ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ผู้ฟัง ก็มีคำถามต่อไปถามว่า อะไรช่วยให้มีความอาจหาญร่าเริง มั่นคงไม่หวั่นไหวในการเจริญกุศล

    อ.ธิดารัตน์ การที่จะมั่นคงในธรรมได้ ก็ต้องเริ่มต้นจากเป็นผู้ที่มีการฟังธรรม มีการสะสมมาที่จะใส่ใจสนใจที่จะฟังธรรมเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง จนกระทั่งสามารถที่จะพิจารณาได้ ในขณะที่ไม่มีการฟังก็มีการพิจารณาไตร่ตรอง ทำให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น มีการใส่ใจสนใจที่จะพิจารณาลักษณะของธรรมที่เกิดขึ้นกับตนว่า มีลักษณะปรากฏเป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมจนมั่นคง ก็จะเป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิด เมื่อสติปัฏฐานเกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็จะเข้าใจว่าไม่ได้มีสัตว์บุคคลตัวตนเลย มีแต่เพียงสภาพธรรม ขณะนั้นก็เป็นปัญญาที่ยืนยันว่าสิ่งที่ศึกษามาเป็นสิ่งที่มีจริง ปัญญาของเราได้เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ความมั่นคงก็จะเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก็จะทำให้สามารถที่จะเป็นผู้ที่อาจหาญร่าเริง เมื่อได้เข้าใจสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ชีวิตนี่มีภัยไหม จะพ้นภัยได้อย่างไร ก็มีผู้ตอบว่าฟังพระธรรม จริงๆ แล้วถ้าไม่มีที่พึ่งจะพ้นภัยได้ไหม ไม่ได้เลย และอะไรเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ก็ต้องทราบว่าเราจะพึ่งความชั่วความไม่ดีความไม่รู้ได้ไหม เพราะว่าแต่ละชีวิตที่เราเห็นก็มีทั้งสุขทั้งทุกข์มีภัยพิบัติต่างๆ แล้วแต่ว่าถึงกาลซึ่งภัยพิบัตินั้นจะเกิดขึ้นกับใครเมื่อไหร่ แม้แต่กับแต่ละบุคคล ใครจะรู้บ้างว่าขณะต่อไปแต่ละชีวิตในที่นี้จะประสบอะไร จะสุขหรือจะทุกข์อย่างไร แล้วจะมีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะเหตุว่าใครช่วยได้ เมื่อถึงเวลาที่กรรมที่จะให้ผลเกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถจะพ้นจากกรรมที่ได้ทำแล้วที่จะให้ผลนั้นๆ เกิดขึ้น ผลของกรรมก็คือขณะเห็นสิ่งที่ดีเป็นผลของกุศลกรรม ขณะที่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เป็นผลของอกุศลกรรม เลือกได้ไหม ไม่ได้ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่ทุกข์มาก ก็คือทางกาย ทุกขเวทนาสาหัส แม้แต่พระสาวกก่อนที่จะปรินิพพาน ถึงแม้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็มีอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้ว ทำให้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นปางตาย ทนไม่ได้เดือดร้อนเจ็บปวด แต่ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความเดือดร้อนใจ เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่รู้ว่าสภาพธรรมนั้นๆ มีปัจจัยก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ ก็มีทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ แต่ผู้ที่ไม่มีกิเลสเลยเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีทุกข์ใจใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีทุกข์กาย เพราะฉะนั้นมีทั้งสองอย่างตลอดไปจนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นที่พึ่งได้ไหม ในการที่จะทำให้สามารถที่จะพ้นจากทุกข์ใจ และก็จะมีก็แต่เพียงทุกข์กายซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่เรามองถึงเหตุและผล เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าเหตุกับผลต้องตรงกัน ถ้าเหตุที่ไม่ดีแล้วจะให้ผลที่ดีเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครประสบกับสิ่งที่ไม่ดีในวันหนึ่งวันหนึ่ง คนอื่นทำให้หรือเปล่า หรือว่าเราทำเอง เป็นกรรมที่ได้กระทำแล้ว และจะโกรธคนอื่นไหม เวลาที่เราคิดว่าคนนั้นทำร้ายเรา เราโกรธคนที่ทำร้าย แต่ถ้าไม่มีคนทำร้าย แต่เป็นภัยพิบัติธรรมชาติ จะไปโกรธน้ำโกรธไฟโกรธลมอะไรได้ไหม เพราะว่าความจริงแล้วก็คือว่าเพราะได้กระทำกรรมนั้น ด้วยเหตุนี้เราไม่ทราบเลยว่าในอดีตยาวนานมาแสนโกฏิกัป เราได้กระทำกรรมอะไรไว้แล้วบ้าง ถ้าตราบใดที่ยังไม่ถึงปรินิพพาน คือการดับกิเลสและก็ไม่มีการเกิดอีก กรรมนั้นๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะให้ผล แต่ว่าที่พึ่งจริงๆ ต้องเป็นการที่มีปัญญา สามารถที่จะอบรมเจริญกุศลเพิ่มขึ้น จนกว่าจะไม่มีภพชาติที่จะทำให้ต้องได้รับภัยพิบัติต่างๆ

