ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๓
สนทนาธรรมที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่านอาจารย์ เมื่อฟังแล้วพิจารณาว่าจริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ เป็นความรู้ของผู้ที่ฟังเอง ปริยัติคือการฟัง จะใช้คำว่าฟัง อ่าน หรือสนทนา ก็ได้ เพราะจริงๆ ที่เราใช้คำว่าอ่านเหมือนฟัง เพียงแต่ไม่มีเสียง ใช่หรือไม่ พระวิหารเชตวัน เสียง "พระวิหารเชตวัน" จากตัวหนังสือ เพียงแต่ไม่มีการที่เสียงจะปรากฏจริงๆ แต่ว่าคำนั้นทำให้นึกถึงเสียงนั้น
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ศึกษาสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตายให้เข้าใจขึ้น เพราะมีโอกาสและมีบุญที่ได้กระทำไว้ในชาติปางก่อน สะสมมาที่มีโอกาสจะได้ฟังแล้วมีศรัทธาที่เห็นประโยชน์ว่า ความรู้ทุกอย่างมีประโยชน์ แต่ความรู้ที่เป็นประโยชน์สูงสุดคือ ความรู้ที่เข้าใจธรรม เพราะแต่ละคนจะไม่รู้เหตุเลยว่า เหตุของความดีความชั่วทั้งหลายเพราะจิต ถ้าขณะใดเป็นจิตที่ดีงาม การกระทำทางกายทางวาจาก็ดี แต่เหตุใดเราและชาวโลกไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุว่ายังมีกิเลสและยังมีความไม่รู้อยู่
ด้วยเหตุนี้ เมื่อฟังแล้วเข้าใจขึ้นก็เห็นประโยชน์ว่า เป็นสิ่งที่สามารถจะทำให้สิ่งที่ดีงามเจริญขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะดับธรรมฝ่ายไม่ดีไม่เหลือเลย ถ้าเห็นประโยชน์เช่นนี้ ฟังแล้วรู้ว่าไม่ได้ฟังตัวหนังสือ แต่กำลังฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เช่น ฟังเรื่องรูปธรรม สิ่งที่มีจริงไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยก็มี กลิ่น รส รู้อะไรไม่ได้ แม้มีจริง เป็นธรรมฝ่ายที่เป็นรูปธรรมเพราะไม่สามารถจะรู้อะไรได้ นอกจากรูปธรรมก็เป็นนามธรรม เป็นสภาพธรรมที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน เป็นต้น ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่อัตตา จึงเป็นอนัตตา เป็นปริยัติได้ถ้าเข้าใจ แต่ไม่ใช่ปฏิบัติ
กังวลแล้วใช่หรือไม่ อยากจะปฏิบัติหรือไม่ เมื่อไรจะถึงปฏิบัติหรืออย่างไร ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องห่วงใยเรื่องปฏิบัติเลย ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มีอะไรที่จะไปปฏิบัติเพราะว่าไม่เข้าใจ แล้วจะปฏิบัติอะไรก็ต้องไม่เข้าใจนั่นเองปฏิบัติ ไม่ใช่เข้าใจแล้วปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเข้าใจก่อน ไม่ต้องไปกังวลอะไรเลย
ผู้ฟัง สติจะมีไปในทาน ในศีล แล้วในขั้นระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เมื่อฟังแล้วจะทราบว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นสติขั้นทานหรือขั้นศีล ถ้าไม่มีสติที่จะไประลึกรู้ตรงนั้น เราจะหลงลืมสติ ถึงแม้ว่าจะมีสติขั้นทานหรือขั้นศีลเกิด ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ในขณะที่สติเกิดเป็นไปให้ทานก็เพียงระลึกเป็นไปในการให้ โดยไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมว่า ขณะนั้นเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ขณะที่กำลังให้ ความรู้สึกเป็นอย่างไร มีแน่นอน เพราะสภาพของความรู้สึกซึ่งเป็นเวทนาเจตสิกต้องเกิดกับจิตทุกประเภท เพราะฉะนั้น ขณะนั้นไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด จึงไม่ใช่สติปัฏฐาน แต่เป็นสติที่เป็นไปในทานจึงมีการให้
