ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๐
สนทนาธรรม ที่ กองบิน ๔๑ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ท่านอาจารย์ ธรรมที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ใครจะกล่าวว่าเป็นอย่างอื่นไม่เป็นอย่างที่ทรงตรัสรู้ ไม่เป็นความจริงอย่างที่ได้กล่าว เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นตัวอย่างที่ว่า เห็นขณะนี้มีจริงเป็นธรรมจะศึกษาไหม หรือไม่เห็นน่าศึกษา จะศึกษาธรรมทำไมก็แค่เห็น นี่คือยังไม่ได้เข้าใจว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้เลย จะมีใครคิดว่าเห็นมีขึ้นได้อย่างไร บางครั้งเห็นสิ่งที่ดีบางครั้งเห็นสิ่งที่ไม่ดี ทำไมไม่เห็นสิ่งที่น่าพอใจไปตลอด แต่ทำไมบางกาลก็เห็นสิ่งที่น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง เพราะฉะนั้นก็มีความรู้ความเข้าใจถูกอีกมากมาย ในสิ่งที่ปรากฏเสมือนไม่มีอะไร คนที่ไม่รู้ก็เหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจความจริงจะรู้ความจริงลึกซึ้งขึ้น จนกระทั่งถึงการที่สภาพธรรมแต่ละอย่าง จะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาอย่างไร เพราะฉะนั้นเพียงคำที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ถ้าฟังธรรมก็ฟังเรื่องจริงที่กำลังมีจริงในขณะนี้ แต่ละท่านก็คงจะตอบตัวเองได้ใช่ไหมว่า นอกจากเสียง นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา นอกจากเห็นแล้วอะไรเป็นธรรมอีก ก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะต้องพิจารณาด้วย เพื่อที่จะให้เข้าใจยิ่งขึ้น
ผู้ฟัง ได้ฟังท่านอาจารย์พูดถึงธรรมแล้วสิ่งที่มีจริง เสียงเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม การที่เราจะเข้าใจธรรม เข้าใจเสียง มันจะให้ประโยชน์อะไรบ้าง
ผู้ฟัง ขอเชิญคุณบุตรสาวงศ์
ผู้ฟัง ในคำถามเรื่องเสียง และก็เสียงเป็นธรรม ได้ประโยชน์อะไรบ้าง ประโยชน์ในธรรมนี้คือมายึดถือว่าเสียงเป็นของใคร เสียงอะไร แล้วก็มายึดว่าระลึกได้ยินเสียงเอง แล้วก็ทุกวันนี้ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะความยึดถือสภาพธรรมนั้นๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเราเป็นของคนอื่น ถ้าเห็นเป็นธรรมแล้วก็ไม่ยึดถือ การไม่ยึดถือการลดความยึดถือ ก็ลดความทุกข์อยู่ในใจด้วย แล้วก็สบายสบาย แล้วก็อะไรอะไรทุกอย่างนี่ไม่เป็นอารมณ์ที่ทำให้เกิดความทุกข์
ท่านอาจารย์ ก็ขอพูดเพิ่มเต็ม เสียง ก็นำความทุกข์มาให้ และนำความสุขมาให้ด้วย ตั้งแต่เสียงที่น่าพอใจ กับเสียงที่ไม่อยากได้ยินได้ฟังเลย เช่นเสียงดังตกใจไหม แต่ว่าเวลาที่เสียงเป็นเสียงที่น่าพอใจก็เพลิดเพลินยินดี ยิ่งกว่านั้นเสียงยังมีความหมาย เช่นเสียงชมกับเสียงติเตียน ทุกข์ไหมเวลาที่มีใครว่ามีใครติเตียน และสุขไหมเวลาที่ได้รับคำสรรเสริญ แต่นั่นเพราะคิดเสียงนั้นก็ดับไปหมดแล้ว นี่แสดงว่าเรามีการติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย เป็นเราที่กำลังเห็น เป็นเราที่กำลังได้ลาภ เป็นเราที่กำลังได้ยศ ได้สรรเสริญ หรือว่าเป็นของเรา สิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้น เป็นของเรา ซึ่งความจริงไม่ใช่เลยตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าสัมผัสดูนี่แข็งยึดว่าของเรา แต่จริงๆ วันหนึ่งก็ไม่ใช่ของเรา แต่ว่าเร็วยิ่งกว่านั้นอีก ไม่ใช่วันหนึ่งที่จะจากโลกนี้ไปแล้วไม่ใช่ของเรา แม้แต่ในขณะนี้ผู้ที่รู้ความจริงก็รู้ว่ากำลังหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็วที่มองไม่เห็นเลย
