ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ ที่ใดก็ตามที่มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ต้องมีสีมีกลิ่นมีรสมีโอชา โอชา คือรูปที่สามารถที่จะทำให้รูปอื่นเกิดขึ้นต่อไปได้ เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายด้วยการบริโภค เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา กลิ่นยังไม่ได้ปรากฏเลย ขณะใดที่กลิ่นปรากฏ กลิ่นอยู่ที่ไหน ต้องอยู่ที่ธาตุดินน้ำไฟลม แล้วแต่ว่าเป็นกลิ่นอะไร กลิ่นดอกกุหลาบกับกลิ่นดอกมะลิ ไม่เหมือนกันเลย ดอกกุหลาบก็ต้องมีส่วนที่แข็งเป็นกลีบมีเกสร แล้วแต่เราจะเรียกสิ่งที่ปรากฏว่าอะไรทางตา แต่ว่าในขณะนั้นที่ที่มีสีปรากฏที่นั่นต้องมีกลิ่นมีรสมีโอชาด้วย เคยมีใครรับประทานดอกกุหลาบบ้างไหม รับประทานได้ รับประทานได้จริงๆ สมัยนี้กำลังรับประทานดอกไม้ สมัยก่อนก็รับประทานใบไม้พวกผักต่างๆ แต่สมัยนี้แม้แต่ดอกเฟื่องฟ้าดอกอะไรก็เอาไปชุบแป้งทอดได้รับประทานได้ ก็กำลังเริ่มที่จะรู้รสของดอกไม้ ซึ่งแต่ก่อนนี้ก็ไม่ได้รู้รสของดอกไม้ แต่ให้ทราบว่าที่ใดก็ตามที่มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ที่นั่นต้องมีสีมีกลิ่นมีรสมีโอชา

    เพราะฉะนั้นถ้าขณะใดที่กลิ่นปรากฏ สีสันวรรณะไม่ได้ปรากฏ ไม่ได้ปรากฏร่วมกับรสในขณะนั้นเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงธรรมที่ปรากฏได้ ทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทาง คือปรากฏทางตาลักษณะหนึ่ง ปรากฏทางหูลักษณะหนึ่ง ปรากฏทางจมูกก็ต้องเป็นกลิ่นเท่านั้นที่ปรากฏ และปรากฏเมื่อกระทบลิ้น จิตเกิดขึ้นจึงรู้ได้ว่ารสนี่ต่างๆ กันไปเมื่อกระทบลิ้น ก็ไม่ต่างกับขณะที่รูปกำลังปรากฏทางหนึ่งทางใด ไม่มีอะไรที่พิเศษไปกว่านั้นเลย เพียงแต่ว่าทางที่จะรู้รูปต่างๆ ก็ต้องเป็นเฉพาะแต่ละทาง ทางตารู้รสไม่ได้ ทางหูรู้กลิ่นไม่ได้ ทางลิ้นก็เห็นสีสันวรรณะไม่ได้ ทางกายจะไปกระทบสัมผัสกับเสียงก็ไม่ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน เกิดขึ้นชั่วคราวเมื่อมีปัจจัย เกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นถ้าถามเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เหมือนกับเสียงที่ปรากฏทางหูก็เป็นรูปซึ่งสามารถปรากฏ แต่ปรากฏแต่ละทาง พอถึงรสเดี๋ยวนี้ที่ไม่ได้รับประทานอาหาร มีใครรู้รสอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง ไม่รู้เลย

    ท่านอาจารย์ ต่อเมื่อใดที่กำลังบริโภครับประทานสิ่งหนึ่งสิ่งใด รสปรากฏ ก็เหมือนกับทางตาสีปรากฏ ทางหูเสียงปรากฏ ทางจมูกกลิ่นปรากฏ ทางลิ้นรสปรากฏ ทางกายสิ่งที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็ปรากฏได้เป็นปกติ