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ถ้าสติปัฏฐานเราไม่เกิดก็คือหลงลืมสติตลอด
ท่านอาจารย์ หมายความถึงว่าแม้สติขั้นอื่นก็มี แต่ไม่ใช่การรู้ลักษณะของธรรม จึงไม่ใช่สติปัฏฐาน เป็นสติขั้นทาน ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมขณะนั้น เป็นสติขั้นศีล ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้น ขณะใดที่เกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีในขณะนั้นเป็นสติปัฏฐาน เป็นสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้น เวลาใช้คำว่าหลงลืมสติหรือมีสติ ใช้เฉพาะในขณะที่เป็นสติปัฏฐาน
ผู้ฟัง สิ่งที่ท่านอาจารย์ปูพื้นฐานว่าธรรมคืออะไร แบ่งเป็นรูปเป็นนามอย่างไร ถ้าเราข้ามขั้นไปถามเลยว่า ปัญญาขั้นวิปัสสนาเป็นอย่างไร หรือว่าสติปัฏฐานเป็นอย่างไร ระลึกในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม เหมือนกับการที่เราสร้างบ้านแล้วยังไม่ได้วางรากฐาน แต่ว่าจะไปสนใจยอดของบ้านเลย คิดว่าจะทำให้เราคลอนแคลนและไม่มั่นคง ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่มั่นคงที่จะรู้ว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เพราะมีเราที่อยากจะรู้เรื่องนั้น แต่เป็นความเข้าใจในสิ่งที่กำลังมีขณะนั้นหรือไม่ แม้ในขั้นของการฟังที่จะรู้ว่าเป็นอนัตตาจริงๆ คำพูดทุกคำเราเตรียมล่วงหน้าหรือไม่
ผู้ฟัง ก็ไม่ได้เตรียม
ท่านอาจารย์ การคิดทุกเรื่อง เราเตรียมได้หรือไม่ หรือรู้หรือไม่ว่า ขณะต่อไปจะคิดเรื่องอะไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ที่รู้ความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม และเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ให้ถึงความเป็นอนัตตา
ผู้ฟัง ปัญญาแม้ขั้นฟัง เราก็ฟังว่าทุกอย่างเป็นธรรมและไม่ใช่เรา ถึงแม้ว่าเรายังไม่ประจักษ์ว่าตรงนั้นไม่ใช่เราแล้วเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ซึ่งปัญญาจะเป็นไปตามขั้นทีละขั้นก่อน ไม่สามารถที่จะไปอยากรู้อะไร เพราะแม้แต่เพียงเห็นได้ยินยังไม่รู้ แล้วจะไปรู้อะไรมากกว่าตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ถูกหรือไม่
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าเจริญสติ เจริญปัญญา ใช่หรือไม่ แล้วถ้าไม่มีความเข้าใจจะเจริญได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หวังว่าสติปัญญาจะเจริญโดยไม่เข้าใจ แต่ขณะใดที่เข้าใจแล้วก็เข้าใจขึ้น แม้จะเพียงทีละเล็กทีละน้อยมาก ขณะนั้นคือการเจริญขึ้น เมื่อเป็นความเข้าใจถูกว่าข้ามขั้น และข้ามขั้นจริงๆ ถูกหรือไม่ ต้องถามคนอื่นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ต้อง
ท่านอาจารย์ ธรรมเมื่อเข้าใจคือ ฟังแล้วไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเห็นที่ถูกต้อง
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์อธิบายว่าก่อนนี้มีการเห็น แล้วขณะนี้มีการเห็น ระลึกรู้ลักษณะที่กำลังเห็นตรงนี้
ท่านอาจารย์ ธรรมคือชีวิตจริง ก่อนฟังธรรมมีเห็นหรือไม่ เคยเห็น แล้วกำลังฟังธรรมเดี๋ยวนี้ก็มีเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มี เห็นที่เกิดมีแล้ว ก่อนฟังธรรมแต่ไม่เคยเข้าใจเรื่องเห็นเลย ในขณะที่กำลังฟังธรรมแล้วมีเห็นก็เข้าใจเรื่องเห็นที่กำลังมีว่า เป็นสภาพที่มีจริง เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา เกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยแล้วดับไป นี่คือฟังเรื่องเห็น ในขณะที่กำลังฟังก็มีเห็นให้เข้าใจว่า เห็นขณะนี้เองเป็นธรรมชนิดหนึ่ง เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับ นี่คือขั้นฟัง
