ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๔

    สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธศึกษาทหารบก

    วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าแต่ละบุคคล สะสมมาอย่างไรก็จะเป็นไปตามการสะสม แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนคนที่มีความเห็นผิดให้เป็นความเห็นถูกได้ แต่ว่าทรงแสดงเหตุผลสำหรับผู้ที่ไตร่ตรองพิจารณา จนกระทั่งเป็นปัญญาของตนเอง เพราะฉะนั้นแม้แต่คำที่ทรงแสดงไว้ว่ามีตนเป็นที่พึ่งถูกต้องไหม ถ้าถูกต้องเริ่มมีตนเป็นที่พึ่งอย่างไร ด้วยการที่ว่ามีปัญญาความเห็นถูกเป็นที่พึ่ง เพราะว่าแต่ละคนก็จะมีความเห็นหลากหลาย มีทั้งความเห็นถูกมีทั้งความเห็นผิดแต่ว่ากายวาจาของคนที่เห็นผิดก็ผิดไป กายวาจาของคนที่เห็นถูกก็จะไม่พูดผิดๆ ไม่ทำผิดๆ แต่ว่าจะมีความเห็นถูก เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถที่จะพิจารณาในเหตุในผลได้ ก่อนอื่นเมื่อได้ยินได้ฟังอะไรก็ตาม ถ้าไม่อยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ สิ่งที่ได้ฟังก็จะคลาดเคลื่อนไป ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่หนักแน่นว่าความจริงเป็นสิ่งที่รู้ไม่ง่าย และความจริงนั้นเป็นสิ่งที่จะรู้ได้โดยตลอดหรือว่าเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ก็จะทำให้เป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหวว่าเป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผล เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะได้ยินอะไรก็ตามอย่าข้ามแต่ต้องไตร่ตรองคืออะไร จตุคามรามเทพได้ยินชื่อหลายคนก็ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เชื่อแล้ว ถูกต้องไหมโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือว่าจะเคารพนับถือเพื่ออะไรเป็นผู้ตรงหรือเปล่าต้องการอะไร มีอะไรที่ประเสริฐยิ่งกว่าสัจจะความจริง ถ้าใครเป็นผู้ที่ให้ความจริงให้มีความเห็นที่ถูกต้อง ควรเคารพในบุคคลนั้นหรือว่าควรพึ่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความไม่รู้ด้วยความไม่เข้าใจ นี่ก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนก็พิจารณาได้ อะไรอะไรก็พอจะซื้อหาได้แต่ว่าซื้อปัญญาได้ไหม คนที่อยากจะได้ปัญญาจะเอาเงินเท่าไหร่ไปซื้อเพื่อที่จะให้ได้ นี่เป็นไปได้ไม่ได้เลย เพราะว่าปัญญาต้องเป็นสิ่งที่ค่อยๆ ศึกษาค่อยๆ เข้าใจขึ้น แล้วถ้ามีความรู้ความเข้าใจถูกในพระธรรมจริงๆ จะเอาสิ่งอื่นที่เข้าใจว่ามีค่ามากมาย ที่กำลังแสวงหากันอยู่ หรือแม้แต่จะเอาเงินทองสักเท่าไหร่มาแลก มีใครยอมที่จะขายปัญญานั้นไหมนี่คือความเป็นผู้ที่ตรง