    ผู้ฟัง ก็ติดอยู่ตรงนี้ ติดที่ว่าเรายังไม่รู้ความจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นเราเป็นอวิชชาเป็นความไม่รู้ เป็นโลภะเป็นโทสะเป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย สามารถจะรู้ความจริงเข้าใจว่าเป็นธรรมได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ความต่างกัน ถ้าเป็นผู้ที่หมดกิเลสท่านจะรู้ไหม สภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง ทราบ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ หมดกิเลสไม่ได้ เพียงแค่ฟังยังไม่สามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม หวังว่าจะหมดกิเลสเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือหวังว่าสติปัญญาจะสามารถเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏก็ยังไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เป็นผู้ตรง ผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลทุกท่านเป็นอุชุปฏิปันโนเป็นผู้ตรง ถ้าฟังเข้าใจคือพิจารณาว่าถูกต้องไหมว่า ขณะนี้เป็นธรรม ขั้นฟังเป็นธรรม เป็นเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ ขั้นไหน ขั้นฟังหรือว่าจริงๆ ได้ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่เราเลย แต่ว่าเป็นลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ แต่ละทางก็แต่ละอย่าง แล้วก็ปรากฏพร้อมกันไม่ได้ด้วย ต้องปรากฏทีละอย่างจริงๆ ถ้าไม่มีการรู้ว่าเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะต่างกันแต่ละทางแต่ละอย่าง ก็ยังปนกันรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วจะกล่าวว่า ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้ เพราะรวมกันแล้ว ถ้าถามว่าทุกคนเห็นอะไร ก็จะมีคนตอบว่าเห็นถ้วยแก้ว เห็นดอกไม้ ไม่ได้รู้เลยว่าความละเอียดที่มีจริงๆ ไม่ใช่เห็นถ้วยแก้ว หรือว่าเห็นดอกไม้ ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เห็นแค่เห็นสิ่งนั้นเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จำได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร นี่คือต้องแยกออกจึงจะไม่มีเรา มีแต่สภาพธรรมแต่ละอย่างจริงๆ

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ การฟังธรรมเริ่มเข้าใจ แต่ไม่ใช่ประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรม เพราะพระธรรมที่ทรงแสดงมี ๓ ระดับ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นภาษาบาลีทั้งหมดเลย ซึ่งถ้าผ่านคำไหนก็ควรจะเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเพียงพูดตาม ปริยัติหมายความถึงการศึกษาพระธรรม ที่ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏให้เข้าใจ ในสมัยโน้นไม่มีตัวหนังสือที่จะมานั่งอ่าน ไม่มีการที่จะคิดเอาเองได้โดยที่ไม่มีการฟังพระธรรม ด้วยเหตุนี้บุคคลที่ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อน อยู่ที่ไหนก็ตาม ก็มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังธรรม เพราะสะสมมาแล้วที่จะมีศรัทธาในการได้ฟัง ขณะที่ฟัง ฟังว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้เลย ถ้ายังคิดว่าสามารถที่จะทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้ ไม่เข้าใจธรรม เพราะเข้าใจว่ามีบุคคลที่สามารถทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นคำนี้ตรงกันข้ามกับความคิดนั้น เพราะธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เกิดเมื่อมีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เกิดแล้วก็ดับไป

    ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ขณะนี้ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าอะไรเป็นธรรม ขณะนี้มีธรรมหรือเปล่า ถ้าได้ยินแต่เพียงคำว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดได้ เข้าใจเพียงแค่สองประโยค ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดได้ เข้าใจแค่นี้ เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือเปล่า เห็นไหม ถ้าไม่ฟังจริงๆ ว่าธรรมไม่ได้อยู่ที่คำที่ได้ยินและรู้ความหมาย แต่ว่ามีสิ่งที่มีจริงกำลังปรากฏ และก็สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏเป็นธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้มีเราหรือมีธรรม

