ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๘ ////
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ในการศึกษาธรรม ในครั้งอดีตหมายถึงในครั้งพุทธกาลกับในปัจจุบัน มีลักษณะที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมคือการได้เข้าใจสิ่งซึ่งเป็นธรรม ต้องรู้ว่าขณะนี้กำลังฟังธรรม และก็เพื่อที่จะเข้าใจธรรม ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่นที่เรารู้กันว่าวันนี้ฝนจะตกหรือไม่ หรือว่าที่ต่างๆ เป็นอย่างไร นั่นคือไม่ได้ฟังธรรม และไม่ได้ศึกษาธรรมด้วย
แม้แต่คำว่าธรรมก็น่าสนใจที่จะรู้ว่า การศึกษาธรรม คือการฟังเพื่อที่จะให้เข้าถึงพระปัญญาของพระผู้มีพระภาคที่ได้ทรงตรัสรู้และได้ทรงแสดงธรรม เพื่อที่จะให้คนอื่นมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ด้วย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ฟังแล้วคิดไตร่ตรองว่าอะไรที่เราไม่รู้ และอะไรที่พระองค์ทรงตรัสรู้ จึงได้มีการฟังเพื่อให้รู้ว่าความรู้ของเรา หรือความคิดของเรา ความเข้าใจที่เราคิดเอง จะต่างกับความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้และทรงแสดงอย่างไร เพราะว่าจริงๆ แล้วถ้าเข้าใจคำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงในขณะนี้มีหรือไม่ เพียงแค่ฟังต้องคิด
ถ้าฟังเผินๆ ไม่คิดเลย ก็เพียงแต่จะจำชื่อจำคำจำเรื่องราว แต่ว่าในขณะนี้เอง ถ้ารู้ว่าธรรมคือสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ ก็จะรู้ได้ว่าไม่พ้นจากสภาพที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แม้กำลังคิดนึก แต่ว่าถ้าไม่ได้ฟังธรรม ก็ไม่ได้รู้เลยว่านี่เป็นธรรม แต่เข้าใจว่าเป็นเรา เป็นเขา เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวก็ใจดี เดี๋ยวก็ใจร้าย ก็แล้วแต่ขณะหนึ่งขณะหนึ่งก็เปลี่ยนไป แต่ว่าทั้งหมดเป็นธรรม เพราะหมายความถึงสิ่งที่มีจริงเกิดเมื่อไร ปรากฏให้รู้ลักษณะความจริงในขณะนั้น ถ้าขณะนี้ยังไม่มีความขุ่นเคืองใจ จะรู้ลักษณะของความขุ่นใจไม่ได้ เพราะว่าลักษณะนั้นไม่ได้ปรากฏ เพียงแต่คิดถึงเรื่องของความขุ่นเคืองใจซึ่งอาจมี เมื่อวานนี้อาจจะมีหลายเรื่องซึ่งไม่พอใจคิดได้ แต่ขณะนั้นลักษณะที่ขุ่นเคืองใจเหมือนอย่างเมื่อวานนี้ที่กำลังเป็นยังไม่ได้ปรากฏ
เพราะฉะนั้นความต่างกันก็คือ ถ้าฟังธรรมเริ่มที่จะไม่คิดถึงอย่างอื่นเลย แต่ว่ากำลังฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ จนกว่าจะเป็นความเข้าใจขึ้น เพราะว่าไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าเห็นขณะนี้มีจริง พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของเห็นขณะนี้หรือไม่ หรือว่ารู้อย่างอื่น ถ้ารู้อย่างอื่นจะมีประโยชน์หรือไม่ เพราะขณะนี้ทุกคนกำลังเห็นแล้วไม่ได้รู้อะไรที่เกี่ยวกับการเห็นเพิ่มขึ้นเลย ยังคงเป็นเห็นเหมือนเดิมด้วยความไม่รู้ ด้วยการยึดถือว่าเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นถ้าได้ฟังความจริงและความเข้าใจถูกต้องในเรื่องของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ ขณะนั้นกำลังฟังพระธรรม เพื่อที่จะให้เข้าใจความหมายของคำว่าธรรม และเพื่อที่จะให้รู้ว่าพระองค์ทรงตรัสรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่ตัวตน และก็ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของเรา เกิดขึ้นและก็ดับไป นี่คือสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ซึ่งต้องอาศัยการฟังบ่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจขึ้น
ขณะนี้กำลังอดทนอยู่หรือไม่ ตามความเป็นจริง รู้ว่าขณะนี้กำลังมีสิ่งที่ปรากฏและไม่ได้เข้าใจถูกต้อง และกว่าจะเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครสักคน แต่เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดก็ต้องเกิด และลักษณะของธรรมที่เกิดแต่ละอย่างก็ต่างๆ กันไป เป็นธรรมจริงๆ เป็นธาตุแต่ละชนิดซึ่งปรากฏตั้งแต่เกิดจนตายโดยไม่รู้ หนึ่งชาติผ่านไปโดยไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งเกิดแล้วหมดไป เกิดแล้วหมดไป ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สามารถที่จะตั้งมั่นถาวรได้เลย แต่ว่าไม่รู้ เพราะเหตุว่าเมื่อสภาพธรรมอย่างหนึ่งเกิดแล้วดับไป เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เกิดดับสืบต่ออยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ปรากฏรอยต่อ จึงรู้สึกเหมือนว่าขณะนี้ทั้งเห็นด้วยและได้ยินด้วย แต่ว่าตามความเป็นจริงเห็นกับได้ยินไม่ใช่พร้อมกัน และแม้แต่ความคิดนึกในขณะที่กำลังเห็นก็ไม่ใช่ขณะที่ได้ยินด้วย
เพราะฉะนั้น จะเห็นความรวดเร็วของสภาพธรรมซึ่งเกิดดับแล้วไม่รู้ความจริง แต่จะเริ่มมีการเข้าใจถูกต้อง โดยอาศัยการฟังธรรม คือฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ ซึ่งเข้าใจไม่ง่ายเลย เพราะเหตุว่าทำไมบางท่านสามารถที่จะฟังแล้วรู้แจ้งสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนไม่ยึดถือสภาพธรรมที่ปรากฏว่าเป็นเราได้ และบางท่านก็สามารถที่จะถึงการดับกิเลสเป็นสมุจเฉทไม่เกิดอีกเลย ทั้งหมดถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ปัญญาต้องอบรม จนกว่าจะรู้ความจริงตรงตามแต่ละคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นสัจจะวาจา เป็นความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ถ้าไม่ได้ฟังบ่อยๆ ก็ลืม เช่น ได้ยินคำว่าธรรม แล้วก็เริ่มมีความเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ และจริงเมื่อไหร่ จริงเมื่อเกิดแล้วปรากฏ ไม่ว่าจะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ถ้าพูดถึงเสียง แต่เสียงยังไม่ได้เกิดยังไม่ได้ปรากฏ เสียงจริงหรือเปล่าขณะนั้น หรือว่าอย่างอื่นจริง ต่อเมื่อใดเสียงเกิดและต้องปรากฏด้วย เมื่อนั้นจึงจะรู้ว่าเสียงจริงคือเกิดขึ้นจึงปรากฏและดับไป แม้แต่การจะฟังเพียงคำไม่กี่คำ แต่ก็ยากที่จะค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองให้เข้าใจ นี่ก็เป็นความอดทน คุณชัยยงค์อดทนมานานพอสมควรในการฟังธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง อดทน
ท่านอาจารย์ นานเท่าไร
ผู้ฟัง ตอนนี้ประมาณปีหนึ่ง
ท่านอาจารย์ จะอดทนต่อไปหรือไม่
ผู้ฟัง อดทนต่อไป