    ผู้ฟัง มีผู้ฝากคำถามมาบอกว่าปีนี้เป็นพศ.เพียง ถ้านึกอย่างนี้ก็แปลว่าคนไทยกำลังจะประยุกต์เอาเรื่องพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อมีความสุขโดยทั่วถ้วนกัน ถามว่าจะน้อมนำเอาพระอภิธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้างอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ดูเหมือนว่าเป็นคำใหม่ ใช่ไหม พศ.พอเพียง แต่ความจริงพอเพียงเป็นคำที่เก่าที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฏก สันตุถี ความพอใจในสิ่งที่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำอะไรที่ทันสมัย หรือว่าที่จะทำให้เกิดความเจริญทางด้านวัตถุ แต่ทำอย่างพอเพียงตามเหตุตามผล ตามความเป็นจริงตามความถูกต้อง เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าพอได้ยินคำว่าพอเพียง หรือว่าคำว่าสันโดษทุกคนก็คิดเองแปลเอง ไม่ต้องไปทำอะไรพอแล้วหรืออะไรอย่างนั้น แต่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงเหตุและผล เหตุของความทุกข์คือ ความต้องการอย่างมากไม่มีที่สุด เกินประมาณทำให้เกิดความเดือดร้อนทำให้เป็นโทษทั้งกับตนเองและผู้อื่นและส่วนรวม เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความพอประมาณ เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมด เพื่อละโลภะละความติดข้อง ลองคิดถึงความบริสุทธิ์ของความจริง ว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่าทุกคนเกิดมา มีแต่ความติดข้องมากหรือน้อย ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งทุกวัยที่ผ่านมา ไม่ได้หมดความติดข้องเลย และความติดข้องไม่มีวันเต็มไม่มีวันพอ เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ก็ทรงแสดงถึงโทษของความติดข้อง ซึ่งจะทำให้เกิดสังสารวัฎฏ์ที่ไม่สิ้นสุด

    เพราะฉะนั้นพระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดงก็คือเพื่อละความติดข้อง แต่จากการที่ทรงตรัสรู้ว่าเป็นสิ่งที่ละยากมาก ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ละง่ายเลย เพราะว่าต้องละด้วยปัญญาที่ถึงระดับที่สามารถที่จะเห็นโทษของความติดข้องซึ่งมีหลายระดับมาก เพราะฉะนั้นจึงได้ทรงแสดงพระธรรมทั้งหมดเป็นกถาวัตถุ ๑๐ ถ้าจะประมวลหรือประมาณ แต่ว่าทั้งหมดที่ย่อมาเป็นกถาวัตถุ ๑๐ ทั้งหมดเพื่อละความติดข้อง และลองคิดดูว่าการเริ่มฟังธรรม เริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ถ้าเราไม่ติดข้องจะมีความสุขไหม หรือว่าเราติดข้องถึงจะมีความสุข สิ่งที่เราเคยชอบมากพอใจมาก กระวนกระวายแสวงหาอยากจะได้และได้มาแล้วก็ติดข้อง แต่ถ้าวันไหนที่เรารู้สึกว่าไม่เห็นสนใจอีกเลย เริ่มเป็นอิสระเริ่มไม่ต้องเป็นห่วงใยเริ่มไม่ต้องไปกังวล เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เมื่อทุกคนยังมีความติดข้อง แต่ไม่สามารถที่จะละความติดข้องนั้นได้หมด ก็ทรงแสดงตามลำดับว่า ถ้าไม่มีปัญญาถึงระดับที่จะละความติดข้องได้หมดสิ้น ก็ค่อยๆ เห็นโทษของความติดข้อง แล้วก็ค่อยๆ ละคลาย โดยแม้แต่เพียงความติดข้องที่พอประมาณ ซึ่งทุกคนเกิดมาทุกวันนี้คงจะไม่รู้ว่าติดข้อง ตั้งแต่ลืมตาจนกระทั่งหลับตา ตื่นขึ้นมาก็ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ รูปเสียงกลิ่นรสอาหารที่อร่อย เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดเป็นความติดข้องซึ่งมีเป็นประจำ แต่ทรงแสดงว่าความติดข้องที่ยังไม่เป็นโทษคือสมโลภะ เป็นปกติเป็นธรรมดา แต่ถ้าเกินปกติเมื่อไหร่ วิสมโลภะ เพราะฉะนั้นความพอเพียงก็คือให้รู้จักว่าสิ่งที่มีตามสมควรแก่สติปัญญา กำลังความสามารถทำได้เต็มที่ ในทางที่ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน แล้วก็ถ้าเป็นไปในทางที่เดือดร้อน ควรที่จะมีไหม เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเป็นผู้ที่มีปัญญาจริงๆ ก็สามารถที่จะดำเนินชีวิตตามปกติตามที่ได้สะสมมา แล้วก็มีความสงบจากการที่ละความติดข้องที่จะทำให้เดือดร้อน