    ผู้ฟัง มีคนถามว่ากายกับจิตแยกจากกันได้จริงหรือไม่

    ท่านอาจารย์ กายไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ต้นไม้แยกจากจิตหรือเปล่า คือต้องเข้าใจความจริงว่าสภาพธรรมมี ๒ อย่างที่ต่างกัน สภาพธรรมอย่างหนึ่งมีจริงแต่ว่าไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่ใช่สภาพรู้ แต่สำหรับสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เป็นธาตุที่มีจริง เมื่อเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ในขณะนี้ ทุกคนตอบได้หมดใช่ไหมว่า ขณะนี้มีอะไรปรากฏ เพราะมีธาตุที่สามารถรู้ ถ้าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็มีธาตุที่กำลังเห็น ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีรูปร่าง แต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ขณะนี้ได้ยินเสียง แต่ก่อนไม่เคยรู้เลยว่า ความจริงในขณะนั้นคืออะไร ก็มีความไม่รู้และเข้าใจว่า เป็นเราที่ได้ยิน แต่ว่าตามความเป็นจริงถ้าไม่มีธาตุซึ่งเกิดขึ้นได้ยินเสียง เสียงก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นเสียงไม่ใช่สภาพรู้ ส่วนสภาพที่กำลังได้ยินเสียงเป็นสภาพรู้ เป็นสภาพธรรมอย่างเดียวกันหรือเปล่า จะให้เสียงเป็นธาตุรู้และก็จะให้ธาตุรู้เป็นเสียงได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนามธรรมก็เป็นนามธรรม และรูปธรรมก็เป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง คือที่เรียนถามเพราะว่าครั้งหนึ่งเคยลองนั่งสมาธิดู แล้วก็ปวดตัวมากปวดขาปวดเอวปวดทุกอย่างเลย แล้วก็เพ่งดูตัวเองว่าเมื่อสักครู่นี้ปวด ตอนนี้หายปวดแล้ว ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เลยสงสัยว่าแยกจากกันได้จริงหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ กล่าวว่าปวดใช่ไหม แล้วก็กาย เป็นอย่างเดียวกันหรือว่าต่างกัน

    ผู้ฟัง ตอนที่นั่ง ก็เริ่มรู้สึกว่าปวด แล้วก็สักพักหนึ่งจะไม่รู้สึกตัวเองว่าปวด ก็เลยสงสัยว่าเมื่อสักครู่นี้ปวดมาก แล้วตอนนี้ไม่มีปวดแล้ว

