ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
ตอนที่ ๑๖๑๙
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ด้วยเหตุนี้นะคะ จิตทุกประเภทเป็นวิญญาณนะคะ สลับกันได้ใช่ไหมคะจากรูปพระขรรค์แล้วก็มาที่วิญญาณขั้นสองขั้นแล้ว เหลืออีก๓คันเป็นทำอะไร เจตสิกเพราะว่าปรมัตถ์ธรรมมี๔จิตเจตสิกรูปนิพพานนิพพานไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีการที่จะใกล้หรือไกลเลวหรือประณีตภายในหรือภายนอกเหมือนอย่างกับสภาพธรรมะที่เกิดจากด้วยเหตุนี้นะคะ ในพานจึงไม่ใช่คันธากล่าวถึงขั้นก็คือสภาพธรรมะที่เป็นจิตเจตสิกรูป เพราะฉะนั้นเมื่อโรคแต่ละรูปทุกรูปเป็นรูปขันธ์จิตแต่ละประเภทนะคะ เป็นวิญญาณขันธ์ที่เหลืออีก๓คันเป็นอะไร เป็นเจตสิกทั้งหมด ค่อยๆ เข้าใจขั้นตามลำดับนะคะ ลืมไหมคะเพราะอะไรคะ กำลังมีสิ่งนี้ปรากฏไงคะแล้วก็รู้ได้เลยว่ากำลังกล่าวเพื่อที่จะให้เห็นธรรมะซึ่งไม่ใช่ตัวตน อาจารย์เริ่มจากว่ารู้เนี่ยก็คือเป็นหนามถ้าน้ำเกิดเนี่ยก็คือรู้แล้วไม่รู้ก็คือธรรมะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นใช่ไหมคะ ค่ะเวลาที่ฟังธรรมะเนี่ยก็หมายความว่ากำลังเริ่มเข้าใจสิ่งที่มี นะคะ ถ้ากล่าวถึงสภาพธรรมะที่มีแต่ไม่สามารถที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่เห็นไม่คิดไม่จำไม่สุขไม่ทุกข์ไม่มีความรู้สึกใดๆ เลยทั้งสิ้น สภาพนั้นเป็นรูปธรรมพอที่จะบอกได้ไหมคะว่าขณะนี้อะไรเป็นรูปธรรม มีเกิดปรากฏแต่ว่าไม่ใช่สภาพรู้ค่ะคือไม่สามารถจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏได้เลย หมายถึงว่าสภาพที่ไม่รู้เนี่ยคือเป็นรูปใช่ไหมคะสภาพที่ไม่รู้เนี่ยมีไหม นี่ยังไม่เรียกชื่อเลยนะว่าเป็นอะไรมีใช่ไหมคะยกตัวอย่างได้ไหมคะอะไรบางทีไม่รู้ แข็งเนี่ยไม่รู้แข็งนี้ไหมคะมีค่ะ และแข็งรู้อะไรหรือเปล่าไม่รู้ค่ะ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะเช่นแขนคือสภาพธรรมะที่เกิดมีลักษณะแต่ละอย่างแต่ละอย่างแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งหมดนะคะ เป็นรูปธรรม แต่ละอย่างที่ไม่รู้จะเป็นนามธรรมไม่ได้ ถ้าเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเช่นได้ยินเสียงนะคะ กำลังรู้ลักษณะของเสียงที่ปรากฏ กำลังเห็นมีสิ่งที่ปรากฏนะคะ กำลังรู้ในสิ่งที่ปรากฏรถใดๆ ก็ตามที่กำลังปรากฏสภาพที่กำลังลิ่มคือรู้รสนั้นมีไม่ใช่มีแต่รถถ้ามีรถแต่ไม่มีสภาพที่รู้ลิ้มรสนั้นก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะจึงต่างกันสภาพธรรมะประเภทหนึ่ง เกิดแต่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นไม่ใช่สภาพรู้ส่วนอีกธรรมะอย่างหนึ่งนะคะ ไม่มีรูปร่างใดๆ ทั้งสิ้นเลยค่ะ หวานก็ไม่หวานแข็งก็ไม่แข็งแต่เกิดขึ้นแล้วรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏเช่นขณะนี้กำลังเห็น หมายความว่ารู้ว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้เป็นอย่างนี้คือเห็นจริงๆ ใครจะมาอธิบายยังงัยก้อไม่เหมือนกำลังเห็นใช่ไหมคะเหมือนกับได้ยินนะคะ ใครจะมาอธิบายเสียงยังไงก็ไม่เหมือนกับขณะที่กำลังได้ยินเสียงนั้น เพราะฉะนั้นสภาพได้ยินเนี่ยมีค่ะไม่ใช่เสียง เป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างเลยแต่มีกิจการงานหน้าที่เมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ ชีวิตประจำวันนะคะ เป็นนามธรรม และรูปธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ของใครเลย บังคับให้เกิดก็ไม่ได้เกิดแล้วไม่ดับไปก็ไม่ได้นี่คือธรรมะนี่คือการเริ่มรู้ว่ากำลังฟังธรรมะเพื่อเข้าใจธรรมะที่มีว่าเป็นธรรมะเป็นอนัตตาด้วยคือไม่ใช่ตัวตนไม่เที่ยงเกิดขึ้น และดับไปแล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย ที่ตัวมีอะไรบ้างคะ ที่ตัวใช่ไหมคะเป็นธรรมะหรือเปล่า เป็นธรรมะค่ะที่ตัวเป็นธรรมะนะคะ ไม่ต้องไปหาที่อื่นเลยนะค่ะธรรมะอะไรบ้างคะที่ตัว มีเห็นค่ะเป็นนามธรรม ค่ะแล้วมีอะไรอีกคะได้ยินค่ะรูปธรรมหรือนามธรรมค่ะ เป็นหนาม กำลังมีเสียงกำลังรู้เสียงจริงชื่อว่าได้ยิน แต่ศักยภาพที่ใช้คำว่ารู้คือกำลังรู้ลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ ยิ่งกำลังเห็นก็เป็นเห็นไม่ใช่เป็นได้ยิน ให้เราเข้าใจว่าความจริงค่ะไม่ใช่ไปเปลี่ยนความเข้าใจนะคะ แต่ให้รู้ความจริงสิ่งใดที่จริงอย่างไร้ความจริงของสิ่งนั้นเปลี่ยนไม่ได้เลย ทั้งที่จริงก็ไม่รู้เห็นไหมคะจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ขณะที่เข้าใจขณะนี้เป็นธรรมะหรือเปล่า เป็นค่ะเป็นธรรมประเภทไหนคะ เป็นนามค่ะเป็นนามธรรมเป็นราวหรือเปล่าไม่เป็นค่ะริเริ่มที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตา ขอถามถึงเรื่องรูปธรรมเป็นสังสารวัฏฏ์รึเปล่านะคะ คำตอบต้องละเอียด และมากกว่านี้ค่ะ เพราะเหตุว่ารูปที่เกิดจากกรรมเม ถ้าไม่มีกรรมโรคที่เกิดจากกรรมมีไม่ได้นะคะ ทรัพย์สินสังสารวัฎโดยไม่เป็นกรรมที่จะทำให้เกิดโรค แต่รูปที่เกิดจากจิตถ้าจิตไม่มีรูปที่เกิดจากจิตก็เกิดไม่ได้เหมือนกันก็ดับประเภทของรูปที่เกิดจากจิตรูปที่เกิดจากอาหารที่รับประทานบริโภคเข้าไปเป็นคำนะคะ ก็มี เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีจิตไม่มีการที่จะมีชีวิตที่จะต้องรับประทานอาหารโรคที่เกิดจากอาหารก็ไม่มี และยังมีรูปที่เกิดจากอุตุนะคะ เย็นร้อนอ่อนแข็งรูปนี้ไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรได้เพราะเหตุว่าไม่ใช่สังสารวัฎพระวัดสังสารวัฎนั้นเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ถ้าไม่มีอวิชาแล้วนะคะ ลูกเกิดเพราะอุตุก็เกิดไปไม่ต้องไปทำลายหรือไม่ต้องไปละไม่ต้องไปอะไรทั้งสิ้นเพราะเหตุว่าไม่ได้เกิดเพราะกรรมไม่ได้เกิดเพราะจิตไม่ได้เกิดขึ้นจากอาหารแต่เกิดจากอุตุ เพราะฉะนั้นธรรมะเป็นเรื่องที่ละเอียดนะคะ ถ้าเราไม่รอบคอบ เข้าใจผิดได้ด้วยเหตุนี้การเข้าใจธรรมะจึงต้องไตร่ตรอง และก็เป็นผู้ที่ละเอียด แล้วก็รู้ความหมายด้วยนะคะ แม้แต่สังสารวัฎสังสาระเป็นการเกิดดับสืบต่อวัดตะวนเวียนไม่พ้นไปจากทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจไม่ว่ากี่ภพกี่ชาตินะคะ ก็เป็นอย่างนี้ ขออนุญาติเรียนถามค่ะว่าลักษณะของสภาพธรรมะนี้นอกจากจะมีลักษณะที่เกิดดับแล้วก็เป็นอัตราแล้วยังมีลักษณะอื่นอีกไหมคะขอบคุณค่ะ ที่ใช้คำว่าธรรมะเกิดดับนะคะ คือหมายถึงว่า ธรรมะที่เป็นนามธรรมรูปธรรมเนี่ยนะคะ เกิดขึ้นแล้วก็จะต้องดับไป เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้น และดับไปของนามธรรมรูปธรรม ก็ทำให้มีลักษณะ๓อย่าง คือความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แล้วก็มีลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะ ที่ใช้คำว่าเกิดดับนะคะ แล้วก็ไปหน้าตาเนี่ยใช้คำว่าไตรลักษณหรือว่า๓ัญลักษณะคือลักษณะทั่วไปของนามธรรมรูปธรรม แต่ละนามนะคะ เขาก็จะมีลักษณะเฉพาะของเขาอย่างเช่นจิตนะคะ ลักษณะเฉพาะของจิตก็คือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ส่วนเจตสิกทั้ง๕๒ประเภทนะคะ มีลักษณะที่ต่างต่างกันเรียกว่าลักษณะเฉพาะของเจตสิกอย่างเช่นเวทนาเนี่ยนะคะ ก็มีลักษณะก็คือ ความรู้สึกนั่นเองคือความรู้สึกก็ยังต่างกันออกไปอีกถึง๕ประเภทสัญญามีลักษณะจำแล้วก็จะเสร็จแต่ละชนิดเนี่ยนะคะ ก็มีความต่างกัน อย่างการที่จะเห็นได้นะคะ ก็ต้องอาศัยภาษาเดนเซสซึ่งทำหน้าที่กระทบกับอารมณ์ เพราะฉะนั้นลักษณะของภาษาก็คือกระทบอารมณ์ ลักษณะของเจตนาก็คือ จงใจหรือว่าขนขวายนะคะ ทำให้ธรรมะอื่นๆ เนี่ยเป็นไปได้ อย่างรูปธรรมนะคะ ที่จำแนกเป็น๒๘รูปเนี่ยจำแนกโดยลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน ธาตุดินเนี่ยนะคะ ก็คือมีความแข็ง และอ่อนธาตุไฟนะคะ เย็นหรือร้อนพลาดล้มตึงหรือไหวธาตุน้ำก็มีหน้าที่ของเขาก็คือเกาะกลุ่มนะคะ ทำให้ ประสานระหว่างทาสทั้งหลายนะคะ ให้อยู่ด้วยกันหรือว่าอีกลักษณะนึงก็คือไหลไป แล้วทุกรูปเลยนะคะ มีลักษณะก็คือ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาการ์ด ก็เป็นเรื่องของธรรมะนะคะ ก็คือสิ่งที่มีจริงจริงก็กลับมาให้เข้าใจว่าเวลาที่จะพูดถึงธรรมะไม่ว่าโดยชื่ออะไรก็ตามทั้งหมดนะคะ ที่ได้ยินก็ต้องเป็นความจริงของสิ่งที่มีจริงจริงโดยนัยหลากหลายเช่นเมื่อกี้นี้ถามถึงเรื่องของลักษณะใช่ไหมคะ ที่ว่าเป็นลักษณะเหมือนเหมือนกันเท่านั้นหรือว่าเฉพาะอย่างเฉพาะอย่างที่ว่าไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปนะคะ เสียงมีใช่ไหมคะกลิ่นเป็นเสียงหรือเปล่า ค่ะ เพราะฉะนั้นกลิ่นจะเป็นเสียงไม่ได้กลิ่นต้องเป็นลักษณะของกลิ่นซึ่งจะไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลยนั่นคือปัจจัตตะนะคะ ภาษาบาลีเฉพาะตัวนะคะ ลักษณะ เอวิเสษลักษณะหมายความว่าสภาพธรรมะนั้นต่างต่างกันไปแม้ว่าจะเป็นเสียงก็ไม่ใช่กลิ่นก็ไม่ใช้รถ เพราะฉะนั้นลักษณะที่ต่างกันพิเศษออกไปแต่ละอย่างแต่ละอย่างก็เป็นวิเสษลักษณะส่วนปัจจัตตะ และคณะก็คือรักชนะ ของสิ่งนั้นซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เฉพาะอย่างเฉพาะอย่างถ้ามีความเข้าใจแล้วจะใช้คำไหนก็ได้ไม่ถ้าเรามีความเข้าใจว่าเสียงก็ต้องเป็นเ๔ยงๆ ๔จะเป็นอื่นไม่ได้กลิ่นก็ต้องเป็นกลิ่นถึงแม้ว่าจะหลากหลายยังไงก็คือกลิ่นนั่นแหละ เพราะฉะนั้นลักษณะเฉพาะของเสียงคือปรากฏให้รู้ได้ทางหู นะคะ เมื่อจิตได้ยินเกิดขึ้นนั่นจึงจะเป็นสภาพลักษณะที่ใช้คำว่าธรรมะที่มีลักษณะเฉพาะคือจะไม่ไปปรากฏทางอื่นเลยนอกจากสามารถที่จะปรากฏกับจิตได้ยินซึ่งต้องอาศัยโสตะสาขานี้ก็เป็นลักษณะเฉพาะของลักษณะธรรมะนั้นแต่ว่าสภาพธรรมะทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรสนะคะ ที่เกิดแล้วไม่ดับไม่มีด้วยเหตุนี้ไม่ว่าธรรมะใดๆ ทั้งสิ้นที่เกิดต้องดับลักษณะที่ทั่วไปกับสภาพธรรมะทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็คือว่าเกิดแล้วก็ดับอนิจจังต้องเกิดใช่ไหมคะถ้าไม่เกิดจะดับได้ไหมไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดนั่นแหละอนิจจัง ไม่เถียงเลย และสภาพธรรมะที่เกิดระดับไปไม่กลับมาอีกเลยการดับไปนั้นไม่คงอยู่เนี่ยเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ค่ะเกิดดับเกิดดับเกิดดับเท่านั้นเองค่ะเกิดมาทำไมเกิดมาแล้วก็ดับเหมือนกับที่ว่าเราเกิดมาทำไมนะคะ เกิดมาแล้วก็ตาย ไม่มีใครที่จะไม่ตายเลยนะคะ แต่ก่อนจะตายเนี่ยก็สุขบ้างทุกข์บ้างแสวงหาบ้างตื่นเต้นบ้างอะไรบ้างแต่ละวันแต่ละคณะไปนะคะ เผื่อแค่นี้เองค่ะแล้วก็ตาย ไม่ว่าจะปรารถนาอะไรสักเท่าไหร่ก็ตามนะคะ ในที่สุดก็คือเพื่อระหว่างที่มีชีวิตก็มีการเห็นมีความชอบไม่ชอบสุขทุกข์แล้วก็สาย เพราะฉะนั้นสภาพทั้งหมดที่เกิดนะคะ เกิดแล้วดับทีจะไม่ดับเนี่ยไม่มีเลยแต่ว่าการเกิดดับของสภาพธรรมะเนี่ยเร็วยิ่งกว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วตายโดยสมมตินะคะ เพราะว่าเมื่อเกิด และแทบจะกล่าวได้ว่าทันทีที่เกิดปรากฏแล้วก็ดับไปเลยแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นลักษณะของสภาพธรรมะใดๆ ทั้งสิ้นที่เกิดต้องดับอนิจจังสภาพธัมมะที่ดับนั่นแหละเป็นผู้นะคะ ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนเลยทุกคนอยากจะให้ทุกอย่างยั่งยืนใช่ไหมคะ ไม่อยากให้มีอะไรดับไปแล้วก็หมดไปเลยแต่สภาพธรรมะหาเป็นอย่างนั้นไม่ด้วยเหตุนี้ลักษณะที่เกิดระดับนั่นแหละจึงเป็นพวกเพราะเหตุว่าไม่ตึงปราถนาไคร้ใบจะปรารถนาให้เป็นอย่างนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ไม่ได้ปรารถนาที่จะให้หมดไปเลยไม่ว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามยังชอบอยู่ยังพอใจอยู่ยังไม่อยากให้หมดสิ้นไป แต่สิ่งนั้นก็ต้องหมดสิ้นไปด้วยเหตุนี้นะคะ การเกิดขึ้น และดับไปนั่นแหละเป็นทุกข์อย่างยิ่งเพื่อให้เห็นว่าทุกอื่นใครก็แก้ได้ใช่ไหมคะมวยขายได้เจ็บก็ไปหาหมออาหารไม่หวานไปก็ไปปรุงซะใหม่นะคะ ก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นแต่สิ่งหนึ่งซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ถึงสภาพธรรมะได้เกิดสภาพธรรมะนั้นต้องดับอนิจจังทุกขังอนัตตาไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลยด้วยเหตุนี้นะคะ ก็มีคำที ไม่เปลี่ยนแปลงธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตารวมหมดทุกอย่างทั้งจิตเจตสิกรูปนิพพานไม่ใช่ของใครไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครแต่พอพูดถึงอนิจจังทุกขังอนัตตาหมายเฉพาะสภาพธรรมะที่เกิดดับเท่านั้น เพราะฉะนั้นนิพพานนะคะ ไม่ได้มี๓ัญยะลักษณะเหมือนยางสภาพธรรมะที่เกิดเพราะเหตุว่าสภาพธรรมะที่เกิดเนี่ยค่ะมี๓ัญลักษณะทั่วไปทั้งสิ้นทั้งปวงกับสภาพธรรมะทั้งหลายที่เกิดคือไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาเนี่ยนะคะ เมื่อกล่าวถึงเฉพาะแต่ละลักษณะแต่ละลักษณะซึ่งต่างกัน ก็เป็นปัจจัตลักษณะเฉพาะสิ่งนั้นหรือวิเสษลักษณะเฉพาะอย่างเฉพาะอย่างแต่ลักษณะที่ทั่วไปทั้งหมด ก็คือเหตุขึ้น และดับไปซึ่งเป็น๓ัญลักษณะจะไม่ต้องใช้คำภาษาบาลีเลยก็ได้นะคะ แต่ว่าถ้าฟังแล้วเข้าใจพอได้ยินคำก็สามารถจะรู้ได้ว่าอุ้ยเซสหรือพิเศษวิเสษเนี่ยเขาหมายความเป็นสภาพลักษณะที่ต่างๆ กันไปถึงจะต่างเป็นสภาพธรรมะ แต่ละอย่างเสียงแต่ละเสียงกลิ่นแต่ละกลิ่นก็คือ๓สัญลักษณเกิดแล้วก็ต้องดับไป เพราะฉะนั้นธรรมะเนี่ยนะคะ ฟังเพื่อรู้แล้วละความไม่รู้ค่ะ พอใจไหมคะที่รู้ขึ้นเข้าใจขึ้นละความไม่รู้ซึ่งไม่เคยรู้อะไรเลยโศกเศร้าเสียใจไปกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่เปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลยเมื่อมีการเกิดก็ต้องมีการตายลีลามีเสื่อมลาภไหมคะมียศมีเสื่อมยศใหม่ มีสรรเสริญ และมีนินทาไม่มีใครบ้างค่ะที่จะได้รับสรรเสริญอย่างเดียวโดยที่ไม่มีใครนินทาเลยมีสุขก็ต้องมีทุกข์แต่ไม่ใช่เราเลยสักอย่างเป็นแต่เพียงธรรมมะที่เกิดขึ้น