ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๒

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ท่านอาจารย์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของใครไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จะทำให้ฟังพระธรรมด้วยการละความไม่รู้ ด้วยการละความเห็นผิด ด้วยปัญญาที่เข้าใจเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องตัวตนที่อยากจะรู้แจ้งอริยสัจธรรม อยากจะรู้ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นชื่อของธรรมทั้งหมดในขณะนี้ โดยลักษณะอาการต่างๆ ที่ทรงแสดงโดยนัยของธาตุ เป็นธรรมเป็นสิ่งที่เกิดเพราะมีเหตุปัจจัย ไม่มีใครสามารถจะสร้างอะไรขึ้นได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม แต่เป็นธรรมซึ่งเกิด ถ้าเอาตัวเราออกเอาชื่อเราออกแล้วก็รู้ว่าเป็นธรรมทั้งหมด ทั้งนามธรรมและรูปธรรม และแต่ละนามธรรมและรูปธรรมก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และทั้งหมดนั่นไม่เที่ยง

    ผู้ฟัง เคยสนทนากับสหายธรรมท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าศึกษาธรรมตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้ไม่สนใจทางโลก ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่เราจะต้องใช้เงินใช้ทอง จะต้องหาเพื่อตัวเองก่อนก่อนที่จะมาทางธรรม ไม่ทราบท่านอาจารย์จะมีคำแนะนำอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คนที่เกิดมาแล้ว ก็ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต้องคิดนึก มีใครบ้างไหม พอฟังธรรมแล้ววันนี้ตื่นขึ้นมาไม่ทำอะไรเลยเป็นธรรมไม่ทำอีกแล้ว มีไหม เป็นไปไม่ได้เลย จะกล่าวว่าถ้าอย่างนั้นไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉยๆ มีใครอยู่เฉยๆ ได้ เป็นไปได้ไหม ตื่นแล้วลืมตาหรือเปล่า คิดนึกหรือปล่า มีความต้องการอะไรหรือเปล่า รู้ว่าจะต้องทำอะไรหรือเปล่า เหมือนกับว่าเป็นเราที่จะบังคับที่จะคิดให้ชีวิตดำเนินไป ตามที่เราต้องการ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ถ้ามีความเข้าใจธรรม รู้ว่าสิ่งที่เกิดแล้วนั่นแหละใครทำไม่ได้ เช่นขณะที่หลับไม่รู้อะไรเลย พอตื่นขึ้นเห็น มีใครทำเห็นบ้าง พอเห็นแล้วคิด มีใครห้ามคิดบ้าง คือทุกอย่างเป็นปกติ ไม่ใช่ว่าเราจะไปรู้อย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่ชีวิตตามปกติ แต่ชีวิตตามปกติจากความไม่รู้เลยในเรื่องของธรรม เป็นตัวเราตลอดเวลา ไม่รู้ความไม่เที่ยง การที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่ว่าอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดมา มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจคิด มีแขน มีขา มีมือ มีเท้าด้วยหรือเปล่า ก็เป็นปกติ แต่ในความเข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรม ดีหรือไม่ดี เข้าใจถูกหรือว่าให้เป็นเราไปตลอด จากโลกนี้ไปก็เป็นเราไปอีก เป็นใครก็ไม่รู้ต่อไปอีก ชาติหน้าก็ยังคงเป็นเราต่อไปอีก และพอจบชาติหน้าก็เป็นเราต่อไปอีกเรื่อยๆ และก็ไม่พ้นจากความไม่รู้ ซึ่งจะต้องเป็นอย่างนี้ไปโดยตลอด วิชาอื่นยังเรียนได้ ก็ยากมากด้วยวิชาอื่นไม่ใช่ง่ายเลย แต่วิชาธรรมก็คือมีสิ่งที่กำลังปรากฏ วิธีเรียนก็ไม่ยาก ไม่ต้องไปจด ไม่ต้องไปหาอุปกรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงฟังแล้วพิจารณาว่าสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังมีจริงๆ กำลังปรากฏ แล้วเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า ดูจะสบายกว่าวิชาอย่างอื่นด้วยซ้ำ แต่ก็ผู้ที่ไม่ได้สะสมอัธยาศัยมา ก็อาจจะไม่เห็นประโยชน์เลย และก็คิดว่าทำไมต้องเข้าใจเรื่องของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ พูดแต่เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ลองคิดดู มีใครบ้างที่พ้นจากตาหูจมูกลิ้นกายใจแต่ไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก คือสามารถที่จะเข้าใจตามความเป็นจริง ซึ่งคนที่ไม่ได้ฟัง ไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจตามความเป็นจริงได้ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่อุปนิสัยที่ได้สะสมมา ว่าเป็นผู้ที่สะสมศรัทธา การเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ เพราะเหตุว่าการเป็นชาวพุทธต้องจริงใจ เป็นชาวพุทธหมายความว่านับถือคำสอน ของพระอรหันตสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์เป็นพระบรมศาสดา ที่ทรงพระคุณทั้งพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจว่าตัวเอง นับถือพระพุทธศาสนา นับถือโดยไม่ศึกษา จะไม่รู้จักว่านับถือใคร นับถืออะไร มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ากล่าวว่าเป็นผู้ที่เป็นชาวพุทธ นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มีศรัทธาเคารพพระบรมศาสดา หรือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสูงสุด ด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจ นี่เป็นการเคารพ เป็นการบูชาอย่างสูงสุด ไม่ใช่เพียงแต่กล่าวว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไม่สนใจฟังพระธรรมเลย

    ผู้ฟัง อย่างคำถามของคุณชุมพร ซึ่งจริงๆ หลายคนรวมทั้งตัวผมเอง ก็เคยมีความคิดอย่างนี้ ในสามัญชนธรรมดา ที่ว่าในเมื่อมาศึกษาธรรมแล้ว ทำให้เราทำงานน้อยลงหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ในที่นี้มีใครไม่มีกิเลสบ้าง ชอบสิ่งที่ปรากฏทางตา หมดกิเลสนี้หรือยัง ต้องเป็นถึงพระอนาคามีบุคคล มีปัญญาที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระโสดาบันก่อน แต่ก็ยังมีความยินดีพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เพราะเป็นธรรมซึ่งสะสมมา ไม่มีใครสามารถที่จะมีกำลังไปตัดไม่ให้เกิดอีกได้เลย เพราะว่าปัญญาของพระโสดาบันนั้น สามารถที่จะเห็นถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ รู้แจ้งอริยสัจธรรม ๔ ดับกิเลสคือไม่เห็นผิดว่าสภาพธรรม ขณะนี้เกิดแล้วดับแล้ว และก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่สงสัยในสภาพธรรมที่เป็นธรรม ไม่ใช่ของใครเลย เกิดปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นแม้แต่เพียงขณะนี้ ธรรมใดๆ ก็ตามที่แต่ละคนสะสมมา แลกเปลี่ยนได้ไหม ให้ความคิดของคนนี้ ไปเป็นความคิดของคนอื่น หรือว่าอยากจะให้เราคิดอย่างนี้ เมื่อไหร่เราจะคิดอย่างนี้ได้ไหมก็ไม่ได้ อยากจะเข้าใจธรรม แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจธรรม อยากให้เข้าใจธรรมเร็วๆ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นทางเดียวที่จะรู้ก็คือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่แต่ละคนสะสมมา เป็นไปตามการสะสม และก็สะสมเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้แต่ละคนก็จึงต่างอัธยาศัยกันไป ไม่มีซ้ำ แล้วก็ไม่มีเหมือนกันด้วย แม้แต่ความคิดในขณะนี้ก็ต่างกันไป สิ่งที่เห็นได้ยินในโลกก่อนๆ ในชาติก่อนๆ ก็ไม่ใช่ในขณะนี้ แต่สะสมความยินดี ความพอใจ ที่จะเห็นสีสันวรรณะต่างๆ เสียงต่างๆ ยังไม่หมดเลยเพราะว่ายังไม่รู้ความจริงว่า สิ่งที่หลงติดหลงพอใจ เกิดแล้วดับไม่เหลือ และยินดีอะไรในสิ่งที่เพียงชั่วคราว เพียงเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป แต่แม้กระนั้นเมื่อตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอนาคามีบุคคล ก็ยังไม่สามารถที่จะดับ ความยินดีพอใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้ ต้องเป็นผู้ที่ตรง การที่จะเห็นความละเอียดของความติดข้อง ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จนกระทั่งสามารถที่จะระงับดับได้ ต้องเป็นฐานะของพระสกทาคามีบุคคล ที่จะอบรมเจริญปัญญา จนสามารถที่จะคลาย แม้การติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอย่างละเอียด จนดับได้เมื่อไหร่ เป็นพระอนาคามีบุคคลเมื่อนั้น