    ท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นเรื่องยาว แต่ถ้าจะเข้าใจสภาพธรรมต้องเข้าใจทีละอย่าง ถ้าพูดถึงปวดก็ต้องเข้าใจเรื่องปวดว่าปวดคืออะไร เพราะฉะนั้นขณะนั้นพอที่จะทราบไหมว่าปวดเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ยังไม่เข้าใจ ยังคิดว่าคือเป็นลักษณะที่มีความรู้สึกแค่นั้นเอง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ปวดไหม

    ผู้ฟัง ขณะนี้ยืนไม่ปวด

    ท่านอาจารย์ เมื่อยไหม

    ผู้ฟัง ถ้ายืนนานๆ คงเมื่อย

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เมื่อยไหม

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ไม่เมื่อย

    ท่านอาจารย์ เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เจ็บ

    ท่านอาจารย์ ร้อนไหม

    ผู้ฟัง ไม่ร้อน

    ท่านอาจารย์ ไม่อะไรสักอย่างเดียว แปลว่ารูปนี้ไม่เดือดร้อนใช่ไหม เพราะเหตุว่าสภาพที่เป็นความรู้สึกยังไม่ใช่ทุกขเวทนา พอที่จะรู้ได้ แต่ว่าลองคิดดูขณะนี้มีรูปแต่ยังไม่ปวดยังไม่เมื่อย เพราะฉะนั้นปวดเมื่อยเป็นรูปหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ร่างกายเป็นรูปใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีกายมีรูปและก็ไม่ปวดไม่เมื่อย เพราะฉะนั้นปวดและเมื่อยเป็นรูปหรือเป็นร่างกายหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ความรู้สึก

    ท่านอาจารย์ ความรู้สึกเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง นามธรรม มีความรู้สึกว่าเมื่อสักครู่นี้ปวด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปวดไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่รูป รูปปวดไม่ได้เลย แต่ความรู้สึกอาศัยการกระทบกันที่กระทบรูปที่มีกายปสาท ทำให้รู้สิ่งที่กระทบนั้น ซึ่งจะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใด คือเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

    ผู้ฟัง จากการฟังซีดีของท่านอาจารย์ ยังไม่เข้าใจเรื่องเนกขัมมบารมีกับอธิษฐานบารมี

    ท่านอาจารย์ เนกขัมมะคือการที่สละหรือออกจากความติดข้อง เวลาที่ให้ทาน สละอะไร ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นวัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น ขณะนั้นสละวัตถุ ยังไม่ได้สละการติดข้องในภพในชาติ ในความเป็นเราในสังสารวัฏ สละได้เพียงแค่วัตถุให้ไป แต่ยังมีความติดข้องในความเป็นเรา ขณะที่ใครก็ตามให้สิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น คิดที่จะสละละความติดข้องในชีวิตหรือเปล่า ในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในภพในชาติหรือว่าเพียงแต่สละวัตถุเท่านั้น

    ผู้ฟัง เพียงแต่สละวัตถุ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะที่เป็นทานบารมีก็ส่วนหนึ่ง แต่ขณะที่รู้ว่าแม้แต่การให้ทานก็เป็นเพียงส่วนน้อยหรือส่วนย่อย เป็นไปในเรื่องของวัตถุ แต่ว่าที่หวงแหนยิ่งกว่านั้นก็คือชีวิต ภพชาติ เพราะฉะนั้นถ้ายังมีความติดข้องอยู่ ก็สามารถที่จะเป็นทานบารมี ศีลบารมี แต่ขณะใดก็ตามที่มีการคิดที่จะสละความติดข้องในภพในชาติในอกุศลทั้งปวง ขณะนั้นก็เป็นเนกขัมมบารี แล้วแต่ว่าจะสละอย่างไร บางคนก็สะสมอุปนิสัยใหญ่ที่จะสละชีวิตของคฤหัสถ์ เพราะเห็นว่าเป็นโทษ ตื่นเช้ามาก็อกุศลทั้งนั้น แต่ว่าชีวิตของบรรพชิตถ้าตามความเป็นจริง เป็นผู้ที่สามารถที่จะเจริญกุศลได้มากกว่าเพศคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นสะสมอุปนิสัยที่จะสละความติดข้องระดับไหน แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญา แม้แต่เพียงการที่จะอบรมเจริญปัญญา เพราะมีความเข้าใจที่จะทำให้สามารถที่จะละความติดข้องได้ตามลำดับ ก็อบรมตามการสะสม เพราะฉะนั้นบารมีจึงมี ๑๐ บางคนก็มีวัตถุสิ่งของมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะสละให้ได้ บางคนแม้มีน้อยก็ให้ได้ นี่คือความต่างกันของอัธยาศัยที่สะสม ทานการให้ และก็ศีลก็คือการที่จะมีกายวาจาเป็นไปในทางที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น เป็นต้น เนกขัมมะก็คือการที่สละความติดข้อง อย่างขณะที่กำลังฟังธรรม สละความติดข้องหรือเปล่า หรือยังไม่สละเลย

    ผู้ฟัง สละ

    ท่านอาจารย์ พอสมควรตามกำลัง จนกว่าจะสามารถสละได้มากกว่านี้ ซึ่งก็จะต้องมีปัญญา มีวิริยะ มีขันติ มีสัจจะ มีอธิษฐาน มีคุณธรรมอื่น ทั้งเมตตาอุเบกขา ที่จะทำให้สามารถที่จะถึงการละความเป็นตัวตนและความติดข้องได้ เพราะว่าการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนหนาแน่นมาก สละอะไรก็ให้ได้ แต่ชีวิตหรือว่าตัวเองหรือความเป็นเรา ที่จะสละว่าไม่ใช่เรานี่ยาก เพราะว่าเคยยึดถือว่าเป็นเรามานาน

    ผู้ฟัง ขอท่านอาจารย์ช่วยเพิ่มเติมอธิษฐานบารมี

    ท่านอาจารย์ อธิษฐานไม่ใช่หมายความว่าขอ เคยอธิษฐานไหม แบบไหน แบบขอ ง่ายใช่ไหม ไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงยกมืออธิษฐานก็เหมือนจะได้ ซึ่งเป็นไปได้ไหม แต่ว่าตามความเป็นจริง อธิษฐานไม่ได้หมายความว่าขอ อธิษฐานหมายความถึงความตั้งมั่น เพราะฉะนั้นขณะนี้เมื่อได้ฟังธรรม มีศรัทธาในพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแค่ไหน เพียงฟังรู้ได้เลย ส่วนน้อยที่กำลังกล่าวถึง ส่วนใหญ่คือพระไตรปิฎกและอรรถกถา เปรียบเสมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ไม่ว่าจะพูดเรื่องใดๆ ก็ตาม ความลึกซึ้งความละเอียดของเรื่องนั้นมีมาก แต่ว่าถ้าเราพูดง่ายๆ สั้นๆ ก็เหมือนเพียงนิดเดียว แต่ว่าความจริงความละเอียดของแต่ละพยัญชนะอรรถจะเห็นได้ว่ามีความต่างกัน เช่น คำว่ากุศล หรือคำว่าบุญกิริยาวัตถุเหล่านี้ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ถ้ามีความเข้าใจละเอียดขึ้น ก็จะเห็นความต่าง

