ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618


    ตอนที่ ๑๖๑๘

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑


    ก็มีปัจจัยที่จะทำให้ต้องเกิดอีกเห็นอีกได้ยินอีกชาติก่อนอยู่ที่ไหนทราบไหมคะ เหมือนชาตินี้ไหมฮะคือเห็นชาติก่อนก็ต้องเห็นต้องได้ยินเหมือนกันแต่เรื่องราวต่างกันสิ่งที่รักที่พอใจต่างกันคนที่เราเคยรักเคยชางชาติก่อนนะคะ จำไม่ได้เลยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แต่ว่าราบใดที่ยังไม่หมดรักโหมดชัง พอเกิดมาก็มีรักมีชังใหม่นะคะ ชั่วขณะที่อยู่ในโลกนี้ และก็จากผู้ที่รักพี่ช้างไปก็ไปมีรักมีชังใหม่ก็เป็นอย่างนี้อ่ะค่ะก็แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วเนี่ยทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้แต่ก็หวัง ว่าจะมีแต่ความสุขซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ เพราะเห็นว่าจริงๆ แล้วเนี่ยสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นสุขเป็นเพียงชั่วขณะที่เกิดขึ้น และดับไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะเป็นผู้ที่จะทำให้มีความมั่นคงที่จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น เป็นธรรมะแต่ละอย่างนะคะ ซึ่งเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยกับแต่ละบุคคลทำไมคนนี้ป่วยไข้ร้ายแรงอีกคนนึงไม่เป็นอะไรเลยร่างกายแข็งแรงแต่ว่าจะนานสักเท่าไหร่ใครจะรู้ตราบใดที่ดีกรรมที่พร้อมที่จะให้ผลนะคะ เมื่อถึงเวลา ที่มีปัจจัยพร้อมที่จะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้นเป็นไปกำลังแข็งแรงวันนี้ค่ะพรุ่งนี้ก็ไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นถ้ารู้อย่างนี้นะคะ ก็จะได้สามารถที่จะรับรู้สิ่งที่เป็นจริงมีจริงว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาแล้วก็ไม่มีอะไรเลยซึ่งเป็นของใครอย่างแท้จริง การศึกษาธรรมะที่ใช้คำภาษาบาลีเพื่อที่จะได้เข้าใจตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วก็ไม่ใช่เป็นคำที่จะต้องไปนั่งท่องเลยนะคะ ก็เป็นคำธรรมดา และภาษาไทยเราก็ใช้คำภาษาบาลีมากแต่ต้องเข้าใจความหมายให้ถูกต้องด้วยพอได้ยินคำว่าคัน โดยมากเนี่ยนะคะ จะไม่ได้กล่าวถึงว่าขันธ์คืออะไรแต่จะบอกว่าขันธ์มี๕ใช่ไหมคะทุกคนก็เลยไปจำพอคันก็ฮาแล้วก็สามารถที่จะรู้ว่าขันธ์๕นั่นแหละคืออะไรเพราะว่าเพียง๕ก็จำได้คนที่ไปวัดบ่อยๆ เนี่ยก็คงจะได้ยินนะคะ คำว่ารูปขันธ์ นะคะ ในเวทนาขันธ์หนึ่งสัญญาขันธ์หนึ่งสังขารขันธ์หนึ่งวิญญาณนะคะ หนึ่งคำที่คุ้นหูคงจะเป็นคำว่าวิญญาณแต่ว่าคำอื่นเนี่ยอาจจะเข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าพระธรรมเนี่ยไม่ใช่ว่าเพียงเราอ่านแล้วเราจะเข้าใจ เพื่อทำละเอียดลึกซึ้งนะคะ ศึกษาด้วยความไม่ประมาทรอบคอบเพื่อที่จะเข้าใจได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจธรรมะได้ค่ะไม่ใช่ว่าใจร้อนนะคะ วันนี้จะพูดเรื่องขันธ์๕ให้ทุกคนประจักษ์แจ้งให้รู้ไปเลยว่าขันธ์๕คืออะไรไม่ใช่อย่างนั้นค่ะขณะนี้นะคะ ก็มีธรรมะ และธรรมะเนี่ยทรงแสดงโดยนัยหลากหลายไม่ว่าจะใช้คำอะไรเนี่ยที่ได้ยินนะคะ เข้าใจคำนั้นก่อนจริงๆ ตามลำดับก็จะทำให้สามารถที่จะเข้าใจข้อความธรรมะตอนอื่นๆ เพราะเหตุว่าต้องสอดคล้องกันด้วยธรรมะต้องเป็นธรรมะนี้แน่นอน ไม่ใช่ใครเลยนะคะ ธรรมะต้องเป็นอมตะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครไม่ว่าเมื่อไหร่ยังไงก็เปลี่ยนความจริงของธรรมะอย่างนี้ไม่ได้เลยธรรมะใดที่ปรากฏขณะนี้เพราะเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าปัญญาของผู้ที่ไม่ใช่พระอรัญก็สัมมาสัมพุทธเจ้าหรือว่าผู้ที่ยังไม่ได้รู้ความจริงเนี่ยจะต่างกับปัญญาของผู้ที่ทรงตรัสรู้ทรงแสดงทั้งเหตุ และผลของสภาพธรรมะที่เกิดอย่างละเอียดแต่ละอย่างนะคะ แล้วก็แสดงให้เห็นด้วยว่าสภาพธรรมะได้เกิดระดับไป และสภาพธรรมะได้เกิดต่อ โดยที่ใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลยนี่คือผู้ที่ตรัสรู้ความจริง เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ เป็นธรรมะก็ฟังก่อนว่าเป็นอนัตตาไม่ใช่ของใครแล้วก็ขณะนี้ทุกอย่างที่มีจริงเนี่ยที่ปรากฏเป็นธรรมะทั้งหมดก็ยังเหมือนกับว่าฟังไว้ก่อนนะคะ และอะไรเป็นตัวธรรมะ ซึ่งขณะนี้มีจริงๆ และก็เกิดขึ้น และดับไปด้วยนี่คือผู้ที่เริ่มฟังเพื่อเข้าใจธรรมะว่าทุกสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนะคะ กำลังมีในขณะนี้ให้เข้าใจถูกต้องไม่ใช่เข้าใจอย่างอื่นเลย เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามสามารถฟัง และเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้นะคะ ปัญญาก็จะเจริญขึ้นแล้วก็สามารถที่จะรู้ความจริงไม่ใช่ว่าต้องไปเปิดตำรับตำรานะคะ เล่มโน้นเล่มนี้เอามาประกอบกันแต่ขณะใดก็ตามฟังก็เหมือนกับอ่าน เวลาอ่านเนี่ยมีเสียงไหมคะ คิดถึงเสียงหรือเปล่า มีเหมือนกับคิดนะคะ ถ้าคิดเป็นคำเนี่ยคนเสียงไม่ได้เลย ใช่ไหมคะณพระวิหารเชตวันพอเห็นตัวหนังสือเสียงมาละแต่ไม่ใช่ตัวเ๔ยงที่กระทบหูแต่จำคำว่านะครัมีวิหารเชตวัน แสดงให้เห็นว่าแม้เพียงเห็นก็ยังนึกถึงคำนึกถึงเรื่องราวได้นี่คือความละเอียดของธรรมะ เพราะฉะนั้นเวลานี้ค่ะไม่ได้มีหนังสือแต่กำลังได้ยินเสียงคำว่าคันแล้วก็ธรรมะพ่อเปิดหนังสือพระไตรปิฎกนะคะ มีคำว่าขั้นมีคำว่าธรรมะ เพียงแต่ว่าต่างกันที่ว่าขณะนั้นไม่มีเสียงจริงๆ แต่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้นึกถึงเสียงที่กำลังได้ยินในขณะนี้เรื่องเดียวกันสิ่งเดียวกันค่ะ เพราะฉะนั้นฟังธรรมะนะคะ ก็คือไม่ว่าจะอ่านไม่ว่าจะตึกนึกคิดพิจารณาก็คือ กำลังระลึกถึงสิ่งที่มีที่กำลังปรากฏที่ได้ฟังเพียงวันนี้นะคะ คงจะมีการคิดถึงคำว่าขันธ์ยังไม่ต้องหาก็ได้แต่อย่างน้อยฟังเรื่องขั้นตั้งนานก็จะต้องจำคำนี้ได้ว่าคันแต่ว่ายังไม่รู้ความหมายจริงๆ นะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรมะเนี่ยอย่าเพลินธรรมะที่ทรงแสดงเนี่ยแสดงถึงสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงการฟังขณะนี้จะมีประโยชน์ไหมคะ พูดเรื่องอะไรก็ไม่ได้ทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้แต่ถ้ารู้ว่าทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้โดยนัยที่จะทำให้เห็น และให้เข้าใจสภาพมันจริงๆ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ มีคำว่าธรรมะมีคำว่ารูปธรรมมีคำว่านามธรรมคงไม่ต้องทบทวนใช่ไหมคะ ธรรมะที่เกิดแต่ไม่รู้อะไรทั้งหมดเป็นรูปธรรมแจ้งมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม เพราะฉะนั้นรถต่างๆ ลักษณะที่อ่อนที่แข็งที่กระทบปรากฏที่กายหรือว่าเสียง และกลิ่นเหล่านี้นะคะ ไม่ใช่สภาพรู้เป็นรูปธรรมรูปธรรมเป็นเราหรือเปล่าคะ เรามีรูปหรือเปล่าไม่ใช่ค่ะเราไม่มีรูปแบบใหม่ค่ะเราไม่ได้มีรูปเพราะว่าไม่มีเรา แต่มีธรรมะแต่พ่อไม่รู้นะคะ ธรรมะที่เกิดนั่นแหละเป็นเรา เพราะไม่รู้จักธรรมะ เพราะฉะนั้นแม้แต่จะใช้คำว่าอะไรก็ตามนะคะ ใครจะบอกว่าเรามีรูป เราก็ต้องรู้ว่าถ้าไม่มีธรรมะเราไม่มี และธรรมะที่นี่นะคะ ธรรมะได้เป็นโรคคนพูดอาจจะไม่รู้แต่คนฟังที่ศึกษาแล้วเนี่ยสามารถที่จะรู้ได้ ถ้าบอกว่าเรามีลูกก็คือหมายความว่าเพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ ก็ยึดถือธรรมะว่าเป็นเราแล้วก็เข้าใจว่าเรานี่แหละมีลูกแต่ความจริงรูปเป็นรูปค่ะรูปเป็นอื่นไม่ได้ธรรมะเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนใครจะชอบใครจะชังใครจะอยากได้ใครจะคิดว่าเป็นของเขาหรือของใครก็ตามแต่นะคะ ลูกเป็นรูปไม่เป็นของใครเลยทั้งสิ้นรูปใดเกิดขึ้นเป็นอย่างไรเปลี่ยนลักษณะของรูปนั้นไม่ได้เลยนี่คือการที่เข้าใจธรรมะ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้นะคะ ถ้ามีใครพูดธรรมะนะคะ สนทนาธรรมะเรียกว่าฟังธรรมะเราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าเขาฟังธรรมะจริงๆ รึเปล่าหรือเขาฟังเรื่องอื่น เขาสนทนาธรรมะคือสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจในความเป็นธรรมะหรือว่าเท้าเข้าใจผิดในสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะเนี่ยนะคะ ธัมมังสะระนังคัตส์ชามมีธรรมะเป็นสารนะคะ เพราะเห็นว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ทรงแสดงพระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ สิ่งที่ได้ทรงแสดงไว้แล้วเนี่ยนะคะ ไม่ว่าใครยุคไหนสมัยไหนถ้าสามารถที่จะเข้าใจได้ก็มีสิ่งนั้น และเป็นที่พึ่งที่แท้จริง จะไม่ตามขั้นที่ไม่มีเหตุผลนะคะ หรือว่าสิ่งซึ่งไม่ทำให้เราเข้าใจธรรมะว่าเป็นธรรมะเพราะว่าเมื่อมีการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบก็จะรู้ได้ว่าทำนั่นแหละ เป็นที่พึ่งจริงๆ เพราะเหตุว่าจะไมทำให้เราเข้าใจผิด ด้วยเหตุนี้นะคะ เค้าคำที่ได้ฟังนะคะ ละเอียด ทุกอย่างเป็นธรรมะ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดนะคะ เป็นธรรมะแต่ละอย่างแต่ละอย่างแต่ละอย่าง เย็นมากเป็นน้ำแข็งเรียกว่าอุ่นทั้งหมดที่มีจริงเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มีจริงนะคะ เป็นธรรมะทั้งหมด ไม่เป็นของใครไม่มีใครเป็นเจ้าของเกิดได้เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นแต่เมื่อเกิดแล้วเป็นรูปธรรมไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยหรือว่าเกิดเป็นนามธรรมเพราะเป็นธาตุถ้ากล่าวถึงธาตุเนี่ยใครก็บังคับบัญชาหรือทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เลยนะคะ ภาพนั้นเป็นธาตุนั้นๆ ใครเปลี่ยนธาตุนั้นไม่ได้เลยด้วยเหตุนี้เมื่อมีรูปธาตุซึ่งไม่ใช่สภาพที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นหลากหลายมากก็รวมเรียกธรรมะที่เป็นรูปทั้งหมดว่าเป็นขั้นเป็นกองหรือเป็นส่วนที่จะไม่เป็นอย่างอื่นเลยนอกจากเป็นโรค เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่าโรคคัน กลิ่นมีจริงๆ ใช่ไหมคะ เป็นธรรมะหรือเปล่าเป็นเป็นรูปหรือเปล่าเป็นเป็นรูปขันธ์หรือเปล่าเป็นถือว่าแสดงให้เห็นว่าคำว่าคันแนะส่องไปถึงส่วนของสภาพธรรมะนั้นซึ่งเปลี่ยนไม่ได้รูปก็ต้องเป็นรูป เพราะฉะนั้นรูปขันธ์นะคะ ในอดีตพาเซ็งปัจจุบันเป็นน้ำได้ไหม ไม่ได้นะคะ กลิ่นวันนี้พรุ่งนี้เป็นนามธรรมได้ไหมคะไม่ได้คณะตามความเป็นจริงก็คือสภาพธรรมะได้เกิดปรากฏแล้วหมดทันทีเร็วจนกระทั่งไม่สามารถที่จะตามไปรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นธรรมะที่ทรงแสดงนะคะ ทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่นี้ในขณะนี้แม้ว่าจะเกิดดับสืบต่อเร็วสักเท่าไหร่ก็ตามก็ยังปรากฏให้เข้าใจได้ ไม่ใช่ว่าต้องไปนึกคิดนะคะ อย่างแข็งขนาดนี้มีปรากฏ ไม่ใช่ไม่ปรากฏนะคะ แข็งเป็นแข็ง เราบอกให้แข็งเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ ใครสามารถทำให้แข็งเกิดขึ้นได้ไม่ได้เลยแต่เวลากระทบนะคะ ที่กายแข็งจึงปรากฏได้ถ้าไม่กระทบที่กายเราจะบอกว่าแข็งนาน ไม่มีทางที่ลักษณะที่แข็งจะปรากฏได้เลยด้วยเหตุนี้การปรากฏของแข็งก็เพราะว่ามีธาตุรู้เกิดขึ้น กำลังรู้ลักษณะที่แข็งแข็งจึงปรากฏได้ด้วยเหตุนี้ไม่ใช่มีแต่เฉพาะรูปธาตุหรือรูปธรรมนะคะ ยังมีนามธรรมด้วยซึ่งเป็นธรรมะ และก็เป็นทาสด้วย เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มีจริงนะคะ กว่าจะรู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมมะหรือเป็นทาสก็ต้องฟัง ฟังแล้วไม่ใช่ชื่อทันทีนะคะ พิจารณาความจริงว่าจริงมั๊ยพี่ว่าสิ่งที่มีเนี่ยต่างกันเป็นสองอย่างคือสภาพธรรมะอย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยแต่ส่วนสภาพธรรมะอีกอย่างนึงเนี่ยสามารถที่จะเกิดขึ้นแล้วรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ยิ่งในขณะนี้ค่ะเห็นมี เพราะเห็นกำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏต่างๆ เมื่อมีสิ่งที่ปรากฏทางตาจะกล่าวว่าไม่มีเห็นที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏได้ไหมคะไม่ได้แต่ในขณะนั้นเห็นมีแต่เห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏต่างๆ นี่คือเริ่มที่จะรู้ว่าธรรมะมีสองอย่างที่ต่างกันจริงๆ นะคะ สภาพธรรมะอย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แต่สภาพธรรมะอีกอย่างนึงเกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนั้นนะคะ มีสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยยิ่งแข็งนะคะ ปรากฏลักษณะที่แข็งเมื่อไหร่แสดงว่าต้องมีสภาพที่กำลังรู้แข็งในขณะนั้น เวลาที่กระทบสิ่งที่เย็นนะคะ เย็นปรากฏ ก็แสดงว่ามีสภาพที่กำลังรู้เย็นที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นแม๊กสภาพรู้นั้นก็มีจริงๆ นะคะ ซึ่งธรรมะใช้คำว่านามธาตุถ้าไม่ใช่รูปแล้วก็เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตที่ว่าเป็นเราก็คือรูปธรรม และนามธรรม เปลี่ยนได้ไหมคะ ไม่มีทางเลยค่ะ นี่คือความหมายของธรรมะซึ่งเป็นสัจจะเป็นความจริงนะคะ วันนี้เข้าใจเรื่องธรรมะเข้าใจเรื่องนามธรรม และรูปธรรมรูปทุกประเภทเปลี่ยนไม่ได้ก็คือคันที่เป็นโรคหลากหลายยังไงก็คือต้องเป็นรูปนั้นแหละเป็นอย่างอื่นไม่ได้ฉันใด นามธรรมแต่ละอย่างนะคะ ทุกๆ อย่างยังเห็นมีจริงๆ เป็นธาตุที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏ เห็นไหมคะอยากมาทั้งๆ ที่กำลังเห็นไหมคะก็จะต้องเข้าถึงลักษณะที่เป็นธรรมะคือเป็นขณะที่กำลังเห็นขณะที่กำลังเห็นเนี่ยเป็นธรรมะที่สามารถเห็นเกิดขึ้นเห็นไม่ทำอย่างอื่นเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่ได้ยินเสียงปรากฏ ก็ต้องมีแพทย์ที่กำลังได้ยินเสียงเสียงนั้นจึงปรากฏได้ไหมว่าสภาพที่เป็นธาตุรู้ไหนจะหลากหลายสักเท่าไหร่ก็ตามก็จะไม่เป็นรูปธาตุ เป็นลักษณะของธาตุรู้แต่ละอย่างซึ่งหลากหลายแต่ว่าเป็นธาตุรู้ทั้งนั้นเลยจึงรวมเรียกว่านำมาธาตุหรือนำมาคั้นก็ได้ด้วยเหตุนี้ถ้ากล่าวถึงธรรมะนะคะ มีสองอย่างนำมาทำกับรูปธรรมเหรียญเป็นรูปขันธ์ และนามขันธ์ ก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ นะคะ พอได้ยินคำว่านำมาคั้น รู้ไหมคะเป็นธรรมะที่เกิดขึ้นรู้ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมด ก็เป็นนามขันธ์ เพราะฉะนั้นนามขันธ์ก็หลากหลายมากนะคะ ได้ยินคำว่าขันธ์๕เนี่ยจบเรื่องขั้นที่หนึ่งกันแล้วใช่ไหมคะรูปขันธ์ เพราะฉะนั้นส่วนที่เหลืออีก๔ทั้งหมดทั้ง๔เป็นนามขันธ์เป็นสภาพรู้ซึ่งทรงจำแนกตามการยึดถือ โดยความยึดมั่นแต่ละคันแต่ละคัน ซึ่งนำมาคั้นเนี่ยค่ะก็ได้แก่จิต และเจตสิก เพราะเหตุว่าธรรมะนะคะ จะกล่าวถึงได้โดยหลายนัย จะกราบด้วยความเป็นทาสก็จะแบ่งอีกนัยหนึ่งได้แสดงโดยปรมัตถ์ธรรมสิ่งที่มีจริงนะคะ จิตเจตสิกรูปนิพพาน๔อย่าง จิตเป็นใหญ่เป็นประธานจริงๆ ในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏถ้าไม่มีสภาพรู้โลกไม่ปรากฏ อะไรอะไรก็ปรากฏไม่ได้เพราะไม่มีธาตุที่รู้สิ่งนั้นแล้วสิ่งนั้นจะปรากฏได้ยังไง เพราะฉะนั้นจึงกล่าวถึงปรมัตถ์ธรรม๔นะคะ โดยจิต ถ้าจิตไม่เกิดอะไรอะไรไม่ปรากฏเลยแต่ขณะนี้ที่ทุกอย่างปรากฏเพราะจิตกำลังรู้สิ่งนั้นเช่นขณะนี้ในขณะนี้สิ่งที่มองเห็นปรากฏเป็นสีสันวรรณะจำได้ว่าเป็นอะไรต่างๆ เนี่ยเพราะมีเห็น เพราะฉะนั้นเห็นนี่แหละค่ะเป็นจิตประเภทหนึ่งซึ่งอาศัยจักขุสาธารณะ จึงเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีแจกคูประสาทนะคะ ไม่มีทางที่จิตนี้จะเกิดขึ้นเห็น และก็ไม่มีทางที่สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้จะปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งดีจริงๆ แต่จริงเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นจึงรู้ว่าสิ่งนี้จริง ด้วยเหตุนี้โดยปรมัตถ์ธรรมนะคะ จึงกล่าวถึงจิต ให้เห็นว่าจิตเป็นธาตุที่เกิดขึ้นเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เสียงอะไรเมื่อกี้นี้ค่ะ ค่ะไม่ต้องบอกเลยก็ได้แต่จิตกำลังได้ยินรู้แจ้งเสียงนั้นไม่ใช่เสียงอื่นเสียงนั้นเปลี่ยนเป็นอื่นไม่ได้เลยนะคะ ลักษณะของเสียงเป็นอย่างนั้นโดยจิตนะคะ เป็นทาสที่เกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้นจริงๆ รู้แจ้งในลักษณะของเสียงนั้นขณะนี้ไม่ใช่เสียงนั่นแหละเป็นเสียงอื่นอีก ก็เพราะเหตุว่าจิตเนี่ยเป็นสภาพที่เกิดขึ้นนะคะ เป็นใหญ่เป็นประธานรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏซึ่งขณะนั้นเป็นเสียง เพราะฉะนั้นจิตนี้ค่ะเป็นใหญ่เป็นประธานในหน้าที่ของตนคือไม่ใช่หน้าที่จะไม่ใช่หน้าที่โกรธไม่ใช่หน้าที่ใดๆ เลยทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงธาตุที่เกิดขึ้นแล้วรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏในขณะนั้นเท่านั้นสิ่งที่ปรากฏในขณะในภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมณะหรืออารัมภะนะ เป็นที่ยึดเหนี่ยวเรียกว่าเป็นสิ่งที่จิตน้อมไปสู่ มีจิตที่จะไม่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ใช่ไหมคะสิ่งที่จิตรู้นะคะ คือสิ่งที่จิตน้อมไปเกิดหลับไปรู้ที่สิ่งนั้นนะคะ อย่างขณะนี้ค่ะกำลังรู้สิ่งที่ปรากฏต่างๆ แล้วก็มีจิตที่กำลังได้ยินเสียงก็ไปสู่สิ่งที่มีที่กำลังปรากฏที่รู้แจ้งด้วยเหตุนี้นะคะ นอกจากจิตซึ่งเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏแต่ละทาง จิตจะเกิดไม่ได้เลยเรียกว่าธรรมะทั้งหลายเนี่ยจะเกิดขึ้นตามลำพังไมค์ได้เลยนะคะ ต้องอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีสิ่งที่อุปถัมภ์เรียกว่าเกื้อกูลหรือว่าทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นแม้ว่าเป็นนามธรรมไม่มีรูปเลยนะคะ ไม่มีรูปใดๆ เจือปนกับขาดนั้นเลย แต่ถ้ามันจะเกิดเองตามลำพังก็ไม่ได้ต้องมีปัจจัยคือนามธาตุด้วยกันแต่ต่างประเภทกันคือไม่ใช่จิตแต่เป็นนามธาตุอื่นๆ นะคะ ซึ่งทำให้จิตนั้นเกิดขึ้นทั้งเกิดพร้อมกันทั้งดับพร้อมกัน และรู้อารมณ์เดียวกันด้วยเหตุนี้จึงเรียกนามธาตุที่ไม่ใช่จิต ซึ่งอาศัยจิตเกิดหรือว่าจะกล่าวว่าเกิดในจิตก็ได้ว่าเจตสิกะในภาษาบาลีภาษาไทยเราก็ตัดสั้นมากนะคะ ก็เป็นแค่๗๐หมายความผิวนามธรรมที่เกิดกับจิตหรือว่าเกิดในจิตหรืออาศัยจิตเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันแต่เจตสิกไม่ใช่จิต และจิตไม่ใช่เจตสิกแม้ว่าจะเกิดพร้อมกันนะคะ จิตหนึ่งขณะเนี้ยจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด๗ประเภท คิดดูค่ะ ใครรู้บ้างขนาดนี้ ไม่มีทางเลยใช่ไหมคะแต่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อได้ฟังพระธรรมผู้ที่ตรัสรู้ความจริง และละเอียดยิ่งกว่านี้มากมายเกินวิสัยที่ใครจะประมาณได้แต่ตามความเป็นจริงที่ทรงแสดงเนี่ยก็เห็นความน่าอัศจรรย์ยิ่ง ของพระปัญญานะคะ ที่สามารถที่จะรู้ได้แวะหนึ่งขณะของจิตที่สั้นมากเกิดแล้วเนี่ยค่ะมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วยทำให้จิตต่างต่างๆ กันไปเป็นประเภทต่างๆ แต่ถึงจะต่างอย่างไรนะคะ จิตเป็นจิต เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สำหรับจิตเนี่ยก็มีหลายชื่อเหมือนกันนะคะ ชื่อหนึ่งคือปัณฑระ ต้องขอเรียนถามอาจารย์นิพัทธ์นะคะ พันธ์ระ วันละแปลว่าผ่องใสแปลว่าข้าวแปลว่าสะอาด ค่ะ อกุศลจิต จิตที่ไม่ดีที่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยนะคะ ตัวจิตเป็นปัณฑระรึเปล่า ต้องเป็นไม่เปลี่ยนสภาพเลยด้วยเหตุนี้เป็นอีกชื่อหนึ่งสองไปถึงความต่างของจิต และเจตสิก เจตสิกที่เป็นอกุศลมีนะคะ เกิดกับจิตจิตจึงเป็นอกุศลเพราะ เจตสิกที่เป็นอกุศลเกิดร่วมด้วยแต่จิตจะไปเป็นเจตสิกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตเป็นจิต เพราะฉะนั้นลักษณะของจิตทุกประเภทไม่เว้นเลยเป็นปันรัก นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจธรรมะที่มีอยู่นะคะ จนกว่าจะมีความเห็นเพิ่มขึ้นว่าเป็นอนัตตา และค่อยๆ คลายการที่เข้าใจว่าเป็นเราเพราะว่ารู้ลักษณะของสภาพธรรมะเพิ่มขึ้น เวลาที่ได้ยินขันธ์๕เนี่ยถ้าจะเรียงตามลำดับนะคะ ก่อโรคประกันหนึ่งเวทนาขันธ์หนึ่งสัญญาขันธ์หนึ่งสังขารขันธ์หนึ่งวิญญาณนะคะ หนึ่ง ไม่ต้องเรียนได้ไหม ค่ะคือถ้ามีความเข้าใจธรรมะนะคะ เข้าใจรูปเป็นรูปทัน เพราะฉะนั้นจิตกับวิญญาณ และความหมายเหมือนกันเลยค่ะเป็นสภาพที่เป็นธาตุรู้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แต่จิตมีหลายประเภทนะคะ เพราะฉะนั้นถ้ากรูนะคะ ก็หลากหลายไป เช่นจักขุวิญญาณเป็นภาษาบาลีนะคะ ภาษาไทยก็เข้าใจจากครูคริสตามวิญญาณคือธาตุรู้ก็หมายความถึงจิต เพราะฉะนั้นจักขุวิญญาณคือเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เป็นจิตที่เกิดขึ้นเห็น จะใช้คำว่าจักขุวิญญาณก็ได้เพราะใช้จิตแต่ไม่รู้ว่าจิตอะไรแต่ถ้าจะกล่าวถึงจิตที่ต้องอาศัยตาถ้าไม่มีตาจิตนี้เกิดไม่ได้เลยทำกิจเห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็นไหมคะให้รู้ว่าแม้แต่เห็นจะเกิดก็เป็นอนัตตาไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาให้เห็นเกิดโดยไม่มีจากครูภาษาไทย เพราะว่าเห็นอะไรคะเห็นสิ่งที่สามารถกระทบจักขุประสาทขา ขณะนี้ค่ะสิ่งที่ปรากฏเนี่ยเป็นรูปที่สามารถกระทบจักขุประสาทกระทบประสาทอื่นไม่ได้เลยไม่มีทางนะคะ เพราะว่าทางของโรคนี้ก็คือกระทบกับจักขุประสาทแต่เมื่อกระทบแล้วถ้าจิตเห็นไหมเกิดขึ้นสิ่งนี้ก็ปรากฏไม่ได้ด้วยด้วยเหตุนี้นะคะ จากโควิญญาณก็คือจิตประเภทหนึ่ง แต่เวลาที่จำแนกออกไปทางตากำลังเห็นเป็นจักขุวิญญาณทางหูเส้นกำลังปรากฏกำลังได้ยินเสียงไม่ใช่จักขุวิญญาณ และแต่เป็นโสตะวิญญาณเพราะอาศัยโสตะคือหูนะคะ กิจได้ยินจึงสามารถเกิดได้ด้วยเหตุนี้นะคะ จิตทุกประเภทเป็นวิญญาณนะคะ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