ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๗

    สนทนาธรรมที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีการฟังธรรมเลย ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าแข็งปรากฏเพียงเล็กน้อยแล้วดับ ไม่นานเลยเพราะอะไร ขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่แข็งปรากฏ ขณะที่เสียงปรากฏไม่ใช่ขณะที่แข็งปรากฏ เพราะฉะนั้นในขณะนี้การเกิดดับของจิตเร็วมาก จนกระทั่งไม่มีการที่จะรู้การเกิดดับของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดเลย เพราะเหตุว่าเป็นความไม่รู้โดยตลอด และยังมีความเห็นผิดคิดว่าจะไปทำให้รู้ได้ มีความเป็นตัวตน ไม่ใช่มีการรู้ว่าธรรมเป็นธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่ไปรู้สิ่งที่ยังไม่เกิด แต่รู้สิ่งที่เกิดแล้วให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็ขอเปลี่ยนคำถาม มีฟันไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มี เมื่อไหร่

    ผู้ฟัง เมื่อท่านอาจารย์ถามคำว่าฟัน คำว่าฟัน รู้ทันที มี

    ท่านอาจารย์ มี มีฟันหรือมีแข็ง

    ผู้ฟัง มีฟันอยู่

    ท่านอาจารย์ ถ้าแข็งไม่มี ฟันจะมีไหม

    ผู้ฟัง เป็นไปไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงๆ รูปธรรมแต่ละลักษณะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แต่เรียกชื่อต่างๆ กันได้ ตามความคิดความทรงจำและรูปร่างสัณฐาน ทำไมไม่เรียกไมโครโฟนว่าฟัน เห็นไหม ทั้งๆ ที่แข็งเหมือนกัน แต่ว่าแข็งเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นได้เลย เพราะว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งจะปรากฏต่อเมื่อกระทบกับกายปสาท ส่วนใดของกายที่ไม่มีกายปสาท เย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหวปรากฏไม่ได้เลย อาจจะเห็นแต่ไม่รู้ว่าแข็ง แต่การที่จะรู้ลักษณะของแข็งจริงๆ ต่อเมื่อกระทบกับส่วนของกายที่มีกายปสาท เราไม่เคยรู้เลยใช่ไหม เกิดมาความจริงกายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว ทั้งภายในและภายนอก เพราะเหตุว่ารูปนี้เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว เพราะฉะนั้นเป็นรูปชนิดหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นแต่มีจริง เหมือนอย่างโสตปสาท เปลี่ยนจากกายปสาทเป็นรูปชนิดหนึ่งสามารถกระทบเฉพาะเสียง แล้วก็เวลาที่เสียงกระทบ ถ้ากระทบกายไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย กระทบตาก็ไม่มีทางที่จะได้ยินเสียง ต่อเมื่อไหร่กระทบกับโสตปสาท จิตต้องเกิดด้วยเพราะจิตเป็นสภาพรู้ ตาไม่สามารถที่จะเห็น หูไม่สามารถที่จะได้ยิน แต่เป็นรูปที่กระทบกับสภาพธรรมแต่ละทาง เช่น จักขุปสาทต้องสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ขณะนี้รู้ไหมว่ากระทบแล้วจึงปรากฏ

