ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๘

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ แต่ต้องอาศัยการศึกษาการพิจารณาโดยละเอียด แม้แต่ว่าขณะไหนสงบแล้วก็สงบขั้นไหนด้วย ชีวิตนี้ก็น้อยแล้วก็สั้นจะสนทนาเรื่องโน้นเรื่องนี้เลยหรือว่าจะพิจารณาว่าอะไรเป็นประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต่างคนต่างคิดแต่ต้องเป็นเรื่องที่ตรงมีข้ออ้างในพระไตรปิฏก แล้วก็ต้องอรรถความหมายด้วยไม่ใช่บอกว่านั่งแล้วสงบเชื่อได้ไหม

    ผู้ฟัง เมื่อสมัยก่อนนี้ยังไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็คิดว่านั่งและสงบ อยู่เฉยๆ นิ่งๆ สำหรับดิฉันเองยังรู้สึกอย่างนี้ ในที่สุดก็ได้มาสนใจศึกษาพระธรรม ก็ทำให้ได้ทราบสิ่งที่ไม่ทราบมาก่อนมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ เวลานี้ก็นั่งกันทั้งนั้นเลย สงบหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่สงบแน่นอน ส่วนใหญ่คิดว่าศึกษาอย่างหนึ่งปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง แท้จริงแล้วศึกษาและปฏิบัติย่อมเป็นไปพร้อมกันได้

    ท่านอาจารย์ สิ่งหนึ่งซึ่งคงไม่ลืม ต่างคนต่างใจแล้วก็ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างกันสะสม เพราะฉะนั้นใครจะเป็นอย่างไรก็ตามการสะสมของเขา แต่สำหรับผู้ที่ได้ฟังธรรมก็พิจารณาตามการสะสมด้วย ว่าสิ่งใดเป็นเหตุเป็นผลที่จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น หรือสิ่งใดไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยไม่ควรที่จะสนใจเลย ท่านพระเทวทัตท่านได้ฌานหรือเปล่า เป็นพระญาติแสดงอิทธิปาฏิหารย์ได้ แต่กำลังของอกุศลที่สะสมมาที่ไม่ใช่ปัญญาที่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ก็ยังทำให้เกิดจิตที่ริษยาในลาภในยศของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดที่จะเป็นศาสดาแทนพระองค์ด้วย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ในเรื่องของความสงบก็จะไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพียงแต่คิดเองความสงบระดับที่เป็นฌานจิตตั้งมั่นคงสงบขึ้น เป็นสภาพที่มีกำลังถึงกับกระทำอิทธิปาฏิหารย์ได้ แต่ว่าไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม นี่คือความต่างกันที่ทำให้สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม โดยไม่มีฌานจิตหรือองค์ฌานเกิดร่วมด้วย กับผู้ที่ได้ฌานและก็เวลาที่โลกกุตตรจิตเกิดกับมรรคจิตเกิดขึ้นก็ประกอบด้วยองค์ของฌาน ระดับขั้นของความสงบขั้นต่างๆ ปฐมฌานที่ ๑ ปฐมฑุติยฌานที่ ๒ เป็นต้น

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่นอย่าคิดเองว่าสงบนี่คือนั่งเดินสงบได้ไหมกำลังพัดสงบได้ไหม ท่านพระสารีบุตรขณะที่ถวายงานพัดพระผู้มีพระภาค ที่ท่านสุกรขาตาสลับกับฌานจิต เพราะฉะนั้นต้องมีความเข้าใจจริงๆ ว่าสงบไม่ใช่ไม่รู้อะไรเพียงนั่งแล้วสงบ แต่ว่าขณะใดก็ตามที่กุศลจิตเกิดขึ้นสงบไหม แม้เพียงในเรื่องของทานสงบจากอกุศลไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะในขณะนั้นกุศลนั้นๆ จึงเกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นความสงบเล็กน้อยขั้นทานขั้นศีลพอไหมในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ที่มีปัญญาที่รู้ว่าไม่ว่าจะเห็นขณะใดก็ติดข้องในสิ่งที่เห็น แสวงหาอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจนถึง ณ บัดนี้ เพียงแต่ว่าชีวิตในวันหนึ่งวันหนึ่งแสวงหาอะไรโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวไหมขณะที่เป็นอกุศลว่ากำลังแสวงหาอะไร แสวงหาความติดข้องทั้งนั้นเลย ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะในความคิดนึกเรื่องราวต่างๆ ผู้ที่มีปัญญาเห็นโทษของกุศลอย่างยิ่ง เพราะว่าแทบจะพูดว่าไหลมาเทมา ไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น จะลิ้มรส จะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จะคิดนึก วันหนึ่งวันๆ จะเอาอะไรระงับอกุศลได้ เพราะเหตุว่ากุศลเป็นสภาพที่ตรงกันข้ามกับอกุศล ถ้ากุศลไม่เกิดขณะนั้นเป็นอกุศล ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาสามารถที่จะรู้ว่าเมื่อตรึกระลึกถึงอารมณ์ใดเรื่องใดแล้วจิตเป็นกุศล ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ไปนั่งไม่รู้อะไรเลยแล้วก็บอกว่าสงบ ซึ่งขณะนั้นสงบไม่ได้เพราะว่าการอบรมเจริญความสงบต้องด้วยปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาที่รู้สภาพของจิตในขณะนั้นตรง ว่าขณะนั้นกุศลหรืออกุศล ก็ไม่สามารถที่จะละอกุศลและก็อบรมเจริญกุศลให้ยิ่งขึ้นได้

    ด้วยเหตุนี้ขั้นแรกถ้าจะกล่าวถึงความสงบ ต้องหมายความถึงความสงบขั้นต้นคือขณะที่เป็นสติปัฏฐาน หรือขณะที่จิตสงบจากอกุศล ถึงแม้ไม่ใช่สมถภาวนาแต่ก็เป็นกุศลเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ถ้าเห็นโทษมากขึ้นความสงบก็มากขึ้น เช่นเห็นว่าโทสะไม่มีประโยชน์ โลภะติดมาไม่รู้ว่านานเท่าไรในสังสารวัฎฏ์ เกิดอีกภพกี่ชาติก็ติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ถ้าเห็นโทษอย่างนี้ก็จะแสวงหาปัญญาที่จะละโลภะก็แสดงเห็นว่ามีบุคคล ๒ บุคคล บุคคลที่ต้องการติดเสมอไปเรื่อยไปทุกภพชาติ กับบุคคลที่รู้ว่าการติดข้องไม่มีวันจบเลยไม่เห็นจบสักวัน เมื่อวานนี้ก็ติดข้องทั้งตาหูจมูกลิ้นกายใจวันนี้ก็เหมือนเดิมก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยเรื่อย ถ้าผู้นั้นเห็นโทษจริงๆ ก็จะแสวงหาความสงบ หรือว่าปัญญาที่สามารถที่จะระงับหรือดับอกุศลนั้นๆ ได้ ด้วยเหตุนี้การอบรมเจริญภาวนาอบรมให้มีบ่อยขึ้นมากขึ้น จึงมี ๒ อย่างคือสมถภาวนาอบรมจิตให้สงบจากอกุศล ด้วยสติสัมปชัญญะด้วยปัญญาที่เห็นโทษของอกุศลระดับหนึ่ง และอบรมเจริญความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งสามารถจะทำให้เห็นแจ้งความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแยกเป็นสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนา ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเลยแล้วนั่งแล้วสงบอันนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าต้องเป็นปัญญาต่างขั้น คือปัญญาที่เห็นโทษของอกุศล แล้วยังรู้ว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้เป็นกุศลหรืออกุศล และยังรู้ว่าขณะนี้ที่เป็นอกุศลจะสงบระงับได้อย่างไรนั่นคือสมถภาวนา แต่ถ้าเป็นวิปัสสนาก็เห็นแล้วก็ติดได้ยินแล้วก็ติด เมื่อไหร่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏให้ติด ถ้าอบรมเจริญความรู้มากขึ้นผู้นั้นก็สามารถที่จะเห็นแจ้งความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความรู้อะไรเลย เพียงได้ยินว่านั่งและสงบก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าขณะนั้นไม่ใช่ปัญญาจะกล่าวว่าสงบไม่ได้เลย ใครจะเข้าใจว่าสงบก็เป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้ว่าความสงบคืออะไร