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่ามหาสมุทร และผู้ที่เริ่มที่จะฟัง ท่านอุปมาว่า เปรียบเสมือนจงอยปากยุงที่จุ่มลงในมหาสมุทร ปากยุงเล็กแค่ไหน ยุงก็ตัวเล็กอยู่แล้ว แต่นี่จงอยปากยุงที่จุ่มลงในมหาสมุทร จริงไหม ขณะนี้จะมากล่าวว่าสภาพธรรมไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ใครสามารถที่จะรู้ได้จริงๆ เพราะว่าเคยยึดถือมาว่ามีคน เห็นอะไร เห็นคน มีเราในกระจกหรือเปล่า ถ้าส่องกระจก เราในกระจกมีไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี ฉันใด ขณะนี้เหมือนกระจกซึ่งเหมือนมีคนอยู่ในกระจก สีสันวัณณะที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ จะเป็นอื่นใดจากสิ่งที่เพียงสามารถกระทบจักขุปสาท แล้วจิตเห็นเกิดขึ้น ต้องมีจิตเห็นเกิดขึ้น สิ่งนี้คือสีสันวัณณะที่ขณะนี้กำลังปรากฏจึงปรากฏได้ แล้วคนจะอยู่ที่ไหน แต่เหมือนเห็นคนอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับส่องกระจกก็มีเราในกระจก เวลาส่องกระจกเราอยู่ที่ไหน ในหรือนอกกระจก เวลาส่องกระจก มีเราในกระจกใช่ไหม ซึ่งความจริงไม่มี เหมือนกันเลยกับเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นในโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือขณะนี้ ขณะไหนๆ ก็ตาม เมื่อปัญญายังไม่เกิดก็ไม่ได้เห็นตามความเป็นจริง ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ว่า สิ่งนี้สมควรที่จะเข้าใจถูกตรงยิ่งขึ้นจนประจักษ์แจ้งหรือไม่ ถ้ามีความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ใช่มีความเข้าใจผิด หรือไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏไปเรื่อยๆ ขณะที่มีความมั่นคงเป็นอธิษฐานบารมี ซึ่งจริงๆ แล้วนอกจากอธิษฐานบารมี ก็ยังมีสัจจบารมีด้วย

    สัจจะคือความจริง ผู้ที่กำลังฟังธรรม ความจริงอยู่ตรงไหน อยู่ตรงที่ว่าพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกต้องหรือไม่ เมื่อสิ่งนี้เป็นความจริงก็จริงต่อการที่จะเข้าใจสิ่งนั้นให้ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อลาภเพื่อยศเพื่อสรรเสริญหรือเพื่อตัวเอง ที่จะเป็นผู้มีความรู้มากเป็นที่ชื่นชม หรือว่าเป็นผู้ที่ใครๆ ยกย่องสรรเสริญ ไม่ใช่เพื่อเหตุใดๆ ทั้งสิ้น แต่สัจจะคือตรงต่อการที่จะได้เข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่า ฟังแล้วก็อาจจะไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามที่เข้าใจ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วถ้ามีความเข้าใจถูกว่าขณะนี้เป็นอนัตตา ปัญญาสามารถที่จะรู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่าสิ่งนี้เกิดแล้วดับสืบต่อจนกระทั่งปรากฏให้รู้ความจริงว่า เปลี่ยนลักษณะจากสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เป็นสิ่งอื่นไม่ได้ ถ้ามีความเข้าใจจริงต่อสิ่งที่กำลังปรากฏจะไปทำอย่างอื่นไหม

    ผู้ฟัง ไม่ทำ

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าขณะใดก็ตามสิ่งที่ปรากฏทางตาบ่อยมากในวันหนึ่งวันหนึ่ง ทุกวันไม่ได้หายไปเลย ก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่เรื่อยๆ และก็มีความเข้าใจถูกว่าปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ มีสัจจะความจริงใจที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะเกิดแล้วจึงปรากฏไม่ใช่มีใครบันดาล ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ก็จะไม่ไปแสวงหาธรรมที่อื่น หรือไม่ไปคิดว่าจะต้องสงบเสียก่อน แล้วก็จะรู้ความจริงของสภาพธรรม คือไม่มีการที่จะถูกโลภะความต้องการชักชวนให้คลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่กำลังเผชิญหน้า ซึ่งเริ่มแรกแม้กำลังเผชิญหน้าอยู่ก็ไม่รู้ ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน แสดงว่ายังไม่เข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตา เพราะเหตุว่าได้ยินคำว่าอนัตตา แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็คืออัตตา