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว สภาพธรรมปรากฏโดยที่เราไม่รู้การกระทบ แต่รู้ว่าต้องกระทบจึงปรากฏได้ นี่คือแต่ละขณะซึ่งละเอียดมาก และความเข้าใจก็จะเริ่มเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อย เป็นสังขารขันธ์ที่ปรุงแต่งให้ปัญญาหรือความเข้าใจถูกเจริญขึ้น ในการที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม จึงจะละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราได้ ไม่มีอะไรที่จะทำให้คลายความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา นอกจากปัญญาที่เห็นถูกเข้าใจถูก ทีละเล็กทีละน้อยตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความเข้าใจถูก อยากมีปัญญาไหม ไปปฏิบัติเพราะอยากมีปัญญา แต่ไม่รู้ว่าปัญญาเป็นสภาพที่รู้แล้วละ ละอกุศลทั้งหมดและต่อไปละกุศลด้วย จึงถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ สิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง สภาพธรรมที่มีจริง เช่นเสียงมีจริง แต่เสียงไม่ใช่สภาพรู้ถูกต้องไหม และมีสภาพที่ได้ยินเสียง เสียงจึงปรากฏ และก็เมื่อสภาพที่เป็นนามธรรมเกิดขึ้น จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด มีสิ่งนั้นจึงปรากฏได้ เช่นขณะนี้ถามว่าเห็นไหม จะตอบว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ เห็น ไม่ปฏิเสธ เห็นมีจริง ไม่ใช่รูปธรรม เพราะรูปธรรมไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นเป็นนามธรรม แต่นามธรรมนี้มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง คือจิต เราพูดถึงจิตบ่อยมาก เกือบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อจิต แต่ไม่เคยรู้ว่าขณะนี้จิตอยู่ที่ไหน จิตมีลักษณะอย่างไร จิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปก็ไม่รู้เลย แต่ว่าจำชื่อจิตและเข้าใจว่ามีจิต โดยไม่รู้ว่าจิตอะไร อย่างนี้เป็นปัญญาหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เป็น แต่ถ้าสามารถที่จะเข้าใจลักษณะของจิตถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องเป็นปัญญาหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้ให้ทราบว่าสิ่งที่เป็นธาตุรู้หรือสภาพรู้ มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งชัดในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำเลย สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ จิตเห็น เห็นจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความต่างของสิ่งที่ปรากฏ มืดกับสว่างเหมือนกันไหม

    ผู้ฟัง ไม่เหมือน

    ท่านอาจารย์ จิตเห็นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เห็นจะรู้ไหมว่ามืด ถ้าไม่เห็นจะรู้ไหมว่าสว่าง

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เป็นใหญ่เป็นประธาน แต่จิตจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีนามธรรมซึ่งเป็นเจตสิกเกิดร่วมด้วย และก็ทำกิจของเจตสิกแต่ละประเภทด้วย เพราะฉะนั้นเพียงชั่วขณะหนึ่งที่จิตเกิดขึ้นแล้วไม่รู้แล้วเข้าใจว่าเราเห็น ความจริงเป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นจิตและเจตสิกซึ่งเกิดพร้อมกัน แล้วก็ดับพร้อมกัน จิตเกิดหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลเลย ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพียงเท่านี้เรามีความเข้าใจถูกไหมว่า ไม่มีเราแต่ว่ามีสภาพธรรม และในขณะนั้นมีเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เอกัคคตาเจตสิกเป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์ เช่น ขณะเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตายังไม่ดับ เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตตั้งมั่นในสิ่งที่ปรากฏ ยังไม่ไปที่อื่นเลย แม้ว่าจิตจะเกิดดับเกิดดับก็ยังมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารมณ์ เพราะว่ารูปจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ในขณะที่เสียงปรากฏ เอกัคคตาเจตสิกตั้งมั่นในเสียง จิตรู้เสียงอย่างเดียวจะไม่ไปรู้อย่างอื่นเลย

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราใช้คำว่าสมาธิ หมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่หิริ ไม่ใช่โอตตัปปะ ไม่ใช่ริษยา แต่เป็นเอกัคคตาเจตสิก มีใครทำสมาธิได้ หรือมีใครที่สามารถเข้าใจถูกต้องว่าสมาธิเกิดกับจิตทุกประเภท โดยใครก็ไปเปลี่ยน ไปแก้ไขไม่ให้สมาธิเกิด หรือว่าให้สมาธิเกิดมากๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ เกิดตามเหตุปัจจัย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าช่วยให้เข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้นละเอียดขึ้นว่า ไม่ใช่เรา ไม่มีตัวตนแต่เป็นสภาพธรรม กับการให้ไปทำให้สิ่งอื่นเกิดขึ้นโดยไม่รู้ความจริงของธรรม อันไหนจะเป็นความถูกต้อง

    ผู้ฟัง ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ไปทำ แต่ว่าเข้าใจสิ่งที่มีแล้วเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย

    ผู้ฟัง สมมติว่าให้ไปศึกษาดูดีๆ เรียนรู้ดีๆ นี่ก็ถือว่าให้ไปทำเหมือนกันใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ศึกษาดีๆ เรียนรู้ดีๆ ศึกษาให้เข้าใจหรือให้ไปทำ