ท่านอาจารย์ เป็นตบะอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าเราต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วเราก็อดทน เช่นอาจจะหิว ก็อดทนยังไม่ไปรับประทานอะไร ฟังต่อไปก่อน หรืออาจจะเมื่อย หรืออาจจะเบื่อ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ยังฟังต่อไปอีก เพื่อที่จะได้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น นี่เป็นความอดทนที่เริ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ว่าถ้ายิ่งเข้าใจธรรมมากเท่าไร ก็จะรู้ว่าต้องอาศัยความอดทนอีกยาวนานเท่าไร กว่าจะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมซึ่งเป็นจริง ถ้าในขณะนี้เห็นจริงเท่านั้นไม่พอ ยังต้องรู้ความจริงว่าเห็นเป็นอะไร เป็นเราจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าไม่ใช่เรา แต่ว่ามีจริง และเห็นต้องเกิดขึ้น และการที่เห็นจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าใครอยากเห็นก็เห็น แต่แม้แต่เพียงเห็นซึ่งดูเป็นธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่เห็นต้องมีปัจจัยจึงจะเกิดขึ้น
ถ้าไม่มีจักขุปสาทซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เราใช้คำว่า ตา เป็นสภาพที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ จิตจะเกิดขึ้นเห็นว่า ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนี้ไม่ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่เห็นธรรมดาๆ เช่นนี้ เป็นธรรมซึ่งเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยเฉพาะที่จะทำให้เห็นเกิด เห็นจึงจะเกิดขึ้นได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่ง แต่ทั้งหมดในชีวิตทุกขณะเป็นธรรม ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่มีการเห็นประโยชน์ของการฟังที่จะให้เข้าใจความจริงนี้จะอดทนหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็นประโยชน์ก็ไม่อดทน
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เห็นประโยชน์ก็ไม่อดทน แต่ถ้าเห็นประโยชน์แล้วอีกนานมากเลย ตลอดชาตินี้อาจจะยังไม่รู้ จะอดทนต่อไปอีกหรือเปล่า ชาติต่อๆ ไป
ผู้ฟัง อดทนต่อไป
ท่านอาจารย์ และความอดทนอันนี้ในชาตินี้มาจากไหน ถ้าไม่เคยเกิดมาก่อนในชาติก่อนๆ เพราะฉะนั้นชาตินี้ก็กำลังจะเป็นชาติก่อนของชาติหน้า แน่นอนที่สุดทุกคนต้องจากโลกนี้ไป พอถึงชาติหน้าจะจำอะไรไม่ได้เลย เหมือนประตูที่ปิดสนิท แต่ว่าขณะนี้ยังไม่ถึงชาติหน้า ถ้าเกิดชาติหน้าและอยากจะรู้ว่า ชาติก่อนทำอะไรไว้ที่ไหน เดี๋ยวนี้เอง คือกำลังเป็นอย่างนี้แหละ ครั้งหนึ่งได้ฟังพระธรรม เหมือนชาติก่อนๆ เราก็นับไม่ได้ว่าเราเกิดที่ไหนบ้าง แต่ว่าต้องมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม จึงมีศรัทธาที่เห็นประโยชน์ที่จะทำให้ฟังต่อไป แม้ศรัทธาในการฟังก็ต้องมีเหตุ ถ้าไม่เคยมีเหตุที่สะสมมาไม่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง และแม้ได้ยินได้ฟังแล้วก็ยังไม่เห็นประโยชน์ หลายคนเคยฟังธรรมแล้วก็หายไปไม่ฟังต่อ ยากหรือไม่ เพราะว่าอย่างอื่นดูจะน่าสนใจกว่า ความเป็นอยู่ของชีวิต ความสนุกสนานต่างๆ สิ่งที่ปรากฏทางตาให้สนใจให้ใฝ่ใจแสวงหา ดูเหมือนเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าธรรม