และดับไปตามเหตุตามปัจจัยถ้ารู้จริงๆ นะคะ ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเนี่ยไม่มีการที่คิดว่าใครจะทำอะไรได้เลย ทั้งหมดตั้งแต่เกิดมาจนถึงขณะนี้ และต่อไปนะคะ มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นไปทั้งหมดแรกแต่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่รู้อย่างนี้นะค่ะจัดทำไปนั่งทำไมว่าจะไปปฏิบัติแม้ว่าจะเริ่มเข้าใจถูกว่าแม้ขณะนี้ที่เห็นก็มีปัจจัยที่จะต้องเห็น ขณะที่กำลังได้ยินเสียงอย่างนี้นะคะ การเกิดดับสืบต่อซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยนานแสนนานมาแล้วอย่างละเอียดนะคะ สามารถที่จะทำให้จิตได้ยินเกิดขึ้นได้ยินในขณะนี้นี่คือรู้ตามความเป็นจริงว่าทั้งหมดนะคะ เป็นเรื่องของธรรมะทั้งสิ้นไม่มีใครสามารถที่จะเป็นตัวเราหรือเป็นตัวตนหรือว่าไปเปลี่ยนแปลงได้ นี่คือเข้าใจธรรมะนะคะ ซึ่งเป็นอนัตตา เราพูดถึงลูกสภาพซึ่งเกิดเป็นเสียงเป็นกลิ่นอายก็ได้แต่ไม่ใช่สภาพรู้แต่ที่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะปรากฏได้ต้องมีธาตุรู้ซึ่งได้แก่จิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานเกิดพร้อมกับเจตสิกนะคะ ซึ่งเจตสิกทั้งหมดนะคะ มี๕๒ประเภท เรารู้บ้างหรือเปล่าคะคณะนี้ค่ะจิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย๗ประเภทก็ไม่รู้แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ให้เราไปพยายามเพื่อรู้นะคะ แต่มีความเห็นถูกเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมมะ เป็นอนัตตาไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นในขณะที่มีรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้แต่เมื่อมีนามธรรมเกิดขึ้นนะคะ ในโลกซึ่งเต็มไปด้วยรูปทางตาปรากฏได้ทางตาสีสันวรรณะต่างๆ เป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรสนะคะ เป็นเย็นร้อนอ่อนแข็ง เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดขึ้นในภูมิที่เต็มไปด้วยรูปเสียงกลิ่นรส และสิ่งที่กระทบกายปรากฏซึ่งใช้คำว่าโพสต์แบบเอ๊ะนะคะ ได้แก่ธาตุ๓ธาตุคือธาตุเน้นปฐวีธาตุมีลักษณะที่อ่อนหรือแข็งพาธไฟเย็นหรือร้อนนะคะ แล้วก็ ราดน้ำอาบหรือเกาะกลุ่มธาตุลมเส้นตึง และไว้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดในภูมิที่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ค่ะ และจิตเกิดขึ้นเนี่ยจิตจะรู้อะไร ก็ต้องรู้สิ่งที่มีนะคะ เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตเกิดขึ้นเนี่ยก็จะไม่ผลจากการเห็นบ้างการได้ยินบ้างการได้กลิ่นบางๆ การลิ้มรสบ้างการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้างจิตทุกประเภททุกคณะเป็นวิญญาณขันธ์ และรูปเป็นรูปขันธ์ส่วนเจตสิกที่เกิดพร้อมจิต เป็นนามธรรมซึ่งไม่ได้แยกจาก๗เกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตนะคะ เป็นเวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์อาจจะจำชื่อได้คล่องชื่อนะคะ แต่ว่าขอให้คิดถึงว่าทันทีที่มีการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความรู้สึกเกิดทันทีในสิ่งนั้น ถ้ากระทบสิ่งที่แข็งนะฮะมากๆ ร้อนมากๆ ไม่ให้เจ็บเกิดได้ไหมคะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นลักษณะที่เจ็บนี้มีจริงๆ ไหม เป็นจิตรึเปล่าคะเจ็บเป็นจิตรึเปล่า เจ็บนี้ไม่ใช่จิตหากเธอรู้เจ็บเป็นจิตเพราะว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นค่ะไม่เจ็บไม่จำไม่อะไรทั้งหมดขณะนี้เห็นไหมคะที่เห็นค่ะพี่เห็นนะคะ เป็นอะไรค่ะที่เห็นเป็นจิตเห็นค่ะดีเจตัดสิเกิดร่วมด้วยไหมคะ มีค่ะนายเจตสิกที่เกิดกับจิตเห็นปรากฏไหม เราได้มั้ยว่าขณะนี้ดีเจตสิกอีก๗ประเภทไม่มีค่ะรู้ไม่ได้เลยค่ะ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะแม้มีนะคะ ก็ไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะไปรู้ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงแต่เริ่มเข้าใจถูกในความเป็นธรรมะซึ่งไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตนสิ่งหนึ่งนะคะ ก็คือความจริงที่ว่า ทันทีที่จิตเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด๗ประเภท และใน๗นะคะ ทันทีที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏนะคะ จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดในสิ่งที่ปรากฏ ถ้าเห็นดอกไม้สวยๆ ชอบไหมคะ ความรู้สึกขนาดนั้น ไม่เหมือนกับขณะที่กำลังไม่ชอบเลยใช่ไหมคะ ค่ะ เพราะฉะนั้นก็จะมีความรู้สึกที่เป็นโสมนัส เอถ้าไม่ชอบมากไม่ปรากฏลักษณะที่พอใจอย่างมากนะคะ ที่เป็นโสมนัสเป็นความสุขสบายทางใจก็จะเป็นความรู้สึกที่อรรถทุกคำสุข เพราะฉะนั้นวันนึงวันนึงนะคะ เวลาที่จิตเกิดต้องมีความรู้สึกเกิดร่วมด้วยทุกครั้งไป เพราะฉะนั้นสิ่งนึงนะคะ ซึ่งเป็นที่ยึดถืออย่างมาก ของทุกคน ที่เกิดใช้คำว่าคนเพราะว่าได้แก่จิตเจตสิกรูปกันเองไหมคะเวลาที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วต้องรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วก็อยากจะมีแต่ความรู้สึกที่สบายไม่อยากมีความรู้สึกซึ่งเป็นทุกข์เลยใช่ไหมคะแต่ความรู้สึกก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดที่เกิดแล้วเป็นอย่างนั้นแล้วเปลี่ยนใหม่ได้ ให้ทราบว่านะคะ ความรู้สึกนะคะ เคยเป็นเรารึเปล่า ค่ะ เพราะฉะนั้นจึงยึดถือความรู้สึกนั้นว่าเป็นเรา