ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
ตอนที่ ๑๖๑๗
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
เพราะฉะนั้นรูปไม่ว่ารูปใดใดก็เป็นที่ยึดถือค่ะอุปาทานพอใจในรูปนั้นไม่ว่าจะไม่ยึดถือว่าเป็นตัวเราแต่ก็เป็นของเรา ยังคงเป็นที่ตั้งของความยึดถือ ถูกต้องมั้ยคะครับ ที่บ้านมีรู้ว่า ของนอกบ้านก็มีของในบ้านก็มีของในห้องนอนก็มี ใช่ไหมคะยึดถืออะไรมากที่สุด ใกล้ๆ ตัวไม่ห่างไกลตัวเลยตู้นิรภัยหรืออะไรเนี่ยอยู่ที่ไหนคงไม่ได้อยู่นอกบ้านใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าการยึดถือเนี่ยตามลำดับตั้งแต่ตรงนี้คือตัวเรา และเขามีของเรา ซึ่งไม่ต้องการให้เป็นของคนอื่นสิ่งใดที่ยึดไว้มากก็อยู่ข้างในใกล้ชิดที่สุดนะคะ บางคนหอบกระเป๋าไปค่ะไปไหนไปด้วยหนักมาก ข้างในมีอะไรสารพัดสมบัติ แก้วแหวนเงินทองอยู่ในนั้นหมดนะฮะธนาคารก็ไม่ฟาดใส่กุญแจไว้ที่บ้านก็ไม่ได้ต้องเอาไปด้วยยึดถือหรือเปล่าคะ ค่ะเมื่อมีคันก็มีคำว่าอุปาทานอ่ะคันคันซึ่งเป็นที่ตั้งของการยึดถือ เมื่อมีความพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เป็นที่ตั้งของความยินดีอย่างยิ่งจนกระทั่งยึดมั่นในสิ่งนั้นนะแต่ว่าจะมีกำลังมากแค่ไหน ด้วยเหตุนี้จึงมีทั้งหล่อพระปัญหา และมีทั้งอุปาทานด้วย นี่ก็แสดงให้เห็นถึงธรรมดานะคะ ก็เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ นะคะ ศึกษาเพื่อรู้ว่าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่มีในชีวิตประจำวันที่ทุกคนสามารถที่จะเห็นได้เข้าใจได้ว่าเป็นธรรมะเพื่อที่จะได้รักกันยึดถือหลักการติดข้อง แล้วก็มีปัญญาที่สามารถที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น อาจารย์ครับสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบที่ต้องกระทำเนี่ยถือว่าเป็นการยึดถือไหมครับ เดียวกันนะคะ พูดใหม่อีกทีสั้นๆ สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบต้องรับผิดชอบมีเราแล้วใช่ไหมคะรับผิดชอบถือว่าเป็นก็เป็นของตัวเราอีกแล้วต้องรับผิดชอบถือว่าเป็นการยึดถือหรือเปล่าถามใครถามอาจารย์มีเราค่ะมีเราใช่ไหมคะยึดถือเรารึเปล่า ครับแต่ความรับผิดชอบของใครของเราค่ะมีการยึดถือได้ ครับ ไม่สงสัยแล้วใช่ไหมคะ ครับธรรมะฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่คนอื่นบอก และเราเชื่อใครจะบอกยังไงก็เหตุผลมีรึเปล่าถูกต้องหรือเปล่า คันที่สองนะคะ ผมอาถรรพ์าคัญเดี๋ยวนี้มีไหมคะ มีครับเพราะอะไรจึงเป็นคัน อันนี้ไม่ทราบ มีเมื่อเกิดขึ้น เกิดแล้วก็ตั้งอยู่ไม่ได้จากไปมีลักษณะต่างๆ กันไปนะคะ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะใดก็ตามที่เกิดดับจำง่ายๆ เลยนะคะ สภาพธรรมะนั้นเป็นขั้นขั้นหนึ่งขั้นได้๕คันถ้าจำแนกเลยขันธ์๕นิพพานเป็นคันรึเปล่าคะ ไม่ครับเพราะอะไรคะ เมื่อดับขั้นว่าเล่นพันแสดงว่า พนี้ผ่านไปแล้วก็คือดับขั้นทุกอย่างนะครับ ปรมัตถธรรมมีเท่าไหร่ค่ะธรรมะที่มีจริงๆ ในทราบครับมีสีค่ะมีค่ะจิต เจตสิกโรคนิพพานจิตไม่ใช่เจตสิกไม่ใช่โรคไม่ใช่นิพพานเจตสิกก็ไม่ใช่จิตไม่ใช่โรคไม่ใช่นิพพานรูปก็ไม่ใช่จิตไม่ใช่เจตสิกนิพพานนิพพานก็ไม่ใช่จิตเจตสิกรูป เพราะฉะนั้นนิพพานเป็นปรมัตถ์ธรรมรึเปล่า เพลงครับเป็นธรรมะที่มีจริงๆ นะคะ ถ้าไม่มีจริงๆ ใครจะไปรู้ได้ ต้องเป็นสิ่งที่ดีจริงแน่นอนแต่สภาพธรรมะที่สามารถที่จะรู้ลักษณะของนิพพานได้คือปัญญาที่ได้อบรมแล้วจนกระทั่งเห็นความจริงของสภาพธรรมะที่เกิดดับ นายคลายความติดข้องจึงน้อมไปสู่ธาตุซึ่งไม่เกิดอ่ะ ถ้ามิเช่นนั้นแล้วไม่มีทางเลยค่ะที่จะคิดถึงนิพพานคำว่านิพพานแต่จะรู้ลักษณะของนิพพานไม่ได้ เพราะฉะนั้นนิพพานเป็นคันหรือเปล่า การศึกษาธรรมะอย่าไปจับเรื่องเป็นเรื่องแล้วคิดที่จะเข้าใจเป็นเรื่องจะเข้าใจเรื่องกรรมจะเข้าใจเรื่องตายแล้วไม่เกิดอะไรนะคะ แต่ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงตามลำดับขั้นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนะคะ เปลี่ยนไม่ได้เลยเพราะว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น พระพุทธถึงนิพพานมีจริงเลยค่ะ มีครับเป็นธรรมะหรือเปล่าเป็นค่ะเกิดดับหรือเปล่า ทีพันธุ์ใหม่เกิดไม่ได้เป็นพันหรือเปล่าไม่เป็นค่ะ ถ้าจะคิดก็ต้องรู้ว่าถูกใช่ไหมคะแต่ไม่คิดก็เลยประยุทธ์อยู่ที่ว่าอ่ะแหละไม่ผ่านเป็นอะไรไม่คิด แต่ถ้ารู้ว่าสภาพธรรมะใดก็ตามที่เกิดแล้วดับ สภาพธรรมะทั้งหมดที่เกิดแบบนั้นเป็นขั้น เพราะฉะนั้นพอถามว่านิพพานเป็นขั้นใช่ไหม แค่คิดก็ตอบได้เพราะนิพพานไม่ได้เกิดขึ้นนิพพานไม่ใช่จิตนิพพานไม่ใช่เกียรติสิทนิพพานไม่ใช่โรค เพราะฉะนั้นนิพพานก็ไม่ใช่ค่ะ สภาพธรรมะได้ที่เกิดดับสภาพธรรมะนั่นแหละเป็นขันธ์ และก็สามารถที่จะรู้แจ้งได้ด้วยปัญญาระดับขั้นที่ได้อบรมถึงความเป็นโลกุตระจึงสามารถที่จะรู้แจ้งลักษณะของนิพพานธาตุใด ขณะนี้มีคันอะไรบ้างที่กล่าวไปแล้วค่ะ รูปขันธ์นะครับ รูปละกันนะคะ กับอะไรคะ กำลังดีค่ะ ครับกำลังพูดถึงเวทนาขันธ์นั้นสิคะแล้วเดี๋ยวนี้มีเวทนาไหมคะ มีครับไม่ใช่ชื่อเวทนาแต่สภาพธรรมะที่ภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนาเนี่ยหมายถึงอะไร ทราบไหมคะ อยากทราบจากอาจารย์ความรู้สึกค่ะ ความรู้สึกมี๕อย่างรู้สึกเป็นสุขนี้ยังหนึ่งรู้สึกเป็นผู้ก็อีกอย่างหนึ่งรถเสร็จอ่ะทุกคำสุขคือไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ก็อีกอย่างหนึ่งสำหรับสุขในทางก็ยังแยกเป็นสุขกายทุกกายกับสุขใจทุกข์ใจไม่เหมือนกันเพราะว่าบางครั้งเนี่ยกลายเป็นพวกได้ใจไม่เป็นทุกข์เลย