ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๔

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดาปกติ ลักษณะนั้นเป็นสภาพที่มีจริงและปรากฏทางกายด้วย กายปสาทเป็นรูปที่สามารถกระทบกับธาตุที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ซึ่งกายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว ในส่วนที่กระทบกับสภาพหรือธาตุที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงไหวได้จึงปรากฏ

    เพราะฉะนั้น แยกกายปสาทกับสภาพธรรมที่กระทบ และปรากฏลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว เพราะถ้าไม่มีกายปสาทจะไม่มีการรู้ลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว เลย เช่น โต๊ะ เก้าอี้ จะรู้หรือไม่ว่าอะไรมากระทบที่อ่อนหรือแข็ง แต่ที่ใดก็ตามที่มีกายปสาท และมีการกระทบ รูปกระทบกายปสาท ลักษณะของรูปนั้นๆ จึงปรากฏ แต่เพราะความไม่รู้ก็เป็นชีวิตประจำวันปกติธรรมดา โต๊ะ เก้าอี้ เดินได้หรือไม่ แม้ว่ามีธาตุลม

    แสดงให้เห็นว่า ธาตุลมเกิดจากสมุฏฐานใด ในขณะที่มีการเคลื่อนไหว สิ่งที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวไป รูปเป็นธาตุลมซึ่งเคลื่อนไหวไปเพราะจิต เพราะว่าปกติธาตุลมก็มีอยู่ตลอดเวลา เกิดเกิดร่วมกับธาตุอื่นๆ อยู่แล้วที่ต้องมีทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม แต่เฉพาะธาตุลมไม่ใช่ธาตุแข็ง ไม่ใช่ธาตุอ่อน ไม่ใช่ธาตุที่เย็นหรือร้อน ไม่ใช่ธาตุที่เกาะกุมหรือซึมซาบซึ่งเป็นลักษณะของธาตุน้ำ แต่เป็นธาตุที่ลักษณะนั้นตึง เมื่อรวมกันไม่มีการเคลื่อนไหว และเป็นลักษณะที่เคลื่อนหรือไหวไปได้

    ผู้ฟัง ที่ว่าธาตุลมตึงหรือไหวก็เป็นรูป รูปที่เกิดจากจิตมากระทบกับกายปสาท

    ท่านอาจารย์ มหาภูตรูปทั้ง ๔ ซึ่งเกิดจากสมุฏฐานหนึ่งสมุฏฐานใดได้ทั้ง ๔ เกิดจากกรรมก็มี เกิดจากจิตก็มี เกิดจากอุตุ-ความเย็นความร้อนก็มี เกิดจากอาหารก็มี

    ผู้ฟัง ธาตุลมเกิดจากจิต

    ท่านอาจารย์ มีทั้งเกิดจากกรรม เกิดจากจิต เกิดจากอุตุ และเกิดจากอาหาร

    ผู้ฟัง แล้วที่มากระทบเกิดจากจิตใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ โต๊ะมีธาตุลมหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เคลื่อนไหวได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    อ.ธิดารัตน์ ธาตุลมจะมี ๒ ลักษณะก็คือ ทรงไว้ หรือว่าสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้มีการเคลื่อนไหว คือเป็นปัจจัยให้เกิดรูปใหม่ในการที่จะเคลื่อนที่ได้ โต๊ะไม่เคลื่อนที่เพราะมีธาตุลมที่มีลักษณะที่ทรงไว้

    ผู้ฟัง ฟังนานมากว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล ก็ลืม ไม่จำ จำแต่เรื่องราวความคิด แล้วถึงเวลาก็ลืม

    ท่านอาจารย์ จริงใช่หรือไม่ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ อยากจะเปลี่ยนหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่อยากเปลี่ยน แต่อยากลืมน้อยกว่านี้