    ผู้ฟัง มีธรรม

    ท่านอาจารย์ ตอบได้ง่ายมากเลยใช่ไหม มีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมหรือเปล่า ที่เข้าใจว่าเป็นโน่นเป็นนี่ ความจริงคืออะไร ความจริงก็คือธรรม นี่คือปริยัติ การฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ แสนโกฏกัปมาแล้ว และก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก แต่แม้แต่คำว่าธรรม บางคนก็ยังไม่เข้าใจ เข้าใจเพียงบางส่วน เช่น เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จริงไหม ธรรมเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงไหม จริง สอนเรื่องอะไร สอนเรื่องที่ไม่มี ใครก็รู้ไม่ได้ หรือว่าสอนเรื่องที่มี แต่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเป็นธรรม นี่คือฟังและก็มีความเข้าใจ ไม่ได้เข้าใจเพียงแค่คำ แต่มีลักษณะของธรรม ซึ่งไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม แต่เมื่อฟังแล้วก็รู้เดี๋ยวนี้ที่ฟังกำลังฟังเป็นธรรม แต่พอไม่ได้ฟังเป็นอะไร ก็เป็นเรา แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนเดิมที่เคยชิน แต่ก็ไม่ผิด สิ่งนั้นมีเป็นธรรม เมื่อมีแล้วก็ปรากฏให้จำได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะแม้แต่ความจำก็จริง ทุกอย่างจริงหมด ตั้งแต่เกิดจนตาย มีอะไรก็ตามที่ปรากฏเป็นธรรมทั้งหมด แต่ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ผมจับประเด็นได้เมื่อสักครู่นี้บอกว่า รู้ทั้ง ๖ ทวาร คิด คิดไป เป็นคนละเรื่องกัน เราจะเอามาปนกันไม่ได้ เก้าอี้ก็เก้าอี้ไป โต๊ะก็โต๊ะไป ดอกไม้ก็ดอกไม้ไป อันนี้จะเข้าใจคำว่าไม่ใช่เราถูกต้องไหม ขอคำตอบ

    ท่านอาจารย์ เห็นมีใช่ไหม เห็นเกิดหรือเปล่า แล้วเห็นดับไปหรือเปล่า ยังไม่ดับ แต่ขณะที่กำลังได้ยินเสียง ในขณะที่กำลังได้ยินเสียง มีเห็นในเสียงด้วยหรือเปล่า มีสิ่งที่ปรากฏทางตาในเสียงหรือเปล่า หรือเสียงก็คือเสียง เสียงกำลังปรากฏ จำได้ด้วย เสียงอะไร เสียงสุนัขเห่า มีตัวสุนัขอยู่ในเสียงหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ มีแต่เสียงใช่ไหม

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นในขณะที่เสียงปรากฏ จะมีสิ่งอื่นรวมอยู่ในเสียงนั้นได้ไหม หรือเพียงเสียงเท่านั้นที่ปรากฏ เช่น ดอกกุหลาบ สีสันวรรณะต่างๆ ในขณะที่เสียงปรากฏ มีอยู่ในเสียงที่กำลังปรากฏหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี หมายความว่าเห็นต้องดับก่อน

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ที่ถามว่า ขณะที่กำลังเห็นเพราะมีจิตเห็นเกิดขึ้น จึงเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ จิตเห็นดับไหม ในขณะที่เสียงปรากฏ มีจิตเห็นด้วยหรือเปล่า พร้อมกันได้ไหม

    ผู้ฟัง แยกกัน

    ท่านอาจารย์ ในขณะที่ได้ยิน มีจิตเห็นพร้อมกันหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่พร้อม ตอบอย่างมั่นคงมั่นใจ

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ ถูกหรือผิด

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ จิตเห็นต้องดับไป แล้วจิตได้ยินจึงเกิดได้

