ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๙
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่านอาจารย์ สภาพธรรมใดที่เกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีก มีใครที่มีสภาพธรรมใดที่เกิดแล้วกลับมาบ้าง
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะฉะนั้นนี่คือไม่มีอะไรเลยซึ่งเป็นของใคร ถ้ากล่าวว่ากำลังเห็นเห็นดับแล้ว เป็นใครหรือว่าเป็นของใครเมื่อไม่เหลือเลย ไม่เหลือเลย ได้ยินใครได้ยินเรียกว่าได้ยินของใคร ในเมื่อได้ยินได้ยินแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นได้ยินไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์บุคคล แต่เป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะที่เมื่อเกิดแล้วต้องได้ยินเท่านั้น จะเห็นไม่ได้จะคิดไม่ได้ นี่คือความละเอียดของธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างนี้คือไม่มีตัวตนไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล มีแต่สภาพธรรมซึ่งเกิดสืบต่อจนปรากฏเหมือนมีคนนั่งอยู่จริงๆ เหมือนมีดอกไม้จริงๆ เหมือนมีทุกอย่างจริง แต่ความจริงเป็นนิมิตตะเท่านั้น คุณนิพัทธ์ช่วยกรุณาให้ความหมายของคำว่านิมิตด้วย นิมิตเป็นเครื่องหมายอย่างสมมติว่า ถ้าท่านมองว่านิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความเป็นผู้มีความกตัญญูเป็นเครื่องหมาย นิมิตตอนนั้นแปลว่าเครื่องหมายเป็นเครื่องหมายของคนดี เป็นเครื่องหมายบอกลักษณะของสิ่งนั้นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ขณะนี้กำลังมีเครื่องหมายของสิ่งที่ปรากฏทางตา ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้ปรากฏทางหู ทางหูปรากฏไม่ได้เลย เพราะไม่แม้จะเกิดดับอยู่ก็เหมือนยังปรากฏอยู่ แต่ความจริงสิ่งที่เหมือนปรากฏกำลังเกิดดับหมดไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าสัญญาความจำ จำว่ายั่งยืนเพราะไม่ประจักษ์ความเกิดดับ ด้วยเหตุนี้แม้แต่สัญญาความจำก็มีทั้งอัตตหรือนิจจสัญญา อัตตสัญญาคือจำว่าเป็นเรา มีใครบ้างที่ไม่ได้จำว่าเป็นเราขณะนี้ ยังไม่ได้หมดความจำว่าเป็นเราที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นอนัตตสัญญา ก็คิดดูว่าเคยจำมาว่าเป็นเราทุกภพชาติแต่ละชาติแต่ละชาติ ไม่เคยรู้ความจริงเลยแสนโกฏกัปป์มาแล้ว เพราะฉะนั้นกว่าจะฟังเข้าใจธรรมตามความเป็นจริงด้วยขันติ ตบะความอดทนอย่างยิ่ง ที่จะรู้ว่าที่พูดนี่จริงก็ต้องประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาที่เจริญขึ้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่รู้จริงไม่ได้ ถ้าเป็นสิ่งที่รู้จริงหรือว่าประจักษ์ไม่ได้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดง มีประโยชน์อะไรที่จะแสดงให้คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่เพราะเหตุว่าสัจจะนี้เป็นความจริงสำหรับผู้ที่เจริญปัญญา เจริญในธรรมต้องเจริญปัญญา คือมีความเข้าใจถูกที่ค่อยๆ เข้าใจถูกขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะถึงความเป็นอริยะ ผู้เจริญแล้วด้วยปัญญา ที่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งแทงตลอดความจริงของสภาพธรรมที่เป็นอย่างนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจว่าขณะนี้เหมือนอยู่ในโลกของความฝันหรือเปล่า เมื่อคืนนี้ฝันหรือเปล่ากรุณายกมือด้วย ฝันว่าอะไรเล่าให้ฟังได้ไหม ฝันว่าอะไร