    ด้วยเหตุนี้ไม่ใช่ให้เราไปฝืน ให้เราไปบังคับให้เราฟังธรรม แล้วเราไม่ทำอะไร แล้วเราจะรู้สิ่งที่เราสะสมมาได้อย่างไร แม้แต่ในขณะนี้ จะชอบหรือไม่ชอบอะไร ก็ไม่ปรากฏ จนกว่าสิ่งนั้นจะปรากฏ แล้วถึงจะรู้ว่ามีปัจจัยที่จะให้เป็นไปอย่างไร ด้วยเหตุนี้ไม่มีการบังคับ ถ้าเราคิดว่าเราพยายาม จะไปนั่งให้สงบ ไม่ให้คิดอะไร ไม่มีทางที่จะรู้ธรรมตามความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะรู้ว่าธรรมเป็นอนัตตา ไม่มีทางที่จะรู้ว่าธรรมเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย แต่ขณะนี้เป็นปกติอย่างนี้ ธรรมก็เกิดดับยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นการฟังก็ต้องฟังตามลำดับว่า ขณะนี้เป็นธรรมอย่างไร ทางตาอย่างไร ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายอย่างไร แม้แต่ขณะที่กำลังคิดก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ให้ไปรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดเป็นไปไม่ได้ สิ่งนั้นยังไม่เกิดจะรู้ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ในมหาสติปัฎฐาน จึงมีคำว่าตามรู้ หมายความว่าสิ่งนั้นเกิดแล้วไม่ไปที่อื่น เป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่เคยเป็น แต่สติสัมปชัญญะกำลังรู้และเข้าใจลักษณะนั้น จากการที่ได้ยินได้ฟัง ซึ่งปกติถ้าไม่ได้ยินได้ฟังก็ไหลไปตามกระแสของการสะสม ด้วยโลภะบ้าง ด้วยโทสะบ้างเป็นต้น เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องตรงเรื่องจริง ถ้าจะรู้จักตัวเองรู้จักเมื่อไหร่ เมื่อสภาพธรรมนั้นยังไม่เกิด แล้วไปคิดว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเมื่อมีปัจจัยที่ธรรมเกิดเมื่อไหร่ ก็เห็นตามความเป็นจริงว่า มีปัจจัยสะสมมาที่จะเกิดธรรมนี้ ไม่เป็นธรรมอื่น นี่จึงเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถเห็นความเป็นอนัตตาของธรรมได้

    ผู้ฟัง ผมก็มีปัญหาจากสหายธรรม ท่านเขียนมาว่า กราบเท้าท่านอาจารย์ที่เคารพ สติและสติปัฏฐาน เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้จริงๆ ขอท่านได้โปรดช่วยแนะแนวทางที่จะช่วยให้ได้มีสติระลึกรู้สภาพธรรม ตามความเป็นจริงด้วย ด้วยความเคารพอย่างสูง

    ท่านอาจารย์ อยากมีสติอีกแล้ว แทนที่จะเข้าใจธรรมตามลำดับ และรู้ว่าถ้ายังไม่มีความเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้ สติปัฎฐานหรือว่าสติสัมปชัญญะเกิดไม่ได้ การศึกษาทั้งหมด ต้องเป็นไปตามลำดับ ยังไม่ได้เข้าใจธรรม แล้วหวังว่าสติปัฐานจะเกิดมากๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แล้วก็ไม่ได้รู้จุดประสงค์ของการศึกษาธรรมด้วย ว่าฟังธรรมจริงๆ แล้วฟังเพื่ออะไร ถ้าฟังเพื่อเข้าใจถูก เพื่อละความไม่รู้ ก็มีความสนใจที่จะเข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่มีความสนใจที่จะไปปฏิบัติ เพื่อที่จะให้ประจักษ์ธรรม ตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก โดยที่ไม่เข้าใจลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏตามลำดับ

    เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่อดทน ขณะนี้ได้ยินได้ฟังว่า สภาพธรรมใดก็ตามที่ปรากฏสภาพธรรมนั้นเกิด ปัญญาเท่านั้นที่จะประจักษ์การเกิดขึ้น สภาพธรรมใดที่เกิดปรากฏเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เกิดปรากฏ สภาพธรรมนั้นดับไม่กลับมาอีกเลย ต้องเป็นปัญญาที่สามารถประจักษ์ความจริงได้ แต่ปัญญานี้จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่ค่อยๆ เข้าใจความจริงของสภาพธรรม ซึ่งก่อนนั้นไม่เคยรู้เลย ในลักษณะของสภาพธรรม แล้วจะคลายการที่เคยยึดถือสภาพธรรมนั้น จนกว่าสภาพธรรมนั้น จะปรากฏตามความเป็นจริงได้ไหม สิ่งที่ปรากฏทางตา เปลี่ยนไม่ได้เป็นธาตุ เป็นสิ่งที่มีจริง ปรากฎเมื่อไหร่ก็มีลักษณะที่เหมือนขณะนี้ คือมีจิตที่เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ เดี๋ยวนี้ขณะที่กำลังฟัง เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ค่อยๆ เข้าใจ เห็นทีไรเป็นคนเป็นสัตว์เป็นวัตถุต่างๆ แต่ลองคิดถึงความจริง กว่าเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดจะโตขึ้น และรู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร นานไหม หรือพอเกิดมาก็รู้เลย เรียกชื่อคนโน้นคนนี้ พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้เลยหรือเปล่า แต่กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร แม้แต่พ่อแม่ก็ยังไม่รู้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าจะรู้นานมาก เพราะฉะนั้นยิ่งตรงกันข้าม กว่าจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่เปลี่ยนเลย เป็นเพียงธาตุที่กำลังปรากฏเท่านั้นเอง จากการที่เคยยึดมั่นว่าสิ่งที่ปรากฏ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยชำนาญมาก เวลาที่จะตรงกันข้ามกัน ก็คือว่ารู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ต้องอาศัยกาลเวลา และความเข้าใจที่นานกว่านั้นไหม เพราะว่ากี่ภพกี่ชาติก็ไม่รู้ความจริงจึงยึดถือสภาพธรรมนั้น ว่าเที่ยงไม่ได้ดับไปเลย แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย

    นี่คือความหมายของอัตตานุทิษฐิ เพราะคำว่าอัตตา ตรงกันข้ามกับอนัตตา อนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์บุคคล ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่เวลาที่เห็นเป็นอัตตาตรงกันข้าม เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนี้ใช่ไหม และกว่าจะเห็นว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องอาศัยปัญญาที่ค่อยๆ เจริญขึ้น จนกว่าจะรู้อย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น เพื่อละความไม่รู้ ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องไปคิดถึงว่าเมื่อไหร่จะประจักษ์ การเกิดดับของสภาพธรรม หรือแม้แต่เมื่อไหร่สติปัฎฐานจะเกิด ในเมื่อยังไม่ได้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม จะให้สติปัฎฐานเกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรมไม่ได้

    ผู้ฟัง มีอยู่คำหนึ่งในการเรียนรู้ เขาบอกว่าให้ฟังคิด คิดแล้วถามแล้วก็เขียน อยากกราบเรียนถามอาจารย์ว่า คิดได้ขนาดไหน แล้วก็เขียนมันมีผลต่อการที่จะเข้าใจธรรมได้ดีขึ้นจริงไหมอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ อันนี้ทุกคนคิดมาแล้วมาก คิดเรื่องอะไร ขณะที่กำลังฟังทราบไหมว่ากำลังคิดด้วย ไม่ใช่เพียงได้ยินเลย ทุกอย่างเหมือนเราไตร่ตรอง แต่ความจริงสภาพธรรมคือเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต ทำหน้าที่พร้อมกับจิต ขณะใดที่เข้าใจก็เป็นธรรมอีก ไม่ใช่เป็นเราอีกต่างหาก แต่ทั้งหมดก็คือธรรมที่กิจการงานเฉพาะอย่างเฉพาะอย่าง แม้แต่ความคิด ขณะที่คิดขณะนี้ก็เป็นธรรม คิดเรื่องอื่นก็เป็นธรรมคือไม่ใช่เรา แล้วแต่ว่ามีปัจจัยที่จะให้ความคิดอะไรเกิดขึ้น เราจัดสรรเราแบ่งเวลาเราเลือกให้ความคิดเกิดขึ้น ตามเวลาได้ไหม ว่าเวลานี้จะให้คิดเรื่องนี้ หรือว่าเวลานั้นจะให้คิดเรื่องนั้น แม้แต่ความคิดก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มิฉะนั้นจะไม่เข้าใจความหมายของธรรม ไม่เข้าใจสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่เข้าใจความหมายที่ว่าธรรมจริงๆ ต้องเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ก็จะเห็นความต่างกัน ของโลก ๖ โลก ว่าโลกของความคิดมากมาย เมื่อเกิดยังไม่ทันเห็นเลย คิดแล้วโดยไม่รู้ตัว วิชาทางโลกไม่ได้สอนถึงแหล่งที่มาของวิชานั้นๆ เลย เพราะว่าแหล่งของวิชาทั้งหมด หรือความคิดอื่นใดทั้งหมด ก็ต้องมาจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส ขณะนี้แล้วก็มีการคิดนึก ในการจำเรื่องราวต่างๆ เป็นสาขาวิชาต่างๆ มากมาย แต่ไม่รู้แหล่งคือที่เกิดที่จะทำให้มีการคิดนึกต่างๆ