หรือบางครั้งกายไม่ได้เป็นทุกข์เลยนะคะ แต่ใจเป็นทุกข์โทมนัก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่สภาพธรรมะอย่างเดียวกันแต่ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดๆ ทั้งนั้นนะคะ เสียใจเป็นความรู้สึกรึเปล่าคะ น้อยใจเป็นความรู้สึกหรือเปล่าคะ เป็นคับไม่สบายใจเป็นความรู้สึกหรือผ่านค่ะเป็นครับค่ะภาษาบาลีคืออะไร เวทนาเวทนาความรู้สึกเป็นคันหรือเปล่า ครับเดี๋ยวนี้มีนะคะ ครับค่ะ เพราะฉะนั้นก็มีทั้งรูปขันธ์ และเวทนาขันธ์สองคันไหนใช่ใช่ครับ ชั้น๕เนี่ยจำแนกออกเป็นสองประเภทใดคือสภาพธรรมะที่ไม่รู้อะไรเลยเป็นรูปขันธ์ซึ่งไม่มีทางที่จะกลับหรือเปลี่ยนมาเป็นนามธรรมหรือนามขันธ์ได้เลยรูปเป็นรูปเพราะเหตุว่ารูปมีจริงแต่ว่ารูปไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นรูปได้ทั้งหมดเป็นรูปเป็นรูปขันธ์จะเป็นนามขันธ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความต่างของธรรมะสองอย่างก็คืออย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยเป็นรูปธรรมหรือรูปทันเกิด และก็ไม่รู้อะไรนะคะ อีกอย่างหนึ่งก็คือสภาพธรรมะที่เมื่อเกิดแล้วต้องรู้ค่ะไม่รู้ไม่ได้แต่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะที่ไม่มีรูปร่างได้นะคะ แต่เกิดขึ้น รู้โดยจำหรือว่าโดยสุขโดยถูกก็ได้เป็นสภาพรู้ไม่ใช่สภาพที่ไม่รู้ทั้งหมดเป็นนามธรรมซึ่งเมื่อเกิดจากโรงเรียนจิตรลดาเป็นนามขันธ์ เพราะฉะนั้นแยกขันธ์๕ได้สองอย่างคือรูปขันธ์หนึ่งกับนามขันธ์๔ เพราะขันธ์๕ใช่ไหมคะเป็นรูปขันธ์หนึ่งที่เหลือก็ต้องเป็นนามขันธ์๔ไม่ใช่นามขันธ์๓ไม่ใช่นามขันธ์สองถูกต้องไหมคะครับคะณามะขันธ์คือเจตสิกแต่ละชนิดนะคะ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นเช่นความรู้สึกนะคะ มีอยู่ตั้งแต่เกิดจนตายเพราะมีจิตตั้งแต่เกิดจนตายให้ความรู้สึกไม่ได้เกิดแยกนอกจากนามธรรมคือจิตได้เลยที่ได้มีจิตที่นั่นต้องมีเจตสิก และเจตสิกที่ต้องเกิดเสมอทุกครั้งก็คือความรู้สึก ซึ่งซาบาลีใช้คำว่าเวทนา เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ เท่าที่กล่าวถึงแล้วสองคันใช่ไหมคะ ครับรูปขันธ์กับเวทนาขันธ์ แค่พูดถึงอย่างนี้แล้วจะไปพูดถึงตอนนี้ผ่านแล้วก็ดับไปรูปขันธ์ดับไปนามขันธ์ดับหรือเปล่าก็คือว่ายังไม่เข้าใจนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเป็นผู้ที่ไม่ประมาทได้ยินคำอะไรเข้าใจธรรมนั้นให้ถูกต้องยิ่งขึ้นเป็นผู้ที่ละเอียดที่จะรู้ว่าเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าแม้แต่คำว่าคัน