ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616


    ตอนที่ ๑๖๑๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑


    ถ้าถามทุกคนว่าขณะนี้เห็นอะไรนะคะ ตอบเหมือนๆ กันหมดเลยใช่ไหมคะเห็นอะไรคะ เห็นท่านอาจารย์สิ่งหนึ่งสิ่งใดถ้าไม่มีรูปร่างสัณฐานนิตะรากฏเนี่ยจะบอกว่าเป็นคนนั้นคนนี้ได้ไหม ไม่ใช่เพจนี้ก็ปรากฏนั้นก็ปรากฏทุกอย่างปรากฏนะคะ แต่การเกิดดับสืบต่อของสิ่งที่ปรากฏเนี่ยเร็วจนกระทั่งให้เห็นนิมิตตะการสืบต่อเนี่ยเป็นสัณฐานหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นจึงมีสภาพธรรมะที่จำนะคะ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏก็มีธาตุซึ่งไม่ใช่เราเลยค่ะสภาพจำเนี่ย บางครั้งก็จะจำสิ่งนั้นบางครั้งก็จะจำสิ่งนี้ แต่ลักษณะที่จะไม่เป็นอื่นนอกจากเป็นธรรมะที่จำไม่ใช่ธรรมะที่เห็นแต่ว่านะคะ เห็นเกิดขึ้นมาหลายต้องจำไว้นั้นทันที นี่คือธรรมะค่ะธรรมะซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าเพียงปรากฏขึ้นหนึ่งคณะอย่างเร็วมีธรรมะอะไรบ้างไม่ใช่มีแต่เห็นนะคะ แต่มีสภาพธรรมะที่เป็นนามธรรมเกิดพร้อมกับเห็นดับพร้อมกับเห็นด้วยนี่คือการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมเร็จเจ้าซึ่งสามารถจ๊ะ แสดงความจริงว่าเห็นคือธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการกำลังรู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นเห็นเห็นไหมคะกำลังเห็นนั่นก็คือธรรมะ เพราะฉะนั้นธรรมะไม่ใช่สิ่งที่เราไม่มี นะคะ ต้องไปแสวงหา มีอยู่ทุกขณะเพียงแต่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นธรรมะแต่กว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมะจริงๆ นะคะ ต้องฟังแล้วค่อยๆ พิจารณาแล้วค่อยๆ เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วเนี่ยความจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในขณะนี้นะคะ มีสิ่งที่ปรากฏรู้เลยว่าเป็นอะไรเพราะจำ รูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ และยังเข้าใจว่าเถียงไม่ได้ดับไป และยังยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันนี้เป็นดอกไม้นะคะ อันนี้เป็นผ้าอันเป็น๙อี้อันนี้เป็นโต๊ะซึ่งความจริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นเองค่ะแต่ใจเนี่ยคิดลึก จำนะคะ รูปร่างสัณฐานจนลืมว่ามีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ก่อนให้เห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนะคะ ซึ่งเกิดระดับสืบต่อเนี่ยไม่สนใจเพราะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ปรากฏจริงๆ เนี่ยเพียงปรากฏว่ากระทบจากครูภาษาไทยแล้วมีจิตเห็นเกิดขึ้นเห็นจึงปรากฏได้แต่ไปจำนิมิตสัณฐานซึ่งเกิดดับสืบต่อว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างมั่นคง ว่าเถียงยังคงเป็นสิ่งนั้นตลอดเวลาขณะนั้นนะคะ เป็นอัตรานุทิฏฐิ คำว่าอัตตาในการตรงกันข้ามกับอัตตาอัตตาหมายความว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอ่ะไม่ใช่ ไม่ใช่อัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยนะคะ เป็นแต่เพียงลักษณะของสภาพธรรมะอย่างหนึ่งซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย ถ้าปรากฏให้เห็นเมื่อไหร่ก็คืออย่างนี้แหละจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้นะคะ แต่เห็นแล้วคิด เวลาดูโทรทัศน์เนี่ยค่ะเห็นอะไรคะต้องมีเห็นก่อนใช่ไหมคะแต่ไม่สนใจว่าเป็นเพียงธาตุหรือธรรมะที่ปรากฏเพราะว่าจำได้หมดเลยในโทรทัศน์ใครเป็นใครกำลังพูดอะไรเป็นนักร้องหรือเป็นไฟไหม้ภูเขาไฟหรืออะไรไปตามเรื่องราวของตัวธรรมะที่เกิดดับ โดยที่ไม่รู้ความจริงของธรรมะที่เกิดจากก็ไปยึดถือด้วยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั่นคืออัตรานุทิฏฐิ เพราะฉะนั้นความหมายของอัตราตรงกันข้ามกับอัตตาขณะนี้นะคะ เป็นอัตตานุทิฏฐิรึเปล่าเวลาเต่าไปเห็นอะไร เป็นค่ะเป็น๑๘ได้ขนาดนั้นเป็นความเห็น แต่ถ้าขณะนั้นไม่มีความเห็นว่าเป็นอย่างนั้นแต่เป็นเพียงความพอใจหรือติดข้อง ขณะนั้นเป็นการยึดถือธรรมะด้วยปัญหาด้วยความพอใจแต่ขณะใดที่มีความมั่นใจเชื่อแน่นอนว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนั้นเป็นอัตรานุทิฏฐิเป็นการยึดถือว่า เป็นคนเป็นต้นหรือเป็นอะไรก็ตามแต่นะคะ แต่ต้องเป็นความเห็นว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ ไม่รู้ว่าความจริงคือสิ่งนั้นมีเมื่อคิดเมื่อจำ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นภายนอกเนี่ยเราก็บอกว่าเป็นต้นไม้เป็นแก้วน้ำแต่ถ้าอยู่ตรงนี้นะคะ เป็นเรา เพราะฉะนั้นจึงมีสองคำค่ะสักกายะทิฏฐิกับอัตรานุทิฏฐิอัตตานุทิฏฐินี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมดเป็นอัตราแต่เวลาที่อยู่ตรงนี้นะคะ และเป็นเราไม่ได้ยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นเรานั้นคือสัตว์กายะยึดถือว่าเป็นกายหรือว่าเป็นเรา เรียกว่าเป็นของเราก็คือสักกายทิแต่สักกายทิก็คืออัตรานุทิฏฐิ แต่ว่าอัตราลดทิฏฐิไม่ยึดถือว่าเป็นเราแต่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่สักกายทิฏฐิเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นเราคิ้วเราจมูกเราปากเราเลสเร้าความรู้สึกของเราซึ่งความจริงความรู้สึกก็คือความรู้สึกเหมือนกันหมดเลย ความเจ็บ ไม่ว่าจะเกิดตรงไหน เปลี่ยนเป็นอื่นได้ไหมคะ ไม่ได้ค่ะเป็นสุนัขเจ็บเป็นแมวเจ็บเป็นคนเจ็บหรือเจ็บเป็นเจ็บ เนี่ยเจ็บเป็นเจ็บเกิดรึเปล่าคะเกือบแล้วก็ดับไปแล้วด้วยนี่แสดงให้เห็นว่าถ้าศึกษาธรรมะจริงๆ นะคะ จะเริ่มรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของธรรมะใดๆ เลยแต่หลงเข้าใจผิดยึดถือธรรมะว่าเป็นเราก็จึงเดือดร้อนนะคะ สาเหตุว่าพอมีเรา และเป็นผู้ไหมคะ เราจะเป็นอย่างนั้นเราจะเป็นอย่างนี้ก็เป็นทุกข์มากมายด้วยเหตุนี้นะคะ การยึดถือสภาพธรรมะด้วยเหรอพระความติดข้องกับยึดถือด้วยความเห็นผิดฟังอย่างนี้เริ่มเข้าใจนิดหน่อยใช่ไหมคะแต่ก็ไม่สามารถจะรู้จริงๆ ขณะที่สภาพธรรมะปรากฏว่าขณะนี้เป็นอะไร เป็นการยึดติดคล่องเพียงพอใจหรือว่ามีความสำคัญในสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นปัญญานะคะ ไม่ใช่ให้เราเพียงขั้นฟังไตร่ตรอง และเข้าใจระดับนี้นะค่ะแต่สามารถที่จะรู้สัจจะความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้นจนกระทั่งสามารถที่จะแทงตลอดการเกิดขึ้น