    ผู้ฟัง ดิฉันเข้าใจว่าการอบรมวิปัสสนาภาวนา อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้น ก็คือการปฏิบัติซึ่งไม่จำกัดไม่ว่าเวลาใดหรือสถานที่ใด ก็สามารถจะเข้าใจและพิจารณาสภาพธรรมได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็นต้องหาสถานที่พิเศษ เป็นการปฏิบัติได้ทันที

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีความเข้าใจถูกก็จะรู้ว่าความเข้าใจอย่างไรผิด ถ้ายังไม่มีความเข้าใจถูกก็เข้าใจว่าสิ่งที่ผิดนั่นแหละถูก จนกว่าจะเข้าใจถูกเมื่อไหร่ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ถ้าตราบใดที่ยังไม่ละโลภะระดับต้นขั้นนี้ที่ยังคงมีความเป็นตัวตนอยู่จะละโลภะที่ละเอียดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุว่าโลภะมีหลายอย่างโลภะที่เป็นไปกับความเห็นผิดไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม และก็โลภะที่ยังติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะก็ยังละไม่ได้ แม้ว่าดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ปัญญายังไม่มี ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม แล้วคิดจะละโลภะด้วยความเป็นตัวตนไม่มีทางจะเป็นไปได้เลย เพราะว่าตัวตนไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้องเป็นการยึดถือสภาพธรรมผิดๆ ว่าเป็นเรา แล้วก็จะไปละเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการที่จะละโลภะก็ต้องทราบว่า อะไรเกิดร่วมด้วยกับโลภะหรือว่าโลภะนั้นเป็นไปในอะไรบ้าง โลภะเป็นไปกับความเห็นผิด เพราะยึดถือความเห็นผิดนั้นว่าถูกต้องอันนี้ต้องละก่อน ผู้ที่ละความเห็นผิดเป็นพระโสดาบันไม่มีความเห็นผิด เพราะได้ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม รู้แจ้งอริยสัจธรรมแล้วก็ยังไม่ใช่ฐานะที่จะละความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่ใช่เป็นพระอริยะบุคคล เพียรไปละความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะจะสำเร็จไหม

    เพราะฉะนั้นเมื่อยังไม่ได้เป็นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม แล้วก็พยายามเหลือเกินที่จะไม่มีโลภะในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไม่มีทางเป็นไปได้ ต้องละตามลำดับขั้นคือมีความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมก่อนเป็นพระโสดาบัน แต่ยังคงมีความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ แสดงว่าเรายึดถือความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏมากมายแค่ไหน ต้องสวยอันนี้แน่นอนทางตา ทางหูต้องเพราะ ทางจมูกต้องกลิ่นหอมเห็นไหมแล้วจากหนีไปพ้นได้อย่างไร มากมายกว่าความเห็นผิดในวันหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นกว่าจะละได้ต้องถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคล จากการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสเป็นพระโสดาบัน แต่ก็ยังไม่ได้ดับความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เมื่อมีปัญญาอีกระดับหนึ่งเห็นโทษเริ่ม เริ่มที่จะเห็นโทษของการติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ อบรมเจริญปัญญาความรู้จะละเอียดขึ้น ซึ่งขณะที่เป็นพระโสดาบันก่อนจะเป็นก็เห็นโทษของนามรูปซึ่งไม่เที่ยง แต่เมื่อเป็นพระโสดาบันต้องมีหิริโอตตัปปะเพิ่มขึ้น ที่จะเห็นโทษของความติดข้อง ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอย่างหยาบ เห็นไหมกว่าจะดับความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะได้ไม่ใช่ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพระสกาทาคามีละความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอย่างหยาบ แต่ยังมีอย่างหนึ่งหิริโอตตัปปะจะต้องเพิ่มขึ้นพร้อมสติปัฏฐาน ที่สามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ยังเป็นความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอย่างละเอียด จึงสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคลเมื่อไหร่ ไม่มีความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นสมุจเฉท กิเลสใดๆ ที่ดับแล้วไม่เกิดอีกเพราะดับอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดซึ่งนอนเนื่องอยู่ในจิต ซึ่งเป็นปัจจัยพืชเชื้อที่จะให้อกุศลประเภทนั้นเกิดขึ้น เมื่อกิเลสอย่างละเอียดซึ่งเป็นพืชเชื้อที่จะให้อกุศลใดๆ เกิดขึ้นดับไปแล้ว จะไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดอีกเลย

    เพราะฉะนั้นลองคิดถึงปัญญาของผู้ที่สามารถ ที่จะไม่ติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะต้องตามลำดับ ถึงอย่างนั้นก็ยังติดข้องในสุขในภพในความเป็นพระอนาคามีบุคคล จนกว่าจะอบรมเจริญปัญญามีหิริโอตตัปปะเห็นโทษเพิ่มขึ้น ถึงความเป็นพระอรหันต์เมื่อไหร่ก็ดับกิเลสทั้งหมดได้ เพราะฉะนั้นก็คือว่าให้รู้ฐานะตามความเป็นจริง ไม่ใช่ข้ามขั้นถ้ายังไม่เป็นพระโสดาบันบุคคล แล้วจะไปเป็นเหมือนพระอนาคามีเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นอกจากหลอกตัวเองพยายามโดยไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นแต่ละคนเริ่มรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง เมื่อสติสัมปชัญญะเกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏเกิดขึ้นให้รู้ว่ายังมีอยู่ตามความเป็นจริง และปัญญาจึงสามารถที่จะรู้สภาพนั้นๆ ยิ่งขึ้นได้ แล้วแต่ละวันก็มีสิ่งซึ่งเกิดและก็หมดไป อย่างความสุขความสนุกเมื่อวานนี้ เดี๋ยวอาหารอร่อยเดี๋ยวไม่อร่อย เดี๋ยวเล่นกับเพื่อนโกรธกันบ้างดีกันบ้างเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่คงที่ไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งไม่เปลี่ยนแต่ว่าเราไม่ได้สังเกต

    เพราะฉะนั้นก็อาจจะยกตัวอย่างคุยกับเขาเพื่อที่จะให้เขาได้คิดว่าดอกไม้เริ่มเกิดมีใครเห็นบ้าง ตอนที่เริ่มเกิดไม่ได้สังเกตเลยต่อเมื่อโตขึ้นทีละนิดทีละหน่อย ยังไม่บานจนกระทั่งถึงบานจนกระทั่งถึงร่วงโรยและก็หมดไป นี้ก็เป็นธรรมดาที่แสดงให้เห็นความจริง ซึ่งอาจจะไม่คิดเลยว่าทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง แม้แต่คนเกิดมาตัวเล็กเล็กก็จะต้อง เห็นมีทั้งคนที่โตขึ้นแล้วก็สูงวัยขึ้นตามลำดับเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็แก่ แล้วก็มีโรคภัยต่างๆ ทั้งๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีวันหนึ่งก็มีได้ ในที่สุดก็คือว่าต้องจากโลกนี้ไป ก็คือให้เขาได้เข้าใจความจริงในเรื่องความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นธรรมธรรมชาติธรรมดา แต่ว่าอาจจะไม่ใช้คำนี้ก็ได้เพียงแต่ว่าให้เขารู้ว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง เขาจะตัวแค่นี้อยู่ตลอดไปไม่ได้ เขาจะต้องค่อยๆ เติบโตขึ้นทุกวัน ความรู้สึกของเขาไม่ว่าจะเป็นอะไร ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เขามีความเข้าใจในเรื่องความเปลี่ยนแปลงซึ่งมีอยู่ทุกขณะ เพราะฉะนั้นถ้ามารดาถึงเวลาที่ต้องตาย เพราะไม่มีใครเคยอยู่จนกระทั่งถึงพันปีหมื่นปีเลยในยุคนี้สมัยนี้ วันหนึ่งก็ต้องจากโลกนี้ไปอาจจะไปเร็วหรือว่าอาจจะไปช้า แต่ความจริงก็คือว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะไปร้องไห้คร่ำครวญขอให้คุณแม่ยังอยู่อย่าจากไปเลยก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่ออะไรจะเกิดขึ้นเกิดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะมีความเข้าใจ และก็รู้ว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปของแต่ละคน มีตนเองเป็นที่พึ่ง คนอื่นก็เป็นแต่เพียงช่วยให้ชีวิตของแต่ละคนดำเนินไป ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็ยังมี แล้วแต่ว่าใครจะช่วยมากน้อยเท่าไหร่ ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้

    ส่วนคำถามที่ว่าแล้วคุณแม่จะไปเกิดที่ไหนใช่ไหม ตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ในโลกนี้ไม่ใช่มีแต่มนุษย์ เห็นแมวเห็นสุนัขในบ้าน ไม่มีใครอยากเกิดเป็นแมวเป็นหนอนเป็นสุนัข แต่ว่าอะไรทำให้เกิดเป็นอย่างนั้น สำหรับเขาเองเขาอยากเกิดเป็นอะไร เขาจะได้คิดด้วยตัวของเขาเองว่าอย่างไรๆ ทุกคนที่ตายเลือกที่เกิดไม่ได้ ถ้าเลือกที่เกิดก็ไม่ต้องมาเป็นแมว ก็ไม่ต้องมาเป็นสุนัข ไม่ต้องมาเป็นปลาทู ใช่ไหม แต่ว่าก็แล้วแต่ว่าอะไรที่ทำให้เกิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเขาก็จะเริ่มเข้าใจและก็เปรียบเทียบว่า เขาอยากจะเกิดเป็นอะไรถ้าเขาอยากจะเกิดดีก็ต้องทำเหตุที่ดี และก็ชี้ให้เขาเห็นว่าเมื่อเลือกเกิดไม่ได้ ขณะที่เกิดเป็นแมวเป็นสุนัขเป็นประตูหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีเหตุที่สมควรเพราะว่าแต่ละคนจะนึกไม่ถึงเลย จากโลกนี้ไปนะรู้ละเป็นอะไรชาติหน้า มีขาสักพันหนึ่งก็ได้ไหมหรือว่าไม่มีขาเลยได้ไหม มีหางได้ไหม มีฟัน หรือว่าจะอยู่ในน้ำตัวลื่นๆ หรือจะอยู่ที่ไหนได้หมด ไม่มีใครรู้ว่าขณะนี้ชาติต่อไปจะมีลักษณะอย่างไร แต่ปัจจุบันชาติเดี๋ยวนี้ที่กำลังคิดที่กำลังทำรวมทั้งที่ได้เคยผ่านมาแล้วนี้สำหรับผู้ใหญ่หน่อย แต่ว่าสำหรับเด็กก็อาจจะพอฟังๆ ไปแล้วก็คิดๆ ไปก็จะได้รู้ถึงความหลากหลาย ซึ่งเป็นผลซึ่งมาจากเหตุว่าเมื่อได้ประมวลแล้วก็สามารถที่จะทำให้เกิด รูปร่างกายที่ใครก็คิดไม่ถึงว่าชาติหน้าของแต่ละคนแต่ละคนจะมีรูปร่างอย่างไร มีปีกได้ไหม ชาตินี้ไม่มีแต่ชาติหน้าก็มีได้ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่เหตุ ถ้าเขาสามารถที่จะเข้าใจอย่างนี้ ชีวิตของเขาวันนั้นเขาอาจจะได้ทำความดีพอสมควร ถ้ารู้ว่าความดีคือขณะไหนเมื่อไหร่ ขณะที่ช่วยพ่อแม่หรือว่าขณะที่ขยันเรียนหนังสือแล้วก็ไม่ทำความเดือดร้อน ขณะนั้นเขายังไม่สามารถที่จะรู้เรื่องทานจริงๆ แต่ก็อาจจะถามเขาว่าวันนี้ให้อะไรใครบ้างหรือเปล่า เพราะอะไรคิดว่าจะให้ไหมสิ่งที่เขามี แล้วคนอื่นไม่มีเขาสามารถที่จะเห็นว่าถ้าคนรับดีใจมากที่ได้รับเขาให้ได้ไหม ถ้าเขาให้ได้ก็หมายความว่าเขาไม่มีความติดข้องที่จะคิดถึงตัวเอง เหมือนกับที่คนอื่นก็ควรจะได้รับสิ่งซึ่งทำให้เขามีความสุข และถ้าเขาคิดถึงความสุขของคนอื่นมากกว่าตัวเอง เขาก็เริ่มที่จะมีอุปนิสัยที่จะไม่คิดถึงตัวเอง หรือว่าเฉพาะความสุขของตัวเองตั้งแต่เด็ก นี่ก็เป็นวิธีที่จะให้เขาสามารถที่จะเข้าใจได้ในวัยของเขา แล้วก็มีการที่จะอบรมให้รู้ว่าขณะไหนเป็นสิ่งที่ควรขณะไหนไม่ควร เช่นคำพูดเด็กๆ ก็มีคำพูดตามการสะสม บางคนพูดไม่เพราะเลย แต่บางคนสอนได้ว่าถ้าพูดอย่างนี้คนฟังก็สบายใจกว่า อย่างคนในบ้านก็เป็นพี่เป็นป้าเป็นน้าเป็นอาตามวัย เวลาที่จะขอให้เขาทำอะไร ก็มีคำพูดสองอย่างอาจจะพูดไม่น่าฟังกับพูดน่าฟัง ก็ให้เขาเลือกได้ เขาอยากจะฟังคำไหนคนอื่นก็เหมือนกัน นี้ก็เป็นวิธีที่จะทำให้เด็กค่อยๆ คุ้นกับการเข้าใจในสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งก็จะเป็นเหตุที่ชาติหน้าใครจะเป็นอย่างไรก็ตั้งแต่ทุกกายวาจาในชีวิตประจำวันนั่นเอง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะวาดภาพได้นอกจากการกระทำในแต่ละชาติ