ผู้ฟัง ฝันว่าได้คุยกับแม่
ท่านอาจารย์ แล้วก็ได้คุยจริงจริงหรือเปล่า
ผู้ฟัง ตื่นมาเหมือนกับเหมือนจริงมากเลย
ท่านอาจารย์ เช่นเดียวกัน ฝันว่าได้คุยกับพ่อแม่ ในฝันเห็นพ่อแม่ใช่ไหม ถ้าไม่เห็นในฝันจะไม่รู้ว่าฝันเห็นอะไร แต่ในฝันนี่ต้องเห็นพ่อแม่โดยที่ไม่ได้เห็นจริงๆ เลยแต่จำแม่จำพ่อไม่ลืมเลยจนฝันทั้งๆ ที่ไม่เห็นฉันใด ขณะนี้ตามความเป็นจริงคือมีสิ่งที่เพียงปรากฏทางตา ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่สามารถกระทบจักขุปสาท จึงเปิดเผยหรือปรากฏสภาพที่ปรากฏทางตาในขณะนี้ได้ แต่แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว เกิดดับเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วเหมือนฝัน แต่ว่าเวลาที่จำว่าเป็นดอกไม้อาจจะฝันถึงดอกไม้คืนนี้ก็ได้ที่อยู่บนโต๊ะนี้ เพราะเห็นแล้วจำเพราะฉะนั้นก็นึกถึง เพราะฉะนั้นการคิดนึกไม่ใช่การเห็น เห็นสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็สัญญาก็จำบัญญัติ ซึ่งเป็นการเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรม จนเป็นสัณฐานให้รู้ได้ในสิ่งนั้นว่าเป็นดอกไม้ หรือว่าเป็นกิ่งไม้หรือว่าเป็นคน จนกระทั่งแม้ฝันก็ยังมีความเข้าใจว่าเห็นพ่อเห็นแม่ซึ่งไม่ได้เห็นเลย เพราะฉะนั้นเราจะจำอย่างนี้ไปจนตลอดชีวิตถ้าไม่ได้ฟังธรรม คือจำว่ามีสัตว์มีบุคคลมีสิ่งต่างๆ จริงๆ แต่ความจริงเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏสืบต่ออย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีบัญญัติให้รู้ในอาการนั้นว่าเป็นสิ่งใด เมื่อมีบัญญัติแล้วก็ยังไม่พอใช่ไหม แต่ละคนรู้แต่เรียกถูกไหม ภาคกลางอาจจะเรียกอย่างหนึ่ง ภาคเหนืออาจจะเรียกอย่างหนึ่ง ภาคใต้อาจจะเรียกสิ่งเดียวกันอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็แต่ละภาษาก็เรียกไปแต่ละอย่าง แต่ก็มีความหมายว่าหมายความถึงสิ่งอะไร ถ้าคนนั้นสามารถจะเข้าใจในบัญญัติ หรือว่าในสมมติสัจจะซึ่งสมมติว่า นี่เป็นดอกจำปา แต่คนไทยเข้าใจผิด เขมรจำปาเป็นจำปี เพราะฉะนั้นก็มีคนหนึ่งซึ่งเขาก็จะจัดดอกไม้เวลาที่ข้าราชการผู้ใหญ่ของเขมรมา เค้าก็ทราบว่าจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติของเขมร เขาหาจำปามาจัดที่โต๊ะแต่ไม่ใช่ ดอกไม้ประจำชาติเขมรคือจำปี นี้ก็คือว่าแต่ละภาษาก็เข้าใจกันต่างๆ กันใช่ไหม แล้วแต่จะสมมติเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร ชาติหนึ่งสมมติเรียกสิ่งนี้ว่าจำปา ไม่ได้เรียกจำปี แต่อีกชาติหนึ่งสิ่งเดียวกันแต่เรียกว่าจำปีไม่ใช่จำปา นี้ก็แสดงให้เห็นว่านอกจากบัญญัติให้รู้แล้ว ก็ยังมีการสมมติเรียกชื่อเพื่อที่จะให้เข้าใจความหมาย ขณะนี้ก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา มีตา และก็มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีขา มีแขนแต่ว่าเยอะแยะเลย เรียกอะไรดีแต่ละตา ขา แขนใช่ไหม ก็ต้องมีชื่อเฉพาะแต่ละอย่างที่จะให้รู้ว่าหมายความถึงสิ่งที่สมมติบัญญัติเรียกใคร ก็มีชื่อที่จะให้รู้ว่าเป็นคนนั้นหรือคนนี้ แต่ลักษณะจริงๆ ก็คือธรรม เห็นมีรูปร่างอะไรหรือเปล่า คุณเป็นคุณคนึงนิตย์เห็น เป็นคุณอรวรรณเห็นหรือว่าเห็น แม้ใครไม่เรียกอะไรเลยทั้งสิ้น เห็นมีจริงก็ต้องจริง จะกล่าวว่าเห็นไม่มีไม่ได้ แล้วจะเรียกอะไรก็ไม่เป็นไรเรียกอะไรก็ได้ แต่ให้เข้าใจว่าหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้นก็มีสมมติสัจจะ ซึ่งต้องใช้คำที่จะทำให้เข้าใจร่วมกันว่าหมายความถึงอะไรทุกภาษา เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีปรมัตถธรรมเลย บัญญัติและสมมุติก็มีไม่ได้แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าสมมุติบัญญัติเป็นแต่เพียงคำที่ใช้ให้เข้าใจกัน และบัญญัติก็คือแม้ไม่เรียกเลย แต่ว่ารูปร่างสัณฐานที่ปรากฏให้หมายรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็มีจากการเกิดดับสืบต่อ
ผู้ฟัง ขอเรียนถามขอความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของสัญญา สัญญานี่คืออดีตใช่ไหม แล้วก็ตัวของสัญญานี้จะเป็นปัจจุบันหรือเป็นอะไร
อ.ธิดารัตน์ สัญญาเป็นปรมัตถธรรมคือเป็นสภาพที่มีจริงๆ คือความจำ และโดยการจำแนกเป็นเจตสิก เพราะว่าเกิดโดยอาศัยจิตขณะที่มีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้และมีอยู่เพื่อจะต้องมีสัญญาซึ่งเป็นความจำ จิตเป็นสภาพที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดสัญญาก็จะจำสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำอะไรได้ เพราะมีสัญญาเกิดร่วมกับจิตและสัญญานั้นก็จำทุกๆ อย่างที่จิตรู้แล้วก็สืบต่อกัน เพราะว่าจิตนอกจากจะเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ยังมีการสะสมและสืบต่อทุกๆ อย่างที่จำ หรือว่ารู้ทุกอย่างสะสมและสืบต่อ เพราะฉะนั้นเหมือนกับเราจำในสิ่งที่ผ่านไปแล้วได้ แต่จริงๆ ขณะที่เราคิดถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วเป็นการตรึกถึงสิ่งที่เคยได้จำไว้ โดยอาศัยสิ่งที่เคยจำในขณะนั้นเอง เหมือนกับขณะปัจจุบันนี้มีอะไรเป็นอารมณ์ จำสี จำเสียง จำกลิ่น จำรส หรือว่าจำสิ่งที่คิดนึกต่างๆ ก็จะมีสัญญาเกิดแล้วก็จำในสิ่งนั้นๆ หลังจากที่ดับไปแล้วก็ยังมีการสืบต่อต่างๆ ก็จะเหมือนกับไม่ดับ แต่จริงๆ สภาพธรรมทุกอย่างดับไปแล้ว แต่มีการสะสมและสืบต่อ
ท่านอาจารย์ การที่จะเข้าใจธรรมก็คือว่าธรรมกำลังมีในขณะนี้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงสภาพที่มีจริงในขณะนี้ก็จะทำให้เข้าใจได้ เช่นขณะนี้เห็นหรือเปล่า เห็นมีจริงๆ เป็นจิต นี่คือการที่เราจะเริ่มรู้ว่าสภาพที่มีจริง มีจิต มีเจตสิก มีรูป มีนิพพาน จิตไม่ใช่เจตสิกไม่ใช่รูป ไม่ใช่นิพพาน เจตสิกก็ไม่ใช่จิตไม่ใช่รูปไม่ใช่นิพพาน รูปก็ไม่ใช่จิตไม่ใช่เจตสิกไม่ใช่นิพพาน นิพพานก็ไม่ใช่จิตไม่ใช่เจตสิกไม่ใช่รูป ต้องท่องหรือเปล่าหรือว่าโดยเหตุผล
ผู้ฟัง ไม่ต้องท่อง
