ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ท่านอาจารย์ จะเป็นคนนี้ที่ฉลาด มีความสามารถมาก หรือว่ามีทรัพย์สมบัติมากในอีกนานสักเท่าไร

    ผู้ฟัง ก็แค่ภพนี้ท่านอาจารย์แล้วก็

    ท่านอาจารย์ ไม่นานแล้วต่อจากนั้นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ก็ไม่ทราบ แล้วแต่กรรม

    ท่านอาจารย์ จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือว่าผู้ที่มีความสามารถ หรือว่ามีทรัพย์สินเงินทองไม่ได้ใช่ไหม เพราะว่าแต่ละขณะนี่ลองคิด ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้มีอะไรเหลือบ้าง จากขณะก่อนๆ จากเมื่อวานนี้ก็ได้ ความสุขความทุกข์ หรืออาหารหรือความคิดนึก หรือความโกรธ หรือความขุ่นเคือง ความกังวลทั้งหมดเมื่อวานนี้ก็คือเมื่อวานนี้ จะเหลือมาถึงขณะนี้ไม่ได้เลย ขณะนี้คือเกิดใหม่เพราะฉะนั้นใหม่ทุกขณะ จะกลับไปเหมือนเดิมอีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเราอยู่มานานแสนนาน ถอยไปจนถึงแสนโกฏกัปป์ และจะอยู่ต่อไปอีกนานแสนนานตามเหตุตามปัจจัย แต่ว่าจะไม่ใช่เป็นคนนี้เป็นคนนี้เพียงเท่านี้เอง ไม่ทราบว่าอีกกี่วันกี่เดือนกี่ปี แล้วก็มีกรรมที่จะทำให้ต้องจากโลกนี้ไปแต่ไปไหน ผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ก็จะต้องวนเวียนไปเรื่อยเรื่อยจะเกิดในนรกก็ได้ เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสูรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเกิดบนสวรรค์เป็นเทวดาเป็นอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่พ้นจากการที่จะต้องเกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตายไปเรื่อยๆ และก็พ้นจากความเป็นบุคคลนี้ด้วยก็เป็นบุคคลใหม่ เคยเป็นบุคคลนี้ในชาติก่อนหรือเปล่า ไม่ใช่ ชาติก่อนก็หมดแล้วไม่เหลือเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์รบกวนท่านช่วยขยายความ คิดที่ในเมื่อชีวิตมีทางเลือก ๒ ทาง ในการที่เราจะเลือกเพื่อหมุนเกลียวเข้าไปในวัฏฏะกับเพื่อหมุนออกจากวัฏฏะรบกวนท่านอาจารย์ช่วยขยายความให้พวกเราได้มีทางเดินชีวิตที่ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เลือกขณะนี้เลยไม่ต้องรอ เลือกเข้าใจโดยการฟังสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏให้เข้าใจยิ่งขึ้นหรือเปล่าเท่านี้เอง

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นการที่เลือกมาฟังพระธรรมให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงอย่างไร ให้มีปัญญาเข้าใจมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือได้เริ่มเลือกทางที่ถูกแล้ว