    ผู้ฟัง ขอบคุณท่านอาจารย์ พูดถึงเรื่องประเด็นพอเพียง ท่านอาจารย์ก็ชัดเจนเลยว่าแท้แล้วทั้งหมดทั้งมวล ก็เริ่มจากจิตใจการศึกษาเรื่องพระอภิธรรม ก็น่าจะเรื่องราวรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องจิตใจของมนุษย์นี้เองใช่ไหม ท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ก็ละเอียดมากและก็ศึกษาตลอดชีวิตก็ไม่มีวันจบ และก็ชาติเดียวก็ไม่จบด้วย จนกว่าที่จะหมดกิเลส เพราะว่าบางคนก็ถามว่าหลักสูตรต่างๆ ก็ยังมี ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่สำหรับพระพุทธศาสนาจนกว่าจะหมดกิเลส

    ผู้ฟัง ดิฉันพันเอกหญิงทัศนีย์ โสภณ ... ขออนุญาตเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ในชีวิตมนุษย์ของเราเมื่อได้เกิดมาแล้ว ปฏิบัติอย่างไรถึงจะได้อานิสงส์สูงสุด ในขณะที่เราใกล้จะดับจิตเราจะได้ไปสู่ที่เรามา ขอบคุณพระ

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครทราบแน่ใช่ไหมว่า จะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่อาจจะเป็นขณะต่อไปนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่างไรจะมีประโยชน์มาก ก็คือว่ามีความเข้าใจถูกมีความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะว่าจริงๆ แล้ว เมื่อเกิดมาแล้วก็จะไม่พ้นจากการเห็น การได้ยิน การคิดนึก เรื่องราวต่างๆ แต่ทั้งหมดก็ผ่านไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นจะเหลืออะไร ก็มีแต่เพียงการสะสมที่ได้กระทำมาแล้วในชีวิตทั้งดีและชั่วซึ่งมากน้อยต่างกัน ซึ่งเวลาที่จะจากโลกนี้ไปจริงๆ ความเป็นอนัตตาเราก็ไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่า จะให้จิตขณะนั้นผ่องใสหรือเศร้าหมอง เพราะกุศลและอกุศลที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นที่ประเสริฐที่สุด ก็คือว่าเป็นคนดีทำความดี มีท่านหนึ่งท่านก็กล่าวว่าถ้าท่านไม่ได้ทำดีก็อย่าทำชั่ว คือถ้าไม่มีโอกาสจะทำความดี ยังไม่มีโอกาสใดๆ ที่จะทำดีประเภทหนึ่งประเภทใด ก็อย่าทำชั่ว แต่ในพระพุทธศาสนาไม่พอเลย แค่ที่จะไม่ทำชั่วและทำความดีก็ยังไม่พอ แต่ต้องสามารถที่จะให้จิตใจไม่มีอกุศลธรรม อย่างที่มากมายที่จะทำให้เกิดทุจริตกรรมต่างๆ ได้ด้วย เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราสามารถที่จะรู้จักตัวเราที่เป็นธรรม และก็ไม่เข้าข้างตัวเองเราก็จะเป็นผู้ที่ตรง จะเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น ว่าเป็นผู้ที่มากด้วยความดีหรือว่าเป็นผู้ที่มากด้วยความไม่ดี นี่คือปัญญาระดับหนึ่งซึ่งจะทำให้ขวนขวาย และก็มีการที่จะเริ่มสะสมความดีประการอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย เพราะว่าส่วนใหญ่เราจะคิดว่าความดีก็เพียงแค่ให้ทานเป็นประโยชน์สุขกับคนอื่นหรือว่าวิรัจทุจริต แต่ว่ายังมีความดีอื่นๆ อีกหลายประการ