    ผู้ฟัง ศึกษาให้เข้าใจนี้ถือว่าให้ไปทำไหม

    ท่านอาจารย์ ศึกษาให้เข้าใจว่าใครก็ทำไม่ได้ เป็นธรรมล้วนๆ เลย คุณธิดารัตน์ก็แถมให้ว่าเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นอย่าใช้คำว่าอนัตตาโดยไม่เข้าใจหรือเพียงแต่พูด แต่ต้องเข้าถึงความเป็นอนัตตาว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร นี่ถึงจะเป็นการเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตา

    ผู้ฟัง อย่างเราฟังธรรมแล้วก็อ่านหนังสือนี้ได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ทำไมจะขออนุญาตใคร ได้ไหมไม่ได้ ไม่ใช่ปัญญา

    ผู้ฟัง จะดีไหม กลัวเป็นตัวตน จะฟังธรรม จะอ่านหนังสือ จะศึกษาอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ พูดถึงเรื่องกลัวว่าเป็นตัวตน เพราะว่าจริงๆ แล้วผู้ที่ไม่มีความเห็นผิดยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนเป็นพระโสดาบัน แต่ถ้ายังไม่เป็นพระโสดาบันเพราะมีความไม่รู้จึงยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน จนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้นจนถึงขั้นที่สามารถที่จะเห็นถูกต้องประจักษ์แจ้งอริยสัจ ๔ เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็จะหมดการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ไม่เห็นผิดอีกเลยไม่ว่าจะขณะไหนทั้งสิ้น นี่คือการอบรมเจริญปัญญาเป็นความรู้จริงในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ประจักษ์แจ้งจนสามารถที่จะละคลายความติดข้อง จนน้อมไปสู่สภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับสภาพธรรมที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นขณะนี้ใครที่ไม่ใช่พระโสดาบัน เหมือนกันหมดเลย แล้วก็คือว่าที่มีกิเลส หรืออกุศล หรือการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนเพราะไม่รู้ ถ้ารู้ไม่ต้องฟัง รู้แล้วฟังทำไม แต่เพราะรู้และเป็นผู้ที่ตรง เพราะไม่รู้จึงฟัง ฟังเพื่ออะไร เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็อาจจะมีความคิดของตัวเอง มากมายก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อฟังแล้วพิจารณาสิ่งที่ได้ฟังโดยละเอียดโดยรอบคอบ และไม่ใช่เพียงข้อความเดียว

    พระไตรปิฎกคือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใน ๔๕ พรรษา ลองคิดดูว่าจะมากมายและละเอียดสักแค่ไหน ไม่ใช่เพียงบรรทัดเดียวสองบรรทัด แล้วก็ไม่ได้ศึกษาตามลำดับ เพียงแต่พออ่านก็เข้าใจว่าอย่างนั้นหรือว่าคิดว่าอย่างนี้ เพราะว่าข้อความตอนนี้กล่าวถึงตรงนี้ แต่ว่าจะให้ข้อความทั้งหมดบรรจุอยู่ในเพียงหน้าเดียวหรือว่าหัวข้อเดียวเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องมีความเข้าใจในเรื่องของภาษาว่า แม้ภาษาบาลีหรือภาษามคธซึ่งใช้สำหรับแสดงธรรม ก็มีทั้งภาษาที่แสดงถึงสภาพธรรม และภาษาซึ่งใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างเราก็มีคำหลายคำซึ่งเราใช้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ฉันใด ภาษาอื่นๆ ก็ต้องมีอย่างนั้น แต่ว่าคำที่แสดงถึงสภาพธรรมต้องตรงและถูกต้อง เปลี่ยนไปคิดเอาเองหรือว่าเข้าใจตามที่เคยเข้าใจก่อนในชีวิตประจำวันไม่ได้

