ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๙
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ด้วยเหตุนี้นะคะ โลกุตระธรรม๙คือมักจะจิต๔สตาปฏิมะซะกะทาคาบิมอนาคามิมัครหัสเมะ และโลกุตระวิบากซึ่งเป็นผลนะคะ คือโสตาปัตติผล และจิตสกัดธนาคารนิพนธ์ และจิตอนาคามิผล และจิต อรหัตตผล และจิตรวม๘ และนิพพานหนึ่งเป็นโลกุตระเป็นธรรมะที่เป็นรัตนที่ควรเคารพไม่ใช่ว่าเราจะไปเคารพอกุศลนะคะ แต่เคารพธรรมะที่สามารถที่จะดับกิเลสได้ และสำหรับพระสงฆ์หรือว่าสังขะรัตนเนี่ยหมายความถึงพระอริยสงฆ์ไม่ใช่สมมติสงฆ์ถ้าพระภิกษุได้ยังไม่รู้แจ้งเรียสัจธรรมจะเป็นสังฆราชตนะไม่ได้ไม่ถือความเป็นสังฆะรัตนะ เพราะฉะนั้นเคารพคำก็คือพระรัตนตรัย นะคะ ซึ่งมีพระหัตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้แสดงหนทางที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะถึงความเป็นโลกุตระได้ และผู้ที่ควรจะเคารพนะคะ ก็คือผู้ที่สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมไม่ว่าครึ้หัดหรือบรรพชิตเป็นสังฆโสภณ คือเป็นหมูของสงฆ์ที่งามเพราะเหตุว่าสามารถที่จะดับกิเลสได้ตั้งแต่พระโสดาบันจนกระทั่งถึงพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ด้วยนะคะ ว่าเคารพในธรรมหรือว่าเคารพในพระรัตนตรัยนั้นคืออะไร ครับอย่างถ้าศึกษาอริยสัจธรรม แล้วก็จำได้แต่เพียงชื่อนี้ก็ยังไม่เชื่อว่ามีความเคารพในพระรัตนตรัยใช่ไหมครับ ถ้าไม่รู้จักพระปัญญาคุณพระบริสุทธิคุณพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่ารู้จักพระพุทธเจ้าหรือยัง ยังครับ และเคารพใคร ก็ไม่ได้เคารพใครครับเพียงแต่รู้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้เลิศดับกิเลสได้ไม่มีผู้ใดเสมอหรือเปรียบปรานได้เลยในคุณความดีในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็กราบไหว้แต่ยังไม่รู้จักเลยค่ะ ว่ารัฐรู้อะไรทรงแสดงธัมมอะไรเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นอย่างไร เพราะฉะนั้นความเคารพขณะนั้นก็ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญา และก็ไม่เชื่อว่ารู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เพียงแต่ได้ยินชื่อแล้วคิดถึงพระคุณซึ่งไม่รู้ว่าพระคุณนั้นมากมายมหาศาลแค่ไหน แต่ก็มีความเคารพที่เพียงได้ยินนะคะ แล้วก็มีความเชื่ออย่างนั้นมีศรัทธาอย่างนั้นก็มีความเคารพ ถ้าอย่างนั้นความเคารพนี้ก็มีหลายคันของกุศลที่เกิดใช่ทั้งหมดค่ะมีตั้งแต่น้อยที่สุดจนกระทั่งจริงมากเช่นความยินดีติดข้องเพียงเล็กน้อยนิดหน่อยกับความยินดีติดข้องมากๆ ไหนก็ต่างกันแล้วใช่ไหมคะยินดีติดคลองจนกระทั่งสามารถที่จะเอาสิ่งของของคนอื่นมาเป็นของตน ก็ต้องมีกำลัง และยินดีในของของตนมากหรือว่าของของตนนั้นยินดีเพียงเล็กน้อยก็ต่างกัน และ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมมันก็ต้องมีหลายระดับ คือได้ฟังพระสูตรมาว่าพระผู้มีพระภาคแม้จะประทับอยู่กับพุทธบริษัททั่วทั้งจักรวาลก็ชื่อว่าอยู่พระองค์เดียวแต่อย่างเรานี่นั่งฟังธรรมอยู่ที่บ้านธรรมะนะฮะยังไงก็เข้าใจเหมือนกันว่านังกับหลายคนซึ่งรู้สึกว่าค้านกับความเป็นจริงที่ต่างกันระหว่างพระผู้มีพระภาคกับปุถุชนอย่างเรามากเลยครับ ขณะนี้อยู่คนเดียวรึเปล่าคะ ไม่มีความคิดว่าอยู่คนเดียวมันเหมือนกับเห็นหลายคนมากเลยครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้อยู่คนเดียวรึเปล่า ตามความเป็นจริงต้องอยู่คนเดียวครับเดี๋ยวนี้อยู่คนเดียวรึเปล่าเดี๋ยวมันค่อนจริงไหมอยู่คนเดียวครับเพราะไม่รู้ความจริงเส้นเป็นสภาพธรรมะที่ และอย่างซึ่งเกิดหลัก จึงมีหลายๆ คนใช่มั้ยคะมีสิ่งของหลายอย่างเพราะคิดถึงสิ่งนั้นบ้างสิ่งนี้บ้าง เหมือนไม่ได้อยู่คนเดียวแต่อยู่กับสิ่งต่างๆ ตามความคิดหนึ่ง แต่ถ้าเป็นผู้ที่อยู่ผู้เดียวก็คือผู้ที่มีปัญญาสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้นะคะ สภาพธรรมะได้ปรากฏเฉพาะสภาพธรรมะนั้นเท่านั้นที่มี สภาพธรรมะเอลไม่มีเพราะไม่ได้ปรากฏ และเพราะเกิดขึ้น และดับไปอย่างเร็ว เพราะฉะนั้นหมดแล้วทุกอย่างนะคะ เย็นที่เรากำลังนั่งอยู่ในเราจำได้ว่ามีตัวเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ยังเป็นแขนเรามีค่ะเรามี นั่งอย่างนี้ก็เป็นเรานั่งนะคะ แต่ว่าตามความเป็นจริงเห็นเป็นเราหนังรึเปล่า หรือเป็นธรรมะที่เพียงเกิดขึ้นขณะนั้นไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้นทั้งโลกด้วยทั้งจักรวาลด้วยไม่เหลืออะไรเลยนอกจากขณะนั้นนะคะ เป็นเห็นกับสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นถ้าขณะนั้นนะคะ อยู่คนเดียวหรือเปล่า ไม่มีใครเลยนอกจากสิ่งที่ปรากฏ แต่ต้องเป็นปัญญานะคะ ที่รู้จริงๆ ว่าขณะนั้นนะคะ ที่กล่าวว่าไม่มีอะไรปรากฏต้องเป็นปัญญาที่อบรมแล้วจนไม่มีอะไรปรากฏจริงๆ เหมือนเดี๋ยวนี้ เพราะเหตุว่าจิตเห็นเกิดเมื่อไหร่ก็เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเพียงเท่านั้นจะไม่มีอย่างอื่นเลยเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้แต่ไม่รู้นะคะ ก็เข้าใจว่าเราเห็นแล้วก็เห็นคนอื่นด้วยแต่ว่าตามความเป็นจริงถ้ารู้ว่าขนาดนั้นไม่มีแม้แต่เราค่ะตั้งแต่ศีรษะจดเท้า ไม่มีรูปหนึ่งรูปใดเลยนอกจากรูปที่กำลังปรากฏแล้วแต่ว่าเป็นรูปได้แล้วเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปด้วยจึงไม่มีเรา จะกล่าวว่าอยู่คนเดียวก็คือด้วยความรู้ที่ถูกต้องจึงให้รู้ว่าไม่มีสิ่งที่ยั่งยืน ณขณะนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าขณะนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ขณะนี้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าเป็นอย่างนั้นแต่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ใช่ไหมคะกำลังเห็นเนี่ยมีปอดไม่มีฟันมั๊ยคะ ใช่เฉพาะเห็นไม่มีครับกำลังเห็นไม่มีแน่ๆ เลยค่ะที่เคยเป็นราวตั้งแต่ศีรษะจดเท้าไม่เหลือเลยนั้นจึงจะตรงกับความหมายว่าไม่ใช่เราไม่มีเรามีแต่สภาพธรรมะที่เกิดขึ้น และก็ดับไป เพราะฉะนั้นจะอยู่ที่ไหนก็ตามนะคะ ๕มีความรู้อย่างนี้เกิดขึ้นเมื่อไร คืออยู่ผู้เดียว หมายถึงปัญญาที่รู้ความจริงของโลกครั้งหนึ่งทางใดที่ปรากฏใช่ไหมครับ อีกคำถามนึงนะครับ คือ ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส แล้วก็ก็ให้ เกิดความสบายแก่การพิจารณาทางใจแต่สำหรับธรรมะบางประการที่เรา ได้ศึกษาแล้วรู้สึกว่ายากมากก็ยังไม่เกิดความสบายในการพิจารณาทางใจท่านอาจารย์ช่วยเกื้อกุลส่วนนี้ด้วยครับ ค่ะไม่มีปัญญาอยู่คนเดียวนะคะ ไม่มีญาติพี่น้องเลย เหงามั้ยค่ะ ว้าเหว่ไหมคะ คิดถึงไหม อ่านไลน์อยากมีอยากพบอยากเห็นหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นปัญญานะคะ ขณะนั้นจะไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น นี่เป็นความต่างกันเพราะเห็นว่าขณะที่มีปัญญานะคะ รู้ความจริง Ptไหมคะ ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าสภาพธรรมะจริงๆ เนี่ยเป็นอย่างนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากธรรมะซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปเท่านั้นเองแม้แต่เราก็ไม่มีแต่ถ้าไม่มีปัญญาอย่าพูดถึงแม่แต่ว่าไม่มีคนอื่นเลยนะคะ แค่เราไม่มีก็คงจะใจหายไม่เหลืออีกเลย ไม่ใช่เราเลยเป็นแต่เพียงสภาพธรรมะซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนี่คือความต่างกันของปัญญากับ อวิชชาคือความไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่าเพียงเรารู้แค่นี้นะคะ แล้วจะปิดติด บางคนก็บอกว่าเข้าใจแล้วน่าจะเบาสบายptแต่ทำไมไม่เหมือนจะเป็นอย่างนั้นเลยก็เพราะเห็นว่าปัญญาขนาดนั้นนะคะ เทียบกับอกุศลซึ่งติดตามมาอย่างรวดเร็วอะไรมากกว่ากัน ถ้ากุสอนครับ เพราะฉะนั้นจะเป็นปีติในความรู้ถูกความเห็นถูกได้มั้ยไม่ปรากฏเลยเพราะว่าน้อยมาก และก็เป็นช่วงขณะสั้นๆ ด้วย ก็อกุศลท่วมทับเยอะครับก็ไม่ปรากฏลักษณะของปัญญาที่เล็กเป็นปัญญาที่สามารถจะรู้จริงๆ นะคะ ไม่ได้กลัวไม่ได้ตกใจไม่ได้หวั่นไหวttไหมคะ พลจัดการเป็นทาสของความไม่รู้ สิ่งที่มีตลอดแต่ไม่เคยรู้เลยพ้นจากความติดข้องใดๆ ซึ่งเคยติดคลองไว้มากนะคะ เป็นอิสระจากความเป็นทาสของความต้องการ และความติดข้องจะรู้สึกสบายกว่าเวลาที่ติดคลองใหม่ค่ะเพราะว่าเวลานี้ค่ะสิ่งที่คนยังมีกิเลสต้องการ คือต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่รู้ว่าขณะนั้นนะคะ เป็นทาสของกิเลสเป็นทาสของโลกพาโลพระทำให้ต้องการโลหะทำให้ติดคลองแล้วเพราะทำให้แสวงหาแต่ถ้าไม่มีหล่อพระขนาดนั้นนะคะ พ้นจากความติดข้องความเป็นอิสระอย่างนั้นอ่ะถ้าไม่เคยมีก็จะไม่รู้ว่า เป็นสิ่งที่ ปลอดภัยกว่านะคะ ไม่ต้องเดือดร้อนแล้วก็พ้นจากความติดข้องได้แม้แต่เพียงคันเล็กๆ น้อยๆ นะคะ ก็ยังเป็นประโยชน์ ขอเรียนถามเรื่องความจริงของคิด ทีนี้ตามความเข้าใจเนี่ยเนี่ยคิดว่าจิตมี๑๔กิน จิตเห็นไม่ได้คิดจริงๆ แล้วความจริงของคิดเนี่ยคืออะไรกันแน่ ค่ะการศึกษาทำไมก็ต้องศึกษาโดยละเอียดนะคะ โดยกว้างขวางด้วยเพราะว่าพอเริ่มศึกษาใหม่ๆ เนี่ยเราก็จะได้ยินได้ฟังไม่ครบถ้วนเพียงเล็กน้อยเพียงบางประการแต่เวลาที่ศึกษามากขึ้นนะคะ ก็จะมีคำอธิบายที่กว้างขวางขึ้นอีกตามลำดับเพราะเห็นว่าการที่จะกล่าวถึงธรรมะ โดยตลอดโดยถี่ถ้วนโดยครบถ้วนทั้งหมดนะคะ แม้แต่ในสูตรเดียวหรือพยัญชนะเดียวเนี่ยเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการฟังตามลำดับนะคะ ก็จะทำให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นตามลำดับแม้แต่คำอธิบายก็ตามลำดับด้วย เลขที่กล่าวถึงแนะหมายความว่าจิตเป็นสภาพคิด และมีคำอธิบายว่าหมายถึงรู้อารมณ์ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจให้ถูกต้องนะคะ ไม่ว่าจิตประเภทใดก็ตามที่เกิดต้องรู้อารมณ์ จะคิดหรือว่าจะหลับเลยจะตื่นด้วยจะทำอะไรก็ตามเมื่อเป็นจิตซึ่งเป็นนามธาตุที่เป็นธาตุรู้เกิดขึ้นต้องมีสิ่งที่ถูกรู้จะมีแต่จิตโดยไม่รู้อารมณ์เนี่ยไม่ได้เลย และก็ถ้าศึกษาเรียกว่าได้อ่านข้อความต่อไปอีกนะคะ ก็จะมีคำว่าจิตเป็นสภาพที่มากด้วยความคิด ก็จะมีการเพิ่มเติมอีกนะคะ ว่าโดยนัยที่กล่าวว่า๗เป็นสภาพคิดแต่ต้องไม่ลืมว่าคิดที่นี่คือรู้อารมณ์เท่านั้นเพราะเหตุว่าธรรมดาขนาดนี้อะค่ะจิตปรากฏหรือเปล่า หรือว่าถ้าคนที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรมะนะคะ เขาก็บอกว่าจิตเมล์เมื่อไหร่นะคะ เวลาคิดเป็นจิตที่กำลังคิดถามเขาว่าแล้วเห็นได้เป็นจิตหรือเปล่าตอบไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจแวะแม่กำลังเห็นเนี่ยก็เป็นจิตที่กำลังรู้คือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่ารู้นะคะ ก็จะต้องพิจารณาว่าเราเข้าใจความรู้ในความหมายได้บางคนก็เข้าใจว่ารู้เนี่ยหมายความถึงปัญญาที่รู้ถูกเห็นถูกนั่นคือรู้ ถ้าไม่รู้ก็คือไม่เข้าใจไม่เห็นถูกไม่รู้เราเข้าใจแคบนะคะ แต่ว่าถ้าศึกษาธรรมะมากต้องตรงแม้แต่ว่าจิตเป็นสภาพที่คิดเพราะมีคำอธิบายว่าไม่ใช่ในความหมายอื่นแต่ในความหมายว่าเป็นสภาพที่รู้อารมณ์นะคะ และถ้าจะรู้ลักษณะของจิตต่อไป ก็จะมีคำว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์คือทั้งหมดเนี่ยค่ะจะต้องสอดคล้อง และถูกต้องตั้งแต่ต้นแต่จะมีคำขยายมากขึ้นให้เข้าใจถูกต้องขึ้นนะคะ เพราะว่าบางคนเพียงรู้ว่ามีจิตแต่เห็น เป็นจิตรึเปล่าก็ไม่รู้เข้าใจว่าเป็นเราได้ยินนี้หรือเป็นจิตเป็นคนก็จะเกิดความสงสัยนะคะ ว่าแค่ได้ยินเนี่ยเป็นอะไรก็ยังไม่รู้เลยเป็นเราได้ยินหรือว่าถ้าศึกษามาก็บอกว่าเป็นสิ่งที่มีจริงนะคะ แต่ก็ไม่รู้ว่านั่นแหละคือจิตที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะ สองอารมณ์คือสิ่งที่จิตกำลังรู้ด้วยเหตุนี้คำอธิบายต่อๆ ไปนะคะ ก็จะมีว่าจิตเป็นสภาพที่มากด้วยความคิด พอที่จะเข้าใจจิตได้ใช่ไหมคะ ขณะที่เห็นไม่ได้คิด ขณะที่ได้ยินกำลังมีสิ่งที่ปรากฏที่ยังไม่ดับ เพราะฉะนั้นขณะนั้นนะคะ จะรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏที่ยังไม่ดักยังไม่ได้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรยังไม่ได้มีการที่จะมีชื่อหรือว่ามีคำใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะเข้าใจได้ทั้งหมดทันทีนะคะ และก็สิ่งใดก็ตามที่พอที่จะเข้าใจได้ในตอนต้นก็ได้กล่าวถึงในตอนต้นสิ่งไหนที่จะเข้าใจได้ละเอียดขึ้นก็ได้กล่าวถึงต่อไปเพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมะนั้น เพราะฉะนั้นจึงทรงแสดง๗นะคะ โดยกิจด้วยหมายความว่าเมื่อเป็นนามธรรมเกิดแล้วนะคะ ก็จะต้องทำกิจหนึ่งกิจได้เฉพาะลักษณะที่เป็นนามธรรมนั้นๆ เช่นจิตเห็นธรรมอย่างอื่นไม่ได้เลยเพราะว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นที่ยังไม่ดับไปเท่านั้น เสียงก็เหมือนกันนะคะ ที่ปรากฏนะคะ จิตได้เห็นก็จะรู้เฉพาะเสียงที่ยังไม่ดับ นี่ก็เป็นสิ่งที่สปอร์ตคลองแต่ว่าต้องเข้าใจความหมายของคำที่แสดงไว้ทั้งในพระไตรปิฎก และในอรรถกถาด้วยถ้าเป็นอีกนี้ก็ไม่เป็นที่สงสัยใช่ไหมคะในทั้งสองพยัญชนะ พูดถึงเรื่องว่า รูปเกิดจะดับเนี่ยเท่ากับ๗๗คณะอะไรเงี้ยนะแล้วท่านอาจารย์ก็พูดว่าทราบไหมว่า พระเจ้าท่านสอนเรื่องนี้ทำไมก็เพื่อที่จะให้เห็นความเป็นอนัตตาเนี่ยนะคะ อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่าท่านสอนเรื่องนี้ทำไมหนึ่งคือเรื่องของวิถีจิต เรื่องที่สองก็คือเรื่องของ ที่มีชาติหน้าชาติหลังอะไรอย่างเงี้ยค่ะขอเรียนถาม จิตเกิดระดับใช่ไหมคะใช่ค่ะไม่มีวันหยุดค่ะไม่มีเวลาหยุดค่ะเป็นคณะที่เป็นนิโรธสมาบัติซึ่งก็ขณะนี้ก็ไม่ดีก็ไม่กล่าวถึงนะคะ แต่ให้ทราบว่าการเกิดดับของจิตนะคะ ไม่ว่าจะในอดีตนานมาแล้วก็เป็นอย่างนี้ขณะนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละเมื่อจุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้น ก็ไม่จบเพียงแค่ชาตินี้ก็เป็นปัจจัยที่จะให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อเป็นจิตขณะแรกของชาติต่อไปเหมือนกับจิตขณะแรกของชาตินี้นะคะ ก็สืบต่อมาจากจุติจิตของชาติก่อนแสดงให้เห็นธาตุหรือธรรมะซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแวะยับยั้งได้เลย เมื่อเป็นจิตเกิดนะคะ แล้วก็ดับไปการดับไปของจิตนั้นก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นเวลล์จุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้นที่เมื่อดับไปแล้วไม่เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตหรือจิตใดๆ เกิดสืบต่อได้เลยคะ ขณะที่นอนหลับสนิทนะคะ ยังไม่ตายจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ยังไม่เกิดหมายความว่ายังไม่มีจิตที่ทำกิจคนสภาพความเป็นบุคคลนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นก็ยังคงความเป็นบุคคลนี้เหมือนปฏิสนธิจิตเป็นผลของกรรมใดทำให้ปฏิสนธิจิตเป็นจิตประเภทใด เวลาที่ปฏิสนธิจิตขณะแรกกับไปแล้วกรรมนั้นก็ทำให้จิตประเภทเดียวกันไหนคะเกิดสืบต่อดำรงภพชาติระหว่างที่ยังไม่มีการเห็นการได้ยินการได้กลิ่นกันเรียบรสการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และคิดนึก เพราะฉะนั้น๗ไม่ใช่ใครเลยสักคนนะคะ แต่ก็เป็นสภาพของธรรมะที่มีจริง