    ท่านอาจารย์ จะพ้นจากการที่ไม่รู้จบ คือเกิดแล้วก็ตายเกิดแล้วก็ตาย อาศัยการฟังทีละเล็กทีละน้อย ก็จะทำให้เริ่มเข้าใจถูกต้องว่าจริงๆ แล้วถ้าไม่มีธรรมคือไม่มีจิตเจตสิกรูปใดๆ เลยทั้งสิ้นโลกใดๆ ก็ไม่มี แต่ที่มีโลกมีจักรวาลมีคนมีสัตว์ก็เพราะว่ามีสภาพธรรมที่มีลักษณะต่างกันเป็น ๒ อย่าง สภาพธรรมอย่าง ๑ มี แต่ไม่ใช่สภาพรู้ก็มีต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้ไม่ใช่สภาพรู้เลย แต่ที่ว่าเป็นคนเป็นสัตว์ไม่ใช่มีแต่รูปซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ ต้องมีธาตุหรือสภาพรู้ที่เห็น ที่คิด ที่จำ ที่สุข ที่ทุกข์ด้วย นั่นคือสิ่งที่มีจริงเคยเข้าใจว่าเป็นเรา ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร และจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่รู้ความจริงนี้ ก็ไม่ต้องมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่รู้กันไปหมดก็เป็นเรากันไปหมด แต่ทีนี้ความต่างกันของพระปัญญาคุณ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากับผู้ไม่รู้ ก็คือว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มี และคนอื่นไม่รู้และเมื่อไม่รู้ก็ยึดถือว่าเป็นเรา ทั้งๆ ที่เริ่มฟังว่าจริงจริงแล้วถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีลิ้มรส ไม่มีคิดนึก ไม่มีจิตใดๆ เลยทั้งสิ้นจะมีเราไหม แต่เมื่อมีแล้วไม่รู้จึงยึดถือจิตสภาพรู้ กำลังเห็น กำลังได้ยินว่าเป็นเราเห็นเราได้ยิน เพราะฉะนั้นความรู้ต้องต่างกัน เราที่ไม่รู้อย่างพระพุทธเจ้า กับผู้ที่ตรัสรู้แล้วแล้วทรงแสดงความจริง มิฉะนั้นการนับถือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีประโยชน์อะไร นับถืออะไร ถ้าไม่นับถึงคำสอนซึ่งเป็นสัจธรรมเป็นความจริงทุกคำ ซึ่งทุกคนสามารถที่จะค่อยๆ พิจารณาเข้าใจได้ ไม่ได้ยากเกินไป เพราะเหตุว่าสิ่งนี้มีให้เริ่มเข้าใจได้ เวลาที่นอนหลับสนิทก่อนหลับรู้ไหมว่าจะหลับละ ก็แสดงความเป็นอนัตตาใช่ไหม และจิตที่หลับและจิตที่เห็นก็เป็นจิตที่ต่างกัน เพราะเหตุว่าขณะเห็นต้องอาศัยตา จักขุปสาทเป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ แล้วต้องมีธาตุซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการสามารถเห็น คือรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น แต่ไม่ใช่เราเลยเพียงเกิดขึ้นและดับไป กำลังหลับเห็นอะไรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เห็นเลย

    ท่านอาจารย์ เหมือนเห็นไหม

    ผู้ฟัง ไม่เหมือน หลับสนิท

    ท่านอาจารย์ เวลาหลับแล้วก็จะฝัน หรือว่าเห็นเหมือนเห็นดอกไม้ในสวนได้ไหม

    ผู้ฟัง ถ้าฝันน่ะเห็น

    ท่านอาจารย์ ถ้าฝัน แต่เห็นจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีดอกไม้

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เห็นจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง เห็นจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เห็นอะไร เห็นจริงๆ