เพราะฉะนั้น การที่ใครจะมีศรัทธาที่จะฟังธรรม จะเห็นความต่างของการสะสมว่า แม้เพียงการฟังก็จะต้องมีเหตุปัจจัยพอสมควร ถ้าได้เข้าใจเช่นนี้ก็จะเข้าใจคำที่มีในพระไตรปิฎก แม้เพียงคำว่าขันติความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง ไม่ใช่อดทนที่จะไปทำสิ่งที่เราต้องการ พรุ่งนี้อยากจะใส่เสื้อสวยๆ คืนนี้ก็เย็บทั้งคืน ตื่นขึ้นก็จะได้ใส่ คิดว่านั่นอดทน ถ้าอยากจะรับประทานอาหารอร่อย ก็เริ่มอดทนตั้งแต่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ศึกษาพอสมควรว่าปรุงอย่างไรถึงจะอร่อย และระหว่างที่ทำต้องมีความอดทนด้วย อดทนชิม อดทนเติม อดทนปรุง ทุกอย่างเป็นความอดทนแต่ละอย่าง แต่ว่านั่นไม่ใช่ความอดทนที่สามารถจะเผากิเลสได้ แต่ว่าความอดทนที่จะสะสมปัญญา ความเห็นถูกความเข้าใจถูกไปจนกว่าจะเข้าใจยิ่งขึ้น อันนี้ก็จะเป็นตบะอย่างยิ่ง คือสามารถที่จะเผากิเลสความไม่รู้ให้หมดสิ้นไปได้
ผู้ฟัง คำว่าขันติ เรารู้ว่าเป็นความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง เมื่อก่อนนี้ไม่เข้าใจคำว่าตบะ แต่ ณ เวลานี้เท่าที่ท่านอาจารย์อธิบาย หมายความว่าเป็นยิ่งกว่าความอดทน ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ความอดทนที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลไม่ได้เผากิเลส ไม่ได้เผาความไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ในความหมายของขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง ถ้าใช้คำว่า ขันติ คำเดียวก็เป็นความอดทน อากาศร้อนอากาศหนาวอดทนได้ ซึ่งใช้คำว่าอดทนเหมือนกัน แต่ว่าการที่จะอดทนที่เป็นการเผากิเลส ต้องอดทนที่จะให้เกิดความรู้ถูกความเข้าใจถูก จากการที่ไม่เคยมีความรู้ถูกเห็นถูกเลย จนค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงตรงตามที่ได้ยินได้ฟัง จึงจะเป็นตบะอย่างยิ่ง หมายความว่าเป็นธรรมที่เผากิเลสได้
ตบะต้องเผากิเลส ไม่ใช่ความอดทนธรรมดา ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพียงฟังอย่างนี้ก็ยังไม่ได้เข้าถึงความละเอียดของธรรม ต้องค่อยๆ พิจารณา เหตุใดสภาพธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่าเกิดและดับอย่างรวดเร็ว แล้วเราไม่รู้ ขณะที่กำลังนั่งอยู่นี้ใครรู้บ้างว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างเกิดแล้วดับเร็วมาก ประมาณไม่ได้เลยว่าเร็วขนาดไหน เพราะฉะนั้น ความจริงแม้แต่คำว่าปรมัตถ์และบัญญัติ ก็ควรที่จะได้เข้าใจว่าสภาพธรรมที่มีจริงแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เกิดดับเร็วจนหลอกลวงให้ไม่รู้ความจริง เหมือนกับว่าไม่มีอะไรดับไปเลย