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าความสุขมี ๒ อย่าง ความสุขที่ทุกคนที่ไม่รู้ความจริง ก็หวังที่จะได้สิ่งที่สวยๆ งามๆ ทางตา เสียงที่เพราะ กลิ่นที่หอม รสที่อร่อย สิ่งที่กระทบสัมผัสกายที่เป็นสุข นั่นเป็นเพียงความสุขในสิ่งที่ปรากฏ เพียงปรากฏแล้วก็หมดไปอย่างรวดเร็ว ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่ความสุขอีกอย่างหนึ่งคือความสุขจากการที่ได้รู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นความต่างกันของความสุขจากสิ่งที่ไม่แน่นอน และก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่สั้นมาก หมดไปแล้วทุกๆ ขณะอย่างรวดเร็ว คือความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัส แต่ว่าความสุขอีกชนิดหนึ่ง สุขเพราะสงบจากความต้องการ และการยึดถือสิ่งที่เคยนำความสุขมาให้ ซึ่งความจริงก็เพียงชั่วคราว แล้วก็ยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ผู้ฟัง พุทธศาสนาคือศาสนาของผู้รู้มุ่งตรงไปที่ปัญญา เราก็ได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เล็กว่าปัญญา ทีนี้ปัญญาในทางพุทธศาสนา จะแตกต่างอะไรกับปัญญา ที่เราเข้าใจว่าเด็กเรียนหนังสือเรียนได้ที่ ๑ เป็นคนที่มีสติปัญญาดี ปัญญาหมายถึงเด็กที่เรียนเก่ง กับปัญญาทางพระพุทธศาสนา แตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ วิชาทางโลกคงไม่สงสัย เพราะว่าเรียนกันมาก แล้วก็มีวิชาการก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าที่กล่าวว่าวิชาทางโลก ต่างกับวิชาทางธรรมอย่างไร ก็คือว่าแม้ว่าจะศึกษาเรื่องราวทางโลกมากสักเท่าไหร่ก็ตาม สามารถที่จะรู้ความจริงของธรรม สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้หรือเปล่า ตอบได้ไหมว่าสิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้คืออะไร ก่อนที่จะเป็นความนึกคิดเรื่องราว ของสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจรวมเป็นโลกที่เที่ยง แต่ว่าความจริงทุกขณะเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเพียงแต่มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แล้วก็ไม่ยั่งยืนเลยดับไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งแม้นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะว่าเขาสามารถจะตอบเพียงเรื่องราวความคิดนึก ของสิ่งที่เขาจำจากสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ แต่ว่าเขาไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสภาพธรรม ตามความเป็นจริงในขณะนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็มีความต่างกัน ใครจะตอบได้ว่าขณะนี้มีเรามีตัวตนหรือว่ามีธรรม อย่างเห็นอย่างนี้ คนที่มีความรู้มากมายวิชาการต่างๆ ทางโลก ตอบได้ไหมว่าขณะที่เห็นในขณะนี้เป็นเราหรือว่าเป็นธรรม ถ้าเป็นธรรมก็คือหมายความว่าเป็นธาตุที่มีจริง เกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลได้ มีใครทำให้เกิดจักขุปสาทรูปได้ มีใครทำให้เห็นเกิดได้ หรือมีใครที่ทำให้เห็นขณะนี้ที่เกิดแล้วไม่ให้เกิดได้บ้าง จะยับยั้งไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด เพราะคิดว่ามีวิชาการที่สามารถที่จะยับยั้งโรคภัยต่างๆ หรืออะไรต่างๆ ก็ตามแต่ แต่ว่าสามารถที่จะยับยั้งไม่ให้สิ่งที่เกิดแล้วขณะนี้เกิดได้ไหมเพราะเกิดแล้ว