    พล.ต.ศิลกัล เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ตามความเข้าใจของผม ว่าศีล ๕ พอที่จะเป็นการชี้แจงหรือว่าแนะนำได้ไหมเรื่องของศีล ๕

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องให้เขาไปท่องให้ครบ แต่ถ้าเขาเห็นมดหรือว่าขณะนั้นเค้าจะเบียดเบียนหรือเปล่า สัตว์ที่ตกอยู่ในน้ำและมดก็คงจะมีบ่อยๆ เป็นประจำ ช่วยดีไหมกำลังลำบากหรืออะไรอย่างนี้ ก็พูดภาษาที่เขาเข้าใจได้และคิดว่าควรจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าฆ่า ก็สอนให้เขาเห็นโทษว่าเขาอยากเจ็บไหม อยากถูกใครทำร้ายไหมฉันใด สิ่งที่เขากำลังจะเบียดเบียนก็กำลังเจ็บปวดอย่างนั้นเหมือนกัน เขาก็พอที่จะรู้ได้และเขาก็คงจะไม่อยากเจ็บปวด ก็คือว่าไม่ทำให้คนอื่นเจ็บปวดด้วย แต่ว่าก็มีทั้งห้ามและในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กก็คงขาด ข้อสุราก็ไม่ต้องสอน ข้อกาเมอะไรก็ไม่ต้องสอนใช่ไหมก็เฉพาะเรื่องของชีวิตประจำวันจริงๆ