    ขอกล่าวถึงเรื่องหลับตาลืมตานิดหนึ่ง เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพียงแต่ฟัง แล้วก็ไม่ทราบว่าจะเข้าใจอย่างไร ท่านที่กล่าวท่านพูดถึงเรื่องผลของการหลับตา หลับตาแล้วมีผลอย่างไรกับลืมตา ไม่ทราบว่ามีความต่างกันตรงไหน เพราะว่าจริงๆ แล้วถ้าจะพูดถึงท่านที่อ้างถึงครูบาอาจารย์เก่าๆ ทำไมไม่ถอยไปจนกระทั่งถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นครูพระบรมศาสดาคนเดียวไม่มีใครเสมอเหมือนเลย และก็ไม่ได้มอบหมายให้ใครเป็นศาสดาแทนพระองค์ด้วย ทั้งๆ ที่ในกาลนั้นมีพระอรหันต์มากมายมีผู้ที่เป็นเอตทัคคะ แต่ว่าไม่ได้มอบหมายให้ใครเป็นศาสดาแทนพระองค์ เพราะพระธรรมวินัยที่ได้ทรงแสดงไว้แล้วยังครบถ้วนเป็นศาสดาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ท่านใด ก็มีความเคารพในความเมตตาของท่าน ที่ได้กรุณาให้ความรู้แต่ต้องตรวจสอบเพื่อที่จะได้รู้ว่าตรงตามที่พระบรมศาสดา ซึ่งทุกคนไม่ว่าครูระดับไหนสมัยไหนก็ต้องเคารพในพระบรมศาสดา เพราะฉะนั้นเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็ต้องเป็นผู้ที่พิจารณาไตร่ตรอง แม้แต่ว่าจะรู้อะไรที่จะไปหลับตาถ้ายังไม่รู้จักธรรมเลย แล้วจะไปพบอะไรในเมื่อไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เดี๋ยวนี้เป็นธรรมหรือเปล่า แล้วสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ได้ไหม ถ้าไม่ได้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกได้หรือ ในเมื่อคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงอย่างที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้

    นี่เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ได้ทรงแสดงพระธรรมเพื่อให้เกิดปัญญา และปัญญาไม่ใช่อวิชชาอวิชชาคือความไม่รู้ แต่ปัญญาคือความรู้ อวิชชาไม่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏในขณะที่เห็น หรือในขณะที่หลับตา อวิชชารู้ไม่ได้เลยไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตา แต่ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงของทุกอย่าง ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตา เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม ให้เข้าใจว่าธรรมคืออะไร จะใช้คำว่าปฏิบัติธรรมถูกไหม ในเมื่อไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นพุทธศาสนิกชนไม่ใช่เป็นผู้ที่เชื่อง่าย หรือว่าเชื่อตามๆ กัน แต่ว่าต้องเป็นผู้ที่ไตร่ตรองเหตุผล เมื่อได้ความจริงแล้วก็จะรู้ได้ว่าเป็นผู้ที่ได้ดำเนินตามพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ มิฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมเลย เพราะว่าไม่รู้ว่าพระธรรมนั้นคืออะไร

    ผู้ฟัง ผมเป็นเด็ก ... มาจากรร.นายร้อยพระจอมเกล้าจุลจอมเกล้า อยากจะขอความกรุณาอาจารย์ได้พูดถึง ... จิต จิตของคนที่ใกล้จะตาย หรือว่าตายไปแล้วน่าจะเป็นอย่างไร ทำนองนี้ กับปฏิสนธิจิตด้วย