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่กำลังเห็น จิตเห็นที่กำลังเห็นดับหรือเปล่า มีเสียงไก่ขัน ขณะที่ได้ยินเสียง ไม่ใช่ขณะที่เห็น พร้อมกันไม่ได้ นี่คือปริยัติ ถ้าไม่มีความเข้าใจในขั้นต้นที่จะเห็นว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เป็นไปไม่ได้เลย ฟังให้เข้าใจ นี่เป็นปัญญาระดับต้นขั้นแรกที่สุด ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะเป็นวิปัสสนาได้เมื่อไหร่ จะไปเห็นแจ้งอะไร ก็เป็นไปไม่ได้เลย ไม่เคยรู้เลยว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ จิตเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ เมื่อจิตนั้นเกิดขึ้นรู้อะไร ดับไปแล้ว สิ่งนั้นก็จะปรากฎต่อไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นขณะที่มีเสียงปรากฏ จะกล่าวว่ามีจิตได้ยินเกิดโดยไม่ดับไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าที่เป็นความเข้าใจผิดคิดว่าพร้อมกัน เพราะว่าเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก แต่ความเห็นที่ตรงในขั้นของการฟัง ก็คือขณะที่กำลังฟัง เป็นความรู้ขึ้นว่าเราไม่เคยรู้เลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับ แต่ว่าได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาบ่อยๆ มาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอนิจจัง อะไรเป็นทุกขัง อะไรเป็นอนัตตา ก็ไปคิดรวมๆ ว่าเกิดแล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครๆ ก็รู้ มีใครไม่รู้ว่าคนเกิดมาแล้วก็ต้องโตขึ้น แล้วก็แก่ แล้วก็ตาย ของธรรมดา ไม่ต้องพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทรงแสดงก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ที่ไม่รู้ก็คือไม่รู้ว่า ไม่ต้องรอไปนานถึงขณะนั้น สภาพธรรมใดที่ปรากฏในขณะนี้ จะกล่าวว่าสภาพธรรมนั้นไม่เกิดได้ไหม อะไรก็ตามซึ่งไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ ไม่มีเสียง และเสียงก็ปรากฏ แล้วเสียงก็หมดไป ขณะที่มีเสียงหมายความว่าเสียงต้องเกิด จึงมีเสียงใช่ไหม ถ้าเสียงไม่เกิดจะมีเสียงปรากฏได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะใดที่เสียงปรากฏ หมายความว่าเสียงเกิด

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ แล้วเกิดแล้วก็ดับ ไม่มีแล้ว

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ นี่คือธรรมทั้งหลายที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดแล้วต้องดับ แต่เร็วจนกระทั่งไม่สามารถจะรู้ได้ แต่จะรู้ได้ขั้นต้นคือขั้นฟังก่อน ฟังแล้วก็ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งเข้าใจ แล้วก็จะรู้ได้ว่านี่เป็นความเข้าใจขั้นฟัง เพราะเดี๋ยวนี้ยังไม่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ซึ่งเกิดและปรากฏ แต่ว่าไม่รู้เลยว่าดับไปอยู่เรื่อยๆ เกิดแล้วก็ดับไปอยู่เรื่อยๆ นี่คือปริยัติ แต่ถ้าไปจำว่าจิตมี ๘๙ ประเภท เจตสิกมี ๕๒ แต่ไม่รู้ว่าขณะนี้เองที่ทรงแสดงเรื่องจิต ก็คือให้รู้ว่าขณะนี้จิตอะไร

    ผู้ฟัง ความต่างของการมีสติและไม่มีสติ

    ท่านอาจารย์ เป็นชื่อใช่ไหม สติหรือว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมประเภทหนึ่ง พอได้ยินคำว่าสติเข้าใจว่าอย่างไร ต้องมาจากความเข้าใจคือทุกอย่างต้องเข้าใจ พอได้ยินคำว่าสติเข้าใจว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง เจริญปัญญา เจริญสติ