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องท่อง รู้ว่าธรรมที่มีจริงๆ ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ในชีวิตประจำวันมีสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นจิตหรือเจตสิกรูป ไม่ใช่นิพพาน เพราะว่านิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับจิตเจตสิกรูป ซึ่งเกิดเมื่อมีปัจจัยปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงจิต ขณะนี้เห็นตอบได้ว่าเห็น เพราะจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง คือรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ถ้ากระทบกับสิ่งที่อ่อนนุ่มมากๆ อย่างขนมญี่ปุ่นก็คงจะทราบว่านุ่มจริงๆ ไม่ทราบวิธีปรุงทำอย่างไร แต่ว่าบอกใครได้อย่างไรถ้าไม่กระทบสัมผัส จะใช้คำอธิบายสักเท่าไหร่เขาจะเข้าถึงลักษณะที่นุ่มของสิ่งนั้นหรือเปล่า แต่ถ้ากระทบสัมผัสเมื่อไหร่ต้องอธิบายไหม ในเมื่อลักษณะนั้นกำลังปรากฏสภาพอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ถูกต้องไหม จะมีแต่สภาพรู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่รู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ในขณะในภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะหรืออาลัมพนะ จะใช้คำหนึ่งคำไหนก็ได้แต่ส่วนใหญ่และภาษาไทยจะใช้คำว่าอารัมมณะ แต่ตัดสั้นเช่นเคย ทุกขะก็เป็นทุกข์สุขะก็เป็นสุข อารมณะก็เป็นอารมณ์ แต่ว่าความหมายต่างกับความหมายเดิม เพราะว่าไม่ได้ศึกษาความจริงตามที่ทรงแสดงไว้ แต่ว่ารู้คร่าวคร่าวรู้เล็กน้อย เช่นวันนี้อารมณ์ดีไหมตอบได้ใช่ไหม ตอบเลยไม่ต้องคิดเลยได้ใช่ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ วันนี้อารมณ์ดีไหม
ผู้ฟัง อารมณ์ดี
ท่านอาจารย์ อารมณ์ดีแต่อารมณ์คือสิ่งที่จิตกำลังรู้ ขณะนี้ถ้าเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอารมณ์ของจิตเห็น ขณะที่เสียงปรากฏเสียงเป็นอารมณ์ของจิตได้ยิน ขณะที่กลิ่นปรากฏกลิ่นเป็นอารมณ์ของจิตที่กำลังรู้กลิ่น เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ จะกล่าวว่าอารมณ์ดีก็เพราะว่าวันนั้น เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี คิดนึกดีไม่เดือดร้อน ก็กล่าวรวมๆ ว่าวันนี้อารมณ์ดี แต่ตามความเป็นจริงต้องรู้ว่าถ้ากล่าวถึงอารมณ์เมื่อไหร่ หมายความว่าสิ่งนั้นกำลังเป็นสิ่งที่จิตกำลังรู้ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ คือสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ถ้ากำลังเห็นขณะนี้แล้วก็ไปคิดถึงสิ่งอื่นที่ไม่ปรากฏ อะไรจะชัดเจนกว่ากัน การรู้แจ้งต้องรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ไม่ใช่ไปคิดว่าเห็นแจ้งในสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏ เพียงแต่จำเอาไว้ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ถูก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่เกิดเมื่อไหร่ จะมีลักษณะที่รู้แจ้งในอารมณ์ที่ปรากฏเท่านั้น ไม่จำ ไม่รู้สึกเสียใจ ดีใจ หรือว่าไม่โกรธ ไม่เกลียดทั้งนั้นเลย ลักษณะนั้นๆ ไม่ใช่ลักษณะของจิต เป็นลักษณะของนามธรรมอีกประเภทหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต จะไม่เกิดกับธรรมอื่นเลยนอกจากเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นจะทราบได้ไม่ว่าขณะไหนทั้งสิ้น เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เห็น หรือว่าเป็นอย่างไรเฉยๆ เฉยๆ ก็ยังเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมทุกอย่างก็ต่างกันไป ถ้าเป็นความรู้สึกจะมีความรู้สึก ๓ อย่าง คือสุข ๑ ทุกข์ ๑ และอทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์ ๑ ใครไม่มีความรู้สึก ๓ อย่างนี้บ้าง