นี่คือความต่างกันของชีวิตซึ่งมีจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ความเป็นไปของธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ และถ้าเข้าใจจริงๆ อย่างนี้ ความยึดมั่นว่าเป็นเราเพราะว่าจริงๆ ไม่มีเรา แต่ว่ามีสภาพธรรม โลภะความติดข้องแม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของความติดข้องให้เป็นอย่างอื่นได้ ความขุ่นเคืองใจน้อยสักเท่าไหร่มากสักเท่าไหร่ก็คือความไม่สบายใจ ความไม่พอใจ ซึ่งแล้วแต่ว่าสามารถที่จะทำลายโลกหรือคนอื่นก็ได้ ถ้ามีความโกรธมากๆ หรือมีความพยาบาท นั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าธรรมแต่ละอย่าง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ และเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไปไม่ยั่งยืน เป็นเราขณะไหน เห็นเกิดแล้วดับแล้ว เราก็ไม่มีสิ ถ้าเรามี ว่าเห็นเป็นเรา แต่ว่าเมื่อเห็นเกิดที่จะให้เห็น เห็นอยู่ตลอดไปเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเห็นที่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยจักขุปสาท ถ้าเพียงแต่ใครสักคนหนึ่งที่น่าจะตาบอด ไม่มีจักขุปสาทเกิด ไม่มีการเห็นอีกเลย ถ้ามีความตรงต่อธรรม กุศลเป็นกุศลอกุศลเป็นอกุศล ไม่ใช่ว่าของเราแล้วดี ของคนอื่นแล้วไม่ดี โทสะของเราไม่เป็นไรอภัยให้ได้เล็กน้อย หรือว่ามีเหตุผลที่จะโกรธที่จะไม่พอใจ แต่โทสะของคนอื่นไม่ได้เลย ทำไมคนนั้นมีโทสะมากถึงปานนั้น
นี้ก็แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม และเป็นผู้ตรงที่จะรู้ถูกเห็นถูกว่าไม่มีใครต้องการสภาพธรรมที่เป็นทุกข์ หรือสภาพธรรมที่ไม่ดี แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยก็ต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เคยเข้าใจผิดว่าเป็นของเราตั้งแต่เกิดจนตาย และความจริงแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย แม้แต่ขณะที่ผ่านไปเมื่อกี้นี้เองก็หมดแล้ว แม้มีเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าเป็นปัญญาที่รู้ความจริงของธรรม จะประจักษ์ทางการเกิดขึ้นและการดับไป ถ้าไม่มีปัญญารู้อย่างนี้ก็ไม่ต้องกล่าวถึง มรรคผลนิพพานซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถประจักษ์ความจริง จนกระทั่งละคลายการยึดถือ รู้แจ้งอริยสัจธรรม คือมีนิพพานเป็นอารมณ์ได้ ด้วยปัญญาที่คลายการยึดมั่นความไม่รู้ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพียงได้ยินชื่อ แล้วก็ตามไปโดยไม่เข้าใจโดยไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ว่ามรรคคืออะไร แต่กล่าวถึงมรรค กล่าวสักเท่าไหร่แล้วมรรคคืออะไร ได้ยินคำว่าผล ผลก็ไม่รู้ผลอะไร ผลไม้หรือผลอะไร มีมรรคมีผลก็ต้องได้ยินคำเต็มๆ
โสตาปัตติมรรคจิตเป็นกุศล ที่สามารถจะรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง คืออริยสัจธรรมทั้ง ๔ และก็ดับความสงสัยความไม่รู้ ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เมื่อกุศลคือจิตที่เป็นโสตาปัตติมรรคดับไปแล้ว เป็นปัจจัยให้จิตที่เป็นผล เพราะว่าเมื่อมีเหตุต้องมีผล กุศลที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้จิตที่เป็นผลของกุศลนั้นเกิดขึ้น ใช้คำว่ากุศลวิบาก เพราะฉะนั้นเมื่อโสตาปัตติมรรคจิตเป็นโลกุตรจิต เป็นจิตที่สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพของนิพพาน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจซึ่งเกิดขึ้นและดับไป แต่เป็นธาตุที่มีจริงซึ่งจะรู้แจ้งได้เพื่อปัญญาที่มีความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ จนคลายความไม่รู้คลายความติดข้อง ซึ่งเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่า ไม่สามารถที่จะคลายความติดข้อง