ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๘
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑
เพราะฉะนั้นธรรมะเป็นเรื่องที่ละเอียดมากนะคะ ถ้าขณะนั้นเป็นความเมตตาความหวังดีเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นขณะนั้นเพราะสติระลึกได้ ไม่ใช่เรา ธรรมะทั้งหมดค่ะถ้าจะกล่าวแล้วก็เป็นธรรมะจริงๆ แต่ละประเภทซึ่งไม่ใช่เราเลยถ้าสติไม่เกิดจะเป็นอย่างนั้นไหมแต่ถ้าสติเกิดจะเป็นยังไงก็เป็นความถี่ต่างกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่จะกล่าวว่าแปรงฟันรู้ตัวเนี่ยไม่ใช่แล้วใช่ไหมคะ แต่ สติสัมปชัญญะเป็นปัญญาที่เกิดพร้อมกับสติจะกล่าวว่าขณะที่กำลังรับประทานอาหารหรือแปรงฟันเนี่ยเป็นสติสัมปชัญญะได้ไหม ถ้าไม่มีปัญญาก็คงไม่ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นขนาดที่เป็นปัญญาขณะนั้นรู้อะไรเข้าใจอะไรต้องมีสิ่งที่กำลังปรากฏนะคะ แล้วก็รู้ลักษณะของสิ่งนั้นตามความเป็นจริงจึงจะเป็นสัมปชัญญะตามลำดับขั้นเพราะว่าสัมปชัญญะเนี่ยค่ะมีทั้งที่เป็นสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาแต่ก็เป็นความต่างขั้นของกุศล ขอเรียนถามเพิ่มเติมนะครับ ในขณะที่ตักข้าวหรือแปรงฟันก็รู้ตัวทั่วพอเหมือนกันตรงนี้มีชื่อไหมหรือไม่ต้องด้วยใช่ไหมคะรู้ตัวทั่วพร้อมนั่นแหละรู้อะไรรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็เหมือนเดิมตรงนี้จะไม่เรียกสติใช่ไหมครับ ใหม่จะเรียกว่าความจริงเหมือนเดิมความจริงเหมือนเดิมทุกวัน พอจะเรียกก็จะเรียกให้ต่างกันไปหรือว่าความจริงลักษณะนั้นก็เหมือนทุกวัน แสดงให้เห็นว่าเพียงคำแปลโดยที่เราไม่เข้าใจ และเราก็พูดตามตามไปเนี่ยไม่พอค่ะต้องมีการพิจารณาไตร่ตรองว่าจริงๆ แล้วคืออะไรเพราะว่าพูดง่ายใช่ไหมคะ แปลว่ารู้สึกตัวทั่วพร้อมก็รู้สึกโตโทพร้อมกันไปหมด แต่ว่ามีความเข้าใจในคำนี้ว่าอย่างไรให้ว่าคำเดิมไม่ปราศจากคำว่าปัญญา เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะแปลว่าอย่างไรก็ตามนะคะ ก็ต้องเข้าใจความหมายของสติซึ่งไม่ใช่สติสัมปชัญญะ และสติที่เป็นสติสัมปชัญญะที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นการเจริญกุศลไม่ว่ากุศลต่างๆ นะคะ ก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเรื่องท่าน และเรื่องศีลนะคะ แต่ยังมีกุศลมากยิ่งกว่าทหาร และศิลป์ด้วยเพราะเหตุว่าในขณะนี้ค่ะ ใส่ให้อะไรใครหรือเปล่าค่ะก็ไม่มี ก็ไม่มีกายวาจาที่จะไปทำทุจริตใดๆ แต่ก็ยังเป็นกุศลในขณะที่ฟังธรรมะ และเข้าใจ เพราะฉะนั้นขณะใดที่เข้าใจธรรมะนะคะ ขณะนั้นเป็นกุศล ซึ่งเพียงแค่ท่านเนี่ยสามารถที่จะสละวัตถุให้บุคคลอื่นได้ แต่ถ้าไม่มีปัญญาเนี่ยจะสละการยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา และเป็นของเราได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นกุศลที่สูงที่สุดนะคะ ก็คือปัญญาพระเอกว่าสามารถที่จะมีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาทจะได้ยินคำใดภาษาใดก็ตามนะคะ แต่คำนั้นหมายความถึงสภาพธรรมะอะไรตามความเป็นจริงไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินคำแล้วก็จำ และพูดตามกัน เหมือนเข้าใจแต่ความจริงยังไม่ได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นเวลาถามบอกว่ามีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อมขนาดนั้นรู้อะไร ต้องมีคำตอบเพราะเหตุว่าลักษณะของสภาพธรรมะนะคะ อวิชาไม่สามารถที่จะรู้ได้แต่ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ลักษณะนั้นเพราะสติรู้ตรงนั้นที่ใช้คำว่าระลึกได้เนี่ยหมายความว่ากำลังรู้ลักษณะตรงลักษณะที่ปรากฏเพราะปกติเนี่ยเราลงเล่น พูดเรื่องเห็นแต่ไม่ได้รูตรงเห็นพูดเรื่องแข็งก็ไม่รู้ตรงลักษณะที่แข็งแต่ว่าพูดเรื่องแข็งนะคะ ต้องกระทบกายะภาษาทาอะไรก็กล่าวไปแต่ว่าไม่ได้รู้ตรงลักษณะที่แข็ง เพราะฉะนั้นระลึกได้ที่ใช้คำว่าสติที่แปลว่าระลึกได้ หมายความว่าไม่ใช่ไประลึกเรื่องอดีตเก่าๆ สนุกสนานโกรธแค้นนะคะ หรือว่าอะไรที่ผ่านมาแต่เรารู้สึกครูว่าขณะนี้เป็นธรรมะที่กำลังฟัง เพราะฉะนั้นความเข้าใจธรรมะเนี่ยก็มีหลายระดับนะคะ สติที่กำลังฟังเรื่องราวจึงสามารถที่จะเข้าใจคำที่ได้ยินว่าหมายความถึงสภาพธรรมะที่เป็นธรรมะไม่ใช่ของใครไม่เป็นตัวตนนั่นคือกำลังเป็นสติที่คั่นฟังเข้าใจเรื่องราวที่กำลังได้ยิน เป็นปริญัติติจะพูดเรื่องสภาพธรรมะโดยละเอียดโดยลึกซึ้งอย่างไรก็ตามการที่สามารถที่จะเข้าใจถึงความลึกซึ้ง และความละเอียดในขณะที่ฝั่งนั้นคือปริยเตะนะคะ เช่นขณะนั้นเป็นกุศลจิตต้องมีสติเจตสิกเกิด แบรนด์ลึกรู้กันในความหมายถ้าแปลเป็นภาษาไทยเนี่ยเหมือนเป็นเรื่องที่พอนึกทีก็ต้องยาวแต่เจตสิกทุกเจตสิกนะคะ เกิดดับเร็วมากเพราะว่าเกิดพร้อมจิต และก็ดับพร้อมจิต เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ เป็นเจตสิกแต่ละเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน และก็กำลังทำกิจการงานหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลเจตสิกหรือว่าอกุศลเจตสิกก็ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ตรงไม่สามารถที่เจสซิดนีย์จะไปทำกิจหน้าที่ของเจตสิกอื่นได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรมะนะคะ เป็นกุศลขณะนั้นจะไม่มีใครรู้นะคะ ว่ามีทั้งศรัทธา มีตังหิริมีอตตัปปะแล้วก็มีตัดระมัตตามีอโลภะมีอะโทสะมากมายถึง๑๙ประเภทเกิดแล้วดับแล้วพร้อมจิตอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะพูดเรื่องสติ และบอกว่าขณะที่กำลังฟังเข้าใจเป็นกุศลจิตขณะนั้นมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย คลอปป์กำลังรู้นะคะ และเข้าใจตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไม่ใช่ไปคิดเรื่องอื่นถ้าคิดเรื่องอื่นขนาดนั้นจะไม่เข้าใจตามมาอย่างที่ท่านผู้ฟังกล่าวว่าก็มีเสียงดังทั้งๆ ที่กำลังฟังธรรมะก็เลยพลาดไปไม่ได้ยินคำที่ควรจะได้ยินนะคะ ถ้าเป็นคณะที่น่าเสียดายเพราะเหตุว่า ถ้าได้ยินคำนั้นแล้วก็จะมีความเข้าใจในครั้งนั้นแต่ว่าเมื่อไม่ได้ยินเพราะว่าจิตขนาดนั้นรู้อย่างอื่นก็ทำให้ไม่ได้เข้าใจคำนั้นเพราะขณะนั้นสติไม่ได้เกิดขึ้นไม่ได้รูตรงสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังนี่ก็เป็นสติขั้นฟังแต่ขั้นฟังนะคะ แม้ว่าจะมีโสพณเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากเท่าไหร่ก็ตามนะคะ ก็ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่มีจริงที่เป็นโสพณธรรมที่เป็นสติที่เป็นอะหิกะอนุตะพวกนี้ที่เป็นเหตุริกัที่เป็นหิริโอตตัปปากเพราะเป็นฝ่ายกุศล เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าการฟังเรื่องธรรมะเนี่ยยังไม่ใช่การรู้จัก คือการเข้าใจตัวธรรมะจริงๆ ที่กำลังมีในขณะนั้น จนกว่าความเข้าใจเนี่ยมันคงจากการฟังเข้าใจทำให้สามารถที่จะมีการรู้ตรงลักษณะ ของสภาพธรรมะเช่นแขนแค่พูดเรื่องแขนมีใครรู้ตรงลักษณะที่แข็งบ้าง ไม่มีเพราะว่าไม่ใช่สติสัมปชัญญะกำลังเป็นสติขั้นฟังเข้าใจแต่เมื่อมีการฟังเข้าใจนะคะ เกิดรู้ตรงแข็ง ไม่ใช่เราเลยนะคะ ทรงแสดงว่าเพราะสติอีกขั้นนึงคือสติที่สามารถระลึกได้รู้ตรงแข็งเราใช้คำว่าระลึกได้เหมือนยาวแต่ความจริงสติเกิดแล้วสั้นมาก และก็รู้ตรงนั้นเลยแต่ถ้าจะอธิบายก็คือว่าเพราะระลึกได้ว่าขณะนั้นเป็นธรรมะ เป็นปัจจัยให้สตินั้นเกิดรู้ตรงแข็งไม่ใช่มีใครไปเตือนหรือใครไปบอกว่ารู้นะรู้ตรงแข็งก็ไม่ใช่แต่เพราะเหตุว่าจากการฟังที่มีความเข้าใจมั่นคงขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นสติจึงเกิดรู้ตรงแข็งได้ ด้วยความเข้าใจว่าขณะนั้นนะคะ เป็นธรรมะเพราะเหตุว่าถ้าไม่รู้ว่าเป็นธรรมะจะรู้ตรงแข็งไหม ก็เหมือนทุกวันใช่ไหมคะที่ผ่านไปกระทบแขนก็ผ่านไปไม่รู้อะไรเลยแต่ขณะใดก็ตามซึ่งเหมือนเดิมแต่เกิดรู้ตรงแข็ง คณะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเริ่มรู้จักลักษณะธรรมะที่แข็งไม่ใช่เพียงได้ยิน และรู้ว่าแข็งเป็นธรรมะด้วยเหตุนี้สติสัมปชัญญะได้นะคะ จะแปลใช้ศัพท์อย่างไรก็ตามแต่ต้องหมายความว่าเป็นขั้นของสติที่ไม่ใช่เพียงรู้ในขณะที่กำลังฟัง ระลึกได้ที่จะให้เข้าใจในสภาพที่กำลังฟังนะคะ แต่มีลักษณะจริงๆ ด้วยเหตุนี้สติสัมปชัญญะหรือสติปัฎฐานที่ใช้คำว่าปัดฐานะหมายความว่าสิ่งนั้นเป็นที่ตั้งของสติที่ระลึกรู้ในความเป็นจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นในขณะที่สติสัมปชัญญะขณะนั้นเกิดเป็นปกติ เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ให้สติเกิดด้วยว่าไม่ให้สติเกิดขณะที่กำลังฟังอย่างนี้ค่ะถ้ากำลังรู้ตรงลักษณะหนึ่งลักษณะใดขณะนั้นนะคะ มีความเข้าใจกิดขึ้นว่าต่างกับขณะทีไม่ได้รู้ตรงลักษณะ ด้วยเหตุนี้ปัญญาจึงสามารถที่จะรู้ได้นะคะ ว่าขณะนั้นเป็นสติที่กำลังรู้ที่ลักษณะ ที่มีจริงๆ จึงใช้คำว่าปัดฐานะที่สร้างของสติเพราะว่าเป็นสภาพที่มีจริงที่จะให้ปัญญารู้ความจริงในสิ่งนั้นได้จึงเป็นสติปัดทาง และก็สติสัมปชัญญะเพราะมีปัญญาที่รู้ด้วยว่าขณะนั้นไม่ใช่เหมือนเดิมที่หลงลืมสติ แม้ว่าจะพูดเรื่องธรรมะแต่ก็ไม่ได้รู้ตรงลักษณะของทำมาด้วยเหตุนี้การฟังธรรมะจึงไม่เพลิน และไม่ใช่พูดตามไม่ใช่แปลกคำโดยที่ว่าไม่รู้ว่าสภาพที่แท้จริงนั้นคืออะไร ถ้าเข้าใจอย่างนี้นะคะ ต้องถามคนอื่นไหมคะกำลังรับประทานอาหารเนี่ยมีสติสัมปชัญญะหรือเปล่าเนี่ยต้องถามคนอื่นหรือเปล่าแล้วคนอื่นจะตอบรับได้ยังไงว่ามีรึเปล่านอกจากตัวเองที่จะรู้เองว่าขณะนั้น และกำลังรู้ตรงลักษณะหรือเปล่าซึ่งถ้าไม่มีการฟังธรรมะ นะคะ จะได้มีการรู้ตรงลักษณะนั้นเลย เพราะว่าอะไรคะสภาพธรรมะเกิดแล้วดับแล้วเร็วมาก อยากจะให้ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องการมีสติกับการหลงลืมสติอีก๕เพราะว่า เมื่อกี้ก็ลืมไปแล้วหากเขาไม่อีกเทฮา อีกก็เหมือนเดิมใช่ไหมคะก่อนจะไม่ต่างจากเดิมแต่ว่ามีความเข้าใจที่มั่นคงค่ะฟังเมื่อไหร่ก็คือไม่ลืมว่าขณะนี้มีธรรมะที่กำลังปรากฏ รู้แน่ๆ เลยใครๆ ก็ต้องรู้ว่าขณะนี้มีธรรมะที่กำลังปรากฏนะคะ แต่เข้าใจถูกตามความเป็นจริงในความเป็นธรรมะนั้นหรือเปล่าแต่ล่ะอย่าง เพราะเหตุว่าเราคิดว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้นะคะ มีสาระได้ว่าเป็นความสำคัญมาก เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่เพียงมีปัจจัยเกิดระดับไหนสำคัญหรอค่ะ และสำคัญสักแค่ไหนแต่เพราะความไม่รู้ในขณะก็ยังยึดถือ และก็มีความต้องการสิ่งที่ปรากฏร่างไปคือตั้งแต่อยากเห็น นะค่ะไม่มีใครอยากตาบอด เห็นแล้วก็ยังชอบพอใจในสิ่งที่เห็น ชอบพอใจในสิ่งที่เห็นแล้วก็ยังแสวงหาจนกระทั่งได้มาได้มาแล้วก็ยังต้องเป็นทุกข์ในการที่จะรักษาสิ่งนั้นไม่ให้เสียหายไป ถ้าเป็นประโยชน์อะไรกับเพียงการที่จะได้เห็นสิ่งที่เพียงสามารถปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะนะคะ เพื่อละความติดข้อง และความไม่รู้แล้วก็เห็นโทษของความไม่รู้ว่าตราบใดที่ยังมีความไม่รู้อยู่ขณะนั้นจะเป็นกุศลได้ยังไง เพราะเหตุว่าเมื่อไม่รู้ใช่ไหมคะก็ยังติดข้องในสิ่งนั้น ก็ค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจเพื่อจะไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรมะที่สามารถเข้าใจถูกแล้วก็เห็นถูกได้จริงๆ ช้าหรือเร็วก็อีกเรื่องนึงนะคะ แต่ถ้ามีความเข้าใจถูกความเห็นถูกแนะจะไปเข้าใจถูกเห็นถูกในธรรมะที่ไม่ปรากฎได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังมีนี่แหละ เท่านั้นที่ปัญญาสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ อยากจะกราบเรียนท่านอาจารย์หากว่า การเดินทางไปในสังสารวัฎที่จะต้องเจอสิ่งต่างๆ ที่เรามีเหตุปัจจัยที่จะต้อง ถึงจะไม่อยากได้ยังไงก็ต้องอยากได้ การฟังธรรมเนื้อหาเพื่อเป็นเสบียงนะฮะไปในสังสารวัฎนะฮะสิ่งสำคัญที่สุดนะฮะคืออะไรอ่ะ เกิดมาแล้วมีใครไม่อยากได้สิ่งที่ดีๆ บ้างคะก็คงไม่มีใคร และสิ่งที่ดีๆ ที่ทุกคนหวังจะได้เนี่ยได้กันทุกคนหรือเปล่าไม่ได้ฮะทำไมบางคนได้บางคนไม่ได้ทั้งๆ แต่ทุกคนก็อยากจะได้ แค่ทุกคนก็อยากจะได้สิ่งที่ดีๆ นะคะ อยากได้แต่ไม่ทราบว่าจะทำยังไงถึงจะได้ ได้แล้วรึเปล่าใครขนาดนี้ ได้หากแต่ก็ยังไม่ค่อยพอใจหากมันรู้สึกว่ายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ค่ะอยากจะให้ดีแค่ไหน เท่าที่เห็นคนอื่นของตัวเองไม่ค่อยดีของคนอื่นตี้อ่ะ และก็ยังมีคนอื่นคนอื่นที่ดีกว่าคนอื่นคนอื่นที่อยากจะได้อีกรึเปล่าคะ ค่ะก็เลยขอท่านอาจารย์เสบียงจริงๆ นะคะ เป็นยังไงคะเพราะเลยลืมว่ามีสิ่งที่กำลังได้แล้ว จึงคิดอยากจะได้สิ่งที่ยังไม่ได้ใช่ไหมคะแต่ทุกคณะนี้ค่ะที่เกิดขึ้นเนี่ยเป็นสิ่งที่ได้แล้วแน่นอนเพราะมีจริงๆ แล้วก็เกิดแล้วด้วย เพราะฉะนั้นบางคนนะคะ พอทำกุศลก็อธิษฐานขอให้เป็นอย่างนั้นขอใหเกิดบนสวรรค์ขอให้เป็นเศรษฐีเป็นกษัตริย์มหาศาลพราหมณ์คหบดีมหาศาล ได้กำลังได้อยู่หรือเปล่า จะเกิดเห็นเกินได้ยินเกินได้กลิ่นกลิ่นลิ้นรสเกินรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสได้ไหมไม่ว่าจะหวังอะไรก็ตามที่ว่าดีค่ะก็เพียงแค่เห็นแค่ได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสความจริงน่าจะคิดว่าชาติก่อนๆ แนะเคยอธิษฐานยังไม่รึเปล่า และชาติเนี่ยได้แล้วคือได้เห็น แน่ๆ นะคะ แล้วก็ได้ยินด้วยได้กลิ่นด้วยยังไม่พอใจ ยังมีความอยากจะได้สิ่งอื่นเพื่อที่เพียงเห็นเหมือนเดิมค่ะแค่เห็นเท่านั้นเองจะปรารถนาอะไรสักเท่าไรก็ไม่เกินกว่านี้ค่ะแล้วก็จริงๆ แล้วก็ลืมได้แล้วด้วย หรือใครยังไม่ได้ค่ะผลของกุศลที่ได้กระทำแล้ว ทำให้มีการเห็นมีการได้ยินได้ฟังสิ่งที่สามารถจะทำให้เข้าใจธรรมะได้ควรจะได้สิ่งนี้หรือว่าเพียงให้เห็นให้ได้ยินเท่านั้นในสิ่งที่พอใจโดยที่ไม่เข้าใจสภาพธรรมะตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเนี่ยควรหวังอะไรคะ หวังเพียงแค่ได้ยินเรียกว่าวังได้ยินแล้วก็เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่ได้ยิน ก็แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วเนี่ยค่ะปกติเนี่ยที่ว่าหวังได้เนี่ยหวังได้กิเลส หรือหวังได้การละกิเลส ก็ไม่รู้ตัวเลยนะคะ และก็ไม่รู้ด้วยว่าได้แล้วค่ะตามที่เคยหวังว่าจะได้แต่ว่าจะได้มากได้น้อยแค่ไหนนะคะ ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว นี่เกิดเป็นมนุษย์นะคะ เป็นผลของกุศลกรรม ในเรื่อง