และก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็แสดงตามความเป็นจริงของจิตอย่างนี้ว่า ๗ขณะนี้เป็นจิตอะไรข้าเป็นจิตที่กำลังเห็นไม่ใช่ภวังคะจิตแม้ว่าภวังคะจิตนะคะ เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิตขณะแรกชื่อว่าปฐมภวังคะขณะนี้เป็นภวังค์ที่เท่าไหร่คะนับไม่ถ้วนนับไม่ได้ก็ไม่ต้องนับนะคะ แต่ว่าที่กล่าวถึงปฐมภวังค์ก็เพราะเหตุว่า แสดงให้รู้ว่าเมื่อปฏิสนธิจิตดับไปแล้วนะคะ ปฐมภวังค์จะเป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้นรูปที่เกิดในเกิดเพราะจิตได้ในขณะที่เป็นปฐมภวังค์แต่ในขณะปฏิสนธิมีเฉพาะรูปที่เกิดจากกรรมเท่านั้นค่ะทรงแสดงความละเอียดยิ่งขึ้นเพื่อให้เห็นว่าไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลง กลับมาได้เลยยิ่งเข้าใจความละเอียดก็ยิ่งเห็นว่าเป็นธรรมะซึ่งไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้นนะคะ จิตเป็นจิตเจตสิกเป็นเจตสิกโรคเป็นโรคทั้งหมดไม่ใช่ตัวตนยิ่งเข้าใจละเอียดขึ้นก็ยิ่งทำให้เวลาที่สติสัมปชัญญะเกิดมีลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏนะคะ ความเข้าใจที่ได้สะสมมาแล้วนะคะ สามารถที่จะเห็นถูก ในความเป็นจริงของสิ่งนั้นแต่ถ้าไม่มีความเข้าใจเป็นพื้นฐานเลยแม้ขณะนี้นะคะ แข็งปรากฏก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าแข็งเป็นธรรมะเป็นสิ่งที่สามารถปรากฏเมื่อจิตที่สามารถเกิดขึ้นโดยอาศัยกายะภาษาเท่านั้นจึงสามารถที่จะรู้สภาพแข็งที่ปรากฏได้ นี่ก็คือพระมหากรุณาที่ทรงแสดงความละเอียดของสภาพธรรมะทั้งหมดนะคะ เพื่อให้มีความเข้าใจถูกเป็นพื้นฐานด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะรู้แจ้งเรียสัจธรรมในอดีตนะคะ ต้องเป็นพาร์๖สุตตะหรือพหูสูตที่แปลในภาษาไทยนะคะ หมายความว่าเป็นผู้ที่ฟังมากเข้าใจมากไตร่ตรองมาก เป็นเพื่อนท่านที่เมื่อฟังอีกก็เข้าใจได้เร็วเรียกว่าสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏตรงตามที่เข้าใจทุกคำที่ได้ยินไม่ผิดจากนั้นเลยไม่ใช่ว่าความจริงเป็นอย่างหนึ่งแสดงอย่างหนึ่งแล้วก็ไปรู้อีกอย่างหนึ่งไม่ใช่อย่างนั้นค่ะแต่ทั้งหมดที่กำลังได้ยินได้ฟังเนี่ยเป็นสิ่งที่ปัญญาที่อบรมแล้วเนี่ย สามารถที่จะประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริงได้ค่ะแต่ถ้าไม่ใช่ปัญญาที่ได้อบรมแล้วนะคะ กำลังฟังอย่างนี้อ่ะค่ะก็ไม่สามารถที่จะรู้แจ้งความจริงได้แต่ก็อบรมจนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนกระทั่ง ไม่หลงลืมนะคะ ค่ะซึ่งจะรู้ได้ว่าขณะนี้ค่ะใครหลงลืมหรือไม่หลงลืมก็เพราะเห็นว่ามีความเข้าใจในสภาพธรรมะมั่นคงแค่ไหน และก็ไม่หวังด้วยนะคะ ว่า จะต้องไปรอคอยชาตินี้หรือชาติหน้าหรือชาติไหนเพราะเหตุว่าเป็นปัญญาที่สะสมมาถึงกาละที่จะเข้าใจสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏโดยการกระจัดแจ้งหรือยัง ค่ะ คือจิตเกิดดับก็จริงนะคะ แต่ว่าจะไปเกิดเป็นอย่างน้อยอย่างนี้เนี่ย