และดับไป รู้แจ้งธรรมะที่ใช้คำว่าอริยสัจจะความจริงที่ทำให้บุคคลที่รู้จริงๆ เป็นพระอริยะบุคคล ฟังเรื่องที่อาจารย์ได้พูดนะครับ ก็พยายามจะทำความเข้าใจนะครับ ทำให้แทนเถิดนะคะ ติดปากแน่ๆ เลยทำความเข้าใจเนี่ย เป็นซีเล็กกันทำไมไม่ใช่ครับมัน เพราะฉะนั้นฟังก็มีสองอย่างนะคะ สภาพธรรมะจิตเจตสิกเกิดขึ้นทำหน้าที่ค่ะถ้าเป็นความไม่รู้ก็ไม่เข้าใจถ้าเป็นความรู้ก็เป็นเพราะใจบางคนอาจจะคิดว่าเล็กๆ น้อยๆ หยุมหยิมมากแต่ความจริงจะทำให้เข้าใกล้การที่จะรู้ว่าไม่มีเรา แต่เป็นธรรมะนะคะ เมื่อเป็นธรรมะแล้วใครก็ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเข้าใจขึ้น พาเหรดเจ้าเนี้ยคือพระโสดาบันเนี่ยนะฮะท่านดับศักยทิฏฐิอันดับแรกเนี่ยแล้วก็อัตรานุทิฏฐินะฮะอัตตานุทิฏฐินะคะ กับสักกายทิฏฐิก็คือเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ภายนอกไม่ได้ยึดถือเป็นราวแต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กายนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่เป็นราวจึงใช้คำว่าสักกายทิฏฐิความหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีทิฏฐิแล้วนะคะ ดับหมดทุกข์ทิฏฐิไม่มีการที่จะไปเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดผิดอีกต่อไปได้ กระดับศักยที่นี่อัตรานุทิฏฐิก็จะดับไปด้วยสักกายทิฏฐิก็คือเป็นสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นเราค่ะแรกๆ อัตราหนึ่งทิฏฐิก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนกันเลยตาของเราใช่ไหมคะหูของเราก็ยังคงเป็นตาเป็นหู สิ่งหนึ่งคือตาสิ่งหนึ่งคือหู ที่อาจารย์บอกว่าขณะนี้ศึกษาอย่างนี้เนี่ยจะเข้าใกล้ความที่ไม่ใช่เป็นตัวตนแค่เพราะว่าเป็นธรรมะเป็นธรรมะแต่ละลักษณะ สิ่งที่เพียงปรากฏทางตาให้เห็นเนี่ยเป็นขุนศรีละกันหรอคะไม่ใช่ครับไม่ใช่ฟังอย่างนี้ใช่ไหมคะ ฟังว่าไม่ใช่คุณ๔ละกันแต่คนอื่นก็จำว่าเป็นคุณ๔ละกัน และตัวเองก็จำว่านี่แหละเรา จะไปบอกว่าไม่ใช่ทันทีนี่เป็นไปไม่ได้เลยคุณ๔ละกันเห็นน้องนะคะ จริงๆ แล้วเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่จำได้ รูปร่างอย่างนี้แหละเป็นน้องรูปร่างอย่างนั้นแหละเป็นพี่รูปร่างอย่างนี้แหละเป็นเพื่อนรูปร่างอย่างนั้น และเป็นคนรู้จักรูปร่างนั้นเป็นคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจำสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วก็คิดในเรื่องราวไหนรูปร่างสัณฐานแต่สิ่งที่ปรากฏทางต่างจริงๆ เนี่ยเป็นใคร หรือเป็นอะไรไม่เป็นอะไรเลยถ้าไม่มีการคิดไม่มีการจำ ซึ่งเป็นอ่ะสัญญาด้วย จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นกว่าจะมีความเห็นถูกเข้าใจถูกจนกระทั่งไม่เหลือความเห็นผิดหรือแม้แต่จำผิดก็ไม่มีพี่จะเป็นอัดสัญญาเนี่ยไม่มีเพราะรู้ความเป็นอนัตตามีอนัดสัญญาจนกระทั่งไม่มีความเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอีกต่อไปนั่นคือพระอริยะบุคคล เริ่มเข้าใจธรรมะไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้เลยค่ะ และก็แยกเป็นธรรมะแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งนะคะ ธรรมะได้ซึ่งมีจริงเกิดปรากฏแตกไม่รู้อะไรก็มี เป็นธรรมะประเภทที่เป็นรูปธรรมเรียกรวมไปเลยว่ารูปธรรมไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งสิ้นที่เกิดแล้วไม่เห็นไม่รู้ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยเป็นรูปธรรมถ้าการฟังฟังด้วยดีนะคะ ธรรมะเรียนไม่ได้เลยต้องเป็นอย่างที่เป็นจริงเสียงมองเห็นไหมคะ สิ่งมองไม่เห็นครับเป็นรูปธรรมหรือเปล่าเป็นรูปธรรมครับนี่ค่ะคือความเข้าใจไม่ได้หมายความว่ารูปธรรมต้องเป็นสิ่งที่เรามองเห็นสิ่งใดก็ตามที่มีจริงๆ กระทบสัมผัสหรืออะไรก็ได้ทางไหนก็ได้ซึ่งทางที่จะรู้เนี่ยมีอยู่๖ทางทางตาหนึ่งทางตา ไม่สามารถกระทบเสียง จิตที่จะได้ยินเสียงอาสายตาไม่ได้เลยแต่เมื่อมีรูปที่สามารถกระทบกับจักขุประสาทเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้ เกิดขึ้นเห็นเท่านั้นเองค่ะแล้วก็ดับไปนี่คือชีวิตที่เป็นธรรมะทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายที่จะต้องเริ่มเข้าใจธรรมะแต่ละลักษณะซึ่งก็ไม่พ้นจากทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจนั่นเองแต่ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องนะคะ รู้ว่าสภาพธรรมะ หนึ่งเป็นหนึ่งเสียงเป็นเสียงกลิ่นเป็นกลิ่นรสเป็นรสนะคะ รถเมล์จริงๆ ใช่มั้ยคะรถเมล์จริงครับเป็นธรรมะหรือเปล่าเป็นครับเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมรถเป็นรูปครับค่ะคือที่ถามอย่างนี้ไม่ใช่ไปจำตอบนะคะ แต่เข้าใจแล้วก็ตอบว่าสภาพธรรมะที่มีจริงนะคะ มีจริงๆ แน่นอนนะคะ รถปรากฏเมื่อไหร่ ปรากฏเมื่อกระทบเมื่อเกิดครับกระทบกับลิ้นครับผมทั้งชิวๆ ๕ภาษาถ้าซึมซาบอยู่ทั่วลิ้นนะคะ แล้วก็มีขาดน้ำนะคะ ทำให้รถนั้นสามารถกระทบแล้วก็เกิดจิตที่รู้รส อธิบายรถที่ปรากฏให้คนอื่นฟังได้บ้างแต่ไม่เหมือนขณะที่รสปรากฏกับบุคคลนั้น จะอธิบายยังไงแม่อาหารแม่เผ็ดนะคะ แล้วเผ็ดแค่ไหนอ่ะใช่ไหมคะบางคนก็บอกว่าเผ็ดน้อยเผ็ดกลางเผ็ดมากก็ยังไม่รู้อีกน้อยแค่ไหนล่ะแล้วกลายมาแค่ไหนแล้วมากน้อยแค่ไหนยังมีมากๆ อีกใช่ไหมคะแค่ไหนไม่เหมือนกับขนาดที่ถ้ารู้กำลังรู้รส ตื่นเล่นรถนั้นนะคะ เท่านั้นในขณะนั้นชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าจิต ธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเป็นหนึ่งนะคะ เป็นจิตเท่านั้นไม่เป็นสภาพธรรมะที่เป็นนามธรรมอื่นๆ ที่เกิดกับจิตนี่คือความละเอียดของแม่น้ำทำซึ่งไม่มีรูปร่างสัณฐานเลยแต่ขณะใดที่เกิดขึ้นนะคะ ต้องมีปัจจัย มีสภาพธรรมะที่อาศัยกันเกิดขึ้นมีเจตสิกคือสภาพธรรมะที่เกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตรู้สิ่งเดียวกับจิตแต่มีหน้าที่ และลักษณะต่างจากเจ็บเป็นแต่ละ๗๐ไปนี่คือสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นเรานะคะ นี่เป็นธรรมะพวกครั้งที่เห็นผู้ที่ฟังธรรมะด้วยค่ะ ก็อนุโมทนาในกุศลที่ได้กระทำมาแล้วแต่ปางก่อนนะคะ ทำให้มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังอีกแล้วก็ได้สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยแล้วแต่ว่าใครจะมีโอกาสได้เข้าใจมากน้อยแค่ไหนแต่ทั้งหมดนะคะ เพื่อให้รู้ตัวจริงของธรรมะ ที่เป็นจริงๆ มีจริงๆ ในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแต่ฟังเรื่องราวแล้วก็จำเรื่องราวแต่ให้รู้ว่าทุกคำที่ได้ยินเพื่อให้เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เข้าใจคำว่าธรรมะสิ่งที่มีจริงนะคะ และรูปธรรมก็คือไม่ต้องมองเห็นก็ได้อะไรก็ตามที่เกิด และไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรมทั้งหมดแต่แม้กระนั้นรูปธรรมใดๆ ก็ปรากฏว่ามีไม่ได้เลยถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้นสิ่งนั้นจึงปรากฏให้รู้ได้ เพราะฉะนั้นวิญญาณกับจิตมโนมานัสพวกนี้เป็นคำที่มีความหมายอย่างเดียวกันคือหมายความถึงธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานคือจิต แต่เนื่องจากเจ็บก็หลากหลายจึงมีค่ำอีกหลากหลายมากที่จะแสดงถึงจิตประเภทต่างๆ เป็นเราหรือเปล่าคะ ฟังเพื่อให้รู้ว่าเป็นธรรมะเป็นของเราหรือเปล่า ครับอยากเรียนถามอาจารย์นะครับ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องขันธ์๕นะครับ ก็อยากให้อาจารย์อธิบายเรื่องของรายละเอียด และก็อยากทราบว่าจุดประสงค์ที่จะให้มนุษย์เราเนี่ยรู้จักขันธ์๕นี้เก็บเป้าหมายเพื่ออะไรบ้างครับขอบคุณครับ ขันธ์๕เป็นธรรมะหรือเปล่าคะ ครับ ธรรมะที่ทรงแสดงนะคะ หลากหลายใน๔๕พรรษาใช้คำมาก เพื่อให้เข้าใจธรรม เช่นธรรมะเนี่ยนะคะ ที่มีจริงๆ ใช้คำว่าปรมัตถ์ธรรม รีอภิธรรมมด้วยนะคะ ต่างกันเป็น๔อย่างคือ๗ ๕๐เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเช่นถามว่าเห็นมือ เราก็เห็นๆ เป็นจิต พระโร่แจงกำลังเห็นอยู่สิ่งที่ปรากฏทางตาเนียไม่ต้องอธิบายเลยค่ะเพราะจิตกำลังเห็นแจ้งจริง และเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่นเวลาที่ได้ยินเสียงนะคะ อธิบายก็ไม่ต้องอธิบายอธิบายก็ยากที่ให้คนอื่นจะรู้ได้นะคะ เพราะจิตที่ได้ยินเสียงกำลังโร่แจ้งลักษณะของเสียงที่ปรากฏ เสียงคนในโลกนี้นะคะ มากมายก่ายกอง พอได้ยินรู้เลยว่าใคร ใช่ไหมคะพอรับโทรศัพท์ก็พูดได้เลยยังจำได้เพราะความหลากหลายพอจิตนะคะ เป็นพาสที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ และสัญญาเป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งนะคะ ซึ่งเกิดพร้อมจิตทุกขณะเป็นธาตุที่จำภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญาเจตสิตจำไปพร้อมกับจิต ที่กำลังมีสิ่งนั้น กำลังปรากฏให้รู้ด้วยเหตุนี้นะคะ สำหรับ ธรรมะเลยค่ะมากมายหลายประเภทธรรมะที่เป็นรูปธรรมมีเพียงเสียงอย่างเดียวหรือเปล่า ไม่ครับค่ะนี้อย่างอื่นอีกใช่ไหมคะแต่รวมเป็นรูปธรรม แลกเสียงที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นลักษณะอย่างนี้ดับแล้วนะคะ มีเสียงอื่นปรากฏคนละเสียงใช่ไหม ครับค่ะหลากหลายไหมคะ ครับหลากหลายความหลากหลายนั่นเองค่ะบางลักษณะก็ประณีตบางลักษณะก๓ใช่ไหมคะแล้วก็เป็นสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปนี่คือสิ่งที่หลากหลายมากนะคะ รูปทั้งหมดมีจริงๆ เป็นธรรมะแต่เป็นธรรมะที่เป็นรูป และความหลากหลายของรูปเนี่ยสุดที่จะประมาณถึงเด็กนั่นก็ร่วมเป็นประเภทของรูปทันคือไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นพอได้ยินคำว่าขันธ์๕เนี่ยอย่าเพิ่งข้ามไปจำ โดยไม่รู้ว่าคืออะไร