ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620
ตอนที่ ๑๖๒๐
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
เห็นสิ่งที่น่าพอใจเวทนาก็เป็นอย่างหนึ่งขณะนี้ค่ะเวทนาเป็นอะไร ขณะนี้เฉยๆ ค่ะเป็นความรู้สึกใช่ไหมคะใช่ค่ะภาษาบาลีว่าอะไรคะอุเบกขาเวทนาหรือทุกคำสุขเวทนาค่ะแค่นี้ค่ะค่อยๆ จำไปจำก็ได้ไม่จำก็ได้นะคะ ไม่สุขไม่ทุกข์ภาษาบาลีก็เอ๊ะทุกคำสุขเวทนาหรือจะใช้คำว่าอุเบกขาก็ได้นะคะ และขณะนี้เองที่กำลังจำนะคะ เราจำหรือใครจำ สัญญาจำค่ะธรรมะที่เป็นรูปจำได้ไหมคะ เป็นรูปจำไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นมาทำชนิดหนึ่งเกิดกับจิตทุกขณะเป็นสภาพที่จัง ไม่เคยขาดไปเลยนะคะ ไม่ว่ากำลังเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดสัญญาเจตสิกไม่ใช่รู้แจ้งอย่าง๗ไม่ใช่ความรู้สึกอย่างเวทนาแต่ว่าเป็นสภาพที่จะ เพื่อที่จะรู้ว่าแม่จำก็ไม่ใช่เราทุกขณะเป็นธรรมะแต่ละอย่างเรื่องอีกครั้งเดียวใช่ไหมค่ะ เจตสิกทั้งหมดมี๕๒ เวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์หนึ่งสัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์หนึ่งยังมีเจตสิกอีกเท่าไหร่๕๐ค่ะ๑๐ทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ค่ะจะจำให้หมดไหมคะให้หมดค่ะ ไม่จองเลยนะค่ะแต่เมื่อไหร่ที่เกิดรู้ว่าขณะนั้นนะคะ เป็นธรรมะไม่ใช่เราต้องจำไหมคะว่าชื่อสังขารขันธ์ยังพอโกรธเกิดขึ้นเนี่ยลักษณะหยาบกระด้างของจิต ขุ่นเคืองไม่พอใจไม่ใช่ความรู้สึกนะคะ ความรู้สึกขนาดนั้นเป็นโทมะนัสค่ะ ไม่ใช่สบายใจเลยตรงกันข้ามกับสบายใจเป็นทุกข์ใจแต่ว่าความโกรธความหยาบกระด้างของจิตจะเห็นได้ว่าโกรธ และมีลักษณะเหมือนกับงูถูกตี๕ นะคะ กลายเป็นงูไปแล้วนะคะ แล้วก็ถูกประทุษร้ายด้วยความหยาบกระด้างของภาพหรือธรรมะนั้นที่เกิดขึ้นประทุษร้ายขณะนั้นนะคะ ดีจริงๆ ใช่ไหมคะค่ะเป็นราวเรียกว่าเป็นธรรมะเป็นธรรมะเป็นรูปธรรมหรือเป็นนามธรรม เป็นนามธรรมค่ะเป็นจิตหรือเป็นเจตสิกเป็นเจตสิกขะคล่องเลยใช่ไหมคะแต่ขณะนี้นะคะ อะไรที่ไม่ใช่จิตที่ไม่ใช่ความรู้สึกที่ไม่ใช่จำเป็นธรรมะ ร่วมเป็นใช้คำว่าสังขารขันธ์ปรุงแต่งนะคะ จะเกิดหรือไม่เกิดก็แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ยากใช่ไหมคะ ที่จะเข้าใจแต่ที่จะรู้จักธรรมะไม่ใช่เพียงเข้าใจค่ะนี่กำลังเหมือนกันแนะนำให้รู้จักสิ่งที่นี่นะคะ แต่ยังไม่คุณ เพียงแต่ไม่เคยสัมผัสสิ่งนั้นเลยเหมือนกับไม่เห็นแต่กำลังฟังเรื่องราวของสิ่งนั้นจนกว่าเมื่อไหร่กำลังรู้เฉพาะลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ว่าเริ่มรู้จักแต่ก็ยังไม่คน ยังแข็งอย่างเงี้ยค่ะมีใครบ้างไม่รู้ ทุกคนคะแต่ไม่ใช่ธรรมะใช่ไหมคะขณะที่แข็งแกร่งกดขณะที่แข็งปรากฏก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปเลยค่ะไม่รู้การเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมะสักอย่างเดียวเพราะเหตุว่ามีอย่างอื่นเกิดสืบต่อปิดสนิทไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมะแต่ละอย่างซึ่งเกิดแล้ว กลับไปทันทีด้วยเหตุนี้การฟังธรรมะนะคะ เป็นเรื่องที่ละเอียดเป็นเรื่องรู้เพื่อละความไม่รู้ และความติดข้องจะได้อะไรจากการรู้บ้างไหมคะเนี่ย ได้จากการสั่งให้เข้าใจค่ะได้แลกได้เยอะไม่ได้ค่ะค่ะ จริงๆ แล้วก็เป็นปัญญาความเห็นถูกนะคะ ซึ่งจะค่อยๆ เจริญขึ้นจนสามารถกระจัดความจริงตรงตามที่ได้ฟังทั้งหมดไม่คลาดเคลื่อน เรียกว่าปัญญาเท่านั้นค่ะที่สามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนี้ได้ กราบเรียนท่านอาจารย์ครับผม ผมมีห้องใจที่จะเรียนถามว่าสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณในปฏิจจสมุปปาทานนะครับ วิญญาณนี้หมายถึงวิญญาณทั้ง๘๕รึเปล่าฮะ ได้ยินคำว่าสังขารสังขารในที่นี้คืออะไรคะเพราะเห็นว่าจริงๆ เนี่ยมีคำที่เราไม่ควรจะคิดว่า ยังไม่ได้เข้าใจคำนั้นแต่อยากจะรู้ว่าสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณเป็นยังไงแต่ความจริงทุกคำที่ได้ยินนะคะ แม้แต่สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณปฏิจะสมุปปาทาธรรมมะที่อาศัยกัน และกันเกิดขึ้นเป็นไปเป็นอย่างนี้ใช่ไหมคะเพราะถ้าไม่มีสังขารวิญญาณก็มีไม่ได้ หมายความว่าขณะนี้เป็นวิญญาณซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีสังขารถ้าไม่มีสังขารวิญญาณก็เกิดไม่ได้คือค่อยๆ เข้าใจนะคะ เรื่องของปฏิจะสมุปปาทะเนี่ยเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งถ้ายังไม่มีความเข้าใจสภาพธรรมะจริงๆ เนี่ยก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจ ติดจะสมุทรปาฐะได้ทั้งหมดนะคะ แต่ว่าแม้แต่คำว่าสังขาร มีคำว่าสังขารรัฐธรรมมีคำว่าสังขารักขันสำหรับในปฏิจะสู้ปาฐะไม่ได้ใช้คำว่าสังขารขันธ์แต่ใช้คำว่าอภิสังขาร เพราะฉะนั้นก็เป็นความละเอียดในการที่ไม่ประมาทการที่จะเข้าใจสภาพธรรมะตามลำดับได้ยินชื่อว่าปฏิจะสมุปปาทะ เข้าใจคำนี้หรือยังถ้าไม่เข้าใจนะคะ ก็จะไม่เข้าใจข้อความในปฏิจะสมุปปาทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความเข้าใจในขั้นต้นว่าธรรมะทั้งหลายนะคะ ถ้าไม่อาศัยกันก็เกิดไม่ได้ไม่มีปัจจัยก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้นะคะ เหมือนว่ามีสภาพธรรมะ อย่างหนึ่งเกิดขึ้นปรากฏแต่สภาพธรรมะหนึ่งที่เกิดขึ้นปรากฏเนี่ยต้องมีธรรมะอื่นอุปถัมภ์เป็นที่อาศัยเป็นปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นนี้จึงจะเห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมะ เพราะฉะนั้นสังขารธรรมสังขารขันธ์ แล้วก็อภิสังขารในปฏิจจสมุปปาทะเหมือนกันหรือต่างกันยังไง อภิสังขารคือเจตนาครับผมแค่แร้วก้อเป็นสังฆราชทำรึเปล่า เป็นสังหารทำครับน้าเป็นสังขารขันธ์หรือเปล่า เป็นสาขาหลักฐานค่ะเพราะอะไรคะ เพราะปรุงแต่งแล้วเกิดแล้วดับแล้วเพราะว่าเป็นสังฆทานทำโดยที่ว่าจะเกิดขึ้นโดยไม่มีปัจจัยใหม่ได้เลยนะคะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นทั้งหมดธรรมะทั้งหมดไม่ว่าจิตเจตสิกรูปนิพพานสภาพธรรมะได้ที่เกิด ขณะนั้นก็เป็นสังฆราชทำ ต้องมีปัจจัยปรุงแต่งถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้นะค่ะวิญญาณเป็นสังขารธรรมหรือเปล่า วิญญาณตอนนี้เป็นจิตครับผมเป็นสังขารธรรมหรือเปล่า ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะอาจารย์ ไม่อยากจะให้เข้าใจธรรมะเป็นตอนต่อนะคะ แต่ต้องมีพื้นฐานที่มั่นคงจริงๆ ที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองเช่นถ้ามีความเข้าใจว่าทำมาที่เกิดต้องมีปัจจัยปรุงแต่งอาศัยธรรมะอื่นทำให้เกิดขึ้นไม่ใช่จะเกิดขึ้นมาได้เองตามลำพังลอยๆ โดยไม่มีเหตุโดยไม่มีปัจจัย ด้วยเหตุนี้นะคะ ธรรมะทั้งหมดที่เกิดไม่ว่าจะเป็นจิตเจตสิกรูปใดๆ ทั้งสิ้นเป็นสังขารธรรม พอเข้าใจอย่างนี้แล้วจะเว้นไหมคะหรือจะไปคิดเอาเองไว้เอง เรียกว่าเมื่อความจริงมีความเข้าใจแล้วว่าอะไรก็ตามที่เกิดนะคะ ต้องมีปัจจัย เป็นที่อาศัยปรุงแต่งอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะไม่มีความสงสัยในคำใดๆ ทั้งสิ้นที่เกิดต้องเป็นสังขารธรรม เพราะฉะนั้นถ้าถามว่านะคะ สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณวิญญาณเป็นสังขารธรรมรึเปล่า วิญญาณเป็นสังขารธรรมครับเมื่อเช้านี้เดียวพูดถึงขันธ์๕ขันธ์๕เนี่ยได้แก่สภาพธรรมะที่เกิดดับนะคะ จิตเจตสิกรูปสภาพธัมมะได้ที่เกิดนะคะ ต้องเป็นคันหนึ่งคันได้อย่างรูปขันธ์เนี่ยจะเป็นนามขันธ์ไม่ได้เลยรูปทุกประเภทไม่ใช่สภาพที่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปใดๆ ที่เกิดขึ้นนะคะ รูปทั้งหมดนะคะ ก็เป็นรูปขันธ์คือเกิดแล้วก็ดับไปความหลากหลายก็คือบางรูปก็แบรนด์เนสบางรูปก็๓ นี่คือลักษณะของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่เช่นนั้นทางตาเวลาเราเห็นเนี่ยเราจะมีสิ่งที่บางทีก็ชอบบางทีก็ไม่ชอบได้ยังไงถ้ารูปเหมือนกันหมดแต่รูปที่น่าดูก็มีนะคะ รูปที่ไม่น่าดูก็มีด้วยเหตุนี้นะคะ เมื่อลูกเกิดเป็นรูปอย่างหนึ่งอย่างใดรูปนั้นนั่นเองค่ะ เป็นขั้นทุกรูปไปเพราะว่าเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสำหรับ หันหารูปขันธ์ไม่สงสัยถูกไหมคะ ค่ะ๗หรือวิญญาณความหมายเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นจิตใดๆ ก็ตามเป็นธาตุรู้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เรียนลักษณะของจิตให้เป็นอื่นไม่ได้เลยด้วยเหตุนี้นะคะ จิตเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นจิตอะไรก็ตามจึงเป็นวิญญาณขันธ์เพราะเหตุว่าจะใช้คำว่าจิตจะใช้คำว่าวิญญาณก็ได้ เพราะฉะนั้นก็จะรู้ลักษณะของรูปขันธ์กับวิญญาณขันธ์ซึ่งต่างกันนะคะ แล้วก็เวลาที่มีจิตเกิดขึ้นขณะใดก็ต้องมีเจตสิกเป็นนามธรรมซึ่งปรุงแต่งอาศัยกัน และกันเป็นปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน และดับพร้อมกันด้วยสภาพธรรมะที่อาศัยเกิดกับจิตเกิดในจิตไม่แยกจิตเลยเป็นเจตสิกนะคะ ซึ่งทั้งหมดเนี่ยมี๕๒ประเภทสำหรับเจตสิกหนึ่งคือความรู้สึก ดีไม่แคร์ความรู้สึก ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่ดีนะคะ เมื่อความรู้สึกมีภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนาเจตสิก ทุกคนนะคะ ยึดมั่นในความสุขในความทุกข์นะคะ ในความรู้สึก ทุกคนอยากมีความสุขใช่ไหมคะอยากเสียใจมั้ย เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นความยึดมั่นว่าภาพไม่มีความรู้สึกนี้คงไม่เดือดร้อนแต่เพราะมีความรู้สึกจึงปรารถนาที่จะมีแต่ความรู้สึกที่เป็นสุขเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงยึดมั่นในเวทนา เวทนาเจตสิกนะคะ จริงเป็นเวทนาขันธ์หนึ่งในขันธ์๕ตามการยึดถือ อันนี้เข้าใจแล้วนะคะ รูปประกันเวทนาขันธ์คณะนี้จำรายได้ไหมคะ จำได้สภาพจำเป็นเราหรือว่าเป็นธรรมะ เป็นธรรมะครับเกิดแบบรึเปล่าโทรศัพทดับนะคะ เวลาอกุศลจิตเกิดก็จำในเรื่องที่เป็นอกุศลเวลากุศลจิตเกิดความเข้าใจเกิดก็จำในสิ่งที่กำลังเข้าใจ เพราะฉะนั้นลักษณะของจำทั้งหมดนะคะ ก็จะต่างกันหลากหลายมากไม่ว่าจะจำอะไรทั้งนั้นสภาพจำก็เป็นสภาพธรรมะที่ไม่ใช่ตัวตนเป็นสัญญาเจตสิตนี่ก็เป็นรูปขันธ์ เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์เจตสิกทั้งหมดปี๕๒ประเภทไม่ต้องไปจำให้ครบก็ได้หรือจะไปอ่านแล้วทองก็ได้อะไรก็ได้ทั้งนั้นแต่ให้ทราบว่าเมื่อใดที่ลักษณะของสภาพ๗สิทธินั้นเกิดขึ้นรู้มั้ยว่าไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าถ้าไม่ใช่ความรู้สึกถ้าไม่ใช่ความจำความโกรธนะคะ หรือว่าความติดคลองความสำคัญตนความเพียรทั้งหมดเป็น สังขารักขัน เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงสังขารขันธ์นะคะ ก็หมายเฉพาะเจตสิก๕๐เท่านั้น ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะคะ สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ สังขารที่นี่นะคะ หมายความถึงอะไรคะ อภิสังขารทำไมใช้คำว่าอภิสังขารอภิสังขารคือเจตนาค่ะทำไมเจตนาจึงเป็นอภิสังขาร เจตนาเป็นเจตนาเจตสิก เนี่ยค่ะคือไม่อยากจะให้ได้ยินแต่ชื่อแล้วก็จำแล้วก็ เข้าใจเพลินนะคะ แต่ว่าความเข้าใจยิ่งขึ้นจะทำให้เข้าใจแม้แต่คำว่าอภิสังขารก็ไม่ลืมเพราะว่าเป็นสภาพที่จงใจตั้งใจบางครั้งเป็นกุศลบางครั้งเป็นอกุศลนะคะ เป็นอภิสังขารปรุงแต่งอย่างยิ่ง มากกว่า๗๐อื่นที่เป็นสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นเจตนาเจตสิกไม่ใช่เวทนาไม่ใช่สัญญานะคะ เป็นสังขารขันธ์แต่ในบรรดาสังขารขันธ์ทั้งหลายนะคะ เจตนาเท่านั้นที่เป็นอภิสังขารเพราะว่าปรุงแต่งอย่างยิ่งนะคะ จงใจตั้งใจเป็นกุศลประเภทต่างๆ หรือว่าเป็นอกุศลประเภทต่างๆ ซึ่งจะนำมาซึ่งผลเพราะเหตุว่าเจตนาคือสภาพที่จงใจหวนควายกระทำกิจการงานเป็นกรรมซึ่งเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลซึ่งเป็นวิบากจิต เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้น่ะค่ะแล้วอ่านหรือได้ยินปกติจะสมมติว่าถ้าแต่ละองค์ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ใช่ไหมคะว่าคณะที่ ความจงใจตั้งใจที่เป็นกุศลเกิดแล้วดับแล้วเนี่ยเป็นปัจจัยให้เกิดอะไร กุศลละกรรมเป็นปัจจัยให้เกิดอะไรคะ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตที่เป็นวิบาก เพราะฉะนั้นกุศล และจิต กุศลกรรมเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลวิบากจิตเป็นจิตที่เป็นผลของกรรมนั้นนี่ค่ะคือถ้าศึกษาธรรมะนะคะ ก็คือเข้าใจแม้ในขณะนี้เอง เวลาที่กุศลกรรมดับไปแล้วให้ผลทันทีหรือเปล่าคะ ไม่ได้ผลครับเวลเรากุตระกุศลเท่านั้นเห็นไหมคะนี่คือความละเอียดของธรรมะแต่ว่าธรรมดาของกุศลทั้งหลายนะคะ เมื่อดับไปแล้ว ไม่สามารถที่จะให้ผลเกิดสืบต่อได้ทันทีเวนโลกุตระกุศลอันนี้ก็เป็นเรื่องละเอียดต่อไปนะคะ แต่แสดงให้เห็นว่าการศึกษาธรรมะนะคะ เป็นเรื่องละเอียด และเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจจริงๆ รู้อะไรต้องรู้จริงจึงจะเป็นประโยชน์ถ้ารู้ไม่จริงนะคะ เป็นโทษสับสนหมดเลย เพราะฉะนั้นนะคะ สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณสังขารได้แก่อะไรคะ เขตล้านนา๗ ๔ครับเจตนาเจตสิกทำให้เกิดวิญญาณอะไร ขอทานจากนั้นคานธีนี้หมายความถึงกุศลกรรม และอกุศลกรรมซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิดสังสารวัฎ โดยการที่แม้ว่าดับไปแล้วนะคะ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิจิตผลของกรรมตั้งแต่คณะแรกต่อมาจนกระทั่งถึงvบาดเจ็บทั้งหมดก็เกิดขึ้นเพราะผลของกรรมแต่ละกรรมที่มีโอกาสจะให้ผล ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ต้องสับสนแน่ค่ะ เพราะฉะนั้นต้องค่อยๆ เข้าใจอย่างมั่นคงนะคะ อันนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมคะ คเข้าใจครับอาจารย์ครับต้องเข้าใจตามลำดับเป็นพื้นฐานที่มั่นคงไม่ปะปนระหว่างสังขารธรรมสังขารขันธ์อภิสังขาร นะครับ ที่ว่าอภิสังขารหมายถึงเจตนาเจตสิกเนี่ยนะครับ รวมถึงว่าเป็นเหตุที่กระทำกุศลหรืออกุศลที่ว่าเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ถ้าจะเข้าใจจริงๆ นะคะ คงจะยังไม่ถึงปฏิจะสูงกว่าถ้าเพราะเหตุว่าเจตนามีจริงๆ นะคะ เป็นธรรมะ เป็นนามธรรมหรือรูปธรรมนามธรรมเป็นจิต และเจตสิกเจตสิกขะ เจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหมคะเจตนาที่เป็นกุศลก็มีเจตนาที่เป็นอกุศลก็มีเจตนาที่เป็นวิบากก็มีเจตนาที่เป็นกิริยาก็มีนี่คือความละเอียดค่ะไม่ใช่เราไปจับปฏิจะสู้ปลาถ้ามาแล้วเราก็สงสัยใช่ไหมคะแต่เราจะต้องเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน ว่าเจตนาเจตสิกคืออะไรเป็นสภาพธรรมะนะคะ ที่ไม่ใช่จิตแต่เกิดกับจิตทุกประเภททำกิจอะไรมีลักษณะยังไงเป็นสภาพที่ควรควาย แล้วก็ขนขวายอะไรกระตุ้นเตือนสหชาตธรรมที่เกิดร่วมด้วยให้กระทำกิจของตนของตน เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าคนขวานไม่ใช่ไปทำอื่นเลยค่ะ มีนักเรียน และก็มีหัวหน้านักเรียนไหมคะ มีครับหัวหน้านักเรียนทำอะไร คือเป็นหัวหน้าเรียนมาคอยสั่งการฮะแล้วก็เอามาเปรียบเทียบเรื่องจิตกับเจตสิกก็ไม่ได้สั่งการเลยนะคะ เราใช้คำอุปมาแนะเพื่อพยายามที่จะให้เข้าใจนะคะ สิ่งที่มีเท่าที่จะกระทำได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเจตนาเป็นนักเรียน และก็เป็นหัวหน้านักเรียนเจตสิกทุกชนิดมีกิจหน้าที่เฉพาะเจตสิกนั้นๆ ไม่ก้าวก่ายสับสนกัน ยิ่งสัญญาจำเนี่ยจะให้ไปทำอื่นก็ไม่ได้ให้ไม่จำก็ไม่ได้ ให้ไปค้นคว้าให้ทำอื่นจงใจทำโน่นทำได้อย่างเจตนาก็ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้นะคะ นำมาทำเนี่ยก็หลากหลายเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตจำแนกเป็น๕๒ประเภท๕๒ประเภทเนี่ยมีตั้งแต่อย่างอ่อนจนกระทั่งอย่างที่มีกำลังกล้า เจตนาที่เกิดกับวิบากจิต เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย จะเหมือนกับเจตนาที่เกิดกับอกุศลจิตไหม ไม่เหมือนไม่เหมือนนี้ก็แสดงให้เห็นว่า และเวลาที่เจตนาที่เกิดกับกุศลจิตจะเป็นเจตนาที่เกิดกับอกุศลจิตรึเปล่าไม่เหมือน และเวลาที่เจตนาเกิดกับโลกุตระจิตนะคะ โสตาปัตติมัคคจิตมีนิพพานเป็นอารมณ์ก็มีเจตนาจะเหมือนกับเจตนาที่เป็นกุศลระดับอื่นไหม ไม่เหมือนไม่ใช่นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงความหลากหลายระดับขั้นต่างๆ เนี่ยมากสุดที่จะประมาณแต่ประมวลเป็นประเภทประเภทใด หรือเจตสิกที่เป็นอย่างนี้แหละนะเป็นเจตสิกหนึ่ง ก็คือเจตนาเจตสิกเพื่อยางสัญญาเจตสิกที่เป็นสภาพจำนะคะ จำผิดเลยนะคะ จำว่าเถียงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดประจำเมื่อปัญญาสามารถแทงตลอดรู้ลักษณะของธรรมะซึ่งเป็นธรรมะ สัญญาก็ไม่ใช่สัญญาเดียวกันแล้ว เพราะฉะนั้นสัญญาที่จำนิพพานธาตุเพราะขณะนั้นเรากุตระจิตเกิดขึ้นนะคะ ประจักษ์ลักษณะของนิพพานสัญญาจะไปจำอื่นได้มั้ยค่ะก็จะไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นสัญญาที่จำสภาพของนิพพานเนี่ยจะเหมือนสัญญาที่กำลังจำสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ค่ะไม่เหมือนก็ไม่มี ค่ะข้อความว่าสังขารเป็นสภาพที่ปรุงแต่ง และเป็นสิ่งที่มีจริงลักษณะของการปรุงแต่งในปัจจุบันเนี่ยฮะไม่ทราบว่า ปรุงแต่งยังไงคะสังขารละคัน คำว่าปัจจุบันหมายถึงธรรมะอะไร อย่างเช่น โกรธนี้ได้จะโกรธ แต่ลำพังโกรธได้ไหม ไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นต้องมีธรรมะเอินแค่เกิดร่วมด้วยอาศัยกัน และกันปรุงแต่ง หมายถึงตัวโกรธซึ่งเป็นเจตสิกปรุงแต่งให้จิตกับเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วยใช่ไหมฮะค่ะโกรธอาศัยจิตเกิดรึเปล่า อาศัยจิตเกิดค่ะก็คือปรุงแต่งทุกขนาด๗หมายความว่าอาศัยกันมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น อะไรก็ตามที่อนุเคราะห์อุปถัมภ์ช่วยเหลืออาศัยยังไงก็ตามแต่นะคะ ที่ทำให้เกิดสภาพธรรมะนั้นก็คืออาศัยสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขออนุญาติขอคำแนะนำหน่อยนะครับ คือว่าเพื่อนผมหลังจากที่เขาเรียนจบมหาลัยแล้วเนี่ยเขาก็วันๆ ก็มัวแต่ฟังธรรมะผ่านหนังสือธรรมะทั้งวันแล้วก็พ่อแม่ก็สุดท้ายยังน้อยอยู่พ่อแม่ญาติพี่น้องก็ไปทะเลาะธรรมะทั้งวันๆ ก็อยู่แต่ในห้องเนี่ยจะให้อาจารย์ช่วยแนะนำว่าควรจะทำตัวอย่างไรก็ดำรงชีวิตอยู่กับคนรอบข้างได้ด้วย ตั้งแต่เล็กมาเนี่ยมีใครจะมีชีวิตที่เหมือนกันไหมแต่ละคนเนี่ยนะคะ และเราจะไม่รู้เลยค่ะแท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดกับแต่ละคนเนี่ยเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่จะต้องเป็นอย่างนั้นแม้ในขณะนี้ที่กำลังเห็นนะคะ ก็คือมีเหตุที่จะให้เห็นคลิป ก็มีเหตุที่จะให้คิดทำก็มีเหตุที่จะให้ทำแต่ไม่รู้เลยนะคะ ว่าทั้งหมดนี้ค่ะเป็นการสะสมเสพต่อของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นไป เมื่อมีปฏิสนธิคือการเกิดต้องเป็นไปถ้าจะไม่เป็นไปตามการสะสมตามเหตุปัจจัยได้ยังไงคะจะไปเอาอะไรมาเป็นปัจจัยอื่นนอกจากการที่ได้สะสมมาแล้ว เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะนะคะ คงไม่ลืมที่ถูกต้องคือเข้าใจธรรมะค่ะไม่ใช่ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตหรืออะไรทั้งสิ้น ขณะนี้อะไรเกิดแล้วเนี่ยเราลืมนะคะ ที่เราฟังมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมเป็นประสิทธิ์จะสมมติว่าถ้าเป็นจิตเป็นเจตสิกแนะลืมหมดเลยเพราะจะทำ คิดได้คิดไปเถอะคิดแล้วก็หมดแล้วก็ดับไปแล้วจะให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นได้ไหม คิดเมื่อกี้นี้หมดแล้วนะคะ คิดต่อไปเนี่ยจะให้เกิดขึ้นอย่างที่ต้องการได้ไม่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยค่ะทุกอย่างนะคะ เกิดแล้วลืมเสมอนะคะ มีแต่ข้างหน้าจะทำจะไปจะคิดอย่างนั้นอย่างนี้นะค่ะแต่ขณะนี้ธรรมะเกิดแล้วค่ะแล้วก็ผ่านไปโดยไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่การเข้าใจธรรมะ และก็ลืมว่าเป็นธรรมะแล้วก็มีตัวตนซึ่งจะทำให้เกิดธรรมะอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งไม่มีวันที่จะลากการยุติสภาพธรรมะเพราะไม่รู้ธรรมะที่กำลังปรากฏเพราะเกิดแล้ว ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมะนะคะ จะรู้จักธรรมะจริงๆ ค่ะไม่ใช่ใครไม่ใช่เรา ถ้ารู้สึกดีใจดีใจเกิดแล้วค่ะถ้ามีเหตุที่จะให้เสียใจเกิดเสียใจเกิดแล้วเป็นอย่างนี้แล้วจะเสียใจมากหน่อยก็ เกินปัจจัยที่จะทำให้เกิดเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่มีจริงนะคะ คือสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วตามความเป็นจริงตามเหตุตามปัจจัยเท่าที่ปัจจัยทำให้เกิดขึ้นถ้าขณะนี้ เข้าใจธรรมะแค่เนี้ยแล้วก็จะให้เข้าใจมากกว่านี้ได้ไหม ในเมื่อมีปัจจัยที่จะให้เข้าใจแค่นี้ อย่างตอนเช้าเนี่ยเป็นคำถามซึ่งไม่มีคำตอบ นึกออกไหมคะว่าถามว่าอะไรแล้วก็ยังไม่มีใครสอบ เบื้องต้นตรงนี้ก็ได้นะคะ ขณะนี้กำลังเห็น แล้วไง แล้วไงขณะนี้กำลังเห็นแล้วไง ถ้าผมตอบก็เป็นธรรมะ เวลาถูกถามก็ตอบว่าเป็นธรรมะแต่ตอนเห็นแล้วไงเป็นธรรมะหรือเปล่า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620