    มีคำว่าสัมมาแล้วก็มีคำที่ตรงกันข้ามคือมิจฉา พอจะรู้ใช่ไหมว่าอันไหนถูกอันไหนผิด อะไรผิด มิจฉาผิด ในพระไตรปิฎกมีมิจฉาสมาธิไหม ไม่ทราบใช่ไหม แต่มี เพราะว่าขณะใดก็ตามที่ไม่มีปัญญา สมาธินั้นจะเป็นสัมมาสมาธิไม่ได้ เวลาที่สมาธิคือเอกัคคตาเจตสิกซึ่งเป็นสภาพธรรม ที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะทุกประเภท เพราะว่าต้องตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ ถ้าเกิดกับอกุศลจิตเป็นอกุศลสมาธิ ถูกต้องไหม ถ้าเกิดกับสภาพธรรมที่ดีงาม เพราะจิตประกอบด้วยโสภณเจตสิก ขณะนั้นเป็นกุศลสมาธิ แต่ส่วนใหญ่เวลาที่เราจะได้อ่าน หรือได้ฟังข้อความที่เกี่ยวกับสัมมาสมาธิหรือว่ามิจฉาสมาธิ จะกล่าวถึงการอบรมเจริญหนทางที่ถูกและหนทางที่ผิด แม้แต่คำว่ามิจฉาสมาธิอาจจะคิดว่าไม่มีในพระไตรปิฎก เพราะว่าพอได้ยินคำว่าสมาธิก็คิดว่าเป็นสัมมาทั้งหมดเลย และก็ไม่สามารถที่จะรู้ความต่างกันด้วยว่า สัมมาสมาธิกับมิจฉาสมาธิไม่ใช่ขณะเดียวกัน และจะเป็นสิ่งเดียวกันไม่ได้ เพราะว่ามิจฉาคือผิด สัมมาคือถูก ต่อไปก็จะผ่านข้อความที่ว่ามิจฉามรรคและสัมมามรรคด้วย

    สัมมามรรคมี ๘ องค์ มิจฉามรรคก็ ๘ เหมือนกันเลย แต่เป็นมิจฉาทั้งหมด เพราะฉะนั้นเวลาที่เข้าใจว่ากำลังอบรมเจริญภาวนา หรือว่าจะทำสมาธิหรืออะไรก็ตาม จะรู้ได้ไหมว่าขณะนั้นเป็นสัมมาหรือมิจฉา ถ้าไม่มีการเข้าใจผิดจะไม่มีข้อความว่าสัมมามรรคและมิจฉามรรค ก็จะมีแต่เฉพาะสัมมามรรค แต่มิจฉามรรคมีไว้ทำไม เพราะเหตุว่ามิจฉามรรคมีจริงๆ แต่ว่าผู้ที่กำลังมีมิจฉามรรคไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าผิด เพราะเหตุว่าขณะนั้นความเห็นผิดเกิดขึ้น ไม่ใช่ความเห็นถูก จึงไม่สามารถที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมต้องละเอียดอย่างที่ว่าไม่ต้องกลัวเลย เรื่องยังมีความเป็นเรา ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระโสดาบัน ยังไม่หมดความเป็นเรา แต่เพราะไม่รู้และยึดถือสภาพธรรมด้วยความไม่รู้ จึงมีหนทางเดียวที่จะละความเป็นเรา ด้วยการมีความเข้าใจถูกในขั้นการฟังในขั้นพิจารณา จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมได้

    นั่นคือเป็นหนทางที่จะทำให้ไม่มีการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นเราอีกต่อไป เป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นคือพระโสดาบัน จะกลัวต่อไปไหมในเมื่อเป็นความจริง ถ้าความจริงยังมีความไม่รู้ในสภาพธรรม จะให้ไม่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ อาจหาญร่าเริงที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นความไม่รู้ ขณะนั้นเป็นความที่ยังเข้าใจว่าเป็นเรา เข้าใจว่ายังมีฟัน ทั้งๆ ที่ฟันก็ไม่ได้ปรากฏ ถ้าศึกษาจริงๆ สภาพธรรมเกิดแล้วดับแล้วอย่างรวดเร็ว ขณะเห็นจะมีรูปอะไรเหลือตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เพราะว่ารูปเกิดดับเร็วจนประมาณไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นคำที่ว่าไม่มีตัวตนเริ่มตั้งแต่จากตัวเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า และก็มีการเห็น มีการได้ยิน มีการคิดนึกมากมายสืบต่ออย่างรวดเร็ว ทั้งวันเป็นเราหมดทั้งวัน จะเหลือเพียงเฉพาะสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ ซึ่งเกิดดับ นั่นคือการประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรม และเมื่อนั้นก็จะรู้ได้ว่าความหมายของคำว่าไม่ใช่เรา และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะว่าสภาพธรรมจริงๆ จะปรากฏพร้อมกัน ๒ อย่าง ในขณะเดียวกันเป็นไปไม่ได้ และรูปก็เกิดดับเร็วมาก ขณะนี้รูปใดที่ไม่ปรากฏ รูปนั้นเกิดแล้วดับแล้วทั้งหมด อะไรเหลือ จำไว้ว่ายังมี ทั้งๆ ที่ไม่มีเลย เหมือนกับจำไว้ว่ามีฟัน แต่ว่าถ้าฟันขณะนั้นคือแข็งไม่ได้ปรากฏ ฟันก็กำลังเกิดดับด้วย ทุกอย่างที่มีจริงที่เกิดแล้วต้องดับ