    ผู้ฟัง ถ้าตอบจริงๆ ก็คือเห็นดอกไม้ ตามความจริงขณะนี้ที่เห็นจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ความต่างกันของผู้ไม่รู้กับผู้รู้ ก็คือผู้รู้รู้ว่าเห็นสิ่งที่ปรากฏที่สามารถกระทบตา แล้วก็คิดนึกจำสีสันต่างๆ เป็นดอกไม้ จำจนกระทั่งฝันเห็น คิดดูไม่เห็นเลย แต่เหมือนเห็น เพราะจำอย่างละเอียดมากเลยว่าเป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นคน ฝันเห็นคนก็ได้ ฝันเห็นรถยนต์ก็ได้ ฝันเห็นดอกไม้ก็ได้ ทั้งๆ ที่ไม่เห็นเลย แสดงว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตาก่อนแล้วก็คิดรูปร่างสัณฐานอย่างนั้นแล้วก็จำได้ และความจำเป็นอนัตตาด้วยจำแม่นมากเลย ในฝันไม่เห็นเลยยังจำได้คิดดู นี้คือผู้ที่ตรัสรู้ความจริงว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏแล้วหมดไป และหลังจากนั้นเป็นจิตที่คิดนึกและจำเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกของความจำสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย ตั้งแต่ขณะแรกแรกตั้งแต่เกิด กว่าจะจำได้ว่าเป็นอะไร นานใช่ไหม จนกระทั่งไม่ต้องนึกเลยพอเห็นก็จำได้เลย นี่คือจำด้วยความไม่รู้ แต่ถ้าจำด้วยความรู้ ค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นธรรมที่ปรากฏทางตา นี่คือสติสัมปชัญญะเป็นสติปัฎฐาน คุณบุตรสาวงค์ ถ้ามีความเข้าใจว่าขณะนี้ กำลังเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะว่าปกติธรรมดาเราจะคิดนึกเลยไปเลย ใช่ไหม เห็นคนเห็นสัตว์เห็นวัตถุต่างๆ แต่ขณะนี้กำลังเริ่มเข้าใจถูกว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีจริงๆ และเพียงแค่เห็นไม่ใช่คิด ถ้าขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นธรรมอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้เป็นสติปัฏฐานหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เห็นไหมเราต้องบอกไหมว่ากายานุปัสสนาสติปัฎฐาน หรือว่าเวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน หรือว่าจิตตานุปัสนาสติปัฎฐาน หรือว่าธัมมานุปัสสนาสติปัฐาน ต้องนึกถึงชื่อหรือเปล่า ไม่ต้องเลย แต่การศึกษาที่ไม่ได้ศึกษาลักษณะของสภาพธรรม และศึกษาชื่อ แล้วก็ไปหาชื่อ และอยากจะรู้ว่าขณะนี้ชื่ออะไร เป็นกายานุปัสสนาสติปัฐาน หรือว่าเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฐาน ซึ่งนั่นไม่ใช่การที่กำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นขณะใดที่ฟังเข้าใจ แล้วก็มีธรรมให้เริ่มกำลังเข้าใจลักษณะนั้น ขณะนั้นเป็นสติปัฏฐานหนึ่งสติปัฎฐานใด ไม่ต้องใส่ชื่อเลย และก็เป็นการรู้ลักษณะของธรรมจริงๆ โดยไม่ต้องเรียกชื่อด้วย เพราะว่าตามความจริงธรรมไม่ต้องใช้ชื่ออะไรเลย ธรรมแต่ละอย่างก็มีลักษณะเฉพาะอย่าง เสียงไม่ใช่กลิ่นลักษณะต่างกัน แต่เวลาที่จะกล่าวให้รู้ว่าหมายความถึงสภาพธรรมใด จึงต้องใช้คำที่ให้รู้ว่าถ้าใช้คำว่าเสียงหมายความถึงสภาพธรรมที่ปรากฏทางหูในขณะนี้ ถ้าใช้คำว่ากลิ่นก็หมายความถึงสภาพธรรมที่สามารถปรากฏให้รู้ได้ทางจมูก นี่คือการศึกษาธรรมการเข้าใจธรรมการรู้ลักษณะของธรรม การที่สติเริ่มที่จะรู้ลักษณะของธรรม เพราะฉะนั้นต้องตามลำดับ ไม่ใช่ว่าพอฟังแล้วอยากให้สติปัฎฐานเกิด ไม่มั่นใจไม่ทราบไม่มั่นใจอะไร เพราะว่าการมั่นใจต้องหมายความว่ามีสิ่งที่ปรากฏแล้วเข้าใจ ไม่ผิด มั่นใจไหมว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏมีจริงๆ

    ผู้ฟัง ที่กล่าวว่าไม่มั่นใจ หมายถึงว่ายังไม่ถึงขั้นที่ระลึกรู้ความจริง ที่ว่าไม่มั่นใจ แต่ว่าที่มั่นใจคือว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตา มีการเห็นอันนี้มั่นใจแน่นอนทั้ง ๖ ทวารอันนี้มั่นใจ แต่ว่าที่ไม่มั่นใจเพราะว่ามันยังไม่ถึงการประจักษ์แจ้ง และการรู้ความจริงว่าสิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมั่นใจไหมว่ายังไม่รู้

    ผู้ฟัง มั่นใจ ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องใช่ไหม อย่าไปหาความรู้ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ ไปหวังความรู้ซึ่งยังไม่เกิด และจะเกิดไม่ได้เลย เพราะยังไม่รู้ขึ้นตามลำดับ

    ผู้ฟัง ยังไม่รู้ขึ้นตามลำดับผเพราะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมั่นใจว่ายังไม่รู้จึงต้องฟังต่อไป ให้รู้ขึ้นไม่ใช่ไปหวังและก็ไม่มั่นใจว่าจะรู้ได้ไหมใช่ไหม เพราะว่าสภาพธรรมมี ฟังเดี๋ยวนี้ให้เข้าใจขึ้นมั่นใจไหมว่าสามารถจะเข้าใจได้

