ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๘

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ท่านอาจารย์ แต่จะเป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผล และก็มีความเข้าใจถูกต้องขึ้น เพราะว่าส่วนใหญ่ชาวพุทธต้องการอะไรต้องการลาภหรือเปล่า ต้องการยศ ต้องการสรรเสริญต้องการสุข ต้องการที่จะมีชีวิตยืนยาว หรือต้องการอะไรอีกหลายอย่าง แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุ ของธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง แล้วพระธรรมทั้งหมด ทรงแสดงเพื่อละความไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะรู้ อย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ผู้นั้นก็จะศึกษาธรรมและก็เริ่มที่จะเข้าใจธรรม และก็รู้จักโลกไม่ใช่โลกอย่างภูมิศาสตร์ แต่ว่าเป็นโลกที่จะปรากฏทางตาโลก ๑ ทางหูโลก ๑ ทางจมูกโลก ๑ ทางลิ้นโลก ๑ ทางกายโลก ๑ ทางใจอีกโลก ๑ แค่ ๖ โลก และก็ไม่พ้นจาก ๖ โลกด้วย แล้วใครจะครองโลกอย่างที่คุณแก้วถาม ถ้าเป็นพวกที่รู้ทางเศรษฐกิจก็จะเป็นผู้ที่สามารถจะครองโลกได้ แต่ว่ายังไม่รู้จักโลกเลย และการจะครองโลก จะครองด้วยความรู้และความเป็นตัวตน แต่ไม่ใช่สามารถที่จะครองโลกได้ใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีศรัทธา จากการที่เราเคยคิดเองเรื่องธรรมต่างๆ เราเคยอ่านหนังสือจากคนนั้นเขียนคนนี้เขียน แต่ว่ายังไม่ใช่พระธรรมที่ทรงแสดง ในเมื่อมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมโดยตรง เพราะเป็นเรื่องที่แสดงให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อมีศรัทธา แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นนั้นก็เป็นหนทาง เพราะจะทำให้รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

    ผู้ฟัง อยากจะกราบเรียนถามอาจารย์ว่า เรื่องของจิตเพื่อให้เกิดความมั่นคงว่าเป็นธรรม ขอให้ท่านอาจารย์ได้ช่วยค้นหาให้ความกระจ่างด้วย

    ท่านอาจารย์ ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงแม้ว่าจะไม่เรียกชื่อ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงแม้ว่าจะไม่เรียกชื่อเลย ขณะนี้ทุกคนมีจิตแต่ต้องบอกต้องใช้คำนี้เพื่อให้รู้ว่าหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้นจิตแม้ว่ามีแต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แล้วก็ไม่เคยรู้ความจริงว่าจิตเป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย แล้วทำหน้าที่ของจิตนั้นๆ ที่เกิดแล้วก็ดับไป ก็เลยไม่รู้ความจริงก็ยึดถือจิตทุกขณะๆ ในขณะนี้ตั้งแต่เกิดจนตายว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นก็เข้าใจว่าเราเกิด แต่ความจริงถ้าไม่มีธาตุหรือธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ ซึ่งต่างกับสิ่งที่ไม่รู้อะไรเลยเกิด ขณะนั้นก็จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคนหรือสัตว์เลย เพราะฉะนั้นในขณะนี้เห็นมีไม่เคยรู้ว่าเป็นจิตไม่ใช่เรา ก็จะต้องมีการฟังให้มีความเข้าใจว่า ที่เคยเป็นเรามานานแสนนาน และสภาพจริงจริงก็ถือว่าเป็นธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งต่างกับธรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เพราะว่าจิตเป็นธรรม แต่ว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้กำลังเห็น ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ลักษณะของจิต เป็นสภาพซึ่งเกิดดับแม้แต่เพียงเริ่มที่จะฟังให้เข้าใจว่า ขณะนี้ที่เห็นเคยเป็นเราเห็น แต่ความจริงก็คือเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป พอที่จะคล้อยตามได้ไหม

    ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นเรื่องสิ่งที่มีจริง แต่ว่ากว่าจะค่อยๆ เข้าใจลักษณะที่มีจริงๆ ในสภาพที่เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ต้องอาศัยการไม่ลืมฟังแล้วไม่ลืม ขณะนี้กำลังฟังทุกคนมีจิตและจิตอยู่ที่ไหน ในเมื่อจิตเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ซึ่งมีตั้งแต่เกิดจนตาย ในขณะนี้ก็ต้องมีจิตด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้เดี๋ยวนี้จิตอยู่ที่ไหน จิตกำลังเห็นไม่ใช่เราเห็น จิตกำลังได้ยินไม่ใช่เราได้ยิน จิตกำลังคิดนึกไม่ใช่เราคิดนึก และสภาพของธรรมที่เกิดขึ้นก็จะต้องอาศัยกันและกันเกิด จะเกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้เลย แม้ว่าจิตเป็นนามธรรม เป็นสภาพที่กำลังเห็นขณะนี้ ก็ต้องมีเจตสิกนามธรรมอีกประเภทหนึ่งซึ่งเกิดกับจิตและก็ดับพร้อมจิต เกิดร่วมด้วยซึ่งยากที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้เป็นจิตและเจตสิกกำลังเกิดดับ นี้คือการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อให้เรารู้จักความจริง เรามีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้หรือเปล่า มีการได้ยินได้ฟังการไตร่ตรอง และค่อยๆ เข้าใจความหมายของคำว่าธรรม ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่จำเป็นต้องใช้คำนี้ เพื่อแสดงให้รู้ว่ามีสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงๆ นั้นก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพียงอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป

    นี่คือการฟังธรรม จนกว่าจะขณะนี้เริ่มรู้ว่าไม่ใช่เราแต่จิตกำลังเห็น ไม่ใช่เราเมื่อจิตเกิดขึ้นได้ยินเพราะไม่รู้จึงคิดว่าเป็นเราได้ยิน แต่ความจริงถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการสามารถได้ยินเสียงเกิดขึ้น เสียงก็ปรากฏไม่ได้เลย มีใครมองเห็นเสียงไหม ไม่มี และเสียงมี มี แล้วทำไมบอกว่าเสียงมีเพราะจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง จึงสามารถที่จะยืนยันได้ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงเมื่อไหร่เมื่อเกิดขึ้น ขณะที่กำลังคิดนึกมีได้ยินไหม กำลังคิดนึกไม่มีได้ยิน แต่เมื่อเสียงปรากฏไม่มีคิดนึก แต่มีจิตที่กำลังได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นจากการฟังขณะนี้เป็นสภาพธรรมทั้งหมด ไม่มีเราเลยแต่ก็เป็นสภาพธรรมที่เมื่อเกิดขึ้น แล้วความไม่รู้ก็ยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา ก่อนฟังเรื่องจิตเรื่องเจตสิกเรื่องรูปเรื่องธรรมเมื่อกี้นี้มีเราใช่ไหม กำลังฟังเป็นเรื่องของสิ่งที่มีจริง แต่ก็ยังเป็นเรา จนกว่าปัญญาที่สามารถประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่เกิดจริงๆ แล้วก็ดับจริงๆ เมื่อไหร่ จึงจะค่อยๆ คลายแล้วไถ่ถอน การยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเมื่อเข้าใจย่อมเห็นความต่างกันของผู้รู้กับผู้ไม่รู้ โดยเฉพาะปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงประจักษ์ความจริงอย่างไรก็ทรงแสดงความจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ไม่ได้แสดงว่าพระองค์เป็นใหญ่ สามารถที่จะสร้างอะไรขึ้นมาได้ สามารถที่จะให้สภาพธรรมมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่เมื่อความจริงเป็นอย่างไร ก็แสดงความจริงนั้นๆ ให้คนที่ฟังไตร่ตรองพิจารณาและเริ่มเข้าใจถูกต้อง