    เพราะฉะนั้นกว่าจะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ไม่ใช่ไปทำด้วยความเป็นเรา แต่ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าทำไม่ได้ ทำวิริยะ ทำอย่างไร เพราะว่าวิริยะเกิดกับจิตกี่ประเภท ทรงแสดงไว้ว่าไม่ได้เกิดกับจิตเห็น ใครจะไปทำให้วิริยะเกิดกับจิตเห็นได้ไหม ได้หรือไม่ได้ มั่นใจหรือยัง หรือว่ายังสงสัย ถ้าศึกษาจริงๆ จะเห็นถูกตามความเป็นจริงว่าใครทรงแสดง ใครสามารถที่จะรู้ได้ ใครทรงแสดงอย่างละเอียดด้วยประการทั้งปวง ถึงขณะที่สภาพธรรมหนึ่งขณะเกิดขึ้นจะต้องอาศัยปัจจัยกี่อย่าง ปราศจากปัจจัยแม้หนึ่งอย่างก็ไม่ได้ เพียงเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว นี่คือการที่เข้าถึงความเป็นอนัตตา แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะรู้อย่างนั้น มิฉะนั้นถ้ามีแต่พระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีผู้ที่รู้ตามเลย คำสอนไม่มี หรือว่าถ้าแม้สอนบุคคลอื่นก็รู้ตามไม่ได้ คำสอนนั้นก็เป็นโมฆะ แต่นี่เมื่อทรงแสดงธรรมมีผู้ที่รู้ตามมาก เพราะมีเหตุที่สมควรแก่ผล

    ถ้าบุคคลนั้นไม่เคยฟังธรรมเหมือนเราที่กำลังเริ่มฟังธรรม และก็ค่อยๆ กำลังเข้าใจธรรมขณะนี้ ก็จะไม่ถึงกาลที่เมื่อไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แล้วพระผู้มีพระภาคตรัสถามว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่น เห็น เที่ยงหรือไม่เที่ยง คนนั้นก็ตอบไม่ได้ แต่ว่าถ้าอบรมเจริญปัญญามา สภาพธรรมปรากฏตามความเป็นจริง แต่ขณะนี้ทำไมสภาพธรรมไม่ปรากฏ เพราะอวิชชาความไม่รู้มากและยังความติดข้องการยึดมั่นในสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา นานแสนนาน ถ้ามีกาแฟในแก้วแล้วก็รับประทานหมดแล้ว ยังมีคราบกาแฟที่แก้วไหม ที่ยังไม่ได้ล้างไปเลย ทุกวันทุกวันทุกวันมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้น