    ผู้ฟัง มั่นใจ

    ท่านอาจารย์ และก็รู้แค่ไหนก็คือแค่นั้น

    ผู้ฟัง ผมขอโอกาสเรียนถึงท่านว่า ได้ยินมาว่า ในสมัยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ฟังธรรมของท่าน ท่านบรรลุธรรมในขณะที่ฟังธรรมนั้น อยากทราบว่า ทำไมถึงบรรลุธรรมได้รวดเร็ว ขณะนั้นสั่งสมบุญอะไรมา และก็ปัจจุบันนี้จะมีคนอย่างนั้นไหม และอนาคตจะมีบุคคลอย่างนั้นไหม

    ท่านอาจารย์ พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษาจากการตรัสรู้ได้ว่าจากการคิดนึก เช่นขณะนี้สภาพธรรมเกิดดับ จากการที่ทรงตรัสรู้หรือว่าจากการที่คิดนึก

    ผู้ฟัง จากการตรัสรู้แจ้งเห็นจริง

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าขณะนี้สภาพธรรมจริงๆ เป็นอย่างนั้นใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงธรรม เพื่ออนุเคราะห์ให้คนอื่นสามารถที่จะรู้ตามได้ด้วย

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการที่สภาพธรรมขณะนี้เป็นจริงอย่างนี้ ปัญญาสามารถที่จะรู้อย่างนั้นได้ไหม

    ผู้ฟัง สามารถที่จะรู้ได้

    ท่านอาจารย์ ปัญญารู้ได้ แต่อวิชชารู้ไม่ได้

    ผู้ฟัง อวิชชารู้ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการเป็นพระอริยะบุคคล เป็นด้วยปัญญาที่สามารถประจักษ์แจ้งความจริง เราก็ต้องเป็นผู้ตรง แต่ละคนที่นั่งอยู่ที่นี่เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่ามีความเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ พอที่จะประจักษ์แจ้งการเกิดดับหรือยัง แต่ว่าบุคคลในครั้งโน้นเมื่อได้ฟังธรรมแล้ว สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะว่าเมื่อเป็นความจริงปัญญาที่ได้สะสมอบรมมา จากการฟังแสนกัปป์มาแล้วก็มี ก็สามารถที่จะถึงกาลที่ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมได้

    ผู้ฟัง ดังนั้นขอถามอาจารย์ว่า พ่อแม่พี่น้องทุกท่านอยู่นี่ ก็ยังไม่ทราบว่าบารมีของท่านถึงขนาดไหน

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางรู้ได้เลย

    ผู้ฟัง ไม่มีทางรู้ได้ อาจจะอีกไม่นานจะตรัสรู้แจ้งเห็นจริงรู้ธรรมรู้แจ้งเห็นจริงเป็นพระโสดาบันได้ไหม

    ท่านอาจารย์ รู้คนอื่นรู้ไม่ได้แต่รู้ตัวเองรู้ได้ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ว่า ขณะนี้รู้หนทางที่จะทำให้ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมหรือยัง เป็นผู้ที่ตรง อุชุปฏิปันโน

    ผู้ฟัง อุชุปฏิปันโน

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ปฏิบัติสามารถรู้ได้ ก็จะไม่มีพระรัตนตรัย คือมีพระพุทธเจ้ามีพระธรรม และพระอริยสาวกด้วยซึ่งเป็นพระสงฆ์

    ผู้ฟัง แล้วอย่างที่ว่าดวงตาเห็นธรรมนี้เป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ รู้แจ้งอริยสัจธรรม

    ผู้ฟัง ผมอยากกราบเรียนถามอาจารย์อย่างนี้ ว่าสภาวธรรมเราทราบได้เพราะมีจิตรับรู้ใช่ไหม ถ้าเกิดว่าไม่มีจิตรับรู้ ความเป็นจริงต่างๆ นี้ยังคงมีจริงอยู่หรือเปล่า อย่างเช่นต้นไม้ใบหญ้าหรือว่าผู้คนรูปนามทั้งหลาย