ไม่ใช่เพียงแต่ชื่อ รูปประกันเวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์แต่ไม่รู้ว่าอะไรอย่างนั้นก็เชื่อว่าไม่ได้ฟังธรรมะไม่เข้าใจธรรมะถ้าฟังต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังนะคะ แล้วก็รู้ว่าขณะไหนเป็นธรรมะอะไร มีเวทนาขันธ์ไหมคะเดี๋ยวนี้มีครับค่ะ และคันอื่นนอกจากรูปพรรณ๙เธนาคารนี้นะฮะ มีครับ เพราะฉะนั้นเวลานี้มีรูปขันธ์เวทนาขันธ์มีอีก๓คันใช่ไหมครับอะไรบ้างมีสัญญากันแค่เป็นอะไร ไม่ใช่คนชื่อสัญญาแต่สัญญาเป็นธรรมมากที่มีลักษณะ เฉพาะของสภาพธรรมะนั้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นสัญญาคืออะไรคะ คือความจำได้อะไรนะฮะฮะแซ่ภาพจำ ขณะที่จำเป็นธรรมะหรือเปล่า เป็นครับเป็นอัตราหรือเป็นอนัตตา น่าจะเป็นอัตราครับ ถ้าจะเป็นธรรมะเลยค่ะถ้าธรรมะแล้วต้องเป็นอนัตตาเพราะธรรมะทั้งหมดธรรมะทั้งหลายธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตาแค่รู้ว่าเป็นธรรมะแรกไม่ใช่อัตราแน่นอนแต่เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรมะจึงเป็นอัตราเข้าใจว่าเป็นเรายึดถือว่าเป็นร่าง เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจว่าเป็นธรรมะแล้วก็ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นสัญญาขณะนี้มีนะคะ มีครับค่ะสัญญาขนาดนี้จำอะไร ตามที่อาจารย์เล่ามานะครับ ค่ะเวลาที่เห็นมีสิ่งที่ปรากฏสัญญาจำสิ่งที่ปรากฏ เวลาได้ยินเสียงสัญญาจำเสียง เวลากลิ่นปรากฏสัญญาก็จำกลิ่น เพราะฉะนั้นจำทุกอย่างที่ปรากฏ จะพูดถึงเรื่องนี้ผ่านหรือเปล่าคะเนี่ยหรือว่าให้เข้าใจก่อนว่าขันธ์คืออะไรขันธ์๕คืออะไร วันนี้จะเข้าใจกี่คำด้วยคงไม่ต้องเป็นห่วงกันนะคะ ในหนังสือมีเยอะถ้าจะไปอ่านเองแต่ว่าจะเข้าใจจริงๆ เพิ่มขึ้นเนี่ยจากการสนทนาเราจะได้รู้ว่ามีความเข้าใจพื้นๆ ในสิ่งที่อ่านด้วยแหวนในสิ่งที่สนทนาแม้แต่คำว่าขันธ์๕เนี่ยเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าหรือว่าเพียงแต่จำได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะได้ยินคำมากมายเยอะแยะแต่ไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์อะไรไม่เหมือนกับมีความเข้าใจว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริงนะคะ ขณะนี้เองค่ะเดี๋ยวนี้แต่เพราะความไม่รู้เนี่ยจึงฟังเพื่อที่จะเข้าใจ และมีความเห็นที่ถูกต้องว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงสังขารขันธ์เมื่อกี้นี้ไม่มีความสงสัยในรูปแบบคันในเวทนาขันธ์ในสัญญาขันธ์พอมาถึงสั่งฆ่า และคันเนี่ย ธรรมะที่เป็นนามทันทีไม่ใช่รูปธรรมอื่นได้ทั้งหมดนอกจากเวทนาคือความรู้สึกกับความจำเป็นสังขารขันธ์ทั้งหมดถ้าไม่กล่าวถึงจิตซึ่งเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานที่เป็นวิญญาณอาคาร เพราะฉะนั้นถ้าแยกนะคะ ธรรมะเป็นสองพวกคือโรคทำ เป็นรูปทันนามธรรมเป็นนามขันธ์ก็จะแยกนะคะ นามขันธ์ได้อีกนามขันธ์๔ และก็เป็นจิตคือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ทางตาให้เห็นเรียกว่าเสียงก็ตามนะคะ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นที่เหลืออีก๓ก็เป็นเจตสิกคือแยกได้หลายอย่างหลายนายยนะคะ จะแยกโดยเป็นนามธรรมกับรูปธรรม และสำหรับนามธรรมเนี่ยก็เป็นจิตเส้นนึง เพราะฉะนั้นนามธรรมที่เหลืออีก๓ก็เป็นเจตสิกก็ได้หรือว่าจะแยกเป็นธรรมะที่เป็นนามขันธ์๔ แล้วก็รูปคันนึงก็ได้แต่จิตก็ไม่ใช่เจตสิก เพราะฉะนั้นเจตสิกใดๆ จะไปเป็นวิญญาณในขันธ์ไม่ได้เลยแต่จิตทุกประเภทไม่ว่าจิตใดก็ตามเป็นวิญญาณขันธ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นแท้กล่าวถึงจิต และเจตสิกซึ่งต้องเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันนะคะ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นคันที่เหลืออีก๓ก็เป็นเจตสิกได้แก่เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์ และถ้าเอาเวทนาขันธ์ซึ่งเป็นความรู้สึกนะคะ เป็นหนึ่งคันสัญญาสภาพจำเป็นหนึ่งคันหน้ามาทำอื่นทั้งหมดที่เป็นเจตสิกเป็นสังขารขันธ์ อย่างนี้พอที่จะเข้าใจได้ไม่ลืมใช่ไหมคะ ขณะนี้ง่วงไหมคะ ไม่ง่วงนะคะ เคยง่วงมั๊ยครับเป็นธรรมะหรือเปล่าเป็นขันธ์อะไร ต้องให้ใครช่วยหรือเปล่าหรือเปล่าคะเนี่ย หรือว่าเริ่มเข้าใจถูกนะคะ ในนามมะคันทรี่ซึ่งเป็นวิญญาณขันธ์หนึ่งได้แก่จิตทั้งหมดที่เหลืออีก๓เป็นเจตสิกไม่ใช่จิตที่เหลืออีก๓เนี่ยคือความรู้สึกเส้นหนึ่งเป็นเวทนาขันธ์สภาพที่จำหนึ่งเป็นสัญญาขันธ์นอกจากนั้นนามธรรมทั้งหมดที่เหลือเป็นสังขารขันธ์ โกรธขุ่นใจมีจริงๆ หรือเปล่าคะครับเป็นขันธ์อะไรคะ ไม่อย่างงั้นก็มีแต่ฉีดขันธ์แล้วก็ไปจำแค่ชื่อก็ไม่มีประโยชน์ได้เลยนะคะ ความจริงโกรธเมื่อไหร่เนี่ยให้รู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ต้องไปเรียกชื่อว่าสังขาระขันด้วยซ้ำไปเพียงรู้ว่าเป็นธรรมะ แต่ละลักษณะใดค่ะก็จะรู้ได้เลยว่าไม่ใช่เราโกรธเกิดเมื่อไหร่นะคะ สุนัขก็โกรธแมวก็โกรธเด็กก็โกรธผู้ใหญ่ก็โกรธโกรธก็คือโกรธเกิดเมื่อไหร่ก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่งถ้าจากใจประเภทของคันเพื่อที่จะให้เห็นยึดมั่นว่าเป็นราว ก็ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนะคะ เป็นธรรมะซึ่งเป็นสังขารขันธ์ถ้าจะใช้ชื่อแต่ไม่ใช่ชื่อก็ได้ค่ะไม่จำเป็นต้องไปเรียกชื่อให้ถูกต้องแต่การที่เรารู้ความต่างกันนั่นเองจะทำให้รู้ถึงความต่างของแม้แต่คันหนึ่งคันหนึ่งที่ต่างกันอย่างเวทนานะคะ เป็นความรู้สึกนะคะ จริงจริงแล้วเนี่ยไม่ใช่สังขารขันธ์ สัญญาเจตสิกก็เพียงจังไม่ใช่สังขารขันธ์แต่เพราะจำแหละเพราะความรู้สึกนั่นแหละทำให้เกิดการพรึ่บลึกถึงไม่ลืม และปรุงแต่งที่จะให้เกิดขึ้นเป็นไปต่างๆ ต่อไปอีกนี่ก็เป็นเรื่องของธรรมะที่คอยละเอียดขึ้นนะคะ แต่จากการที่เริ่มเข้าใจตัวธรรมะ ศึกษาธรรมะวันนี้นะคะ หรืออีกกี่ครั้งก็ตามแต่ให้รู้ว่ากำลังเริ่มเข้าใจตัวธรรมะว่าเป็นธรรมะในขณะที่เห็นบ้างได้ยินบ้างคิดนึกบ้างซึ่งไม่ใช่เรา ค่ะก็คงจะต้องกล่าวย้ำบ่อยๆ นะคะ ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง และการที่เราฟังธรรมะนะคะ ก็เพื่อให้รู้จักสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ในขณะนี้ด้วยนะคะ เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีอยู่ในแล้วไม่เคยรู้ตามความเป็นจริงพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงให้มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูก เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ กำลังนั่งอยู่ตรงนี้นะคะ อยากจะรู้อะไร อยากจะรู้เรื่องสนามบินเรื่องรถไฟ ถึงหรือยังหรืออะไรอย่างนั้นใครทำอะไรที่ไหนหรือว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏฟังเพื่อที่จะให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีที่กำลังปรากฏในขณะนี้เพราะไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพราะเหตุว่าเมื่อฟังธรรมะแล้วก็จะรู้ว่าธรรมะคือสิ่งที่มี และที่ใช้คำว่าธรรมะก็หมายความว่าสิ่งนั้นเนี่ยค่ะเกิดปรากฎจึงรู้ได้ว่ามี และเกิดปรากฎโดยที่ใครก็ไปทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เลยทั้งสิ้นนี่คือพื้นฐานที่จะเข้าใจคำว่าธรรมะเพื่อจะถึงการไม่ยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือแม้เป็นราวนะคะ เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาเนี่ยก็เป็นเราจนกว่าจะตายไป และก็เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาแต่ว่าตามความเป็นจริงนะคะ เราไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ กำลังอยู่ตรงไหนก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้วันนี้อยู่ตรงนี้ต่อไปจะเดินไปที่อื่นนะคะ หรือตอนเย็นจะอยู่ตรงไหนก็คือมีสิ่งที่ปรากฏซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมเนี่ยไม่ใช่เพื่อลาภนะคะ ไม่ใช่เพื่อยศ ไม่ใช่เพื่อสรรเสริญหรือว่าไม่ใช่เพื่อเราจะได้มีความสุขเป็นตัวเราแต่เพื่อความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เป็นการรู้ซึ่งต่างกับการไม่รู้มีสิ่งที่ปรากฏตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยรู้แต่เวลาฝั่งเพื่อทำนะคะ ก็เริ่มรู้สิ่งที่มีที่ปรากฏ ไม่เว้นเลยสักขณะเดียวนะคะ ตั้งแต่เกิดจนตั้งนี่คือความต่างกันของความรู้กับความไม่รู้ เพราะฉะนั้นเมื่อฟังพระธรรมนะคะ ก็เพิ่งเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังนะคะ ว่าไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลยค่ะกำลังมีในขณะนี้เอง และก็เพิ่มความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งนั้นยิ่งขึ้น เพราะสิ่งนึงนะคะ ซึ่งทุกคนเนี่ยจะไม่สังเกตเลย คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่เกิดมีขึ้นในค่ะ เกิดปรากฏหมดไป ไม่มีอะไรที่เหลือเลยเมื่อกี้นี้ทุกคนรับประทานอาหารนะคะ รถแต่ละอย่างก็อร่อยเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน กำลังรับประทานอาหารสนทนากันด้วยอาหารนะคะ เรื่องราวต่างๆ ที่สนทนากันอ่ะตอนนี้ก็อยู่ที่ไหนก็ไม่มีเลยค่ะ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีนะคะ มีเพียงชั่วคราวในขณะนั้นพี่สิ่งนั้นปรากฏแต่ความชั่วคราวนะคะ เราไม่เคยรู้เลยเพราะเหตุว่าเป็นการเกิดแล้วก็ดับไป เร็วมากเศรษฐสจนปรากฏเหมือนว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดนะคะ อยู่ตลอดเวลาเพราะเหตุว่าสิ่งที่ดับไปแล้วไม่ดับไปก็มีสิ่งอื่นเกิดต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นจะไปรู้จักการเกิดแบบใดอย่างแรงแต่ถ้าจะสังเกตจะพิจารณานะคะ ชีวิต เปลี่ยนแปลงทุกขณะจิต ถ้าเข้าใจนะคะ ว่าสภาพธรรมะแต่ละอย่างสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่างเนี่ยเหมือนกันหรือเปล่ายังเห็นเนี่ยกำลังเห็นเดี๋ยวนี้นะคะ กลับได้ยินแนะเหมือนกันหรือเปล่า และแข็งนะคะ กับหวานหรือเค็มเนี่ยเหมือนกันหรือเปล่าไม่มีอะไรที่เหมือนกันนะคะ เป็นลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดปรากฏแล้วก็หมดไปไม่มีอะไรที่จะยังคงเหลืออยู่วันนี้นะคะ เหมือนกับว่ามีหลายอย่างตั้งแต่ตื่นมาจนถึงเดี๋ยวนี้นะคะ แต่ว่าอีกไม่นานค่ะก็ลับเสม็ดเรื่องวันนี้ทั้งหมดเนี่ยหายไปไหนขณะที่กำลังหลับสนิทไม่เหลือเลย นะคะ ไม่เหลือแม้แต่ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหนพอตื่นมาอีกแล้วค่ะเป็นคนเก่านี่แหละนะคะ วุ่นวายไปตั้งแต่เช้าจนกระทั่งจบถึงเวลานอนเดี๋ยวเรื่องนั้นเดี๋ยวเรื่องนี้เดี่ยวหนังสือพิมพ์เดียวโทรทัศน์เดียวอาหารเดียวธุรกิจการงานนะคะ วุ่นวายมากเลยนะคะ แต่พอใจที่จะเป็นอย่างนั้น