อนุมัติ๔คือทุกข์สมุทัยนิโรธบ้าง ให้บอกว่าทุกเว ควรทำให้รู้ สมุทัยหรือปัญหาในคนให้ละ นิโรธคนให้แจ้ง มากกว่าทำให้เจริญ และขอให้อาจารย์ได้อธิบาย ทุกทีเป็นความจริงนะคะ ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้คือการเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมะในขณะนี้ ทุกอื่นก็ยังพอจะแก้ไขได้ใช่ไหมคะไม่ว่าจะเป็นทุกข์กายป่วยไข้ไปหาหมอรับประทานยาก็เพราะแก้ไขได้อื่นๆ ทั้งหมดเนี่ยค่ะก็ยังมีทางที่จะเปลี่ยนจากทุกข์ เป็นสุขเป็นความรู้สึกเฉยๆ ที่ไม่ทุกข์อีกต่อไปแต่สำหรับทุกที่เป็นอริยสัจจะคือความจริงที่พระอริยะทั้งหลายคือพวกที่มีปัญญาทั้งหลายที่ได้อบรมแล้วเนี่ยสามารถที่จะเห็นได้ก็คือสภาพธรรมะขนาดนี้เกิดแล้วดับไปอย่างรวดเร็วมากนะคะ แล้วจะต้องการอะไรกับสภาพธรรมะที่เกิดระดับเกิดระดับด้วยเหตุนี้ถ้ามีความรู้อย่างนี้นะคะ จึงสามารถที่จะละความต้องการหรือความติดข้องที่ต้องการที่จะให้มีสภาพนั้นเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ตลอดเวลาด้วยเหตุนี้แม้ขณะนี้ค่ะเป็นทุกข์แต่ยังไม่ได้รู้คือไม่ได้ประจักษ์แจ้ง ซึ่งต้องเป็นปัญญาไม่ใช่เอาวิชาที่จะประจักษ์แจ้งได้ด้วยเหตุนี้นะคะ สัจจะญาณปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงขณะนี้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้งแต่ต้องมีความมั่นคงว่าขณะนี้ค่ะเป็นธรรมะเท่านั้น ซึ่งเกิด จึงเป็นธรรมะนั้นๆ แล้วก็ดับไปไม่มีใครสามารถที่จะไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมะที่เกิดระดับใดถ้ามีความมั่นคงอย่างนี้นะคะ เป็นปัจจัยให้มีการระลึกรู้ สิ่งที่กำลังเป็นลักษณะนั้นที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ซึ่งเป็นกิจจะญาณ คิดจะย่านนี้ไม่ใช่เราไปนั่งทำอะไรนะคะ แต่จากการเข้าใจนะคะ ก็จะทำให้รู้ว่าสติสัมปชัญญะเป็นอนัตตาไม่ใช่สิ่งที่ใครสามารถจะบอกให้เกิดได้เตือนให้เกิดได้ทำให้เกิดได้แต่เพราะมีความเข้าใจที่มั่นคงที่เป็นสัจจะญาณวัจน์ปัญญารู้อะไร ปัญญารู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็อบรมเจริญความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏคลายความไม่รู้คลายความสงสัยคลายความติดข้องไม่เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงนี่คือกิจจะญาณ และเมื่อได้ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมะขณะนั้นก็เป็น การแทงตลอดลักษณะที่แท้จริงที่กำลังเกิดดับก็เป็นกติยาล ในสัจจะที่หนึ่งมีทั้งสัจจะญาณกิจจะญาณกต้านพอถึงสัจจะที่สองที่๓ที่๔ก็โดยระยะเดียวกัน เพราะขณะนี้มีรึเปล่าคะ อืออะไรทุกอย่างเป็นทุกข์โหมด สักอย่างอยากมาฟังก็เป็นทุกข์ ค่ะ ยังไม่ใช่ตัวทุกข์นะคะ เป็นเรื่องราวของทุกเรื่องอ่ะค่ะแต่ขณะนี้มีสภาพธรรมะที่เกิดดับหรือเปล่าเพราะว่าทุกทีเป็นระยะสัตว์จะต้องเป็นสภาพธรรมะที่เกิดดับจึงเป็นทุกข์เพราะเหตุว่าไม่น่ายินดีไม่น่าติดข้องในสิ่งที่เกิด และคณะไปเกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ขณะนี้มีธรรมะที่เกิดดับหรือเปล่า ไม่สามารถทีค่เพื่อใช้เป็นสิ่งที่ควรรู้ค่ะ รวมถึงฟังจนกว่าจะเข้าใจ เป็นสัตว์เรียไม่เข้าใจมั่นคง หมายความว่าเป็นสิ่งที่เขารู้ปัญญาควรรู้สิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มี แล้วก็หลายคนล่ะให้รู้แล้วล่ะไหมคะ รู้ว่าไม่ใช่อะไรเลยสักอย่างเดียวนอกจากธรรมะแต่ละลักษณะ เกิดจึงปรากฏปรากฏแล้วก็หมดไปถ้าเป็นเครื่องมือให้ทุกเราก็คนละ กิเลสมีจริงเป็นของใคร เกิดดับหรือเปล่า เกิดดับถ้ายังเป็นกิเลสของเราจะไม่ประจักษ์ว่ากิเลสนั้นเกิดจากค่ะเป็นเราทุกข์ และกิเลสของเราแต่เมื่อไหร่ที่รู้ว่าลักษณะของกิเลสเป็นธรรมะซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ กิเลสเป็นราวเรียกว่าเป็นของเราหรือเปล่าไม่ใช่ของเราค่ะถ้ารู้อย่างนี้จะละความติดข้องในธรรมะที่เกิดหรือเปล่าคนละค่ะก็เป็นอริยสัจจะที่สองสัปดาห์ที่๓ก็คือเดโล่โทรหรือการดับทุกข์แค่เค คือการดับให้มันหมดสิ้นไปอะไรดับกิเลสดับเว้ยอะไรดับกิเลส นี่ถ้าเกิดที่ไหนก็ดับไปนัดระดับด้วยปัญญาไปนะคะ ผมถ้าพูดถึงสภาพธรรมะที่เกิดดับก็คือทุกค่ายอริยสัจจะที่หนึ่งไม่ใช่ที่๓ครับนี่กำลังพูดถึงสัจจะที่๓เลยค่ะหมายความถึงสภาพธรรมะที่เกิดดับรึเปล่าสัจจะที่๓เพราะว่าถ้ากล่าวถึงการเกิดดับต้องเป็นสัจจะที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เข้าใจในอริยสัจทั้ง๔นะคะ ก็จะไม่เข้าใจว่า สัจจะญาณกิจญาณกตญาณนั้นคืออย่างไรเพราะประการที่หนึ่งคือสัตยานต้องในอริยสัจทั้ง๔ ถึงความต่างกันของอริยสัจจากที่หนึ่งที่สองที่๓ที่๔ เพราะว่าไม่ใช่มีแต่เพียงถูกค่ะเรียสัจจะเท่านั้น เพราะฉะนั้นโดยมากนะคะ ได้ยินได้ฟังธรรมะนิดหน่อยแล้วคิดเองเยอะ แต่ถ้าเราไม่คิดเองนะคะ เราก็ศึกษาให้เข้าใจเพิ่มขึ้นชัดเจนขึ้น อันนี้คิดเองครับคิดเองคงจะไม่ตรงไม่ถูกแน่นะคะ เพราะไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ นึกว่าทำได้ควรเคารพหรือควรจะมีอะไรเป็นที่เคารพก็ไม่ปรากฏว่าจะมีอะไรอื่นใดเลยนอกจากธรรมมะแต่ก็ต้องทราบนะคะ ธรรมะที่จะเป็นที่เคารพที่สักการะเนี่ยนะคะ ก็คือธรรมรัตนะ หาเหตุว่าพระรัตนตรัยนะคะ มี๓พุทธะรัตนะธรรมรัตนะสังฆรัตนะพุทธรัตนะก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าธรรมะรัตนบัหมายความถึงธรรมฝ่ายกุศลที่สามารถจะทำให้รู้แจ้งอริยสัจธรรม และดับกิเลสได้ เป็นหน่อวาโลกุตระธรรม๙คือนิพพานหนึ่งถ้าไม่มีสภาพธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ที่เป็นนิพพานก็ไม่มีปัญญาที่เมื่อรู้แจ้งแล้วสามารถที่จะดับกิเลสได้ด้วยเหตุนี้นะคะ โลกุตระธรรม๙คือๆ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620