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วสติไม่ใช่ปัญญา ถ้าจะกล่าวถึงสติเป็นสิ่งที่มีจริงเหมือนการจำก็มีจริง ความรู้สึกก็มีจริงไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ทำให้จิตหลากหลายต่างๆ กันไป สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมที่เกิดกับจิต ภาษาบาลีใช้คำว่าเจตสิกะ หมายความถึงสภาพธรรมที่เกิดในจิต เกิดกับจิต ไม่ได้แยกกันเลย ขณะใดที่จิตเกิด ขณะนั้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เรายังไม่พูดว่าเจตสิกอะไรก่อน แต่ให้มีความเข้าใจขั้นต้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นตามลำพังอย่างเดียวไม่ได้เลย แต่จะมีสภาพธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย เป็นปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อจิตเป็นธาตุที่มีจริง ไม่มีรูปร่าง แต่เป็นธาตุที่เมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ และก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ด้วย เช่น ขณะนี้ถ้าจะถามว่าเห็นไหม จะรู้ได้เลย คนที่มีตาและกำลังเห็น ต้องตรงที่จะบอกว่ามีเห็น แต่ถ้าถามว่าเห็นอะไร อาจจะลำบากสำหรับคนที่ไม่ได้เข้าใจความจริง ก็จะตอบเป็นว่าเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ขณะเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ นี่แสดงว่าการศึกษาธรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เมื่อกล่าวว่าเห็นเป็นสภาพรู้ ซึ่งเป็นจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นจิตขณะไหนทั้งสิ้น ขณะแรกที่เกิดถ้าไม่มีจิตก็ไม่ใช่สัตว์บุคคลใดๆ ทั้งสิ้น จิตขณะที่เกิดมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหม มี เพราะฉะนั้นเจตสิกมีถึง ๕๒ ประเภท มีลักษณะต่างกัน มีกิจต่างกันด้วย และก็จำแนกเป็นเจตสิกที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้น ถ้าขาดเจตสิก ๑ ใน ๗ นั้น จิตเกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะจะมีเจตสิกที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท เจตสิกที่ต้องเกิดกับจิตมี ๗ อย่าง ชื่อว่าสัพพจิตตสาธารณเจตสิก คือเจตสิกซึ่งสาธารณะเกิดกับจิตทุกประเภท เพราะฉะนั้นจะเกิดกับกุศลจิตก็ได้ เกิดกับอกุศลก็ได้

    นอกจากนั้นก็ยังมีเจตสิกที่เป็นอกุศลเท่านั้น เกิดเมื่อไหร่เป็นอกุศลทันที ได้แก่อกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภท ที่รู้จักกันดีก็คือโลภะ โทสะ โมหะ อิสสา ความริษยาเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เป็นอกุศลไม่ดี ทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่เราพูดถึง เช่น คนนั้นขี้อิจฉา คนนั้นมีมานะ เราพูดถึงสภาพธรรมโดยไม่รู้ว่าไม่ใช่เราเลยที่อิสสา ไม่ใช่เราเลยที่มีมานะ เป็นสภาพของเจตสิกที่เกิดกับจิต และเจตสิกที่ไม่ดีมีทั้งหมด ๑๔ ประเภทเป็นอกุศลเจตสิก นอกจากนั้นก็มีสภาพของเจตสิกที่ดีงาม ๒๕ ประเภท แต่ว่าเจตสิกที่ดีงามที่เกิดขึ้นแล้วจิตดี จะต้องมี ๑๙ ประเภท ที่ขาดไม่ได้เลย มี ๑๘ จิตขณะนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นแล้วก็เป็นกุศล นี่คือสภาพธรรมที่เป็นอย่างนี้ ก็ต้องกล่าวอย่างนี้ตามความเป็นจริง ในบรรดาโสภณสาธารณเจตสิก ไม่ได้ใช้คำว่ากุศล แต่ใช้คำว่าโสภณหมายความว่าดีงาม เพราะฉะนั้นเจตสิกที่เกิด เป็นเจตสิกที่ดีงามที่ต้องเกิดร่วมกัน มี ๑๙ ชนิด ชื่อว่าโสภณสาธารณเจตสิก ไม่ได้ใช้เฉพาะกุศล แต่จิตทุกประเภทที่เป็นโสภณ จะต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย ใน ๑๙ ประเภท มีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นเราก็จะเข้าใจสติเจตสิกว่า ต่างกับโสภณเจตสิกอื่นๆ อย่างหิริความละอาย ภาษาไทยเราจะพูดว่าหิริ แต่ว่าตามภาษาบาลีก็คือหิริ เป็นเจตสิกเป็นความละอาย ขณะที่กำลังฟังธรรม มีหิริเจตสิกไหม มี แต่พอบอกว่าละอาย เราก็งง ละอายอะไร แต่จริงๆ ไม่ใช่เราที่ละอาย แต่ขณะนั้นหิริเกิดละอายที่จะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ต้องมีตัวตนไปละอายอะไรอีกเลย แต่เมื่อสภาพธรรมใดเกิด ก็กล่าวว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงคนไม่มี แต่เมื่อสภาพธรรมเกิดแล้วไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็สมมติเรียกเป็นคนแต่ละคนไป เป็นจิตแต่ละขณะไป เพราะฉะนั้นหิริไม่ใช่สติเจตสิก