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี แต่ถ้าแยกเป็นทางกายกับทางใจ จะเป็น ๕ อย่างคือ โสมนัสเป็นความรู้สึกดีใจสบายใจเป็นสุข โทมนัสเป็นความรู้สึกเป็นทุกข์ แต่ว่าไม่เกี่ยวกับกายเลยแต่ถ้าสุขคือทางกายไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าทุกข์ทางกายก็คือกำลังปวดเจ็บเมื่อยคันแล้วแต่ นั่นก็เป็นความรู้สึกชนิด ๑ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความต่างว่า พระอรหันต์ไม่มีกิเลสแต่ยังมีทุกข์กาย ยังต้องรับประทานอาหาร บำรุงรักษาเลี้ยงดูร่างกาย ตราบที่ยังไม่ปรินิพพานแต่ไม่มีโทมนัส ไม่มีความรู้สึกซึ่งเป็นอกุศลเลยนี่คือความรู้สึกเป็นจิตหรือเปล่า ปรมัตถธรรมมี ๔ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ความรู้สึกสุขบ้างทุกข์บ้างเป็นจิตหรือเปล่า ไม่ใช่ เป็นเจตสิก เริ่มเห็นความต่างของจิตกับเจตสิก เพราะว่าจิตต้องเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ถามว่าเห็นไหม เห็น สภาพเห็นนั้นคือจิต แต่ว่าเห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ ชอบหรือไม่ชอบไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นนอกเหนือไปจากจิตซึ่งเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ ลักษณะอื่นทั้งหมดที่เป็นนามธรรมเป็นเจตสิก ขยันมีจริงๆ หรือเปล่าไม่ท้อถอยเป็นจิตหรือเจตสิก เจตสิก เบื่อ เบื่อมีจริงๆ เป็นจิตหรือเจตสิก เป็นเจตสิก ชอบก็เจตสิกไม่ชอบ โกรธ นี่ก็ง่ายมากเลยที่จะรู้ความต่าง ในขั้นของการฟังแล้วเข้าใจ แต่ว่าขณะนี้ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงตอบได้ไหม สบายดี ก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่ว่าขณะนั้นเป็นสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ารู้จริงต้องเฉพาะสิ่งนั้นเท่านั้นที่ปรากฏ ไม่มีสิ่งอื่นปรากฏเลย เพราะว่าจิตจะเกิดขึ้นทีละ ๑ ขณะ จะซ้อนกัน ๒ ขณะไม่ได้ ๓ ขณะ ๔ ขณะเกิดพร้อมกันไม่ได้เลย เพราะว่าตัวจิตเองเป็นสภาพที่ที่เป็นปัจจัยที่เมื่อจิตนั้นเกิดแล้วดับไป ต้องดับไป ปราศไป หมดไปไม่เหลือเลย จึงจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อได้ จึงไม่มีการที่จิตจะเกิดขึ้น ๒ ขณะหรือ ๓ ขณะพร้อมๆ กันได้เลย แต่ละคนก็จะมีจิตเพียง ๑ ขณะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสัญญาความจำมีเป็นปรมัตถธรรมอะไร เปลี่ยนคำถามแทนที่จะถามว่าเป็นจิตเจตสิกก็ถามว่าเป็นปรมัตถธรรมอะไร เพราะว่าต้องไม่ลืมใช่ไหมปรมัตถธรรมมี ๔ ๑ จิต ๒ เจตสิก ๓ รูป ๔ นิพพาน ไม่ว่าจะได้ยินคำไหน สภาพจริงๆ ของสิ่งนั้นก็คือต้องเป็นธรรมประเภท ๑ ประเภทใดที่เกิดขึ้นและดับไป
ผู้ฟัง อะไรที่เป็นของเราจริงๆ
ท่านอาจารย์ ถ้ามีเราก็มีของเราแต่ถ้าไม่มีเราจะมีของใครในเมื่อเราไม่มี
ผู้ฟัง แล้วจิตนี้ไม่ใช่ของเราหรือ
ผู้ฟัง แน่นอน จิตของเราหรืออยู่ไหนเอามาให้ดู ยังเป็นของเราอยู่ เอามาสิ อยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง แล้วการที่เป็นตัวตนของเราปัจจุบันนี้ล่ะ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิตเจตสิกรูปจะมีตัวตนไหม ถ้าไม่มีเห็นจะมีเราเห็นไหม ถ้าไม่มีได้ยินจะมีเราได้ยินไหม ถ้าไม่มีคิดนึกจะมีเราคิดนึกไหม ถ้าไม่มีสุขจะเป็นเราสุขไหม ถ้าไม่มีโกรธจะเป็นเราโกรธไหม เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดไม่เกิดก็ไม่ได้ เพราะมีเหตุปัจจัยต้องเกิด เลือกเกิดตามใจชอบก็ไม่ได้ต้องเป็นอย่างที่เกิดแล้ว เพราะมีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนั้นแล้วจึงได้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แล้วหาเราสิว่าอยู่ที่ไหน รูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลายหมดสิ้นไปได้ แต่ละกลุ่มเล็กๆ กลาปเล็กๆ คือรูปหน่วยเล็กๆ เกิดขึ้นตามสมุฏฐาน คือบางกลุ่มหรือบางรูปเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน บางรูปเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน บางรูปเกิดเพราะอุตุความเย็นความร้อนเป็นสมุฏฐาน บางรูปเกิดเพราะอาหารเป็นสมุฏฐาน ใครจะไปทำให้รูปซึ่งเกิดเพราะกรรมเกิดตามใจชอบไม่ได้ เพราะกรรมเท่านั้นที่จะทำให้รูปนั้นเกิดได้ คนตาบอดเขาอยากตาบอดหรือเปล่า คนที่หูหนวกเขาอยากหูหนวกหรือเปล่า แต่ทำไมเป็นอย่างนั้น
ผู้ฟัง คนเรานี่เกิดมาด้วยอะไร
ท่านอาจารย์ เป็นธาตุไม่ให้แข็งนี้เกิดได้ไหม เวลานี้มีแข็งปรากฏกระทบสัมผัสที่เราเคยคิดว่าเป็นโต๊ะ หรือว่าเป็นถ้วยแก้วกระทบแล้วก็แข็ง ไม่ให้แข็งมีได้ไหม มีใครจะไปให้ไม่แข็งเกิดขึ้นได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ มีใครที่จะไปไม่ให้จิตเมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้นไม่ให้เกิดได้ไหม นี่คือธรรมมีแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม กว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเราด้วย แต่เป็นธรรมทั้งหมดเลยตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาชาตผู้ฟัง
ผู้ฟัง ธรรมนี่ก็ไม่ใช่ของเราอยู่ดี ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ แน่นอน ธรรมเป็นธาตุมาจากคำภาษาบาลีว่า ธาตุ ธาตุกับธรรมนี่ความหมายเดียวกัน ถ้าพูดถึงไฟเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งร้อน ไปเปลี่ยนลักษณะของธาตุไฟได้ไหม ไม่ให้เกิดได้ไหม ไฟในป่าตอนนี้ไม่มีแต่เมื่อมีเหตุพร้อมที่ไฟจะเกิดขึ้น ไฟไหม้ป่าเกิดได้ไหม เพราะมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น นี่คือธรรม เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจธรรมก็คือเข้าใจความเป็นอนัตตา คือเป็นตัวธรรมซึ่งไม่ใช่ของใครและไม่ใช่ใครด้วย เป็นธรรมแต่ละอย่าง
ผู้ฟัง ฉะนั้นเคยเข้าใจตลอดเวลาว่าจิตคือของเรา คือที่เราจะสามารถจะกล่อมเกลาขัดเกลาให้เป็นจิตที่ดี แล้วก็จิตที่ใสได้แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่ของเราอยู่ดีใช่ไหม
ท่านอาจารย์ แต่เพราะถ้ากล่าวอย่างนี้กล่าวว่าจิตของเรา เพราะไม่รู้ว่าจิตคืออะไร ถ้ารู้ว่าจิตคืออะไรไม่มีทางที่จะกล่าวว่าจิตของเราเลย สภาพรู้เกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไปเห็นแล้วก็ดับไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่ใช่คิดนึก ของเราอยู่ที่ไหนเราอยู่ที่ไหนไม่มีเลย เพราะฉะนั้นถ้ารู้จักธรรมก็จะรู้ว่าไม่มีเรา แต่ถ้ายังไม่รู้จักธรรมก็ถือธรรมนั้นว่าเป็นเรา ยึดถืออย่างมั่นคง เอาธรรมแต่ละลักษณะนั่นแหละมาเป็นเรา