    ผู้ฟัง ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าการที่พระองค์ทรงแสดง เรื่องวิถีจิตหรือว่าที่ไม่ใช่วิถีจิต ท่านมีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลให้สาวกได้เข้าใจ ในเรื่องจิตมากขึ้นมันไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวตน แต่เป็นจิตที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย อันนี้อยากจะกราบเรียนท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ทุกคนก็ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าจิตมีจริง มีใครบ้าง ขาดจิตไม่มีจิตชั่วขณะชั่วครั้งชั่วคราว เป็นไปได้ไหม เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นขณะนี้มีจิตแล้วถ้าเข้าใจจิตมากขึ้น จะทำให้ค่อยๆ คลายการยึดถือจิตว่าเป็นเรา ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นความละเอียดของสภาพธรรม ตั้งแต่เริ่มตรัสรู้และทรงแสดงธรรมจนใกล้ที่จะปรินิพพาน ก็เป็นการอนุเคราะห์ให้สัตว์โลกได้เข้าใจสภาพธรรมจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะฉะนั้นใน ๔๕ พรรษา ถ้าไม่ทรงแสดงเรื่องจิตให้ละเอียดยิ่งขึ้น ไม่แสดงเรื่องธรรมที่มีจริงให้ละเอียดยิ่งขึ้น แล้วจะแสดงอะไร เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจได้เลย คำว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นสภาพรู้ได้แก่จิต และเจตสิก ซึ่งเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน และรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ซึ่งก็มีจริง ด้วยเหตุนี้ตลอด ๔๕ พรรษาทรงแสดงเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ตอนนี้ก็มีคำเพิ่มขึ้นเพราะว่าจิตนี่หลากหลาย ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ได้มีจิตประเภทเดียวแต่มีจิตหลายประเภท ทั้งทั้งที่จิตแต่ละขณะก็เพียงมีปัจจัยเกิดขึ้น ทำกิจการงานคือรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ดับไป จะไม่มีจิตซึ่งเกิดแล้วไม่รู้อะไร เพราะจิตเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ เพราะฉะนั้นธรรมต้องตรงไม่เปลี่ยน เมื่อมีความเข้าใจธรรมก็จะเข้าใจพระปัญญาที่ทรงตรัสรู้ว่า เมื่อตรัสรู้ความจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ก็ทรงแสดงความจริงของธรรมนั่นเอ้ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีจิตมากมาย ต่างคนที่นั่งอยู่ที่นี่มีจิตต่างๆ กันไป คิดนึกต่างๆ กันไปตามการสะสม เมื่อได้รู้ความจริงของจิตอย่างละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของจิตซึ่งขณะนี้ไม่มีเรา แต่เป็นจิตที่กำลังเกิดดับสืบต่อ กำลังเห็นกำลังได้ยินเป็นต้น คำใหที่ได้ยินวันนี้ ก็มีวิถีจิตกับจิตที่ไม่ใช่วิถี นี้เป็นการแสดงความหลากหลายแล้วว่าจิตจะเหมือนกันไม่ได้ จิตที่เป็นวิถีจิตต่างกับจิตที่ไม่เป็นวิถีจิต หรือจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต เพราะฉะนั้นหมายความว่าอย่างไร ขณะที่นอนหลับสนิทมีไหม ขณะที่นอนหลับสนิท เห็นอะไรได้ยินอะไรคิดนึกอะไร เป็นสุขเป็นทุกข์อะไรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มีอะไร

    ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งๆ ที่มีจิตและมีเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นทำกิจ แม้ว่าจิตเกิดขึ้นและดับไป แต่กรรมก็ทำให้จิตประเภทเดียวกันนั่นแหละ เกิดอีกดับอีกสืบต่อระหว่างที่หลับสนิทเป็นการดำรงภพชาติ ความเป็นบุคคลที่กรรมทำให้เกิดขึ้นในขณะที่ปฏิสนธิคือจิตขณะแรกที่เกิดเป็นผลของกรรม แล้วแต่ว่าจะเป็นสัตว์ประเภทไหนก็ตามแต่ ถ้าเกิดในสวรรค์ ขณะแรกที่จิตเกิดจะรู้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ นี่คือการเข้าใจธรรมต้องเข้าใจจริงๆ เวลาที่พูดถึงจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต หมายความว่าจิตนั้นเกิดดับสืบต่อ หลังจากปฏิสนธิแล้วก็เป็นจิตประเภทเดียวกันเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติ จนกว่าจะเห็น ขณะเห็นเหมือนกับขณะหลับไหม ไม่เหมือน เพราะมีสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เลย เพราะฉะนั้นขณะที่หลับไม่ใช่วิถีจิต แต่ขณะที่เห็นเป็นวิถีจิตคือความต่างกันของจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่ต่างกัน ขณะนอนหลับสนิทรู้ไหมว่าเป็นใครชื่ออะไร อยู่ที่ไหน มีเพื่อนฝูง มีสมบัติมากน้อยเท่าไหร่ รู้ไหม ไม่รู้เลยเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์รู้ไหม ขณะที่หลับสนิทก็ไม่รู้เพราะไม่ใช่วิถีจิต เพราะฉะนั้นวิถีจิตหมายความถึงจิตใดๆ ทั้งหมด ที่ต้องอาศัยตาเกิดขึ้นแล้วกำลังเห็นขณะนี้ อาศัยหูเกิดขึ้นกำลังได้ยินเสียง อาศัยกลิ่นเกิดขึ้นรู้กลิ่น อาศัยลิ้นเกิดขึ้นลิ้มรส อาศัยกายขณะนี้เกิดขึ้นรู้ว่าสิ่งที่กำลังกระทบนี้ เย็นร้อนอ่อนหรือแข็งตึงหรือไหว หรือแม้ว่าไม่ได้อาศัยตาหูจมูกลิ้นกาย แต่คิดนึกขณะนั้นเป็นวิถีจิต เพราะว่าถ้าเป็นจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต จะไม่รู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายและไม่คิดนึกด้วย นี่คือความต่างกัน