    ท่านอาจารย์ นั่นคือไม่เปลี่ยนหรือ แต่อยากจะรู้มากกว่านั้นหรือไม่ คือไม่หลงลืมสติเลย ก็ไม่ใช่ตัวจริงของเรา เพราะฉะนั้นจากการที่ไม่รู้ว่า เราติดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เรื่องราวต่างๆ มากน้อยเพียงใด จากการฟังก็เริ่มเห็นธรรมที่เคยยึดถือว่าเป็นเราว่า แท้ที่จริงมีความติดข้องมากในสิ่งที่ปรากฏ เพราะไม่รู้ความจริงว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรม ขั้นฟังเข้าใจได้ แต่ว่ายังไม่ใช่การที่จะรู้ตรงลักษณะที่กำลังเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างจริงๆ ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครก็ตาม เมื่อได้ยินก็อยากจะเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง จากการที่หลงลืมสติมากๆ ก็ให้เป็นผู้ที่มีสติ ไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน เป็นไปไม่ได้เลย ขณะนั้นไม่รู้ว่าโลภะทำให้คิดเช่นนั้น เพราะเหตุว่ายังไม่มีความเข้าใจถูกต้องในระดับที่จะรู้จักว่า ขณะใดเป็นโลภะและขณะใดเป็นปัญญา

    ใครก็ตามทันทีที่ต้องการ แม้แต่อยากจะให้สติเกิดบ่อย ขณะนั้นไม่เห็นโลภะระดับนั้น แต่ว่าเห็นโลภะที่ชอบรูปสวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมๆ อาหารอร่อย สิ่งที่กระทบสัมผัสสบายไม่เป็นทุกข์ ในชีวิตประจำวันคิดว่าโลภะมีเท่านั้น แต่เมื่อเกิดการต้องการที่จะเป็นผู้ที่มีสติมากๆ ไม่เห็นว่า ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา เป็นสภาพธรรมที่ติดข้อง เปลี่ยนจากอยากได้ อยากมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าพอใจ เป็นต้องการให้มีสติมากๆ ก็ไม่พ้นจากโลภะ จนกว่าปัญญาสามารถที่จะเห็นจริงๆ ว่า ขณะนั้นเป็นธรรม ซึ่งเพราะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม จึงยังคงอยากหรือต้องการที่จะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง จะรู้จักตัวเองก็ต่อเมื่อสภาพธรรมใดเกิดขึ้น ใครมีโลภะ ถ้าโลภะไม่เกิดก็ไม่รู้ว่ามีโลภะนั้นๆ ระดับนั้น ขณะนี้ไม่มีโทสะ แต่เมื่อโทสะเกิดก็รู้ว่ามี ยังไม่ได้ดับ ถ้าขณะใดที่เกิดอิสสา ริษยา ขณะนั้นก็รู้ว่า ยังมีกิเลสเช่นนั้นที่ยังไม่ได้ดับ

    การรู้ความจริงคือ เห็นสภาพธรรมที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตน โดยรู้จักว่าเป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง แต่ขณะนั้นเมื่อไม่รู้ลักษณะนั้นก็อยากจะรู้ ขณะที่อยากไม่ใช่ปัญญา และขณะนั้นก็เพราะโลภะเปลี่ยนจากอยากให้มีรูป มีเสียง เป็นอยากให้มีสติ อยากให้มีปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อไรจะรู้จักโลภะละเอียดขึ้นแล้วรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน เพราะว่าการฟังพระธรรมเพื่อให้ถึงความไม่มีโลภะ แต่ชีวิตจริงๆ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ถึงความไม่มีโลภะเลย เพราะว่ามีโลภะที่สะสมมานานมาก โลภะก็ต้องเกิดบ่อย แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะเริ่มเห็นถูก เข้าใจถูก ในความต่างกันของโลภะซึ่งเพียงติดข้อง แต่ไม่ใช่การรู้ความจริงของสภาพธรรม

    ผู้ฟัง ตอนนี้เราฟังก็เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม เกิดดับตามเหตุปัจจัยและเป็นอนัตตา แต่เมื่อมีความอยากก็จะลืมไปว่า ตรงนี้เป็นธรรม ซึ่งเราไปอยากไม่ได้เลยเพราะว่ายิ่งเป็นเครื่องกั้น จริงๆ ถ้ามีปัญญาเราก็จะรู้ คือขณะนี้รู้ว่าเรายังหลงลืมสติมาก แล้วไม่มีปัญญารู้ลักษณะเป็นจริงของสภาพธรรม เพียงขั้นฟังเข้าใจแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาเป็นธรรมนั้นจริงๆ ยังไม่สามารถที่รู้ได้เลยว่า เราฟังแล้วเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ขณะที่ฟังเข้าใจและฟังอีกก็เข้าใจอีก เพราะฉะนั้น ความเข้าใจจะเกิดเพิ่มขึ้นเมื่อฟัง ถ้าขาดการฟังขณะนั้นก็ไม่มีเรื่องธรรมแล้ว เป็นเรื่องอื่นไปหมด ใช่หรือไม่ ขณะนั้นก็ไม่ใช่ขณะที่จะสะสมให้มีความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น ถ้ารู้ว่าความเข้าใจถูกมาจากการฟัง แล้วการที่จะคิดพิจารณาในสิ่งที่ได้ฟัง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น จะรู้ว่ามีหนทางเดียว อบรมเจริญปัญญาโดยอาศัยการฟังบ่อยๆ

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ต้องฟังให้เข้าใจบ่อยๆ เนืองๆ แล้วปัญญาจะทำหน้าที่

    ท่านอาจารย์ ที่ฟังมา สติไม่เกิดก็อยากให้เกิด ถูกหรือไม่

    ผู้ฟัง ถูก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาอยาก ก็รู้ด้วยปัญญาของตัวเองเลยว่าไม่ถูก

    ผู้ฟัง คำว่าสังขารขันธ์ปรุงแต่ง คำว่าปรุงแต่ง เรานึกถึงเวลาทำครัวแล้วใส่อะไรต่างๆ เพื่อจะปรุงอาหาร ใช่หรือไม่

    อ.ธิดารัตน์ หน้าที่ของสังขารขันธ์ กล่าวถึงโดยนัยของขันธ์ ๕ ก็จะมีรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ได้แก่ เจตสิก ๕๐ ประเภท และวิญญาณขันธ์

    สังขารขันธ์ เวลาที่มีจิตเกิด เจตสิกจะต้องเกิดร่วมด้วย ซึ่งมีทั้งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ แล้วยังมีเจตสิกอื่นๆ ที่เป็นสังขารขันธ์เกิดพร้อมกับจิตอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ควรตัด (ไม่ใช่ว่า) ออกมั้ยคะ เห็นแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ในจิตทุกประเภท ไม่ใช่จะปรุงแต่งเฉพาะความคิด เพราะเราชอบคิดว่าเราเห็นแล้วมาปรุงแต่งภายหลังอะไรเช่นนี้ ตรงนั้นเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ละเอียด

    ผู้ฟัง ผู้ปรุงแต่งคือเจตสิก ๕๐ ดวง

    อ.ธิดารัตน์ ใช้คำว่าสังขารขันธ์ จะหมายถึงเจตสิก ๕๐ ประเภท ที่ปรุงแต่งจิตให้ต่างๆ กันด้วยอำนาจของเจตสิก อย่างเช่น อกุศลจะมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย อกุศลเจตสิกจะปรุงแต่งให้จิตนั้นๆ เป็นโลภะบ้าง เป็นโทสะบ้าง หรือว่าเจตสิกฝ่ายดีที่เป็นโสภณเจตสิก ก็จะปรุงแต่งให้จิตเป็นกุศลจิต เป็นต้น เพราะฉะนั้น ปรุงแต่งทุกๆ ขณะของจิตเลย