    เพราะฉะนั้นจิตขณะหนึ่งที่มีความไม่รู้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็ต่อไปก็ไม่รู้อีก แล้วก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนอีก จะหนาแน่นสักแค่ไหน แล้วก็ไม่ใช่รูปธรรมด้วย รูปธรรมยังหาผงซักฟอก หรืออะไรต่ออะไรเพียรที่จะชำระ แต่นี่เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นปัญญาที่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรมเท่านั้น ที่สามารถที่จะดับกิเลสได้ และก็กาลที่จะไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมใกล้ที่จะถึง พระธรรมจะอันตรธานเพราะอะไร ไม่มีการศึกษาด้วยความละเอียด ด้วยความรอบคอบ ด้วยความเข้าใจ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะมีพระไตรปิฎกมีตัวอักษร แต่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่ไหน ก็อ่านโน่นบ้างอ่านนี่บ้างคิดเอาเองบ้าง แล้วก็ไม่ทิ้งความคิดเก่าๆ ด้วย เวลาที่ผ่านข้อความใดก็เอาความคิดของตัวเอง ขึ้นมาเปรียบเทียบหรือว่าเข้าใจสิ่งนั้น แต่จริงๆ แล้วลองคิดถึงปัญญาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนี้สูงแค่ไหน ไม่ใช่เพียงพระอรหันต์ที่เป็นสาวกที่ดับกิเลสได้ ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งสะสมบารมีที่ในกาลที่ไม่มีคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังมีการอบรมที่มีเหตุสมควรที่จะให้สามารถรู้สภาพธรรมในขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ แต่ไม่ได้อบรมบารมีถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประกอบด้วยพระมหากรุณา และพระปัญญาคุณที่จะทรงแสดงธรรมอย่างละเอียดด้วยประการทั้งปวง โดยความเป็นธาตุ โดยความเป็นธรรม โดยความเป็นอายตนะ โดยความเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยสารพัดอย่างที่จะทรงเกื้อกูลให้บุคคลนั้น ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และเมื่อสักครู่นี้ใช้คำว่าสุกขวิปัสกะ หมายความถึงผู้ที่สามารถที่จะรู้ธรรมโดยไม่ต้องมีฌานจิตเกิดร่วมด้วยก็ได้

    นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความต่างกันของกาลสมัยที่ไม่มีคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย มีฤาษีชีไพรหรือจะดาบสหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ คือผู้ที่มีปัญญาระดับที่เห็นโทษของอกุศลว่า ในขณะที่เห็นดับไปแล้ว มีความไม่รู้เกิดสืบต่อทันทียับยั้งไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็จะสะสมความไม่รู้ไปจนกว่าจะถึงกาลที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม แล้วก็ค่อยๆ อบรมเจริญปัญญาขึ้น ตอนนี้เดี๋ยวนี้เราอยู่ตรงไหน ครึ่งทาง ต้นทาง หรือใกล้จะถึงปลายทาง เป็นผู้ตรง

    ผู้ฟัง เรื่องสัมมาสมาธิในอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำไมผมอ่านบทแปลแล้วเป็นเรื่องฌาน

    อ.อรรณพ เวลาเราศึกษาพระไตรปิฎก ก็แสดงว่าก็มีฉันทะในการศึกษาพอสมควร ถึงไปดูว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ เวลาท่านอธิบายสัมมาสมาธิ ทำไมท่านอธิบายในลักษณะได้ฌานใช่ไหม เพราะว่าพระธรรมที่พระองค์ท่านทรงแสดง ท่านจะแสดงถึงครอบคลุมไปจนถึงบุคคลผู้ที่มีคุณวิเศษ ที่สามารถบรรลุได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาคือบรรลุได้พร้อมฌาน เพราะฉะนั้นผู้ที่สะสมบารมีมาที่จะเป็นพระอริยบุคคลพร้อมด้วยองค์ฌานที่เป็นปัญจมฌานก็มี หรือรองลงมาคือเป็นพระอริยบุคคล พร้อมด้วยจตุฌานก็มี ตติยฌานก็มี ทุตติยฌานก็มี หรือปฐมฌาณก็มี เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องแสดงถึงสูงสุด อุกฤษฏ์เลยสูงสุด แต่ผู้ที่บรรลุโดยเป็นสุกขวิปัสสกะก็มี และมีมากกว่าผู้ที่บรรลุทั้งสองด้วย เพราะคนที่จะบรรลุทั้งสองมีน้อยกว่า พระอริยบุคคลที่ท่านถึงจะเป็นสุกขวิปัสสกะ แต่ในขณะที่มรรคจิตเกิด แม้ว่าจะไม่สะสมบารมีที่จะบรรลุพร้อมฌาน แต่ความสงบที่เป็นมรรคจิตแม้จะเป็นสุกขวิปัสสกะ นั่นเทียบเท่ากับปฐมฌาน เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้นักศึกษาทั้งหลาย ซึ่งก็มีฉันทะในการศึกษา คือถ้าเราได้ศึกษาพระธรรมโดยตรงที่พระองค์ท่านทรงแสดง มีความละเอียดมีเหตุมีผล จะทำให้เราค่อยๆ คลี่คลายความสงสัยแล้วก็สะสมความเข้าใจถูก

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    4 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