ถ้าจะจำโดยไม่รู้ว่าคืออะไรแล้วจะเข้าใจอะไรค่ะก็มีคำถามอย่างเงี้ยใช่ไหมคะแต่ถ้าเริ่มเข้าใจตามลำดับธรรมะทั้งหมดนี้ค่ะที่ได้ยินได้ฟังเนี่ยจะมีคำต่อไปอีกมากมายเพื่อแสดงความละเอียดของสภาพธรรมะนั้นโดยนัยต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าเป็นธรรมะซึ่งไม่ใช่ใครไม่ใช่ของใคร และไม่ใช่เราด้วย เพราะฉะนั้นกลิ่นมีหลายกลิ่นไหมคะ ครับแต่ละกลิ่นเกิดดับไหมครับผมมากมายนับไม่ถ้วยนะคะ แต่ก็เป็นรูปนั่นเอง จึงเป็นรูปขันธ์ไม่เป็นอย่างอื่นเลยจะหลากหลายจะแฟนนี่จะเลวจะทรามจะอะไรก็ตามแต่ใกล้ๆ หยาบละเอียดก็คือเป็นรูปเกิดเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นรูปขันธ์ เนี่ยค่ะก็คือการฟังธรรมะนะคะ เผื่อเข้าใจอย่าไปคิดว่าฟังแล้วจะรู้ขันธ์๕ ต้องมีความเข้าใจตามลำดับค่ะถ้าตรงนี้ยังไม่เข้าใจจะไปพูดเรื่องปัญหาเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ งั้นถ้าจะคลอดลงรูปอย่างคนตาบอดหรือหูหนวกเนี่ยยังไม่ไปโน่นเลยค่ะเราไม่ได้พูดถึงคนเลยค่ะกำลังพูดถึงธรรมะว่ามีจริงๆ ทำไมพูดถึงธรรมะเพื่อจะได้เข้าใจว่าเป็นธรรมะ ใช่ไหมคะถ้าไม่มีธรรมะจะมีคนใหม่ ไม่มีครับแค่ เพราะฉะนั้นแทนที่จะเข้าใจว่าเป็นคนโดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงธรรมะต่างหากแต่ละลักษณะเกิดขึ้นก็เข้าใจว่าเป็นคนพอเห็นเกิดขึ้น ถ้าไม่มีรูปร่างใดๆ เลยเห็นเป็นอะไรคะเห็นเป็นคนหรือเปล่า คือเห็นเป็นแมวหรือเห็นเป็นช่าง ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยค่ะความจริงของเห็นคือเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วก็หมดไปนี่คือธรรมะ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นจะไปได้ยินคำว่าขันธ์๕อริยสัจเสพติดสมุทรปลาถ้าอะไรอะไรไม่ได้เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้นนอกจากอยากจะรู้ว่าคืออะไรที่อะไรมีอะไรเท่านั้นเองแต่ก็ไม่ได้รู้จักธรรมะ นั่นไม่ใช่พุทธประสงค์ที่ทรงแสดงธัมมนะคะ ทรงแสดงธรรมะเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกให้มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกเพื่อที่จะได้รู้ความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ ค่ะฟังอะไรเพื่ออะไรเข้าใจอะไรนำไปสู่อะไร มิฉะนั้นการฟังก็ไม่มีประโยชน์นะคะ เพราะฟังแล้วก็ลืม แล้วก็ขณะที่กำลังฟังเนี่ย คิดเรื่องอื่นก็เลยไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังก็ต้องตั้งต้นกันใหม่ทุกทีนะคะ ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกค่ะแต่เพื่อที่จะได้เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟังให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นยังไม่รู้จักรูปใช่ไหมคะ ได้รู้จักแล้ว คิดว่ายังรู้ไม่หมดยังรู้ไม่หมด ยังหมดไม่ได้แต่รูปคืออะไร พื้นที่ได้ รูปนะคะ ก็ไปใช้รูปภาพหรือที่เราคิดกันในชีวิตประจำวันนะคะ เพราะว่าคำว่ารูปหรือว่ารูปปรมัตถ์ไหน ความหมายของธรรมะเนี่ยนะคะ คือสิ่งที่ ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ และรูปธรรมที่มีปรากฏในชีวิตประจำวันนะคะ คือสีเสียงกลิ่นนะคะ หรือว่ารถที่เราคิดว่าเป็นรถอาหารต่างๆ แต่จริงๆ มีเพียงลักษณะของรถที่กระทบกับลิ้นเท่านั้นนะคะ ที่เป็นโรค เซ็นชื่อว่ารถ แล้วก็มีสภาพที่ปรากฏที่กายนะคะ ก็จะมีเย็นบ้างร้อนบ้างอ่อนแข็งขนาดที่นั่งนะคะ ๙อี้ก็มี ความแข็งบ้างหรือว่าถ้านั่ง๙อี้ที่มีความนมก็จะปรากฏลักษณะที่ปรากฏได้ที่กาย สิ่งเหล่าเนี้ยนะคะ เป็นโรคความเย็นความร้อนความอ่อนความแข็งหรือว่าเวลาที่มีการเคลื่อนไหวก็จะมีลักษณะที่ตึงหรือไหวเนี่ยปรากฏ ซึ่งสามารถที่จะปรากฏได้ทางกายนี้ก็คือรูปธรรมนะคะ แล้วก็ยังมีรูปอื่นๆ อีกซึ่งท่านจำแนกเอาไว้ละเอียด แต่ในชีวิตประจำวันเนี่ยนะคะ ๗รูปที สามารถที่จะ เป็นสิ่งที่กำหนดรู้ได้นะคะ หรือว่าใช้คำว่า ระลึกรู้ลักษณะจริงๆ ของรูปทำงานนั้นได้ ก็คำถามเดิมนะคะ ขณะนี้มีรูปมั้ยคะ มีครับรูปอะไรคะ เจ้าหน้าที่ปรากฏเห็นข้างหน้านะครับ หมายความว่าขณะนี้เมื่อมีเห็นต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏให้เห็นแน่นอน สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเนี่ยยากที่จะรู้ได้ว่าเป็นรูปแต่ถ้าไม่ใช้คำว่ารูปสิ่งที่ปรากฏนี้ และมีจริงๆ เป็นธรรมะอย่างหนึ่งแค่นั้นพอก็ได้เพื่อที่จะได้หลักการที่เคยยึดถือสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะว่าตามความเป็นจริงก็คือว่าเพียงปรากฏให้เห็นเนี่ยทางการฟังธรรมะเนี่ยกว่าจะค่อยๆ น้อมไปรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถที่จะละคลายการที่ยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ ว่าเที่ยงมั่นคงเพราะว่าเราเคยเข้าใจอย่างนั้นมานานแสนนานตั้งแต่เกิดไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียวนะคะ ไม่เคยรู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วเมื่อมีการเห็นก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเป็นธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงแล้วก็เวลาที่ได้ยินเสียงก็ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา และ เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นสิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่งซึ่งสามารถที่จะปรากฏให้ได้ยินเท่านั้นเห็นไม่ได้เลยนี่คือลักษณะของธรรมะนะคะ ในแต่ละวันซึ่งไม่พ้นจากโรคที่ปรากฏให้เห็นทางตาเสียงที่กำลังได้ยิน และก็กลิ่นรส และก็เย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหว พอใจในสิ่งต่างๆ เหล่านี้มั้ยคะ มีทั้งพอใจ และไม่พอใจยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่าคะ ถ้าเกิดตัวของไม่ค่อยเย็ดครับไม่ค่อยเย็ดเลยครับ และคำว่าอุปาทานักขันหมายความว่ายังไงเพราะเมื่อมีคำว่าคันแล้วนะคะ ก็ยังมีคำว่าอุปาทานขันธ์ด้วย แสดงให้เห็นว่าคันนั้นเป็นที่ยึดถืออย่างมากมายอย่างมั่นคง ถ้าเกิดมาเนี่ยไม่ได้ยึดถืออะไรเท่าไหร่นะคะ เขาคิดแต่เขาไม่ใช่ตลอดไปครับ ค่ะเมื่อมีเรายึดถือธรรมะที่ปรากฏตาหูจมูกลิ้นกายตรงนี้ว่าเป็นเราเมื่อมีเราก็มีของเราภายนอกด้วยถูกต้องมั้ยค่ะ เพราะฉะนั้นรูปไม่ไหวรูปใดๆ ก็เป็นที่ยึดถือค่ะอุปาทานพอใจในรูปนั้นแม้ว่าจะไม่ยึดถือว่าเป็นตัวเราแต่ก็เป็นของเรา


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