ขณะใดที่กำลังเริ่มรู้ลักษณะเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนี้เท่าที่ทุกคนจะรู้ได้คือมีสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่แม้กระนั้นก็ไม่ได้เห็นถูกในความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะตลอดมาเข้าใจว่าเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสมอ การที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เข้าใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คือเป็นอัตตาไม่ใช่อนัตตา ถ้าอนัตตาคือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเพียงสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทคือตา แล้วมีจิตเห็นเกิดขึ้นจากการกระทบกันของจักขุปสาทและวัณณรูป หรือรูปที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เมื่อจิตเห็นเกิดขณะใดสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้จึงปรากฏได้ นี่คือความเข้าใจเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะที่กำลังเห็น และขณะใดที่เริ่มที่จะรู้ลักษณะเห็น มีจริงๆ เป็นธรรมที่กำลังเห็น ขณะนั้นเป็นปฏิปัตติ ไม่ใช่เพียงฟังเรื่องเห็น แต่กำลังรู้เข้าใจถูกในสภาพที่กำลังเห็น
ถ้าจะใช้คำก็คือ สติปัฏฐาน หรือสติสัมปชัญญะ เพราะว่าถ้าไม่มีการระลึกที่จะเข้าใจลักษณะ (ควรตัด "ไม่" ออกเพื่อให้สอดคล้องกับ๒ประโยคถัดไปมั้ยคะ) ไม่ใช่เพียงแต่เข้าใจเรื่องราว แต่มีลักษณะของขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้ นี่คือลักษณะของธาตุหรือธรรมชนิดหนึ่งที่กำลังเห็น โดยไม่ต้องคิดเป็นคำๆ เลย แต่ก็ห้ามการคิดนึกไม่ได้เพราะเราเคยคิดมาตลอด คิดเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ อยู่เสมอ แต่สามารถที่จะรู้ความต่างว่า แม้ขณะไม่คิดเป็นคำๆ ก็ยังมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้
เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มรู้ลักษณะ ลักษณะไม่ใช่เรื่องราว ขณะนั้นก็เป็นปฏิปัตติ เป็นสติอีกขั้นหนึ่ง จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งการเกิดขึ้นของธาตุรู้ ถ้ารู้ลักษณะของธาตุรู้ ธาตุรู้ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น เมื่อประจักษ์ลักษณะของธาตุรู้เมื่อใด ขณะนั้นจะไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น และลองคิดถึงธาตุซึ่งไม่มีรูปร่างเลยและเกิดขึ้นรู้ จะเห็นความเป็นใหญ่ของธาตุนั้นหรือไม่ สามารถที่จะรู้เป็นธาตุรู้และไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย นั่นคือปฏิเวธ หรือการประจักษ์แจ้งลักษณะของธาตุที่ได้ยินได้ฟังมาตลอด นามธาตุ รูปธาตุ เห็นเป็นนามธรรม ได้ยินเป็นนามธรรม คิดนึกเป็นนามธรรม ได้ยินเรื่องราวของธาตุนี้ แต่ว่าธาตุนี้ยังปรากฏไม่ได้เลย จนกว่าปัญญาที่อบรมแล้วถึงความสมบูรณ์เมื่อใด ก็สามารถที่จะประจักษ์ลักษณะที่แท้จริงของธาตุรู้ ซึ่งขณะนั้นเป็นวิปัสสนา
วิ คือ เห็นแจ้งด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรม แต่ไม่ใช่ขั้นคิด ไม่ใช่ความเข้าใจขั้นที่กำลังฟังแล้วคิดพิจารณาและเข้าใจ แต่ว่าเป็นขั้นที่กำลังประจักษ์ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เหมือนเห็นด้วยตา ประจักษ์ชัดเจนเหมือนกำลังปรากฏเช่นที่กำลังเห็น นั่นคือปฏิเวธตามลำดับขั้น จนกว่าจะถึงรู้แจ้งอริยสัจจธรรม
ผู้ฟัง สงสัยเสมอเรื่องการเห็นและสีที่ปรากฏต่างกันอย่างไร ฟังบ่อยๆ ๔๐ กว่าปี เรื่องธาตุที่รู้เป็นนามธรรมยากมากเสมอ แต่คิดว่าแล้วแต่สติสัมปชัญญะ บังคับอะไรไม่ได้ ต้องฟังแล้วพิจารณาต่อไปเท่านั้นเอง ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ การฟังทำให้มีความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่าเพียงขั้นฟังเรื่องราว แต่ว่าลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ยังไม่ได้ปรากฏ แม้แต่การที่จะเห็นว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงนามธรรมที่เห็น เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ ไม่มีสัตว์บุคคลใครเลยในสิ่งที่กำลังปรากฏ นี่คือการที่จะรู้จริงๆ ว่า ความหมายของธรรมซึ่งสามารถจะปรากฏให้เห็นได้คืออย่างไร เป็นเช่นนี้หรือยัง หรือว่าก็ยังเห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ว่าเริ่มมีความเข้าใจขั้นฟังที่จะต้องแยกว่า หลังจากที่จิตเห็นดับไปแล้ว จิตคิดนึกเกิดสืบต่อทันที จำทันที รู้ทันทีว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร
ที่จะกล่าวถึงนี้ได้เคยกล่าวมาแล้ว ซึ่งอาจจะต้องกล่าวถึงเรื่อยๆ ที่จะทำให้เข้าใจความต่างกันของเห็นจริงๆ กับขณะที่จำสิ่งที่เห็นแล้ว เคยเห็นดอกกุหลาบใช่หรือไม่ เวลาที่ไม่เห็นดอกกุหลาบ ยังจำรูปร่างลักษณะของดอกกุหลาบได้หรือไม่ แต่ดอกกุหลาบก็มีหลายชนิดเหลือเกิน ยกตัวอย่างเป็นคนดีกว่า เพื่อนสนิท จำได้ เห็นแล้วรู้ว่าเป็นใคร แต่ขณะที่แม้ไม่เห็นก็ยังจำได้ว่า เพื่อนสนิทมีรูปร่างอย่างไร ไม่ใช่คนอื่น ลองคิดถึงคนทีละคนก็ยังจำได้ว่าหน้าตาไม่เหมือนกัน รูปร่างไม่เหมือนกัน นี่คือจำจากเห็น ถ้าไม่เคยเห็นเลยจะไม่จำรูปร่างสัณฐานนั้นไว้เลย แต่เมื่อเห็นก็มีการจำ แล้วแต่ว่าจะเห็นบ่อยหรือไม่ ถ้าเห็นไม่บ่อยก็จำได้ไม่ดี แต่เมื่อเห็นบ่อยๆ คุ้นเคยมากๆ ก็จำได้
เพราะฉะนั้น มีเห็นและจำสิ่งที่กำลังเห็น แล้วก็มีไม่เห็นแต่ยังจำสิ่งที่เคยเห็น ถูกต้องหรือไม่ แล้วก็ฝันเห็นโดยที่ไม่ได้มีสิ่งที่ปรากฏเหมือนเช่นขณะนี้เลย แต่ในฝันเหมือนเห็นเลย ใช่หรือไม่ เห็นความน่าอัศจรรย์ของสัญญาเจตสิกหรือไม่ เราไม่รู้ว่าจะจำได้ถึงเช่นนั้น แต่จำจนกระทั่งว่าฝันเห็นได้เหมือนเห็นจริงๆ ซึ่งในฝันกับเห็นจริงๆ จะต่างกันตรงที่ว่าในฝันก็เห็น แต่ไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเช่นขณะนี้ แต่ในขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็เห็นเหมือนในฝันที่เห็นนั่นเอง เพราะว่าต่างกันเพียงมีสิ่งที่ปรากฏ
ดังนั้นเริ่มเห็นความต่างกันว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมหรือเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นสิ่งนี้จึงปรากฏได้ แต่สัญญาสามารถจะจำทุกอย่างได้ที่เห็น แม้ไม่เห็นก็คิดถึงได้ แต่ไม่เหมือนฝันเห็น แสดงให้เห็นว่าที่ฝันเห็น ไม่ใช่รูปารมณ์ ไม่ใช่สิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทแล้วปรากฏ แต่เป็นหน้าที่ของสัญญาที่จำจนกระทั่งเหมือนเห็น
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาดับ แล้วมีสิ่งที่เหมือนเห็นในฝัน คือจำทันทีในสิ่งที่ปรากฏ ถ้าปัญญาไม่รู้เช่นนี้ ไม่มีปฏิเวธที่จะประจักษ์การเกิดดับได้ เพราะว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างต่างลักษณะ แต่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก ที่จะรู้ว่าสภาพธรรมใดเกิดแล้วดับไปต่อเมื่อมีการละคลายความไม่รู้ แล้วสามารถที่จะค่อยๆ รู้ในขณะที่กำลังเห็น น้อมไปสู่การที่จะเข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทางตา
ลองคิดดูว่า เราไม่รู้มานานแสนนานมาก แสนโกฏิกัปป์หรือเท่าไรก็ว่าไป แล้วต่อไปจะไม่รู้เช่นนี้อีก ทับถมความไม่รู้และการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นอัตตา คือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้มากเพียงใด จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ รู้ลักษณะแต่ละลักษณะ ซึ่งสามารถจะปรากฏให้รู้ได้แต่ละทาง แต่ละอย่าง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็แต่ละอย่าง
ถ้าฟังแล้วรู้ว่าไม่รู้มากเพียงใดก็จะไม่รีบร้อน จะไปปฏิบัติ จะปฏิเวธอะไรเลย เพราะจริงๆ แล้วคือเป็นการอบรมของปัญญาที่จะเจริญขึ้น และผู้นั้นจะรู้ปัญญาด้วยว่า ปัญญาคือความเห็นถูก ซึ่งกำลังเห็นถูก เข้าใจถูก ในสิ่งที่ปรากฏตรงตามความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
ผู้ฟัง อยากให้ท่านอาจารย์อธิบายคำว่าโอชาเพิ่มเติม ไม่เข้าใจคำว่าโอชา
ท่านอาจารย์ โอชาเป็นรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอยู่โดยเกิดร่วมกับมหาภูตรูป ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อมีธาตุดินน้ำ ไฟ ลม เมื่อสีปรากฏ มีจักขุปสาทพอให้รู้ได้ว่ามีสี เพราะมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทำให้ปรากฏเป็นสีสันที่ต่างกัน จำได้ว่า เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นดอกไม้ เป็นต้นไม้ เรื่องของวัณณะหรือรูปที่ปรากฏทางตา ไม่มีข้อสงสัย
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มีสีหรือวัณณรูป แล้วต้องมีกลิ่น มีรสรวมอยู่ในที่นั้นด้วย เพราะมีทางที่จะปรากฏให้รู้ เช่น ตาเป็นทางที่จะทำให้สีสันวัณณะที่แม้อยู่ในมหาภูตรูปเกิดร่วมกัน ปรากฏให้รู้ได้เพราะมีขอบเขตที่จะทำให้รู้ว่าเป็นอะไร กลิ่นก็ยังปรากฏให้รู้ได้ มีทางคือจมูก ฆานปสาทสามารถกระทบกลิ่น แต่โอชาไม่ใช่มีทางที่จะไปกระทบเหมือนสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย
ดังนั้นในรูปที่เป็นมหาภูต รูปใหญ่ที่เป็นประธาน ๔ รูปคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม น้ำไม่มีการสามารถที่จะรู้ได้เลย กระทบเมื่อไรก็เป็นอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว จึงได้ทรงแสดงรูปที่ต่างกันเป็นรูปหยาบกับรูปละเอียด รูปหยาบคือ รูปที่สามารถปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หยาบหรือไม่ เพราะปรากฏให้รู้ว่ามี แต่ในโลกนี้ไม่ใช่มีแต่สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว รวม ๗ รูป (นี้เท่านั้น) ยังมีมากกว่านั้นอีก แต่ว่าไม่ได้ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สามารถที่จะรู้ได้เข้าใจได้ เช่น จักขุปสาท ขณะนี้เห็นมี แต่ถ้าไม่มีจักขุปสาท จิตเห็นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น แม้จะทรงแสดงว่าในบรรดารูปทั้งหมด ๒๘ รูป เป็นรูปหยาบ ๑๒ รูป ๑๒ รูปคือสิ่งที่ปรากฏทางตา วัณณรูปหรือรูปารมณ์ ๑ รูป เสียง ๑ รูป กลิ่น ๑ รูป รส ๑ รูป เป็น ๔ เย็นหรือร้อน ๑ รูป อ่อนหรือแข็ง ๑ รูป ตึงหรือไหว ๑ รูป ปรากฏให้รู้ทางกาย รวม ๗ รูป เป็นรูปหยาบที่พอเข้าใจได้ แต่แม้จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาทก็เป็นรูปหยาบ เพราะยังมีลักษณะที่ทำให้สามารถคิดถึงและเข้าใจได้ แต่รูปที่เหลือทั้งหมดเป็นรูปละเอียด เป็นสุขุมรูป รวมทั้งโอชารูปด้วย แม้มี รู้ว่าอาหารที่รับประทานเข้าไป จะทำให้เกิดรูปตามควรแก่โอชารูปนั้นๆ จะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด จะเป็นพิษเป็นโทษอย่างไร เมื่อบริโภคเข้าไป กลืนกินเข้าไปแล้วสามารถที่จะทำให้รูปอื่นเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น สมุฏฐานของรูปมี ๔ อย่าง แต่ว่ารูปหนึ่งรูปใดก็ตามที่เกิดจากสมุฏฐานใด จะไม่เกิดจากสมุฏฐานอื่น เกิดจากทีละ ๑ สมุฏฐาน เช่น รูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน จิต อุตุ อาหาร จะทำให้เกิดไม่ได้เลย รูปใดที่เกิดเพราะจิต เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน กรรมก็ไม่สามารถที่จะทำให้รูปนั้นเกิด อุตุ-ความเย็นความร้อนหรืออาหาร ก็ไม่สามารถที่จะทำให้รูปนั้นเกิดได้ รูปที่เกิดจากโอชารูปคืออาหาร เป็นรูปซึ่งอย่างอื่นก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดได้ นอกจากโอชาซึ่งเป็นอาหารรูป ทำให้รูปที่เกิดจากอาหาร อาหารชรูปเกิด แต่เพราะเหตุว่ารูปมีอายุเพียงแค่ ๑๗ ขณะเกิดดับ จึงต้องอาศัยรูปอื่นอุปถัมภ์ด้วย เพื่อทำให้ร่างกายเป็นไปได้จึงต้องบริโภคอาหาร น้ำปลารสเค็ม เป็นรูปอะไร
ผู้ฟัง เป็นรูปที่ปรากฏทางลิ้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นรส ไม่ใช่โอชา แต่ในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ว่าจะเรียกว่าน้ำปลา ปู ปลา หรืออะไรก็ตามแต่ ต้องมีโอชารูปรวมอยู่ด้วย ที่โต๊ะมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีสีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีกลิ่นหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีรสหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีโอชาด้วย สำหรับสัตว์บางประเภทก็กินได้ หรือนำไปดัดแปลงปรับปรุงเป็นขี้เลื่อยก็ยังมีโอชาในนั้น ที่จะทำให้แม้คนเราก็บริโภครับประทานแล้วทำให้เกิดรูปด้วย
ผู้ฟัง เป็นรูปหนึ่งที่ทำให้รูปอื่นเกิดขึ้นต่อไปได้ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสมุฏฐานให้เกิดรูป มีรูปที่เกิดจากกรรมหนึ่งประเภท รูปที่เกิดจากจิตเป็นอีกประเภทหนึ่ง รูปที่เกิดจากอุตุความเย็นความร้อนอีกประเภทหนึ่ง รูปที่เกิดจากอาหารคือโอชาก็เป็นรูปอีกประเภทหนึ่ง
ผู้ฟัง ได้ยินคำว่าเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว เข้าใจเย็นร้อน อ่อนแข็ง แต่ไม่เข้าใจคำว่าตึงไหว
ท่านอาจารย์ คุณชัยยงค์รับประทานอาหาร เมื่อใส่ปากเข้าไปแล้วอาหารไปไหน
ผู้ฟัง ลงไปในกระเพาะ
ท่านอาจารย์ ลงไปได้อย่างไร
ผู้ฟัง มีการเคลื่อนไหวลงไป
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีธาตุที่สามารถไหวได้ จะมีการเคลื่อนไหวใดๆ หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ และธาตุไหวจะแยกออกจากธาตุอ่อนแข็ง เย็นร้อน ได้หรือไม่ ไหวไปโดยที่ธาตุเย็นร้อน อ่อนแข็ง ยังคงค้างอยู่ตรงนั้นเอง ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะแสดงให้เห็นว่า ชีวิตปกติธรรมดาที่เรามีร่างกายแล้วเราก็บอกว่า ตึง วันนี้แขนตึง เพราะอะไรรู้ลักษณะที่ตึง วันก่อนไม่เห็นพูดเลย แต่เมื่อตึงปรากฏก็บอกว่าแขนตึง ขาตึง หรือน่องตึงก็ได้ เป็นธรรมดา ปกติ ลักษณะนั้นเป็นสภาพที่มีจริงและปรากฏทางกายด้วย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620