    ท่านอาจารย์ พูดถึงปฏิสนธิจิตกับจุติจิต ปฏิสนธิหรือปฏิสันธิในภาษาบาลีหมายความว่า สืบต่อแสดงว่าต้องมีการเกิดขึ้นและก็มีการดับไป แล้วก็มีการเกิดขึ้นสืบต่อ ครั้งแรกขณะแรกของชาตินี้ใช้คำว่าปฏิสนธิจิตหรือปฏิสันธิจิต หมายความว่าสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน แสดงที่มาไม่ใช่ว่าเรามาจากไหน แล้วก็คิดว่าเป็นคนนั้นคนนี้ แต่ความจริงที่ใช้คำว่าเกิดหรือตาย ต้องหมายความถึงสัตว์หรือบุคคลที่มีชีวิต ต้องมีนามธรรมคือมีจิต อย่างรูปเราก็คงจะไม่คิดถึงใช่ไหม ต้นไม้ดอกไม้ตายหรืออะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีสัตว์บุคคลหมายความว่ามีจิตเกิด แล้วก็ขณะแรกคือขณะปฏิสนธิ แล้วก็จิตนี่ไม่ได้ยั่งยืนเลย โดยมากถ้าไม่ได้ศึกษาเราคิดว่าทุกคนเกิดมามีจิต แล้วจิตนั้นก็อยู่ไปจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายแล้วก็หมดไป แต่ว่าจากการที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริง โดยตลอดโดยประจักษ์แจ้งโดยถ่องแท้ ก็ได้ประจักษ์ความจริงว่าสภาพธรรม มีอายุที่สั้นมากทั้งนามธรรมและรูปธรรม เกินกว่าที่ใครจะคิดได้ เพราะว่าต้องอาศัยการบำเพ็ญพระบารมีมาก กว่าจะได้รู้ความจริงนี้

    เพราะฉะนั้นทรงแสดงว่าจิตขณะแรกเกิด ทำหน้าที่สืบต่อจากจุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนแล้วปฏิสนธิจิตก็ดับ และหลังจากนั้นจิตทุกขณะนี้ เวลาจุติจิตของพระอรหันต์จะเป็นอนันตรปัจจัย หมายความว่าเป็นธรรมที่สามารถให้ธรรม คือจิต และเจตสิกเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีใครรู้เลยว่าจิตไม่ยั่งยืนเลยสักขณะเดียว จิตขณะแรกเกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็มีขณะที่ ๒ เกิดสืบต่อ และจิตขณะที่ ๒ ก็อายุเท่ากันหมด จิตทุกขณะไม่ว่าจะในมนุษย์หรือว่าสวรรค์หรือว่ารูปพรหม หรือว่าจิตของสัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นสุนัขแมวนกช้างทั้งหมด จิตเป็นจิตจิตจะเป็นอื่นไม่ได้ เพราะว่าโดยมากเราเอารูปมารวม แล้วก็บอกว่านกเกิดสุนัขเกิดแต่ความจริงจิตเกิด พร้อมกับรูปซึ่งเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว ทำให้รูปนั้นต่างๆ กันไปเมื่อเจริญเติบโตขึ้น

    เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกเกิดมาก็ดับไป แล้วก็มีความเป็นไปซึ่งจะต้องมีการเห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส รวมความก็คือว่าจะต้องมีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสคิด ทั้งวันตลอดไปเรื่อยๆ ไม่เคยขาดเลย นั่นก็เป็นหน้าที่ของจิตซึ่งจะต้องเกิดดับสืบต่อแล้วแต่ว่ากรรมนี่จะทำให้สิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ถ้าไม่ถึงกาลที่กรรมจะทำให้หมดความเป็นบุคคลนี้ จิตขณะสุดท้ายยังเกิดไม่ได้อย่างขณะนี้ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้จิตเกิดดับนับไม่ถ้วน และจากนี้ไปก็จะเกิดดับอีกนับไม่ถ้วน ยังไม่ถึงการที่จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้จะจากโลกนี้ไปไม่ได้เลย และการที่แต่ละคนจะจากโลกนี้ไปเพราะกรรม ไม่ใช่เพราะคนอื่นหรือเพราะใครเลยทั้งสิ้น เพราะว่าแม้แต่ปฏิสนธิจิตก็ไม่มีใครบันดาลได้นอกจากเหตุคือกรรมที่ได้กระทำแล้ว แม้แต่การที่จะจากโลกนี้ไปก็ไม่มีใครบันดาลได้นอกจากกรรมได้ทำมาแล้ว ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ซึ่งจะกลับมาเป็นบุคคลในอีกไม่ได้เลย อย่างไรๆ ก็จะมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้ เมื่อจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิดแล้วดับไป แล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปทำกิจสืบต่อในชาติต่อไปทันที โดยไม่มีระหว่างคั่นนี่คือการเกิดดับ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ แต่ว่าขณะนี้ปัญญาเพียงขั้นฟัง ไม่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้ แต่ถ้ามีความเข้าใจมากขึ้นมากขึ้นในเมื่อสิ่งนี้เป็นความจริง ความจริงต้องทนต่อการพิสูจน์ เพราะว่ามีผู้ที่สามารถประจักษ์ความจริง จนกระทั่งหมดความสงสัยและก็หมดกิเลสได้