ในสิ่งที่มีโดยไม่มีปัญญาได้เลย จะต้องมีความติด เราติดในรูปที่เห็น ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในชีวิตในความเป็นเราถ้ายึดถือสภาพธรรมเหล่านั้นมาเป็นเรา จนกว่าปัญญารู้ความจริงว่า แต่ละขณะนี้เป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป เมื่อมีโลกุตตรกุศลเกิดดับไปแล้ว ผลจิตคือโสตาปัตติผลจิต เป็นผลของโสตาปัตติมรรคจิตจึงเกิดขึ้น เป็นสภาพที่เป็นผลของการดับกิเลส ที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นจากการศึกษาธรรม ก็จะรู้ว่ากว่าจะดับกิเลสได้แต่ละขั้น จนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งไม่มีกิเลสใดๆ เหลือเลย ก็จะต้องเป็นการรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ด้วยปัญญา นี่คือปัญญาทางธรรมไม่ใช่ปัญญาทางโลก คือรู้จริงในสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ และก็ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นอะไร
ผู้ฟัง คำถามต่อไปขอความกรุณาอาจารย์ช่วยเตือนสติพวกกระผมที่ยังตัดอบายมุข บอกวิธีให้ลดละเลิกเช่นเหล้า บุหรี่ การพนัน พยายามจะเลิกแต่เลิกไม่ได้ขอแรงกระตุ้นหน่อย
ท่านอาจารย์ ถ้าทำได้ไม่ใช่เพียงให้ลดละลดอบายมุขเหล้าบุหรี่ ขอให้ถึงความเป็นพระโสดาบันถ้าทำได้ แต่ต้องเป็นปัญญาของท่านเอง ไม่ใช้ปัญญาของคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่อกุศลทั้งหลายที่มีมาก จะค่อยๆ จางลงไปค่อยๆ ละเลิกไปได้ไม่ใช่คนอื่นบังคับ บางทีจะเห็นได้ว่าบางคำสอน ของบางประเทศเหมือนกับกฎหมาย แต่ว่าใจใครจะบังคับได้ เพราะว่ากฎหมายคือกฎระเบียบสำหรับคนที่อยู่รวมกัน ให้มีความประพฤติในทางที่ไม่เป็นภัยไม่เป็นโทษกับคนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ใจล่ะ ใครจะบังคับได้ เคยเห็นผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนตามลัทธิที่ไม่ให้ดื่มสุรา ซึ่งในพระพุทธศาสนาไม่มีการห้าม แต่เป็นการแสดงตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเป็นโทษ อย่างโลภะความติดข้องทั้งหมด จะมากจะน้อยประการใดต้องเป็นโทษ เหมือนสิ่งที่กลิ่นไม่ดี น้อยก็ต้องเหม็น มากแล้วจะเหม็นสักแค่ไหน เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่เป็นโทษนิดเดียวก็ต้องเป็นโทษแต่ยังไม่ปรากฏ จนกว่าจะมีมากและโทษนั้นจึงจะปรากฎได้ ก็เห็นพวกที่ไม่เข้าใจในเหตุผล แต่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสอนของหลักศาสนา ไม่ดื่มสุราในประเทศ แต่พอขึ้นเครื่องบินดื่มสุรามาก แสดงว่าอะไรรู้จักธรรมแล้วก็เป็นผู้ที่เห็นโทษ และก็มีการประพฤติด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนา แม้แต่คำว่าสมาทานไม่ได้หมายความว่าห้าม แต่หมายความว่าผู้นั้นมีเจตนาที่จะถือเป็นข้อประพฤติปฏิบัติของแต่ละคน เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนาไม่ได้บังคับอะไรเพราะเป็นอนัตตา แต่ว่าแสดงตามความเป็นจริงว่า อกุศลมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และทางฝ่ายกุศลมีอะไร จนกระทั่งผู้นั้นเกิดปัญญาของตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมและก็อาจจะคิดว่า บังคับให้คนอื่นเลิกอบายมุข หรือว่าไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่โดยการคิดว่าบังคับได้ แต่ว่าตราบใดที่เขายังมีความพอใจ ยังไม่เห็นโทษยังติดข้องอยู่ใครก็บังคับไม่ได้ แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจในเหตุผลขึ้น ก็จะรู้ได้ว่าปัญญาต่างหากที่จะทำให้ค่อยๆ ละอกุศลได้
ผู้ฟัง อันนี้ผมก็อยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางว่าคนที่มีภารกิจจันทร์ถึงศุกร์ต้องทำงาน ว่าเราควรจะมีการปฏิบัติที่แทรกธรรม หรือว่าให้เราเข้าถึงธรรมได้อย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่นผมอย่างนี้ ก็อาจจะไม่ค่อยเข้าใจธรรมลึกซึ้งเท่าไหร่ แต่ว่าในการเป็นอยู่ปัจจุบันก็คือก็พยายามที่จะรักษาศีล ๕ ซึ่งก็รักษาไม่ได้ทุกวัน แล้วก็ไม่ได้ทุกข้อด้วย แต่ก็พยายาม
ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเพียงแค่ให้มีศีล ๕ แล้วก็ชีวิตประจำวันที่เป็นกุศลเช่นการไปวัดแล้วก็สวดมนต์ไหว้พระ แต่ที่สำคัญของการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ที่ได้ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่ออนุเคราะห์ให้ได้ฟังธรรม ให้มีความเข้าใจ สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้มากขึ้นเพิ่มขึ้น เพราะว่าเรื่องของความประพฤติทางกายทางวาจาในขั้นของศีล ก็เป็นที่เข้าใจกันอยู่ แต่ว่าจริงๆ คำสอนของพระองค์ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นมาก ส่วนใหญ่เราจะได้ยินคำว่าศีล และเราก็คิดว่าเป็นกุศล เพราะว่ามีศีลแต่ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระภิกษุ แต่ไม่รู้เลยว่าศีลนั้นมาจากไหน จริงจริงแล้วถ้าไม่มีจิต ไม่มีศีลเลย แต่ว่าสภาพของจิตก็ทำให้ความประพฤติ ทางกายทางวาจา เป็นไปตามจิตประเภทนั้นๆ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะไม่มีการบัญญัติศีลเลย แต่ว่าความประพฤติทางกายทางวาจาก็มี เพราะว่าเมื่อมีจิตแล้วก็มีรูป ก็จะต้องมีความประพฤติตามจิต และก็สามารถที่จะใช้วาจาไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ตามจิตประเภทนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ถ้าเราจะมีความเข้าใจสภาพธรรมว่าศีลก็คือความประพฤติของกายวาจา อันเนื่องมาจากใจ ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดงก็ได้กล่าวถึงศีล ๓ ประเภท กุศลศีล อกุศลศีลและอัพยากตศีล มีคำหลายคำ ซึ่งเราคุ้นหูแต่ว่าเราไม่ได้เข้าใจคำนั้น และอาจจะไม่คิดที่จะเข้าใจด้วย แต่ว่าตามความเป็นจริง เมื่อเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนเรื่องสภาพธรรมที่มีจริงที่เข้าใจได้ ทำไมไม่คิดที่จะเข้าใจคำนั้น เพราะว่าอย่างงานศพทุกงาน ก็จะมีคำว่ากุสลาธัมมา อะกุสะลาธัมมา อัพยากะตาธัมมา ก็ได้ยินทุกงานแล้วก็ชินหูด้วย แต่ก็ไม่คิดที่จะเข้าใจความจริงว่าทั้ง ๓ คำนี้หมายความถึงอะไร ได้ยินคำว่าธรรม แล้วก็มีความเข้าใจว่า ธรรมก็เป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลย ธรรมที่เกิดและไม่ใช่สภาพรู้ก็มี ธรรมที่เกิดแล้วก็ต้องรู้ ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องคิดนึกเป็นฝ่ายนามธรรมก็มี เพราะฉะนั้นคำสอนทั้งหมดที่ประมวลไว้ ก็สามารถที่จะแสดงโดยอีกนัยหนึ่ง คือกล่าวถึงกุศลธรรมหมายความถึงจิตเจตสิกฝ่ายดี อกุศลธรรมหมายความถึงจิตเจตสิกฝ่ายไม่ดี แต่พอถึงอัพยากตธรรม รวมทุกอย่างที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล รูปทำดีไม่ได้ทำชั่วไม่ได้ไม่มีจิต ไม่มีสภาพธรรมที่เกิดกับจิตคือเจตสิก เพราะฉะนั้นรูปเป็นอัพยากตธรรม หรือแม้แต่จิตของพระอรหันต์ไม่มีกุศลไม่มีอกุศล เพราะเหตุว่าดับทั้งกุศลและอกุศล ถ้ายังคงมีกุศลและอกุศลซึ่งเป็นเหตุ ผลต้องมี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการเกิดอีก สำหรับผู้ที่ยังมีกุศลและอกุศล ด้วยเหตุนี้จิตของพระอรหันต์เป็นกิริยาจิตเป็นอัพยากตธรรม