    ผู้ฟัง ในขณะที่นอนหลับแล้วก็มีการฝันเกิดขึ้น ฝันเป็นวิถีจิตไม่ใช่เพราะภวังคจิต ทีนี้ว่าในการฝันนั้นก็ฝันจะเกิดจากความจำ เรื่องเหล่านี้ก็อยากให้ท่านอาจารย์ได้กล่าวย้ำให้เข้าใจเพิ่มขึ้น

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ทุกคนกำลังคิดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง มีสลับกัน

    ท่านอาจารย์ สลับกับอะไร

    ผู้ฟัง กับการเห็นการได้ยินการรู้กลิ่น

    ท่านอาจารย์ แสดงว่าสิ่งที่ปรากฏทางตากับจิตเห็นขณะนั้นเป็นหนึ่งขณะซึ่งไม่ได้คิดอะไรเพราะกำลังเห็น นี่คือความละเอียดของธรรมที่จะรู้ความละเอียดของจิตว่า จิตเกิดดับเร็วมาก แต่ว่าแม้จะเกิดดับสืบต่อเร็วแต่กิจการงานและลักษณะของจิตแต่ละประเภทก็ต่างๆ กันไป เช่นในขณะที่เห็นถ้าเพียงเห็นเฉยๆ จะรู้ไหมว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ความจริงตอบอย่างนี้เพราะได้ยินได้ฟัง แต่ความเร็วของธรรมที่แสดงให้เห็นว่า เพียงเห็นไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะว่าทุกอย่างมีอายุที่สั้นมาก สิ่งที่เราเห็นเป็นรูปธรรมเหมือนกับยั่งยืน อย่างเห็นโต๊ะก็มีโต๊ะตลอดเวลา เห็นดอกไม้ก็เหมือนมีดอกไม้ตลอดเวลา เพราะไม่ได้เข้าใจการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วของจิต ซึ่งทำให้ทุกอย่างดูเหมือนเที่ยง เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรมจะรู้ได้ว่าอนิจจังทุกขังอนัตตา ข้ามไปเหมือนรู้แล้วไม่ได้ อนิจจังไม่ได้หมายความว่าเกิดแล้วก็แก่แล้วก็เจ็บแล้วก็ตาย แล้วก็เดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวสุข เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจไม่ใช่เพียงเท่านั้น แต่คำว่าอนิจจังหมายความถึงขณะนี้เองสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ เพราะเกิดแล้วดับอย่างเร็วมาก พอที่จะเห็นความรวดเร็วของการเกิดดับ ว่าเหมือนมายากลที่ทำให้เข้าใจว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเหมือนเที่ยงแล้วก็ไม่ดับเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เห็น ต้องทราบว่าหนึ่งขณะที่เห็นจริงๆ แล้วจริงๆ แล้วไม่มีใครสามารถที่จะเข้าถึงความความรวดเร็วของการเกิดดับ ถ้าไม่ค่อยค่อยฟังให้เข้าใจ เพราะว่ารูปที่กำลังปรากฏทางตา เหมือนเป็นคนกำลังเคลื่อนไหว สิ่งของต่างๆ พัดลมกำลังหมุนจริงๆ แล้วเป็นเพียงธาตุชนิดหนึ่งมีจริงๆ เพราะปรากฏ แต่ไม่รู้ความจริงว่าปรากฏเมื่อกระทบกับรูปที่สามารถกระทบเป็นจักขุปสาทรูปอยู่ตรงกลางตา มีตาไหมขณะนี้ เป็นรูปเกิดดับเพราะกรรมเป็นปัจจัย