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ กระผมพ.อ สุนทร ปิ่นทองดี ก็อยากจะกราบเรียนถาม มันมีเรื่องอัศจรรย์ที่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นบางท่านบางคนที่แขวนจตุคามรามเทพ ถ่ายรูปไปจะปรากฏว่ามีรูปจตุคามรามเทพเต็มไปหมด เป็นแว่นๆ ๆ ๆ ก็อยากจะกราบเรียนถามอาจารย์ว่าคืออะไร แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าจะตอบโดยวิชาการอื่นก็คงจะมีคำอธิบาย เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุพอสมควรที่จะให้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าตามหลักที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นเอง ถูกต้องไหม ไม่ว่าจะเห็นอะไรทั้งสิ้นบางคนอาจจะกล่าวว่าเห็นเทวดา บางคนอาจจะกล่าวว่าเห็นสมบัติมหาศาล หรือบางคนอาจจะกล่าวว่าเห็นอะไรก็ตามแต่ แต่ทั้งหมดของสิ่งที่เห็นนั้นคือสิ่งที่เพียงปรากฏทางตา ถ้าไม่มีตาไม่มีจักขุปสาทเห็นไม่ได้เลย แต่เมื่อเห็นแล้วไม่รู้ เห็นแล้วยึดถือว่าเป็นเราเห็น และยึดถือว่าสิ่งที่เห็นเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ทำให้จิตนี่คิดเรื่องยาวต่อไปโดยที่ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงเห็นเกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะเห็นอะไรวิจิตรต่างๆ แปลกต่างๆ ในแต่ละชาติ แต่ก็ยังไม่รู้ความจริงของเห็น ว่าแท้ที่จริงแล้วก็คือชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลได้ และสิ่งนั้นก็คือว่าเมื่อเห็นแล้วรู้หรือเปล่าว่าไม่ใช่เรา นี่สำคัญกว่าเพราะว่าต่อไปก็ไม่ทราบว่าเราจะเห็นอะไร ซึ่งอาจจะแปลกยิ่งกว่านี้ก็ได้ ตามความคิดนึกของเรา บางคนบอกว่าเห็นเปรต ไม่ต้องถ่ายรูปเลยเห็นได้ เขาก็มีความเชื่อความคิดว่าเขาเห็น แล้วก็เขาสงสัยว่าแล้วเป็นอะไรแล้วมาจากไหนอย่างไร