    พล.ต.ศิลกัล ถ้าเราไม่พูดถึงเด็ก เราจะพูดถึงคนพูดทั่วไปๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ ผมว่าคิดว่าเรื่องศีล ๕ ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน ถ้าเรามีความเข้าใจในเรื่องของศีลก็คงจะทำให้เกิดปัญญา เรื่องการรักษาศีล เมื่อรักษาศีลแล้วการที่จะทำทุจริตกรรมต่างๆ ก็คงจะคลายลงไป อันนี้ไม่ทราบว่าจะช่วยได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ มีใครไม่รู้จักศีล ๕ แต่มีใครประพฤติตามศีล ๕ นี่เป็นคนละเรื่องใช่ไหม เรื่องชื่อบอกได้จำได้แต่ว่าผู้ที่จะมีศีล ๕ สมบูรณ์ไม่ล่วงศีล ๕ เลยคือพระโสดาบันบุคคล นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรม แต่ละขณะนี้ไม่มีใครสามารถที่จะดลบันดาลได้ แม้ทุกคนรู้ว่าดีเป็นสิ่งที่ควรประพฤติชั่วเป็นสิ่งที่ควรเว้น ไม่มีใครไม่รู้แต่เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าเพราะอะไร เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าถ้ามีความเข้าใจธรรมมากขึ้น ก็จะทำให้ประพฤติเป็นไปตามความเข้าใจ แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจเพียงนิดหน่อย การประพฤติเป็นไปก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นเป็นกุศลและอกุศลระดับไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เพียงบอกให้ทำหรือว่าบอกให้จำหรือว่าสอนว่าควร แต่ต้องให้เป็นความเข้าใจจริงๆ ถึงธรรม ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้มีความประพฤติทางกายทางวาจาอย่างนั้น

    พล.ต.ศิลกัล ก็มีปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง เห็นมาบอกว่าการกระทำที่เร่งรีบ รีบร้อนเป็นอกุศลหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ว่าอะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศลจะถามตลอด จนกว่าจะเป็นความรู้ของตัวเองว่ากุศลคืออะไรเมื่อไหร่ และอกุศลคืออะไรเมื่อไหร่ถ้าเข้าใจจริงๆ ขณะนั้นจะไม่ถามเลย แทนที่จะพูดถึงรีบร้อน ขอถามเจ้าของปัญหาว่ายังไม่ได้รีบร้อนเลยนั่งเฉยๆ อย่างนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง มีความคิดว่าการเร่งรีบเป็นโทสะไหม ป็นอกุศลหรือเปล่าอะไรอย่างนี้ ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ แล้วตอนไม่รีบสนใจไหม ก็เป็นกุศลหรือเปล่าหรือเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง สนใจทุกอย่างสนใจทุกอย่าง

    ท่านอาจารย์ สนใจทุกอย่าง เพราะฉะนั้นก็ไม่เฉพาะแต่ตอนเร่งรีบถูกต้องไหม สนใจที่จะเข้าใจว่าขณะไหนเป็นกุศลและขณะไหนไม่ใช่อกุศล

    ผู้ฟัง ใช่ ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ใครก็ตามมีความประพฤติทางกายที่ใครก็ไม่ชอบ เช่นลักขโมยถือเอาสิ่งของที่คนอื่นไม่ได้ให้ขณะนั้น ดีไหม

    ผู้ฟัง ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง อกุศล

    ท่านอาจารย์ แล้วทำไมเขาทำ ทำไมเค้าไปเอาของที่คนอื่นไม่ได้ให้

    ผู้ฟัง เพราะเขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าอันนี้เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะเค้าอยากได้ใช่หรือเปล่า

    ผู้ฟัง อยากได้ใครก็อยากได้นะ แต่ว่าจะทำหรือไม่ทำ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอยากได้จนกระทั่งสามารถกระทำได้ กับอยากได้แต่ยังไม่กระทำ ทุกคนอยากได้อย่างเมื่อกี้บอกใช่ไหม มีโลภะทางตาชอบเห็นสิ่งที่สวยๆ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    16 ม.ค. 2569