    นี่คือค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มี ที่กำลังมีในขณะนี้ให้ละเอียดขึ้นว่า ต้องมีจักขุปสาทรูปซึ่งเป็นรูปซึ่งเกิดจากกรรม แล้วก็กระทบกับธาตุที่สามารถจะกระทบกับจักขุปสาทแล้วปรากฏขณะนี้ แต่ต้องแล้วแต่ว่ากรรมเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดหรือไม่เกิด เพราะว่าการที่รูปที่ปรากฏกระทบตา แล้วจิตจะเห็นเกิดขึ้นเมื่อรูปนั้นเป็นรูปที่น่าพอใจ กุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วจึงเป็นปัจจัยให้จิตเห็นสิ่งที่น่าพอใจนั้นได้ แม้ว่าสิ่งที่น่าพอใจมีอายุที่สั้นมากน้อยมาก แต่เมื่อเป็นกุศลกรรมก็สามารถที่จะเป็นปัจจัย ให้เกิดจิตเห็นสิ่งที่น่าพอใจเป็นผลของกุศลกรรม เพราะฉะนั้นเวลาที่เราได้ยินคำว่ากรรมและผลของกรรมไปหาที่อื่นหาไม่ได้เลย นอกจากในชีวิตประจำวันจริงๆ ในขณะที่เห็น เห็นสิ่งที่น่าพอใจเมื่อไหร่เป็นผลของกุศลกรรมเมื่อนั้น เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเมื่อไหร่เป็นจิตที่เป็นวิบากคือเป็นผลของอกุศลกรรมเมื่อนั้น ทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายโดยนัยเดียวกัน ใครทำได้ใครบันดาลได้เป็นธรรม การที่จะเข้าใจธรรมก็คือเริ่มเข้าใจว่าไม่มีเรา แต่ว่ามีสิ่งที่มีจริงๆ แม้ว่าจะไม่เรียกชื่อสิ่งนั้นก็มี เช่นเห็น มีใครต้องเรียกหรือเปล่าขณะนี้ เห็นเกิดแล้วทำหน้าที่เห็นแล้ว ต้องไปเรียกว่าเห็นไหม ต้องไปใช้ภาษาบาลีว่าจักขุวิญญาณไหม แต่ที่ใช้เพื่อให้เข้าใจ ด้วยเหตุนี้แต่ละคำไม่ใช่ผ่านเลยไป โดยที่ว่าไม่พิจารณา จนกระทั่งเห็นความเป็นอนัตตาของธรรม เพราะว่าไม่ว่าจะเกิดอีกมากเท่าไหร่ที่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรม ก็คือสะสมความเห็นถูกที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ที่เป็นอนัตตาที่กำลังปรากฏ โดยการฟังให้ละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าย้อนถามว่าวิถีจิตคืออะไร ไม่ลืมใช่ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ลืม ตอนนี้ยังติดอยู่นิดหนึ่ง ท่านอาจารย์ยังไม่ได้อธิบายเรื่องความฝัน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถามว่าขณะนี้คิดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง การคิดเกิดขึ้นสลับจากการเห็นการได้ยิน

    ท่านอาจารย์ แสดงว่าต้องมีเห็น แล้วก็คิดว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร คือไม่รู้ตัวเลย คิดเร็วมากพอเห็นก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร เหมือนกับไม่ต้องคิด แต่ความจริงถ้าแยกขณะจิต ขณะเห็นไม่ใช่ขณะที่จำแล้วรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เวลาที่กลับไปบ้านแล้วนึกถึงที่นี่ได้ไหม เพราะเคยเห็นแสดงว่าแม้ว่าขณะที่อยู่ที่บ้าน สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ไม่ได้ตามไปปรากฏเลย แต่ความจำสิ่งที่เคยเห็น ทำให้เวลาที่คิดถึงสิ่งนั้นก็เหมือนเห็นนี่คือฝัน คือความคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายอย่างเร็วมาก แล้วก็ยังจำเป็นเรื่องราวต่างๆ ด้วย เพราะฉะนั้นการที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะปรากฎได้ ให้ทราบว่าทุกชาติจะมีการปรากฏได้ก็ต่อเมื่อ มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตก็มีการเห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และในการคิดนึก เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิดว่าฝันก็คือไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน ขณะฝันไม่เห็นได้เห็นอะไรเลยจริงๆ ไม่ได้ยินอะไรด้วย แต่เป็นการจำเรื่องราวแล้วก็คิดนึก โดยที่ใครก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าต่อไปขณะนี้จะคิดอะไรฉันใด คืนนี้จะรู้ไหมว่าจะฝันเห็นอะไร ไม่มีทางเป็นไปได้เลยนี่คือธรรม แต่ฝันก็คือสภาพที่จำสิ่งที่เคยพบเห็นร่วมกันความรู้สึกทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้แต่ยังสืบทอดมา จนกระทั่งบางคนอาจจะฝันเห็นสิ่งแปลกๆ บอกว่าชาตินี้ไม่เคยเห็นใช่ไหม แต่ไม่ว่าจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่แปลก ไม่เคยเห็นชาตินี้ แต่ชาตินี้ก็เห็นสิ่งที่ปรากฏและคิดนึก เพราะฉะนั้นก็ต้องแยกระหว่างเห็นกับคิดนึก เดี๋ยวนี้กำลังฝันหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ฝัน