และเป็นตัวตนเป็นที่ตั้งของอุปาทาน เพราะฉะนั้นเวทนาเจตสิกหนึ่งนะคะ จริงเป็นที่ตั้งที่ยึดถืออย่างยิ่งเป็นขันธ์หนึ่งในขันธ์๕เป็นเวทนาขันธ์ ได้แก่ทำอะไรคะ เวทนาเป็นธรรมะใช่ไหมคะธรรมะอะไร ๗๐ ก็คือเริ่มอีกขั้นหนึ่งแล้วใช่มั้ยค่ะแต่ไม่ใช่ให้ฟังเฉยๆ เดี๋ยวนี้มีไหมคะ เดี๋ยวนี้นี่รู้ไหมไม่รู้คะอะไรอะไรก็มีทั้งนั้นเลยแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะที่มีแล้วไม่รู้เนี่ยโหมดไปเลยโดยไม่รู้เหมือนไม่มีรึเปล่า ค่ะหรือเหมือนสิ่งที่ปรากฏในฝันหรือเปล่า ตื่นขึ้นมาก็ไม่มี เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ค่ะตราบใดที่ปัญญายังไม่เกิดยังไม่ตื่นเลยนะค่ะเหมือนอยู่ในโลกของความไม่รู้เลยจนกว่าจะมีการฟังเข้าใจเมื่อไหร่ และก็รู้ลักษณะที่เป็นธรรมะเมื่อไรขนาดนั้นตื่นเพราะรู้ลักษณะที่มีจริงๆ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แต่ว่าลักษณะนั้นกำลังปรากฏให้รู้ด้วยเหตุนี้นะคะ ขันธ์๕คือหนึ่งรูปขันธ์สองเวทนาขันธ์ และก็เรื่องของจิตเราก็พูดๆ ไปแล้วใช่ไหมคะวิญญาณนะคันก็เหลืออีกสองคันคือสัญญาขันธ์กับสังขารขันธ์คือไม่อยากจะให้เพลงแต่จำชื่อแต่ให้รู้ว่าอะไรเกิด และก็ขณะนั้นมีอะไรเกิดร่วมด้วยนะค่ะแล้วก็เป็นคัน นั้นเพราะอะไร ขณะนี้เห็นอะไรคะ ศึกษามาก็กล่าวได้ว่าเห็นสีค่ะ ค่ะจางรึเปล่าคะจำค่ะขั้นที่เลย เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าลักษณะที่จำนะคะ เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนไม่ใช่ความรู้สึก เพราะฉะนั้นก็เป็นเจตสิกหนึ่ง ซึ่งต่างกับเวทนาเจตสิกความรู้สึกในภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนา เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดภาษาไทยนะคะ ใช้ภาษาไทยเนี่ยต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าเราไม่ได้พูดตามความหมายเดิมที่ใช้ในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะเหตุว่าช้าสำหรับธรรมะที่เป็นเวทนาเป็นเจตสิกนะคะ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ เป็นสภาพรู้เสร็จเฉยๆ ก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งเป็นสุขก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ก้อเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งทั้งหมดเป็นธรรมะแต่ไม่ใช่รูปธรรมเป็นนามธรรมแต่ก็ไม่ใช่จิตเป็นเจตสิกซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่ายับยั้งไม่ได้ จะไม่ให้เวทนาชนิดนั้นเกิดก็ไม่ได้ให้เห็นสิ่งที่ไม่พอใจเวทนาก็เป็นอย่างหนึ่งเห็นสิ่งที่น่าพอใจเวทนาก็เป็นอย่างหนึ่งขณะนี้ค่ะเวทนาเป็นอะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620