จนไม่รู้เลยค่ะว่าแท้ที่จริงแล้วเนี่ยต้องเป็นอย่างนั้นใครที่จะหลีกเลี่ยงชีวิตประจำวันของแต่ละคนเนี่ยเป็นไปไม่ได้เลยเกิดแล้วต้องเป็นไปเมื่อมีการเกิดดับไปแล้วก็จริงนะคะ แต่ตลอดชีวิตระหว่างที่ยังไม่ตายต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยซึ่งเลือกไม่ได้ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวคิดเดี๋ยวเห็นเดี๋ยวกระทบเรื่องราวต่างๆ เดี๋ยวธุรกิจการงานเดียวเรื่องแพรเพลินก็เป็นแต่ละคณะนะคะ ซึ่งต้องเป็นอย่างนั้นพอถึงเวลานอนก็หมดอีกแล้วเป็นอย่างนี้ทุกวันทุกวันทุกวันนะคะ จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายซึ่งแสดงให้เห็นความจริงว่า ไม่มีอะไรเหลือเลยจริงๆ ค่ะ สิ่งที่เคยเป็นเราตั้งแต่ศีรษะจดเท้าที่ยังไม่มีจิต เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลยแต่ขณะนี้เดี๋ยวนี้เนี่ยค่ะสิ่งที่มีแข็งอ่อนเย็นร้อนตั้งแต่ศีรษะจดเท้านะคะ เดี๋ยวก็ไปโน่นเดี๋ยวก็มานี้ได้นะคะ ตามจริตนี้ก็แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมะแต่ละอย่างเนี่ยเกิดขึ้นเป็นไปด้วยความไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนะคะ ไม่มีเราเลยสักขณะเดียวเป็นแต่เพียงลักษณะของสภาพธรรมะ แต่ละอย่างแต่ละอย่างซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปเลือกไม่ได้มีใครทราบมั้ยคะว่าขณะต่อไปจะเป็นอะไร จะคิดด้วยจะเห็นด้วยจะเจ็บ และจะสบาย แม้แต่คิดก็ยังไม่รู้เลยว่าจะคิดเรื่องอะไรแต่รู้เมื่อคิดเกิดแล้ว และจะรู้ยิ่งกว่านั้นอีกนะคะ ว่าขณะนี้ทุกคนเนี่ยคิดไม่เหมือนกัน จริงหรือเปล่าคะ ใครคิดเหมือนใครบ้างหรือเปล่าแม้แต่จะถามว่าขณะนี้คิดอะไรไม่ต้องเหมือนใครนะคะ ขณะนี้คิดอะไรตอบได้ไหมคะว่าคิดอะไรทั้งๆ ที่กำลังคิดก็ไม่รู้แน่คือความไม่รู้เนี่ยมีมาก เพราะฉะนั้นก็เป็นของธรรมดาที่ว่า เพราะไม่รู้จึงมีความติดข้องมีความต้องการมีการยึดมั่นในสิ่งที่ปรากฏ แสวงหาสิ่งที่พอใจเมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์ก็อยู่อย่างงี้อะคะเห็นอะไรก็พอใจพอใจก็แสวงหาแสวงหาด้านก็เป็นสุข สุขก็ไม่เที่ยงนะคะ สุขทุกอย่างเกิดระดับไม่มีอะไรเลยสักอย่างเดียวค่ะที่จะยั่งยืนได้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นความไม่ยั่งยืนนะคะ และสิ่งที่ปรากฏเนี่ยปรากฏเพียงชั่วคราวจริงๆ ชั่วขณะเห็น ถ้าไม่เห็นเมื่อไหร่สิ่งที่กำลังปรากฏต่างๆ ก็ปรากฏไม่ได้แต่จำได้นี่คือสภาพธรรมะแต่ละอย่างแต่ละอย่างซึ่งละเอียดมากนะคะ ซึ่งเกิดแบบเซฟต่อเป็นแต่ละวันจนกว่าจะจากโลกนี้ไปแล้วหมดสิ้นความเป็นบุคคลนี้นะคะ ก็มีปัจจัยที่จะทำให้ต้องเกิดอีกเห็นอีกได้ยินอีกชาติก่อนอยู่ที่ไหนทราบไหมคะ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620