    ผู้ฟัง การฟังธรรม ฟังมากๆ มีความเข้าใจก็จะเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่ง หมายถึงว่าเจตสิกทั้ง ๕๐ ดวงในฝ่ายดี เฉพาะฝ่ายดีจากใน ๕๐ ดวง

    อ.ธิดารัตน์ เมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงว่าฟังธรรมและมีความเข้าใจ ความเข้าใจหมายถึงปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาเป็นเจตสิกหนึ่งในสังขารขันธ์ ที่สะสมในขณะที่ปัญญาเกิดขึ้นและสะสมสืบต่อ แล้วเป็นปัจจัยให้ปัญญาเกิดขึ้นอีก คือเหมือนกับขณะนั้นปัญญาเกิดก็ปรุงแต่งจิต โดยที่ว่าเป็นไปกับปัญญาคือ จิตนั้นและปัญญาเจตสิกต่างๆ ที่เกิดร่วมด้วยรู้ ถ้าเป็นสติปัฏฐานก็จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงทีละอย่าง หรือว่าเป็นขั้นพิจารณาก็จะพิจารณาตามกำลังของปัญญา

    ท่านอาจารย์ ขณะจิตหนึ่งที่เกิดขึ้นต้องมีเจตสิกมากหลายอย่าง เจตสิกแต่ละอย่างปรุงให้สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น เป็นสังขารธรรมเกิดขึ้น แต่เมื่อจิตขณะหนึ่งเกิดขึ้น เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็มีหน้าที่ต่างๆ กัน เช่น ความรู้สึก ไม่ว่าจิตจะรู้อะไร เจตสิกที่เป็นความรู้สึกจะเกิดขึ้น รู้สึกอย่างไรในสิ่งที่กำลังปรากฏ เฉยๆ หรือว่าดีใจ หรือว่าเสียใจ เป็นสภาพเพียงรู้สึก แล้วสัญญาก็เกิดร่วมด้วย มีหน้าที่จำ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากจำ เป็นหน้าที่ของเจตสิกชนิดนี้ ส่วนเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ใช้คำว่าสังขารขันธ์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่ความรู้สึกและไม่ใช่ความจำ เช่น ผัสสเจตสิกขณะนี้ปรุงอะไร เวลาที่จิตเห็นเกิดขึ้น คือปรุงให้จิตรู้สิ่งที่ผัสสะกระทบ

    ดังนั้น แม้แต่คำว่าปรุงแต่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า หมายความถึงเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต ซึ่งไม่ใช่เวทนาและสัญญา แต่เจตสิกอื่นๆ ล้วนทำหน้าที่ของการที่จะปรุงแต่งสภาพของจิตแต่ละขณะให้เป็นเช่นนั้นๆ ถ้าผัสสะกระทบกับเสียง ผัสสะนั้นปรุงแต่งให้โสตวิญญาณคือ จิตได้ยินเกิดขึ้น ไม่ไปปรุงแต่งให้จักขุวิญญาณหรือจิตเห็นเกิด

    เพราะฉะนั้น แม้แต่การที่จะเกิดเป็นเห็น หรือจะเกิดเป็นได้ยิน ก็เพราะสังขารขันธ์ คือเจตสิกอื่นที่ไม่ใช่เวทนาขันธ์และสัญญาขันธ์ ปรุงแต่งจิตประเภทนั้นให้เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น นี่คือกล่าวถึงจิตเห็น จิตได้ยิน ก็ต้องแล้วแต่ผัสสะและเจตสิกอื่นๆ ซึ่งเกิดร่วมกันอีก ๕ ประเภทที่เป็นสังขารขันธ์ ในขณะที่จักขุวิญญาณหรือโสตวิญญาณเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นจิตอื่น เจตสิกอื่นๆ นั่นเองเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่ง แล้วแต่ว่าถ้าโลภะเกิดปรุงแต่งอย่างหนึ่ง ให้จิตประเภทนั้นเกิด (เจตสิกอื่น) ปรุงแต่งอย่างโลภะได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ปรุงแต่งตามสภาพของเจตสิกนั้นๆ แล้วแต่ว่าขณะนั้นเจตสิกอะไรเกิดก็ทำหน้าที่ของตน ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามเจตสิกนั้นๆ ที่เกิดร่วมด้วย คือความหมายของสภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก ได้แก่ เวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์ และเจตสิกอื่นๆ เป็นสังขารขันธ์ ส่วนจิตไม่ใช่สังขารขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์ เพราะว่าลักษณะของจิต เป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ

    ด้วยเหตุนี้ จิตไม่ใช่สังขารขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์ และเวทนาสัญญาก็ไม่ใช่สังขารขันธ์ เจตสิกที่ปรุงแต่งก็คือเดี๋ยวเป็นโลภะ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน ตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ

    ผู้ฟัง แล้วถ้ากล่าวว่าสังขารขันธ์ปรุงแต่งสังขารธรรมต่างๆ พูดถูกใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่อยู่ที่พูด เข้าใจถูกหรือไม่ ถูกเพราะคนอื่นบอก หรือถูกเพราะว่าสภาพธรรมนั้นเป็นเช่นนั้น ก็เข้าใจตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น เพราะฉะนั้น ธรรมเมื่อเข้าใจแล้วไม่ใช่ถามให้คนอื่นตัดสินเลย แต่เป็นการที่จะเข้าใจถูกว่าเจตสิก ๕๒ ประเภท เจตสิกอะไรเป็นเวทนาขันธ์ เจตสิกอะไรเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกอะไรเป็นสังขารขันธ์ และจิตไม่ใช่เวทนา สัญญา สังขาร ที่เป็นขันธ์ แต่จิตเป็นวิญญาณขันธ์


    สนทนาธรรม ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ผู้ฟัง เรื่องของการประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นธรรม มีทั้งความเห็นถูกและความเห็นผิด ขอสอบถามว่าในพระไตรปิฎก พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงการตรวจสอบตัวเองไว้อย่างไร ที่จะทำให้สาวกทราบได้เองว่า การประพฤติอย่างไรถูกที่จะรู้ธรรมได้ และอย่างไรผิดที่ไม่ใช่ธรรม

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีความเห็นผิดก็คงจะไม่ต้องมีการฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฟังพระธรรมก็เป็นผู้ที่เข้าใจถูกว่า ไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น การที่สามารถจะเข้าใจถูก ในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ต่างคนต่างคิดไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่มีจริงรู้ยาก ขณะนี้เป็นธรรมก็ยังไม่รู้เลยว่า อะไรเป็นธรรมขณะนี้ และธรรมคืออะไร

    ถ้าไม่เข้าใจเช่นนี้ก็มีความเห็นผิดจากความเป็นจริง ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงพระธรรม จะไม่มีใครรู้ตัวว่า เป็นคนที่เพราะไม่รู้ความจริงจึงเห็นผิดจากความจริง ซึ่งขณะนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งเราก็จะค่อยๆ ฟังแล้วค่อยๆ พิจารณาว่า ความจริงเป็นเช่นนี้หรือไม่ เพราะแม้แต่ลักษณะของธรรมก็ไม่เคยคิด มีชีวิตวันหนึ่งๆ ก็เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง โกรธบ้าง ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง โดยที่ไม่รู้ว่า ขณะนั้นเป็นลักษณะของธรรมแต่ละลักษณะ และเมื่อใช้คำว่าธรรมหมายความว่า ไม่ใช่ใคร แต่เป็นธรรม ไม่ใช่ของใครเพราะเป็นธรรม