    อ.ธิดารัตน์ จิตเป็นสภาพรู้ถ้าไม่มีจิตก็ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ อย่างในขณะนี้ที่เราเรียกว่าคน สัตว์ เพราะว่ามีทั้งนามธรรมและรูปธรรม ก็คือมีทั้งรูปที่เราเห็นแล้วก็มีนามก็คือจิต เพราะฉะนั้นก็มีจิตจะต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ สิ่งที่ถูกจิตรู้เรียกว่าอารมณ์ของจิต ไม่ว่าจะเป็นการเห็นการได้ยิน ในขณะนั้นคือมีจิตที่รู้สิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง คือหมายความว่าสิ่งต่างๆ มีจริงได้ เพราะมีจิตเป็นผู้สังเกตใช่ไหม ถ้าสมมติว่ามีอะไรสักอย่างหนึ่งหล่นอยู่กลางป่าเกิดเสียงดัง แต่ไม่มีใครรับรู้ไม่มีการได้ยินเสียงสิ่งนั้นมีจริงหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ พอได้ยินคำว่านามธรรมกับรูปธรรมก็เกิดสงสัยใช่ไหม ว่าถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นนามธรรม แล้วรูปธรรมจะมีไหม

    ผู้ฟัง สมมติว่ามีผลไม้หล่นกลางป่า ไม่มีคนไปรับรู้ ไปสังเกตเห็นหรือสัตว์รับรู้ สังเกตเห็นนั้นจะไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เมื่อกี้นี้ได้ยินคำว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง แล้วสิ่งที่มีจริงต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือสิ่งที่มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยก็มี เช่นกลิ่น เช่นเสียงเป็นต้น เพราะฉะนั้นก็เกิดความสงสัยว่า ถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ไปรู้สิ่งนั้นจะมีไหม นี่คือคำถาม เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้เข้าใจเรื่องความเป็นธาตุ หรือความเป็นธรรม เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจตรงนี้ได้ใช่ไหม แต่ถ้าเราคิดถึงธาตุ มีใครไปบังคับให้เกิดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นไปตามเหตุปัจจัย

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นรูปธรรม มีสมุฏฐานเช่นกรรมเป็นสมุฏฐานก่อตั้งให้รูปเกิดขึ้น ในขณะเกิดไม่ได้มีแต่จิตและเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรม แต่มีรูปธรรมเกิดด้วย แสดงว่ากรรมที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยให้จิตเจตสิกซึ่งเป็นผลของกรรมเกิดพร้อมกับรูป แต่ละคนในขณะนี้มีรูปร่างต่างๆ กันเพราะกรรมเหมือนกันหรือเปล่า แม้ว่าจะเป็นผลของกุศล อาจจะเป็นผลของทานหรือผลของศีล แต่ว่าขณะนั้นก็จะมีทั้งศรัทธา เจตนา วิริยะที่ต่างๆ กัน แล้วยังประมวลเอากรรมที่ได้กระทำมาแล้วทั้งหมดในสังสารวัฎฏ์ เป็นส่วนประกอบที่จะตบแต่ง ใช้คำว่าตบแต่งหรือปรุงแต่ง ให้กรรมนั้นทำให้รูปที่มีแต่ละคนต่างๆ กันไป แม้แต่สัตว์เดรัจฉานเช่นผีเสื้อเป็นผีเสื้อปีกเหมือนกันไหม ก็ไม่เหมือนกัน นกเป็นนกเหมือนกันไหมก็ไม่เหมือนกันอีก นี่ก็แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าการเกิดขึ้นเป็นมนุษย์เป็นผลของกรรมจริง แต่ว่าก็ประมวลมาซึ่งกรรมที่จะทำให้ต่างๆ กันไป แม้แต่รูปที่เกิดก็ต่างกัน ด้วยเหตุนี้เราต้องเข้าใจว่ารูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากจิตก็มี มีการเคลื่อนไหว มีการพูดมีการประกอบกิจการงานต่างๆ รูปที่เกิดจากอุตุความเย็นความร้อนก็มี รูปที่เกิดจากอาหารก็มี สำหรับสิ่งที่มีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนเป็นสัตว์ ก็จะมีรูปที่เกิดจากกรรม มีรูปที่เกิดจากจิตไม่ปะปนกันเลย แต่ละกลุ่มเมื่อกรรมเป็นสมุฏฐานให้เกิดขึ้นมีอายุช่วง ๑๗ ขณะจิตและก็ดับไปสำหรับสภาวะรูป เป็นรูปที่มีจริงๆ และก็มีรูปที่เกิดจากจิต มีรูปที่เกิดจากอุตุ นี้เป็นเหตุที่ร่างกายของเราก็สูงต่ำดำขาวต่างกันไป ตามกำลังของธาตุไฟซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐาน และก็มีรูปซึ่งเกิดจากอาหาร เวลาที่เรารับประทานอาหารบางครั้งก็ทำให้ปวดท้องได้เป็นโรคต่างๆ ได้ด้วย ทำให้เจริญเติบโตหรือว่าทำให้มีโรคภัยต่างๆ นั้นก็เป็นรูปที่เกิดจากอาหาร นี่คือรูปของสิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์เป็นบุคคลต่างๆ แต่ต้นไม้ใบหญ้าไม่ได้เกิดเพราะกรรม และก็ไม่มีจิตที่จะทำให้เคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้ และก็ไม่ต้องบริโภคอาหารเลย เพราะฉะนั้นก็มีแต่เฉพาะรูปซึ่งเกิดจากอุตุใครบังคับบัญชาไม่ได้ ถ้ามีความเข้าใจในความเป็นธาตุความเป็นธรรม ความที่มีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เป็นรูปธรรมต่างๆ เมล็ดข้าวเมล็ดหนึ่งกับอีกเมล็ดหนึ่ง เวลาที่ปลูกแล้วเหมือนกันไหม อันหนึ่งเป็นข้าวสาลีอีกอันหนึ่งเป็นข้าวอื่นก็ได้ หรือว่าแม้แต่เมล็ดเล็กๆ อย่างเมล็ดส้มขนาดเท่าเมล็ดส้ม แต่สิ่งที่มีเวลาที่ปลูกแล้วไม่ใช่ส้มเลย ต้นหนึ่งเป็นส้มอีกต้นหนึ่งเป็นอะไรก็ได้ แม้ว่าขนาดจะเท่ากัน นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นธาตุ ซึ่งมีส่วนของธาตุดินน้ำ ไฟ ลม รวมทั้งอุตุคืออากาศหรืออะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้รูปเกิดขึ้นเป็นไป ใครไม่รู้หรือใครรู้ แต่เมื่อมีปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมใดเกิดขึ้นสภาพธรรมนั้นก็เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง แต่มันดูเหมือนกับว่าที่เรารู้ว่าสิ่งต่างๆ มี เพราะมีจิตไปรับรู้ว่ามันมี