    แต่คำตอบในพระพุทธศาสนาเป็นคำตอบซึ่งใครก็ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าสิ่งที่สามารถจะเห็นได้ มีจริงๆ ขณะนี้กำลังปรากฏทางตา แต่ไม่มีใครสนใจที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งนี้คืออะไรแน่ ในเมื่อในอดีตพระโพธิสัตว์ ท่านก็ยังไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านก็ยังมีกิเลสมีความไม่รู้ มีความผูกพันในทุกอย่าง แต่ว่าความคิดของพระโพธิสัตว์ จะต่างกับความคิดของคนอื่น นี่แสดงกระดับขั้นของปัญญา จากการที่บุคคลนั้นต่อไปจะเป็นใคร จะสะสมปัญญามากน้อยแค่ไหนสำหรับพระโพธิสัตว์ถ้าท่านเกิดความพอใจในสิ่งใด ท่านมีการที่สนใจที่จะรู้ว่าและความจริงแท้ๆ ของสิ่งที่ท่านพอใจนั้นเป็นอะไร สิ่งที่เที่ยงหรือเปล่ายั่งยืนหรือเปล่า นี่ก็เป็นความคิดที่หลากหลายต่างๆ กันไป เพราะฉะนั้นถ้าจะตอบโดยวิชาการอื่นก็มีหลายอย่าง หรือแม้แต่จะเห็นเปรตเห็นอะไร โดยไม่ต้องถ่ายรูปเลยก็ได้ แต่ว่าสิ่งที่คนอื่นไม่รู้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้คนอื่นเกิดปัญญาที่จะละความไม่รู้ และการยึดถือก็คือให้มีความเข้าใจจริงๆ ว่าไม่ว่าจะเห็นอะไรที่ในสิ่งที่ปรากฏต่างๆ เป็นสิ่งหนึ่งที่มีจริง ที่ยากที่จะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล เพราะเพียงเห็นรูปก็เป็นนั้นเป็นนี่ไปแล้ว ตามความคิดนึกแต่ถ้ามีเด็กซึ่ง ให้เด็กนั้นดูรูป เด็กนั้นจะรู้ไหมว่ารูปนั้นเป็นรูปอะไร เด็กนั้นไม่มีความคิดเลยว่าเป็นใครในรูป แต่ว่าคนที่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวมาแล้ว ทันทีที่เห็นรูปก็จะมีความคิดนึกว่านั่นเป็นรูปใครเมื่อไหร่อย่างไร เพราะฉะนั้นความจริงแท้ๆ ก็คือว่าควรจะรู้ความจริง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่มีจริงเพราะเกิดขึ้น แล้วก็หมดไปสืบต่ออย่างรวดเร็วซึ่งรู้ได้ยาก แต่ว่าสามารถที่จะรู้ได้

    ผู้ฟัง ผมขออนุญาตถามต่อเนื่องอีกสักนิดหนึ่งว่า ภาพที่ปรากฏเกิดขึ้นด้วยอำนาจของจิตของท่านขุนพันธ์หรือว่าเป็นภาพรวมที่ปรากฏขึ้นมาเฉยๆ

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ใครจะเข้าใจ แต่ให้ทราบว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุพอสมควร คงจะได้ยินข่าว คนที่ป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาลยังไม่ได้สิ้นชีวิตเลย แต่คนที่บ้านก็ยังเห็นเขา นี่ก็แสดงให้เห็นว่าสามารถที่จะมีกำลังของจิต ที่จะทำให้มีรูปหนึ่งรูปใดปรากฏก็ได้ แต่ว่าการที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะปรากฏเกิดขึ้น อย่าเพิ่งเดาหรือว่าอย่าเพิ่งมั่นใจในสิ่งนั้น อย่างสมัยก่อนถ้าเราเดินไปแล้วประตูเปิดออกเอง เราตกใจคิดว่ามีผีหรือเปล่าทำให้ประตูนั้นเปิด แต่สมัยนี้ธรรมดาไปที่ไหนประตูก็เปิดเองได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีเหตุที่จะทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่หนักแน่นที่จะต้องเข้าใจให้ถูกว่าสิ่งนั้นจะเกิดจากจิตก็ได้ หรือว่าเกิดจากอย่างอื่นก็ได้

    ผู้ฟัง เรียนพระสูตรบรรยายพระสูตร แต่ก็อาศัยการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานเป็นฐาน โดยที่ไม่ต้องไปเรียนอภิธรรม ปฏิบัติทางวิปัสสนาและก็ศึกษาพระสูตรบรรยายพระสูตรไปด้วย มันจะสอดรับกับแนวทางของพระอภิธรรมได้ไหมท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ มีหลายประเด็นมาก และก็จริงๆ แล้ว ความรู้ทุกอย่างถ้าไม่รู้จริงจะเป็นอันตราย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    27 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