ผู้ฟัง และการที่เราเกิดมาไม่ว่าจะเป็นสัตว์ หรือเป็นมนุษย์หรือเป็นอะไรนี้ สืบเนื่องมาจากอะไร ที่เป็น
ท่านอาจารย์ มีเหตุที่จะให้เป็นอย่างนั้น เป็นมนุษย์ดีกว่าสัตว์หรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็ดีกว่า
ท่านอาจารย์ ดีกว่าเพราะอะไรก็มีคำถามอีก ก็สัตว์ก็เห็นก็แล้วเราก็เห็นแล้วเราจะบอกว่าเราดีกว่าสัตว์ ทำไมว่าเกิดเป็นมนุษย์ดีกว่าสัตว์
ผู้ฟัง ตามเข้าใจเดิมๆ คือว่าถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราสามารถจะเรียนรู้ กล่อมเกลาจิตใจของเราให้ไปในทางที่ถูก
ท่านอาจารย์ แล้วทำไมบางจิตไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ทั้งๆ ที่ก็เป็นจิต ถ้าเป็นเราก็บันดาลสิได้ทุกอย่าง แต่นี่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย มีเหตุมากมายที่จะทำให้แต่ละขณะจิตเกิดขึ้นไม่ใช่เหตุเดียว แม้ว่าจิตจะยิ้มที่สั้นมาก แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างแล้วก็ดับไป ไม่ใช่เราแน่นอนเป็นธรรม ถ้าคิดว่าเป็นเราจะไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นแม้แต่การศึกษาหรือการฟังธรรม ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจจริงใจที่จะรู้ว่าถูกคือถูกจริงคือจริง ไม่จริงก็คือไม่จริงนี่คือความเป็นผู้ตรง ถ้าไม่มีความเป็นผู้ตรงจะไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้เลย ต้องตรงตั้งแต่ในขั้นการฟัง ฟังทำไม ฟังเพราะคนอื่นเขาเข้าใจธรรมแต่เราไม่เข้าใจจึงอยากรู้บ้าง นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ เพราะว่าเป็นเรา จะไม่มีการที่จะเข้าใจว่าไม่ใช่เรา ยิ่งเรียนยิ่งเป็นเราเราเก่งเรารู้มากขึ้น แต่ไม่ใช่เรียนเพราะรู้ว่าไม่มีเราเลย เป็นสภาพธรรมซึ่งตรงเหตุกับผลต้องตรงกัน สภาพธรรมที่ดีเป็นเหตุให้เกิดผลคือจิตประเภทที่เป็นผลของเหตุที่ดีเกิดขึ้น ถ้าสภาพจิตที่ไม่ดีเกิดขึ้นก็จะเป็นปัจจัยทำให้ผลคือจิตประเภทที่เป็นผลของจิตที่ไม่ดีนั้นเกิดขึ้น
ผู้ฟัง คือเราอยากเรียนธรรม เพราะเราอยากจะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ อยากเข้าใจให้ถูกว่าไม่มีเรา แต่ถ้าอยากเข้าใจว่าเป็นเราก็ไม่ถูกต้องเพราะไม่มีเรา ถ้าจะเข้าใจจริงๆ ก็คือรู้ว่าไม่มีเราจึงจะถูก อะไรเป็นเราล่ะ รูปเกิดขึ้นเพราะกรรมแล้วก็ดับ ใครทำให้รูปนั้นเกิด รูปเกิดเพราะจิตถ้าไม่มีจิตการเคลื่อนไหว การยิ้มการหัวเราะการเดินมีไม่ได้เลย โต๊ะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ไม่มีจิต เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดเพราะจิต ก็เป็นรูปที่เกิดเพราะจิต ไม่ใช่รูปที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน แล้วเราจะอยู่ตรงไหน หาเราสิว่าอะไรเป็นเรา แต่ว่าธรรมนั้นมีแน่ๆ แล้วก็เป็นธรรมด้วย แล้วก็เป็นนามธรรมก็เป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม ถ้าเป็นรูปธรรมก็เป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620