟังนิดหนึ่งไปคิดเองเยอะเลย ถ้าฟังไปเรื่อยๆ เข้าใจไปเรื่อยๆ จะตรงความจริง ไม่เหมือนกับที่เราเคยคิด เพราะเราคิดเพราะความไม่รู้ต่างกับผู้ที่รู้ และแสดงความจริงของธรรม คุณณรงค์ทราบไหมว่าจิตขณะนี้เกิดขึ้นทีละ ๑ ขณะ

    ผู้ฟัง ทราบจากการศึกษา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาเรื่องกรรมก็ต้องศึกษาเรื่องผลของกรรมก็ต้องศึกษา ทุกอย่างต้องศึกษาและพิจารณาในเหตุผล

    ผู้ฟัง เวลามานะเจตสิกเกิด ถ้าเกิดเป็นอารมณ์ของสติปัฏฐานก็โอเคไป แต่มีบางครั้งหรือบ่อยครั้งที่มานะเจตสิกเกิดแต่ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้จิตเห็นเกิดรู้ไหม

    ผู้ฟัง รู้ว่ามีเห็น

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ถ้ามีความพอใจเกิดขึ้นรู้ไหม

    ผู้ฟัง ก็อาจจะรู้ได้

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีมานะเกิดขึ้นรู้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วลักษณะของมานะเป็นสภาพที่สำคัญตน ตั้งแต่ละเอียดมากจนถึงอยากมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่จะดับโลภะไม่เกิดอีกเลยดับเชื้อที่จะให้เกิดโลภะ ต้องเป็นถึงอรหัตตรรค เป็นพระอรหันต์แล้วจะไม่มีโลภะไม่มีความสำคัญตน ถึงแม้ว่าจะมีนามธรรมและรูปธรรม แล้วก็ยึดถือนามธรรมรูปธรรมว่าเป็นเราด้วยความเห็นผิดแล้วก็อบรมเจริญปัญญา จนรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะละเอียดขึ้นถูกต้องขึ้นละคลายมากขึ้น จนสามารถที่จะดับการที่จะถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เพราะรู้จริงๆ ว่าเป็นลักษณะของธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้ละความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะทางตาหูจมูกลิ้นกาย ต้องถึงความเป็นพระอนาคามีจึงจะดับได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นพระอนาคามีแล้ว ก็ยังมีมานะต้องถึงอรหัตมรรคจึงดับได้ เพราะฉะนั้นมานะนี้ละเอียดไหม

    ผู้ฟัง ละเอียด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้ยากไหม

    ผู้ฟัง ตามลำดับขั้นของปัญญาน่าจะรู้ยาก

    ท่านอาจารย์ แต่ถึงอย่างไรลักษณะของมานะก็ต่างจากสภาพธรรมอื่น แม้ขณะที่นั่งอยู่อย่างนี้ มีความสำคัญตนไหม จะน้อยจะมากก็คือมีความสำคัญ ขณะนั้นจิตหยาบกระด้างหรือว่าจิตอ่อนโยน

    ผู้ฟัง หยาบกระด้าง

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นลักษณะหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นกำลังมีความสำคัญตน

    ผู้ฟัง ที่ไม่รู้เพราะต่างมา

    ท่านอาจารย์ ก็มีสภาพธรรมทั้งหมดที่กำลังเกิดดับ ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เกิดที่จะรู้ลักษณะหนึ่งลักษณะใดสภาพธรรมนั้นก็เกิดแล้วดับแล้วไปหมดโดยไม่รู้ วันนี้อะไรเกิดบ่อย โลภะหรือโทสะ

    ผู้ฟัง โลภะ

    ท่านอาจารย์ โลภะในอะไรที่เกิดบ่อย

    ผู้ฟัง ในอาหารอร่อยในที่ที่สบาย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดอย่างนี้มาแสนโกฏกัปป์ ทั้งๆ รู้แต่ก็ติด เพราะว่าสะสมความพอใจในสิ่งต่างๆ เหล่านี้มานานแสนนาน จึงรู้ได้ว่าถึงแม้ว่าจะเป็นธรรมแต่ก็ธรรมที่น่าพอใจ และความพอใจก็เกิดขึ้น เพราะได้ประสบกับสิ่งที่พอใจ ห้ามไม่ได้เลย ไม่มีตัวตนจะไปห้าม แต่รู้ตามความเป็นจริงยิ่งขึ้นว่าแม้ขณะนั้นก็เป็นอกุศล ด้วยเหตุนี้หิริโอตตัปปะของผู้ที่ไม่ใช่พระโสดาบัน ก็ต่างกับหิริโอตตัปปะของผู้ที่เป็นพระโสดาบัน หิริโอตตัปปะของพระโสดาบันก็ต่างกับหิริโอตตัปปะของพระสกทาคามีบุคคล หิริโอตตัปปะของพระสกทาคามีก็หยาบกว่าหิริโอตตัปปะของพระอรหันต์ เพราะมีความเข้าใจถูกความเห็นถูก ในลักษณะของสภาพธรรมเพิ่มขึ้น เช่นถ้ารู้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เราค่อยๆ คลายความเป็นเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แต่สภาพธรรมที่สะสมมาปรากฏให้ไม่ยึดถือว่าเป็นเรา แต่ก็มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดก็ต้องตามความเป็นจริง จนกว่าจะเห็นโทษว่าความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสอย่างหยาบต่างกับอย่างละเอียด พอมีความละอายในความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอย่างหยาบ จึงสามารถที่จะค่อยๆ คลายละความติดข้องอย่างอยาบรู้แจ้งอริยสัจธรรม ดับความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสอย่างหยาบเป็นพระสกทาคามี พอเป็นพระสกทาคามีบุคคลก็คือยังมีโลภะในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเกิดอยู่ ให้เห็นให้รู้ให้เข้าใจว่าในขณะนั้นเป็นอกุศล จึงเห็นโทษของความติดข้องแม้อย่างละเอียดในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จนกระทั่งความรู้เพิ่มขึ้นประจักษ์ลักษณะของอริยสัจจะดับความติดข้อง ไม่มีแม้แต่อย่างละเอียด ในรูปเสียงกลิ่นรสเป็นพระอนาคาแต่ก็รู้ว่ายังมีความสำคัญตน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 เม.ย. 2569