    สำหรับสติเจตสิก เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล หรือในขณะที่จิตประเภทที่ดีงามเกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นจิตอะไรก็ตาม ขณะใดที่จิตดีงามเกิดขึ้น ขณะนั้นจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย สติเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าถ้าสติไม่เกิดเป็นอกุศลถูกต้องไหม สติเป็นเจตสิกฝ่ายดี โสภณเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกประเภทซึ่งเป็นจิตที่ดีงาม เพราะฉะนั้นขณะใดที่สติเจตสิกไม่เกิด ขณะนั้นก็เป็นจิตที่ไม่ดีงาม ถูกต้องไหม ธรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้การที่จะรู้ลักษณะของสติ ไม่ใช่ได้ยินเพียงชื่อ แต่ต้องเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งที่ระลึกเป็นไปในกุศล ตอนเช้าตื่นมาฟังธรรม ไม่ใช่เรา เพราะสติเกิดระลึกในการฟัง ขณะนั้นก็ต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะที่จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น ขณะนั้นสติเกิดระลึกคือเป็นไปในการให้ เพราะว่าวันหนึ่งวันหนึ่งตื่นขึ้นมา ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้สะสมกุศลมาในอดีต จิตใจก็จะน้อมไปในอกุศลทั้งวัน เพราะไม่ได้สะสมกุศลมา ที่จะบางขณะก็เป็นกุศล บางขณะก็เป็นอกุศล แต่คนที่ไม่ได้สะสมกุศล จะเห็นได้ว่าชีวิตในวันนั้นทั้งวัน ตื่นขึ้นมาก็เพลิดเพลินในเรื่องของตัวเอง จะรับประทานอาหารอร่อย จะแต่งตัวจะทำอะไรทั้งหมดชีวิตการงานทั้งหมด ขณะใดที่ไม่เป็นไปในการให้ทาน หรือการวิรัติทุจริต หรือการที่จะฟังธรรม สะสมความเข้าใจถูก หรือความสงบของจิต ขณะใดที่ไม่เป็นกุศล ขณะนั้นเป็นอกุศลหมดเลยทั้งวัน เพราะสติไม่เกิดขึ้นไม่ระลึกเป็นไปในกุศล

    ด้วยเหตุนี้แม้แต่สติที่จะเกิดขึ้นก็ตามลำดับขั้น ธรรมไม่ใช่เฉพาะชาติหนึ่งชาติใด หรือการเข้าใจยึดมั่นในความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใด ที่เป็นคำสอนของศาสนาหนึ่งศาสนาใด แต่ธรรมเป็นสากล ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย อย่างเห็นขณะนี้เป็นชาติไทย ชาติญี่ปุ่น หรือชาติฝรั่งเศส หรืออะไรก็ไม่ได้เลย เห็นก็เป็นเห็น แต่ถ้ากล่าวถึงชาติของจิตมี แต่ไม่ใช่ชาติไทยชาติญี่ปุ่น แต่เป็นชาติที่เป็นเหตุและผล คือเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลที่เป็นเหตุ หรือเป็นผลคือเป็นวิบาก หรือไม่ใช่เหตุและผล เป็นกิริยา เสมอเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า แม้ไม่ได้เข้าใจถูกต้องในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีความเชื่อมั่นในคำสอนหนึ่งคำสอนใด หรือไม่มีคำสอนหนึ่งคำสอนใดเป็นหลักเลยก็ตาม การสะสมก็ทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้น และกุศลจิตเกิดขึ้นโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    6 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