    เพราะฉะนั้นจากการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นความเห็นว่ามีตัวตนเป็นอัตตานุทิฏฐิ และผู้นั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า นี่เป็นความเห็นที่ไม่ตรงกับธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้สัจจะจริงใจต่อการที่จะฟังให้เข้าใจขึ้นก็เพิ่มขึ้นมั่นคงขึ้น จึงสามารถที่จะไม่หนีจากสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไปทำอย่างอื่นซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้น และก็หวังว่าเมื่อทำอย่างนั้นแล้วจะรู้ความจริง แต่ถ้าขณะนี้ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ ไม่มีวันที่จะรู้ความจริงใดๆ เลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง ขอท่านอาจารย์ช่วยเพิ่มเติมอุเบกขาบารมี

    ท่านอาจารย์ อุเบกขาคือไม่หวั่นไหวมั่นคง เดือดร้อนไหมกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ไม่มีใครบันดาล แต่มีเหตุที่เป็นเหตุแล้วที่ได้กระทำแล้วในอดีต ขณะนี้ก็ทุกคนรู้สึกว่าจะไม่รู้ตัว วันไหนอะไรจะเกิดขึ้น ภัยพิบัติใดๆ จะเกิดขึ้น เกิดจากใคร บางคนก็โทษคนโน้นคนนี้ เหตุการณ์ต่างๆ ลองเกิดในนรก จะโทษใคร ยิ่งกว่านี้กี่ร้อยเท่า ไม่ว่าจะทรมานทั้งทางกายปวดเจ็บไฟก็ร้อน ทางจมูกก็มีกลิ่นที่เน่าเหม็น เป็นผลของอกุศลกรรมจะโทษใคร ใครทำให้ มีใครมาทำกลิ่นนั้นๆ ให้เกิดขึ้นหรือเปล่า หรือว่าได้กระทำกรรม เมื่อถึงเวลากาลที่กรรมใดจะให้ผล ไม่มีใครสามารถที่จะพ้นจากผลของกรรมได้เลย สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ก็เท่านั้นตามเหตุที่ได้กระทำ จะน้อยจะมากประการใดเปลี่ยนไม่ได้ บางวันก็อาจจะรู้สึกปวดหัวตัวร้อนนิดหน่อย บางวันก็อาจจะปวดท้องมาก เปลี่ยนได้ไหมให้เป็นอย่างอื่น ในเมื่อเหตุที่ได้กระทำมาก็สมควรแก่การที่เมื่อผลจะเกิดอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น นี่คือไม่หวั่นไหว