    ท่านอาจารย์ กำลังคิดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็สลับกันไป

    ท่านอาจารย์ เห็นไหมขณะนี้ไม่ได้ฝันแต่คิด ขณะนี้เห็นแล้วก็คิดซึ่งในฝันคิดแต่ไม่เห็น นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจธรรม ค่อยๆ เข้าใจในความเป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง ได้ทราบข่าวจากการที่มีคนมาบอกเล่าบ้าง หรือว่าทางหนังสือพิมพ์บ้างเรื่องของการระลึกชาติ ทีนี้ก็มีเด็กเกิดมาว่าระลึกชาติได้ว่า เคยเป็นลูกคนโน้นคนนี้เกิดที่บ้านนั้นบ้านนี้ ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญญาระดับถึงขั้นสมถภาวนาที่ได้ฌานจิต ผมก็เลยไม่เชื่อ ทีนี้ว่าเมื่อไม่เชื่อแต่เราก็ไม่รู้ความจริง เรื่องระลึกชาติได้ ท่าอาจารย์จะสรุปเรื่องนี้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เมื่อฟังแล้วไม่ไตร่ตรองก็จะไม่เข้าใจอะไรเลย เป็นเรื่องแล้วก็อยู่ที่ว่าพอใจที่จะฟังโดยไม่เข้าใจ หรือว่าเริ่มที่จะรู้ว่ามีหลายอย่างที่ยังไม่ได้เข้าใจก็ควรที่จะได้เข้าใจให้ถูกต้อง เช่นคำว่าฌาน เขาบอกว่าฌานเราก็ฌาน แต่ฌานคืออะไร นี่คือผู้ที่ไม่ต้องการที่จะเข้าใจอะไรเลย เพียงแต่ได้ยินได้ฟังแล้วก็จะตัดสินเองว่า ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ หรือแม้แต่คำว่าชาติคืออะไรก็ยังไม่รู้ ได้ยินมาฟังไปเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง หรือเดี๋ยวก็เชื่อเดี๋ยวก็ไม่เชื่อก็เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล เพราะไม่มีความเข้าใจ แต่พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงโดยละเอียดโดยประการ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผู้ที่นับถือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า การเคารพสูงสุดคือการฟังธรรมให้เข้าใจไม่ใช่ฟังเผินๆ ฟังเผินๆ ไม่สามารถที่จะเข้าใจพระธรรมที่ลึกซึ้งได้ แต่ว่าอาศัยการที่เห็นพระคุณที่ทรงแสดงธรรมคือสิ่งที่มีจริง ละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นทำให้คลายความสงสัย และมีความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ ก็ทำให้เป็นผู้ที่ไม่หลงตามคือไม่ใช่ฟังแล้วก็ไม่รู้ แล้วก็ตามไปยังไม่เข้าใจว่าชาติคืออะไร ชาติก่อนมีไหมชาติหน้ามีไหม เพราะอะไรก็ยังไม่เข้าใจเลย แต่พอบอกว่าชาติก่อนระลึกได้ แล้วก็ยังบอกว่าคนนั้นคนนี้ระลึกได้ มีเหตุอะไรที่ทำให้ระลึกได้ ใครจะระลึกได้ เขาบอกว่าคนมีฌานระลึกได้ แต่ฌานคืออะไรก็ยังไม่รู้ ก็เข้าใจว่าไปนั่งหลับตาเป็นฌาน เดี๋ยวก็ระลึกชาติได้อย่างนั้นไม่ถูกต้อง เพราะว่าต้องมีความเข้าใจตรงตามเหตุตามผลตามความเป็นจริง ถ้าสงสัยเรื่องอะไร ฟังจนกระทั่งเข้าใจเรื่องนั้น และก็จะไม่ถูกหลอกด้วยกิเลส คือโลภะหรือความต้องการ และความไม่รู้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    17 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