    ผู้ฟัง ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง เรื่องของชาติของจิต เมื่อเราได้ยินได้ฟังเรื่องชาติของจิต กับสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิตก็ดี อกุศลจิตก็ดี วิบากจิตก็ดี หรือกิริยาจิตก็ดี เมื่อสภาพธรรมซึ่งเป็นชาติของจิตที่เกิดขึ้น แต่ละขณะนี้ทางทวารต่างๆ จะช่วยให้เราได้เข้าใจว่าไม่ใช่เป็นเรา หรือว่าเป็นตัวตน

    ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมมีสองอย่างที่ต่างกัน การศึกษาโดยไปอ่านเรื่องราวของธรรม และก็ไม่รู้ว่าธรรมอยู่ที่ไหน นั่นอย่างหนึ่ง กับการศึกษาให้รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจธรรม ที่กำลังปรากฏละเอียดขึ้น เช่นขณะนี้ถ้าฟังแล้วเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้เป็นธรรมแต่ละอย่าง เห็นเป็นเรา เป็นคุณบุตรสาวงศ์ เป็นคุณธิดารัตน์ หรือว่าเห็นเป็นเห็น ถ้าจะเข้าใจธรรมก็คือรู้ว่าเห็นไม่ใช่ใครเลย เห็นในน้ำได้ไหม ต่างกับเห็นบนบกไหม ต่างกับเห็นเวลาที่อยู่ในเครื่องบินบนอากาศไหม หรือว่าที่หนึ่งที่ใดก็ตาม ไม่คำนึงถึงรูปร่างของสัตว์ชนิดหนึ่งชนิดใด หรือรูปร่างของเด็กของคนของใครวัยไหนก็ตาม แต่คิดถึงสภาพเห็น นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจธรรมว่าขณะนี้เห็นมี แล้วเห็นก็เป็นธาตุ ที่สามารถที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย เพราะเหตุว่าขณะที่กำลังเห็นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จะกล่าวว่าเห็นโดยไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเลยไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังเห็น ก็รู้ว่าเป็นธรรมเพียงเท่านี้กว่าจะเป็นธรรมจริงๆ เวลาที่เห็นแล้วระลึกได้ ไม่ใช่ระลึกเป็นชื่อหรือนึกถึงชื่อ ซึ่งปกติทุกคนชินต่อการที่จะคิดเป็นคำคำ และก็เข้าใจว่าขณะที่คิดเป็นคำคำคือคิด แต่ความจริงไม่ต้องเป็นคำก็คิด ถูกไหม เพราะฉะนั้นขณะที่เห็น ชอบในสิ่งที่ปรากฏ หมายความว่าคิดแล้ว อันนี้เป็นดอกเข็ม อันนั้นก็เป็นดอกกล้วยไม้ คิดหรือเปล่า สิ่งที่ปรากฏจึงเป็นดอกเข็มเป็นดอกกล้วยไม้ คิดโดยไม่รู้ตัวเลย แล้วก็มีความชอบ แล้วแต่ว่าจะชอบทีละอย่างที่ปรากฏ จากการที่เข้าใจธรรมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ความต่างกันของขณะที่เพียงเห็น ขณะที่ชอบเหมือนกันหรือเปล่า เห็นเป็นเห็น แต่ชอบเกิดมาแล้วในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นชอบไม่ใช่เห็น นี่คือการที่จะเข้าใจธรรมว่า ที่ใช้คำว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่คิดคำนี้ขึ้นมาเลย แต่เป็นการอธิบายให้เข้าใจ ธาตุซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ขณะนี้เสียงปรากฏ ยังไม่มีลักษณะที่ปรากฏว่าชอบหรือไม่ชอบเสียงนั้นเลย แต่มีธาตุที่กำลังได้ยินเสียง เสียงปรากฏแจ่มแจ้งกับธาตุที่กำลังได้ยินเท่านั้น

    เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็จะมีความต่างกันว่า สภาพที่กำลังได้ยินเสียงมีแน่ๆ กำลังฟังในขณะนี้ ถ้ามีเหตุปัจจัยก็น้อมใจไปที่จะรู้ ขณะที่กำลังได้ยินเสียง ว่ามีสภาพที่กำลังได้ยิน ขณะนั้นก็จะมีความเข้าใจว่า ลักษณะที่ได้ยิน ไม่ใช่ลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบในเสียง ด้วยเหตุนี้ธรรมที่มีจริงทั้งหมด เมื่อทรงตรัสรู้แล้ว ก็ทรงแสดงธรรมโดยใช้คำมากมาย ที่จะให้เข้าถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น โดยความเป็นธรรม โดยความเป็นธาตุ โดยความเป็นอายตนะ โดยความเป็นผล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นคำทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า ไม่มีลักษณะของสภาพธรรม สภาพธรรมเดี๋ยวนี้นั่นเอง แต่กว่าคนที่ฟังแล้วจะเข้าใจได้ ก็ต้องอาศัยคำมากมายหลายประการ ฟังแล้วฟังอีกเพื่อที่จะให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นเวลาที่กำลังรู้ว่าสภาพเห็นอย่างหนึ่ง และสภาพที่กำลังชอบอย่างหนึ่ง ต่างกันแสดงว่าโดยชาติต่างกัน เพราะฉะนั้นคำว่าชาติไม่ใช่เกิดมาก่อน และก็ไปหาไปเข้าใจว่าวิบากเมื่อไหร่ หรือว่ากุศลอกุศลเมื่อไหร่ แต่ในเมื่อความจริงของสภาพธรรมนั้นเป็นอย่างนั้น ก็ใช้คำที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทุกคนที่เกิดมาแล้ว หลีกเลี่ยงไม่ได้คือต้องเห็น เพราะฉะนั้นขณะใดที่เห็น ขณะนั้นเป็นผลของกรรมใช้คำว่า วิปากะ กรรมที่ได้ทำแล้วสุกงอม พร้อมที่จะให้ผลทางตาจิตเห็นจึงเกิดขึ้น เห็นสิ่งที่กระทบจักขุปสาท ซึ่งทั้งสิ่งที่ปรากฏกับจักขุประสาท มีอายุที่สั้นมาก ถ้าไม่ใช่ถึงกาลที่กรรมจะทำให้จิตเห็นเกิดขึ้น สิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้ว เพราะฉะนั้นจากการฟังเรื่องธรรมที่กำลังมีและเข้าใจ เราจะไม่เพียงจำว่า ชาติคืออะไร มีกี่ชาติ แต่ขณะที่กำลังมีสิ่งที่กำลังปรากฏ สามารถที่จะรู้ว่าคำว่าชาติ หมายความถึงการเกิดขึ้นของจิต ซึ่งจะต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือขณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เป็นผลของกรรม ที่ทำให้ต้องมีจักขุปสาทรูป และจักขุปสาทก็เลือกจะเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้ ก็มีสิ่งซึ่งเกิดแล้วกระทบจักขุปสาท และก็เลือกไม่ได้อีก ว่าถึงกาลที่กรรมจะให้ผลคือต้องเกิดขึ้นเห็นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่กำลังเห็น ขณะนั้นก็คือเป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว จึงใช้คำว่าวิปากะ โดยชาติของจิต จะมี ๔ ชาติ เป็นเหตุคือกุศลและอกุศลเป็นเหตุ วิบากก็เป็นผล เพราะฉะนั้นเมื่อเหตุเป็นกุศล จิตที่เป็นวิบากก็เป็นกุศลวิบาก เห็นสิ่งที่ดีที่น่าพอใจเลือกได้ไหม เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นอนัตตาหรือเปล่า สิ่งที่เห็นเป็นของเราหรือเปล่า จิตเห็นเกิดแล้วดับแล้ว สิ่งที่ปรากฏปรากฏแล้วก็ดับแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะศึกษาโดยที่ไม่เข้าใจ แต่รู้ว่าตำราทั้งหมดหรือพระธรรมที่ทรงแสดง ซึ่งจารึกเป็นพระไตรปิฏก ก็เป็นการแสดงความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ แล้วแต่ว่าปัญญาสามารถที่จะเข้าถึงความจริงในระดับไหน


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    23 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