ถ้าเราเพียงแต่ฟังสักนิดหนึ่ง แล้วก็มีความเข้าใจอย่างมั่นคงว่า กุสลาธัมมา อกุสะลาธัมมา อัพยากะตาธัมมา ก็หมายความถึงธรรมทั้งหมดเลย สามารถที่จะจำแนกออกได้เป็น ๓ ประเภท คือธรรมที่เป็นกุศลประเภทหนึ่ง ธรรมที่เป็นอกุศลประเภทหนึ่ง และธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลอีกประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาได้ยินคำว่าจิตเจตสิกฝ่ายอกุศลเป็นอกุศลธรรม ฝ่ายกุศลเป็นกุศลธรรม ฝ่ายที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็เป็นอัพยากตธรรม รูปทั้งหมดเป็นกุศลไม่ได้เป็นอกุศลไม่ได้ ก็เป็นอพยากตธรรมด้วย นิพพานก็ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่จิตไม่ใช่เจตสิก เพราะฉะนั้นท่านก็เป็นอัพยากตธรรมด้วย ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงศีล ๓ ประเภท กุศลศีล มาจากกุศลจิต การเคลื่อนไหวทางกายทางวาจาที่เกิดเพราะกุศล การช่วยเหลือบุคคลอื่น หรือว่าการที่จะให้ทานทั้งหมดก็อาศัยรูปซึ่งเกิดเพราะจิตเป็นกุศล ขณะนั้นก็เป็นกุศลศีล แต่ขณะใดที่จิตเป็นอกุศลมีการประทุษร้าย ขณะนั้นก็เป็นอกุศลศีล และขณะใดที่เป็นการกระทำใดๆ ของพระอรหันต์ ซึ่งไม่ใช่กุศลและอกุศล การกระทำนั้นๆ ก็เป็นอัพยากตศีล ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมก็จะทำให้เรามีความเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่มีจริงๆ ชัดเจนถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าเพียงแต่เราจะเห็นประโยชน์ และคิดว่าสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังเป็นคำสอนที่ชินหู แต่ว่าถ้าเราได้รู้โดยที่ไม่ยากเลย เพียงฟังพิจารณาก็เข้าใจ จะทำให้เรารู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เข้าใจจิตใจของเราเองดีด้วย ว่าแม้แต่คำว่าศีลยังไม่ต้องบัญญัติเลย แต่ก็มีแล้ว แต่ที่บัญญัติก็บัญญัติตามเพศของคฤหัสถ์ และบรรพชิต สำหรับคฤหัสถ์ไม่ได้ละอย่างบรรพชิต เพราะว่าบรรพชิตละทั่วละหมดทรัพย์สมบัติ และก็วงศาคณาญาติด้วย ความสนุกสนานเหมือนอย่างคฤหัสถ์ จะดูฟุตบอลไม่ว่าจะทำอะไรอีกอย่างคฤหัสถ์เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าอัธยาศัยสะสมที่จะอบรมเจริญปัญญาในเพศของบรรพชิต ซึ่งไม่ได้บังคับว่าต้องเป็น แล้วแต่การสะสม เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ ก็สามารถที่จะรู้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นคำจริง เมื่อกล่าวถึงคำใดสามารถที่จะรู้ถึงแหล่งที่มาของคำนั้น แม้แต่คำว่าศีล ด้วยเหตุนี้เพียงแต่ฟัง อย่างขณะนี้กำลังฟังเป็นทุกข์หรือเปล่า ไม่เดือดร้อนเลยใช่ไหม สบายๆ เหมือนนั่งคุยกันอย่างนี้ แต่ไม่ได้สนทนาในเรื่องไร้สาระ แต่ในเรื่องที่เป็นสาระ ที่จะทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ในสิ่งซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟัง และอาจจะไม่ได้ยินได้ฟังในชาติต่อๆ ไปก็ได้ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไหร่ และเมื่อเกิดอีกจะเป็นอย่างไร การเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดในนรก เกิดเป็นเปรตเป็นอสูรกาย ก็เป็นผลของอกุศลกรรม ในโลกนี้เราจะให้ แมวสุนัขมาฟังธรรมเป็นไปไม่ได้เลย แต่การที่เกิดแล้วเป็นมนุษย์มีโอกาส โดยเฉพาะถ้าได้สะสมมาที่จะได้ยินได้ฟังแล้วก็มีศรัทธาเพิ่มขึ้น เพราะว่าแต่ละคนมีศรัทธาตามการสะสมศรัทธาในทาน บางท่านก็มีทานุปนิสัยให้ง่ายมาก ไม่ยากเลย บางคนก็มีศีลุปนิสัยมีศรัทธาในศีล
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620