    ผู้ฟัง สำหรับบางคนที่เริ่มต้นฟัง แล้วบอกว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นตัวตนไม่มีสัตว์บุคคล ก็จะแย้งว่าก็ในเมื่อเราก็เห็นว่าเป็นแก้วเป็นดอกไม้เป็นคน แล้วจะให้เข้าใจว่าไม่เป็นคน ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่เริ่มต้นให้เข้าใจตรงนี้ให้ชัดๆ ได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ใครจะเป็นอย่างไร ใครจะทำอะไรได้ เราเองจากที่ไม่มีปัญญาทำให้มีปัญญาได้ไหม เขาเองก็ไม่มีปัญญา แล้วเราจะไปทำให้เขามีปัญญาได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ คือแต่เราต้องฝืนความรู้สึกตรงนั้นมากว่า ไม่ใช่ก็ผ่านไปก่อน แล้วก็ค่อยตั้งใจฟังต่อ แล้วถึงจะเข้าใจขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ ตามการสะสม เพราะฉะนั้นแต่ละคนเวลาที่สนทนากัน ก็แต่ละเรื่อง แต่ละเหตุการณ์ แต่ละความคิด คนนี้คิดอย่างนี้ อีกคนหนึ่งคิดอย่างอื่น ชั่วขณะแล้วก็หมดไป ให้ทราบความเป็นจริงว่าไม่มีเราตัวตนที่ยั่งยืนทั้งเราและเขาและใครๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงสภาพธรรม ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน เช่น เห็นเป็นคน เห็นเป็นดอกไม้ ฟังแล้วก็คิด เห็นจริงๆ เห็นอะไร คือการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นต้องจากการไตร่ตรองการพิจารณา แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังว่า เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏก่อน ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะเพียงเห็น เป็นไปได้ไหมถูกต้องไหม เพราะว่าจริงๆ แล้วสภาพธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วมาก ทำไมเราไม่เห็นการเกิดดับของอะไรเลย ทั้งๆ ที่ขณะนี้กำลังเกิดดับ ผู้ที่มีปัญญาประจักษ์แจ้งได้ แต่ผู้ที่ไม่มีปัญญาจะไปประจักษ์แจ้งอย่างผู้ที่มีปัญญาก็เป็นไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นผู้ที่ประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่เกิดดับ ก็กล่าวว่าสภาพธรรมเกิดดับ ผู้ที่ไม่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสภาพธรรม ก็ไม่เห็นการเกิดดับ แต่ว่าลองพิจารณาดูว่า ชั่วขณะที่เห็นจะรู้ไหมว่าเป็นอะไร ถ้าไม่มีการคิดนึกไม่มีการจำรูปร่างสัณฐาน ก็จะไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเห็นชั่วหนึ่งขณะแล้วก็ดับไป แล้วก็มีสภาพธรรมเกิดสืบต่อ เร็วจนกระทั่งไม่สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรมแต่ละอย่างได้ แต่ก็เริ่มฟังเริ่มพิจารณาว่า แม้ความจริงก็คือว่าเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็มีการคิดนึกการจำได้ ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่หมายความว่าไม่มีสิ่งที่ปรากฏ แล้วไปนึกว่าเป็นคนนั้นคนนี้ ไปจำว่าเป็นคนนั้นคนนี้ โดยไม่มีสิ่งใดปรากฏ แต่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏนี่แหละ แล้วก็หลังจากนั้นก็คิดและจำว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ซึ่งต้องแยกเป็นแต่ละขณะที่ละเอียดมาก จึงจะสามารถรู้ได้ถึงการเกิดดับของสภาพธรรมแต่ละอย่างเมื่อปัญญาเจริญขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีปัญญาเราจะไปรู้อะไร เป็นไปไม่ได้เลย เพราะยังมีความคิดว่ายังเป็นเราอยู่

    ผู้ฟัง ได้ยินอย่างท่านศีลกันพูดว่าได้ความสงบจากการนั่ง แล้วก็มีเพื่อนๆ หลายคนก็นิยมไปทำสงบอย่างนี้ โดยที่ไม่ค่อยได้สนใจการศึกษาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

    ท่านอาจารย์ การที่เราจะเข้าใจ เราต้องสนทนากัน ถ้ามีคนบอกว่าเขาสงบ แล้วเราจะรู้ไหมว่าสงบหรือไม่สงบ หรือเขาบอกหรือเขาคิดว่าเขาสงบ เพราะว่าสงบคืออะไร

    ผู้ฟัง สงบก็คือของดี จะปราศจากความยุ่งยากวุ่นวายในใจ ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนละเรื่อง เรื่องคิดเองกับเรื่องที่ศึกษาธรรมด้วยความละเอียดที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง ก็คงจะไม่ต้องไปกังวลถึงความคิดของคนอื่น เพราะเหตุว่าต้องเป็นความตรง ซึ่งคิดเองไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการศึกษาการพิจารณาโดยละเอียดแม้แต่ว่า ขณะไหนสงบ แล้วก็สงบขั้นไหนด้วย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    19 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