    ธรรมเหมือนกันกับธาตุ ธา-ตุ ซึ่งแต่ละคนจะได้ยินบ่อยๆ ในภาษาไทย อย่างน้อยก็ได้ยินคำว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก ๔ คำ แล้วก็บอกว่าเป็นธาตุ หมายความว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของ ลักษณะที่แข็ง ขณะนี้ไม่ว่าจะกระทบสัมผัสสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม มีใครเป็นเจ้าของสิ่งที่แข็ง ลักษณะที่แข็งบ้าง

    ดังนั้น ธรรมทุกอย่างมีก็การเกิดขึ้นปรากฏกับความไม่รู้ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นจึงปรากฏ ถ้าไม่เกิดจะไม่ปรากฏเลย เช่นเสียง ถ้าเสียงไม่เกิดขึ้น มีใครจะรู้ลักษณะของเสียงบ้าง ก็ไม่มี แต่เวลาที่เสียงเกิดแล้วมีการได้ยินเสียง แต่ก็ไม่ได้รู้ความจริงว่า เสียงเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วดับไป เช่นเดียวกับสภาพธรรมอื่นๆ ทั้งหมด ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" เป็นลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง ที่เกิดปรากฏแล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าถ้าไม่ได้ศึกษาเราคิดธรรมเองทั้งหมด แม้แต่คำว่าอนิจจังเราก็เข้าใจว่า เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วต้องตาย ประเดี๋ยวสุข ประเดี๋ยวทุกข์ ไม่เที่ยง แต่ว่าเป็นเราที่สุข ที่ทุกข์ ที่แก่ ที่เจ็บและที่ตาย ซึ่งความจริงไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรม ถ้ายังไม่เข้าใจเช่นนี้ก็เป็นความเห็นผิด

    ผู้ฟัง การที่จะทราบได้ว่า แข็งในสิ่งต่างๆ ทั้งหมด ตามความรู้เดิมคือ มีทรัพย์สมบัติที่มีความแข็งก็ดี จะเป็นบ้านเรือน ที่ดิน เราก็ล้วนยึดถือว่าเป็นของเรา แต่เราจะพิสูจน์กับตัวเราได้อย่างไรว่า ตรงนั้นเป็นธรรมที่ไม่ใช่ของเรา

    ท่านอาจารย์ กำลังฟังขณะนี้ เป็นเราฟังใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่ มีตัวเรากำลังนั่งฟังอยู่

    ท่านอาจารย์ กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ก็ต้องฟังธรรมโดยละเอียดมาก ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย อย่างเช่น ในขณะนี้ไม่มีใครรู้ความจริงว่า กำลังเห็นขณะนี้เกิดแล้วดับ ถูกต้องหรือไม่ แต่ความจริงคือความจริง เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเหตุว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิดนึก ไม่ใช่ความรู้สึกโกรธ หรือไม่ใช่ความริษยา แต่เห็นเป็นสภาพธรรมที่เกิดเมื่อใดก็เห็นเมื่อนั้น จะไม่เป็นอื่นเลย เวลาที่หลับตา สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ไม่ได้ปรากฏ จะบังคับให้เห็นเกิดขึ้นเห็นไม่ได้เลย แต่เมื่อมีปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิด จะเปลี่ยนเห็นให้เป็นอื่นก็ไม่ได้ นี่คือค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ละเอียดมากในชีวิตประจำวัน ทีละเล็กทีละน้อย

    ถ้าจะอุปมาความไม่รู้ของผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรม กับพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเห็นความต่างกันมาก ขณะนี้เราเห็นอาคารหลังนี้ เห็นเป็นอาคาร แต่ผู้ที่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงก็คือ อิฐปูนทรายแต่ละเล็กแต่ละน้อยซึ่งขาดไม่ได้เลย ทำให้เกิดอาคารนี้ขึ้น เพราะฉะนั้น จิตแม้แต่หนึ่งขณะที่เกิดก็มีปัจจัยปรุงแต่งทำให้เกิดขึ้น และสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้คือ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วก็ดับไป ต้องอาศัยการค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก่อนที่จะไปเห็นว่าแข็งไม่ใช่เรา ไม่ใช่เฉพาะแข็ง ทุกอย่าง ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก สภาพธรรมใดๆ ก็ตามซึ่งเกิดแล้วต้องดับไป