ถ้าเข้าใจความรวดเร็วอย่างยิ่งของสภาพธรรม ทั้งนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดดับ แต่ว่าลักษณะของรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม หยาบกว่านามธรรม เพราะนามธรรมไม่มีรูปร่างสัณฐานอะไรที่จะปรากฏเลย นี่คือความต่างกันของนามธรรมและรูปธรรม และรูปธรรมมีอายุสั้นแต่ก็ยังยาวกว่าจิต เพราะเหตุว่ารูปๆ หนึ่งซึ่งเกิดจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ๑๗ ขณะนี้ประมาณไม่ได้เลย เพราะขณะที่เห็นกับขณะที่ได้ยินเหมือนกับพร้อมกัน แต่ความจริงมีจิตซึ่งเกิดดับระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยินเกิน ๑๗ ขณะ
ลองคิดดูว่ารูป ไม่ว่าจะเป็นรูปอะไรทั้งนั้นดับเร็ว ถ้าไม่เข้าใจเช่นนี้จะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบัญญัติ เพราะเหตุว่าบัญญัติหมายความว่าให้รู้ได้โดยประการนั้นๆ เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาจริงๆ แล้วมีแน่นอน แต่สิ่งที่คนไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกได้คือ ไม่รู้ว่าเป็นธาตุหรือเป็นธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะสามารถกระทบกับจักขุปสาท แข็งจะกระทบตาได้หรือไม่ เสียงกระทบตาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเท่านั้น ซึ่งเป็นธาตุที่มีลักษณะสามารถที่จะกระทบกับจักขุปสาทได้ แต่แทบจะกล่าวได้ว่าทันทีที่กระทบปรากฏก็ดับเลย เร็วปานนั้น ถ้าไม่เกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว ทั้งทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ก็จะไม่ปรากฏสิ่งที่ปรากฏเหมือนไม่ดับ ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ถูก
ท่านอาจารย์ ในขณะนี้พิจารณาสิ่งที่กำลังปรากฏว่า ตามความเป็นจริงเป็นธาตุที่สว่าง ภาษาบาลีจะใช้หลายคำได้ สำหรับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ แต่ว่าดับอยู่ตลอดเวลา เกิดแล้วดับแล้ว แล้วก็มีสภาพนามธรรมรูปธรรมอื่นๆ ด้วยเกิดแทรกเกิดคั่นสลับ ในขณะนี้ถ้าถามว่าเห็นอะไร ตอบได้ใช่ไหม อาจจะบอกว่าเห็นดอกไม้ หรือว่าเห็นใบไม้ นี่ก็คือสามารถที่จะจำบัญญัติที่ให้รู้ได้โดยประการนั้นๆ คือโดยประการที่แม้ว่าเกิดแล้วดับ แต่ก็เกิดซ้ำอีก แล้วก็ดับอีก เกิดแล้วซ้ำอีก ดับอีก จนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานเหมือนไม่ดับ ให้สัญญาจำ สภาพจำเป็นธรรมชนิดหนึ่ง ขณะนี้ที่กำลังจำให้รู้ด้วยว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม และธรรมที่เป็นรูปธรรมจำอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่สภาพรู้ แต่ว่าสภาพจำเป็นนามธรรมเป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต แล้วก็ดับพร้อมจิต เพราะฉะนั้นให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ ซึ่งศาตร์ทางโลกวิทยาศาสตร์จะใช้คำที่ไปค้นคว้าค้นคิดกันมากมายหลายคำ แต่ไม่ใช่การตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งรวดเร็วกว่านั้นมากมาย จนกระทั่งทำให้การเกิดดับสืบต่อ ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานที่สัญญาจำความต่าง