    ท่านอาจารย์ อะไรมีจิต

    ผู้ฟัง คือตัวจิตที่รู้สึกว่าเป็นเรา สังเกตรับรู้

    ท่านอาจารย์ เป็นธาตุรู้ ขณะนี้เกิดแล้วรู้และก็ดับไปเมื่อมีปัจจัยจึงเกิดถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด อย่างจุติจิตของพระอรหันต์ดับแล้ว ไม่เป็นปัจจัยที่จะให้มีจิตเจตสิกต่อไปเกิดได้เลย

    ผู้ฟัง อย่างพระอรหันต์ท่านดับขันธ์ไป สรรพสิ่งก็ยังมีอยู่ ผมเข้าใจว่าถ้าท่านดับขันธ์ไปนี่

    ท่านอาจารย์ ดับขันธ์หมายความว่าอะไร

    ผู้ฟัง ท่านสิ้นไปแล้วท่านไม่กลับมาในสังสารวัฏฏ์อีก

    ท่านอาจารย์ หมายความว่า จิตเจตสิกไม่เกิดอีกเลย

    ผู้ฟัง แล้วสรรพสิ่งต่างๆ ในสังสารวัฏฏ์ ก็ยังคงมีอยู่ของมันหรือ เพร่าว่า

    ท่านอาจารย์ ธรรมทั้งหมดเป็นธาตุเกิดเมื่อมีปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิดไม่ใช่ว่าเตรียมพร้อมที่จะเกิด แต่เมื่อมีปัจจัยจึงเกิด อย่างไฟในป่าตอนที่ยังไม่เกิดเป็นไฟป่ามีไฟไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แล้วมีไฟป่ามาได้อย่างไร

    ผู้ฟัง เพราะเหตุปัจจัย

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุปัจจัย

    ผู้ฟัง แต่ว่าจิตรับรู้การเกิดของมัน

    ท่านอาจารย์ ไม่เกี่ยว ใครจะรับรู้หรือไม่รับรู้ก็ตาม

    ผู้ฟัง ไฟก็ยังมีอยู่ของมัน

    ท่านอาจารย์ ตามเหตุเพราะว่าสมมติฐานของรูป ต้องเกิดเพราะสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐานใด รูปที่เกิดเพราะกรรมจะให้อย่างอื่น มาทำให้รูปนั้นเกิดไม่ได้เลยนอกจากกรรม เช่นตาหูจมูกลิ้นกายเป็นต้น รูปที่เกิดจากจิตก็จะไปให้อย่างอื่นมาเป็นปัจจัยให้รูปนั้นเกิดมา ต้องเกิดตามสมุฏฐานนั้นๆ