    ผู้ฟัง เพราะผมเริ่มค่อยๆ ได้ยินได้ฟังว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ก็ต้องเรียนรู้ลักษณะธรรมซึ่งต่างจากความเข้าใจเดิม เพราะว่ามีผมกำลังนั่งฟังอยู่ กำลังได้ยินอยู่

    ท่านอาจารย์ ขอกล่าวถึงประโยชน์ของการที่รู้เช่นนี้ เพราะบางคนก็บอกว่า จะมีประโยชน์อะไรที่จะต้องรู้ความจริงอย่างละเอียด ถ้าไม่รู้ความจริงก็เป็นเราทุกชาติ แล้วถ้ามีเรา แม้ว่าสิ่งนั้นเกิดแล้วดับไป เมื่อเกิดมาแล้ววันหนึ่งต้องตาย ไม่มีเราที่จะเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น ก่อนจะตายไป ถ้าสามารถที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกว่า จริงๆ แล้วขณะแรกที่เกิดว่าเป็นเราเกิด ขณะนั้นอยู่ที่ไหน ไม่เหลือเลย แม้แต่ขณะเมื่อครู่นี้ที่เหมือนเราที่เห็น และสิ่งที่ปรากฏก็เหมือนไม่ได้ดับ ความจริงก็คือขณะนี้ไม่ใช่ขณะก่อน คนละขณะ

    จริงๆ แล้วการที่รู้ความจริงเช่นนี้ทำให้เราเห็นถูกต้องว่า ธรรมเป็นธรรม และคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ถ้ามีเรา มีใครบ้างที่ไม่รักตัวเอง รักมาก จนกระทั่งสามารถที่จะกระทำทุจริตกรรมได้ เพื่อเรา หรือเพื่อความเป็นเรา แต่ถ้าละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เรากับเขาเหมือนกันหรือไม่ เรากับคนอื่น เห็นเหมือนกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ชายหรือหญิง สัตว์หรือมนุษย์ ก็เห็น

    เพราะฉะนั้น เห็นเป็นเห็น ความรู้สึกเป็นสุขจะเกิดกับใคร เมื่อไร ที่ไหน เด็ก ผู้ใหญ่ ชายหรือหญิง แม้แต่สัตว์ก็จะต้องมีความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ เป็นสุข เป็นทุกข์ เช่นเดียวกัน ดังนั้น สภาพธรรมเป็นธรรม ถ้าเรามีความเข้าใจ และคลายการยึดมั่นว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา เราจะมีความเข้าใจคนอื่นแล้วมีความเสมอกัน มีการที่จะเห็นใจกันและกันมากขึ้น

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนี้ก็ต้องอาศัยเวลามาก เพราะถ้าพูดถึงเดี๋ยวนี้เพิ่งเริ่มได้ฟังว่า มีแข็งหนึ่งอย่าง แล้วมีเห็นอีกหนึ่งอย่าง ที่เราค่อยๆ เรียนรู้ว่าแกะตัวตนออก เหมือนกับที่ท่านอาจารย์อุปมา นายช่างฉลาด อิฐหินปูนทรายที่เป็นอาคารก็ต้องแยกย่อย และถ้าช่างผู้ฉลาดรู้ว่ามาจากอะไรก็จะสร้างตึกได้แข็งแรง รู้เหตุรู้ผลของการที่ก่อสร้างได้ ร่างกายเรา จิตใจเรา ก็คงจะเป็นเช่นนี้ ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ หินเป็นอาคารหรือไม่ ปูนทรายส่วนเล็กๆ ย่อยๆ ก็ไม่ใช่ ใช่หรือไม่ แต่เมื่อมารวมกันแล้วก็ยึดถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    21 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