ไอ้สิ่งที่สะสมเนี่ยมันเกี่ยวข้องอะไรตรงไหนยังไงคะค่ะขณะต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นค่ะขนาดต่อไปคือตอนนี้หรือไงค่ะเดี๋ยวนี้ค่ะต่อจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นหน้าต่างตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนจะรู้ได้ยังไงคะแต่อธิบายไว้ใช่ไหมคะว่าจะไปเกิดอะไรเนี่ยขึ้นอยู่กับ จะส่งอะไรไว้กรรมเล็งที่ได้กระทำแล้วค่ะ ซึ่งอันนี้เรียกว่าสิ่งที่สะสมไปในรูปของจิตใช่ไหมคะกำหมายความถึงเจตนาที่ได้กระทำกรรมนั้นสำเร็จนะคะ สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดเพื่อแสดงถ้าเป็นอกุศลละกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัยเมื่อจุติจิตดับอกุศลวิบาก เกรดขึ้นเป็นคณะแรกสืบต่อจากจุติจิตชื่อว่าปฏิสนธิจิตขนาดนั้นเป็นผลของอกุศลกรรมค่ะแต่จะรู้ไหมคะว่าอกุศลกรรมอะไร ไม่ทราบค่ะ กำลังพูดถึงว่าจิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ครับในชาตินี้แล้วก็เกิดขึ้นทันทีแปลว่ากลับแล้วก็เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้ค่ะไม่ว่าชาติไหนคะก็ทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่สะสมไว้เนี่ยเป็นจิตเมื่อดับไปแล้วจิตนี้ก็ไปแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยค่ะเจ็บไหนก็ไปไหนไม่ไปจิตเกิดแล้วก็ดับเกิดแล้วก็ดับ ค่ะทุกอย่างที่สะสมในจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นเป็นไปตามสังขารขันธ์แต่ละคณะที่ไม่หายไปไหนเลยนะคะ ทุกขณะที่กำลังฟังกำลังเข้าใจนะคะ สะสมสืบต่อเป็นสังขารขันธ์ที่จะทำให้จิตประเภทไหนเกิดเมื่อไร ค่ะนั่นหมายความว่า ใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นได้สืบต่อจากอันที่ดับไปสมายล์ความเมื่อกี้นี้ก็เดี๋ยวนี้เลยค่ะสาวกันหรือเปล่า๕๐ตามมาจากเมื่อกี้นี้ได้แปลงสืบต่อค่ะอะไรที่มีในจิตขณะก่อนสืบต่อมาถึงขนาดนี้หรือเปล่าสืบต่อค่ะ ค่ะก็ลักษณะของจิตนะคะ เป็นธรรมชาตินอกจากรู้อารมณ์ด้วยความเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แล้วนะคะ เมื่อดับไปนะคะ เป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้นแล้วก็มีการสืบต่อทุกอย่างที่สะสมไว้ เพราะว่าจิตแต่ละดวงเนี่ยนะคะ จะเกิดขึ้นเนี่ยต้องมีปัจจัยจากตัวก่อนๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สะสมนี้คือสะสมในรูปของการ์ตูนปริยใจคือการสะสมนะคะ โดยความเป็นปัจจัย ไม่ใช่ตัวจิตเพราะตัวจิตเกิดแล้วดับนะคะ แต่เมื่อดับแล้วเนี่ยมีการสะสมพืชเชื่อยัง อนุสัยกิเลสอย่างเงี้ยนะคะ ที่จะเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เนี่ยเกิดขึ้นอย่างเช่นโรงพักเกิดขนาดหนึ่งนะคะ เมื่อดับไป ไม่หายไปไหนนะคะ เพราะเป็นปัจจัยให้ดวงใหม่เกิดขึ้นเขาก็มีสิ่งที่สะสมเดิม และดวงใหม่เมื่อดับไปนะคะ ก็เพิ่มสิ่งที่จะส้มนี่เพิ่มอีกไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายอกุศลธรรมก็สะสมนะคะ แล้วเวลาที่คุณสนแล้วจิตเกิดก็สะสมแล้วสืบต่อไปยังจิตดวงต่อไป
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620