    ผู้ฟัง แล้วอยากทราบอีกประเด็นหนึ่ง ว่าถ้าเกิดฟังธรรมจนเข้าใจนี้จะเป็นภาวนาปัญญาได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ภาวนาคืออะไร

    ผู้ฟัง ภาวนาคือทำให้เกิดผมทำได้แค่นั้น

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้นสิ่งที่เกิดแล้วก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่ฟังเข้าใจเป็นภาวนาหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ถ้าฟังแล้วเริ่มเข้าใจเป็น แต่มีหลายครั้งภาวนาคิดว่าคงมีหลายระดับ

    ผู้ฟัง คือตอนเมื่อผมเป็นเด็กเล็กๆ พ่อแม่ก็จะพาไปวัดไปทำบุญทำอะไร แต่ในเวลาเดียวกันก็จะ มีเรื่องเสกเป่าให้เราโชคดีหรืออะไรทำนองนั้น ดังนั้นสิ่งที่ผมจะถามว่าในปัจจุบันผมควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรที่จะอยู่ในว่าผมเป็นพุทธมามกะที่ดี หรือรักษาศีลธรรม หรือว่าปฏิบัติตามธรรมที่ถูกที่ควรจะทำอย่างไร ขอบคุณมาก

    ท่านอาจารย์ เป็นพุทธศาสนิกชน หมายความว่าเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาเคารพพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุด แต่ถ้าเราไม่มีความเข้าใจพระธรรม เราจะกล่าวได้ไหมว่าเรานับถืออะไร เราก็เป็นแต่เพียงได้ยินชื่อแล้วก็เลื่อมใส เพราะว่าได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็กว่า เป็นผู้ที่หมดจดจากกิเลสประเสริฐเลิศกว่าทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่าเราจะรู้ไหมว่าพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ที่ทำให้ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคืออย่างไร ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้เพียงเชื่อตามๆ กัน หรือเพียงแต่เชื่อนับถือโดยไม่รู้ว่าบุคคลนั้น มีคุณความดีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อเราสามารถที่จะมีโอกาสที่จะได้ฟังได้ศึกษา ได้รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธรูปเลย เครื่องหมายใดๆ เช่นต้นโพธิ์ก็ตามหรือว่าพระปฏิมากร หรือพระพุทธรูปที่ทำให้เราระลึกถึงคุณของพระองค์ แต่เรายังไม่ได้ศึกษาเลย เพราะฉะนั้นจะชื่อว่าเรารู้จักพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้ และถ้าศึกษาแล้วเมื่อไหร่ เราถึงจะมองเห็นสิ่งที่เราเคยพูดอิติปิโสภควา แม้เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะอะไร เราไม่ใช่เพียงแต่พูดตามพูดตามไปโดยที่ว่าไม่เข้าใจอะไร แต่ทุกคำที่พูดด้วยความเข้าใจ ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น ณ บัดนี้ ถ้าจะถามว่าพระผู้มีพระภาคมีพระคุณอย่างไร ตอบไม่ได้แน่ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม แต่ถ้าศึกษาพระธรรมเริ่มเห็นความห่างกันมาก ของความเป็นปุถุชน และการที่บุคคลใด สามารถที่จะจากความเป็นปุถุชน สู่ความเป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ได้เลยสิ่งซึ่งเหมือนยาก จนกระทั่งหลายคนบอกว่ารู้ไม่ได้ หลายคนบอกว่าศึกษาธรรม รู้ไม่ได้ยากเกินไป แต่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรม แต่ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงเป็นสิ่งที่มีจริง เพื่อที่จะให้บุคคลอื่นเป็นผู้ที่มีเหตุผลไตร่ตรองพิจารณา จนกระทั่งรู้ความจริงนั้น เพราะฉะนั้นไม่ทำให้บุคคลใด เกิดความไม่รู้ เกิดความหลง เกิดความงมงาย เกิดความเข้าใจผิด แต่จะเป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผล และก็มีความเข้าใจถูกต้องขึ้น เพราะว่าส่วนใหญ่ชาวพุทธต้องการอะไร

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    29 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