เมื่อถามว่าเห็นอะไร ตอบว่าเห็นดอกไม้ เห็นอะไร เห็นใบไม้ เห็นอะไร เห็นเก้าอี้ เห็นอะไร เห็นโต๊ะ เหมือนไม่ดับเลย แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือเป็นสิ่งที่สามารถปรากฏทางตา เมื่อกระทบจักขุปสาทแล้วดับไป กระทบแล้วดับไปอยู่เรื่อยๆ แต่การสืบต่อทำให้ปรากฏเป็นสัณฐาน โดยสีสันที่ต่างกัน สีผมสีคิ้วสีเสื้อก็ต่างๆ กันไป พร้อมทั้งสัณฐานรูปร่างต่างๆ ก็ทำให้จำว่ามีสิ่งนั้นเหมือนสิ่งนั้นไม่ได้ดับเลย นี่คือบัญญัติ สิ่งที่เกิดดับสืบต่อจนปรากฏการที่จะให้รู้ได้ในสิ่งนั้นด้วยประการนั้นๆ เช่นรู้ว่าดอกไม้ก็ต้องเป็นการเกิดดับสืบต่อ มีรูปร่างสัณฐานปรากฏให้รู้ได้โดยประการที่เป็นดอกไม้ และก็เวลาที่รู้ว่าเป็นใบไม้ ก็เป็นการเกิดดับของสีสันวัณณะที่ปรากฏกระทบตาและก็ดับไป แต่ว่าซ้ำกันจนกระทั่งขณะนั้นสามารถที่จะจำความต่างของดอกไม้และใบไม้ ก็มีการจำบัญญัติที่ทำให้รู้ได้ว่ามีสิ่งนี้
แต่ถ้าลองพิจารณาให้ลึกซึ้งว่า ถ้าไม่มีสิ่งที่สามารถปรากฏทางตา มีใครเห็นดอกไม้ มีใครเห็นใบไม้ ไม่มีเลย แต่เมื่อเห็นแล้วไม่รู้ จึงทรงบัญญัติที่เกิดดับสืบต่อว่าให้รู้ได้โดยประการ คืออาการที่ปรากฏนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งนั้นหรือเป็นสิ่งนี้ เช่นเดียวกับเสียง ได้ยินเสียง คนที่มีโสตปสาทเท่านั้น จึงจะสามารถให้เสียงปรากฏได้ ทั้งๆ ที่เสียงมี เสียงที่ไม่ปรากฏในป่า เสียงเกิดเพราะการกระทบกันของสิ่งที่แข็ง ถ้าสิ่งที่แข็งกระทบกันก็จะทำให้เกิดเสียง ในครัวมีเสียงหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ที่ถนนขณะนี้มีเสียงหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แต่เสียงไหนปรากฏ ต้องเป็นเสียงที่ขณะนั้นกระทบกับโสตปสาท ซึ่งโสตปสาทหรือหูไม่สามารถได้ยิน เพราะว่าเป็นรูปธรรม และรูปธรรมก็หลากหลาย แต่ว่าโสตปสาทไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น แต่ว่าเป็นรูปที่ใครก็มองไม่เห็น แต่สามารถกระทบเสียง แม้กระทบเสียงโสตปสาทก็ไม่ได้ยิน ต้องเป็นจิตซึ่งเป็นสภาพรู้เสียงเกิดขึ้น เสียงจึงปรากฏให้ได้ยินในขณะนี้ และเสียงเกิดดับเร็วมากเกินกว่าที่เราจะคิดได้ แต่ก็ปรากฏการเกิดดับสืบต่อเป็นสัณฐานให้จำได้ว่าเป็นเสียงอะไร
เมื่อสักครู่นี้ใครได้ยินเสียงไก่ขันบ้าง คนที่ได้ยินก็มี คนที่ไม่ได้ยินก็มี แต่ว่าเป็นเราได้ยิน หรือว่าเป็นโสตวิญญาณที่เกิดขึ้นขณะที่เสียงนั้นกระทบโสตปสาท แล้วก็จิตได้ยินจึงเกิดเฉพาะในขณะนั้น เสียงจึงปรากฏได้ แม้ว่าสภาพธรรมก็มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น แต่ว่าจิตเป็นสภาพรู้ ถ้าจิตไม่รู้สิ่งนั้นในขณะนั้น สิ่งนั้นก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจแม้บัญญัติของสิ่งต่างๆ ที่เกิดดับสืบต่อ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จะทำให้เริ่มเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีชั่วขณะชั่วครั้งชั่วคราวที่แสนสั้น แต่เพราะเหตุว่าเกิดดับสืบต่อ ความไม่รู้ก็ทำให้จดจำสิ่งนั้นด้วยความยึดถือมั่นคงว่า สิ่งนั้นยังมีอยู่ หรือว่ายังมีจริงๆ
ขณะนี้เห็นคนหรือไม่ กำลังลืมตา หลับตาเห็นหรือไม่ เท่านี้ไม่มีแล้ว แต่จำได้ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ความจำนี่คืออะไร
ท่านอาจารย์ ความจำมีจริงหรือไม่ คือทุกอย่างที่ได้ยิน ต้องทบทวนเพื่อที่จะได้เป็นความเข้าใจว่า ลักษณะที่จำสภาพจำมีจริงๆ หรือไม่ ความเป็นผู้ตรงไม่บิดเบือนเลย มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี แต่จริงหรือไม่ที่จำ
ผู้ฟัง จริง
ท่านอาจารย์ เพราะอะไรจึงว่าจริง ขณะนี้จำได้ว่านี่อะไรนั่นอะไร จะกล่าวว่าไม่จริงได้อย่างไร ก็กำลังจำอยู่แท้ๆ ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นลักษณะที่จำ มี รูปจำอะไรได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ธรรมมี ๒ อย่างที่ต่างกัน ที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง คือธรรมประเภทหนึ่งเกิดจริง มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่เกี่ยวกับว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็น แต่ว่าสิ่งนั้นเมื่อเกิดแล้วไม่สามารถจะรู้อะไรได้ สภาพนั้นเป็นประเภทรูปธรรม ส่วนสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่น ขณะนี้รู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตาเพราะเห็น ถ้าไม่มีเห็นจะบอกว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่รูปธรรม เพราะสามารถเห็นคือ รู้สีสันวัณณะที่กำลังปรากฏหลากหลาย ในความหลากหลายเพราะจำ สิ่งที่ปรากฏสั้นมาก
ถ้าประจักษ์แจ้งจริงๆ จากการตรัสรู้ที่ทรงแสดงว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมายความถึงสภาพธรรมที่เกิดและดับ เกิดและดับ เกิดและดับ ไม่เที่ยงเช่นนี้จะเป็นลักษณะที่เป็นสุขได้อย่างไร น่าพอใจอะไร เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นรู้และดับไป แล้วสภาพรู้ทั้งหลายก็เกิดขึ้นและดับไป สภาพรูปก็เกิดขึ้นไม่รู้อะไรเลย แล้วดับไป แต่ว่าปัจจัยที่จะทำให้สภาพนามธรรมและรูปธรรมเกิดก็หลากหลายมาก ซึ่งในขณะจิตหนึ่งขณะจะมีปัจจัยหลายปัจจัย อาศัยปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้สภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดขึ้น เพียงชั่วขณะที่แสนสั้นและดับไป นี่เห็นความเล็กน้อยของธรรมซึ่งไม่ยั่งยืน
ผู้ฟัง คือความจำนี่ก็คือธรรม
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ประการที่หนึ่งต้องรู้ว่ามีจริง จึงเป็นธรรม
ผู้ฟัง ธรรมที่เป็นนามธรรมใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถูกต้องอีก เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นี่คือจากการฟัง สัญญาภาษาบาลีสภาพที่จำ พระผู้มีพระภาคเรียกว่าสัญญา ใช้คำบัญญัติเรียกให้หมายรู้ให้เป็นที่รู้กันว่า หมายความถึงสภาพจำ ภาษาไทยใช้คำว่าจำ ภาษาอื่นก็ใช้แต่ละภาษาไป แต่ว่าหมายถึงลักษณะของสภาพธรรมอะไร เพราะฉะนั้นเราจะรู้ได้ว่า เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก แต่สืบต่อจนทำให้เหมือนว่ายังมีอยู่ เหมือนเรามีธูป ๑ ดอกและก็แกว่งกลมๆ จะเห็นเป็นอะไร เห็นเป็นวงกลม แล้วจริงๆ เป็นวงกลมทั้งหมดที่เป็นรูปทั้งหมด หรือว่าเป็นแต่เพียงวงกลมหนึ่งเล็กๆ ที่เกิดดับสืบต่อ จนปรากฏเหมือนมีวงของแสงสว่าง ฉันใด ขณะนี้เป็นเช่นนั้น นี่คือความหมายของนิมิตตะหรือบัญญัติก็ได้
นิมิตตะหมายความถึงสิ่งที่ปรากฏ แต่ว่าลักษณะจริงๆ ของสิ่งนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา สภาพธรรมใดที่เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620