ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๑๐
สนทนาธรรมที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑
การฟังธรรมะนี้ค่ะเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ต่างจากผู้ที่ใหม่ไม่เคยฟังธรรมะมาก่อนเลยเหมือนลูกอีกโลกนึงนะคะ แต่เป็นโรคของสัจธรรมคือความจริงซึ่งขณะนี้ก็กำลังมี เพราะฉะนั้นแม้ว่าพระผู้มีพระภาคจะทรงตรัสรู้แล้วก็ได้ทรงแสดงพระธรรมอุปกรณ์ พระมานานแสนนานนะคะ แต่ทำไมก็ไม่เปลี่ยนสิ่งใดที่ได้ทรงแสดงไว้แล้วก็ย่อมเป็นความจริงดังนั้นทุกกาละสมัยแต่ว่าถ้าไม่มีการได้ฟังเลยนะคะ ก็จะไม่สามารถเข้าใจความเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลยว่าส่งต่างจากบุคคล ทั้งหลายทั้งหมดนะคะ ไม่มีใครเปรียบไม่มีใครเสมอเหมือนเลยไม่ว่าในการละไหนๆ เพราะเหตุว่าทรงตรัสรู้สภาพธรรมะที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ตามปกติแต่เป็นสิ่งที่แยกนะคะ ที่จะเข้าใจได้ว่าผู้ที่เต็มไปด้วยกิเลส ทุกประการก่อนที่จะได้รู้แจ้งสภาพธรรมะนะคะ สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งถึงการดับกิเลสหมดไม่มีเลยนี่เป็นสิ่งที่ไม่ง่าย และไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครก็ตามนะคะ เพียงหวัง และต้องการแล้วก็คิดว่าจะทำแล้วก็สามารถที่จะเป็นอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องของปัญญาความเห็นถูกจริงๆ นะคะ ในขณะที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ค่ะที่จะได้ฟังเรื่องราวของธรรมะก็ให้ทราบว่าไม่ได้หมายความว่าใครก็ตามนะคะ ที่ฟังแล้วเนี่ยสามารถจะเข้าใจสภาพธรรมะทันทีหรือว่าประจักษ์ความจริงอย่างที่พระผู้มีพระภาค ทรงประจักษ์ และได้ทรงแสดงแต่เริ่มเห็นความห่างไกลของผู้ที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสกับผู้ที่ไม่มีกิเลสเลย ไม่มีกิเลสใดๆ เลยทั้งสิ้นนะคะ เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงเวลานั้นก็จะต้องค่อยๆ อบรมความเห็นถูกความเข้าใจถูกเพราะว่าเป็นเรื่องของปัญญาไม่ใช่เรื่องของตัวตนใครที่สามารถจะบันดาลให้มีปัญญาเกิดขึ้นรู้แจ้งสภาพธรรมะโดยวิธีนั้นหรือโดยวิธีอื่น เพราะฉะนั้นการฟังนะคะ แต่ละครั้งเนี่ยก็จะได้รู้ตัวเองว่ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นนะคะ จะเป็นผู้ที่มีกิเลสมากแสนมากประมาณไม่ได้เลยเพราะว่ามีความไม่รู้สภาพธรรมะที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงก็จะได้รู้นะคะ ว่า การที่บุคคลที่มีกิเลสมากๆ นะคะ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงอาจจะเป็นบัดนี้หรือว่าก่อนที่จะได้ฟังธรรมะนะคะ ก็จะต้องมีความประพฤติมีความคิดเป็นไปในเรื่องของโลภาในเรื่องของโทสะในเรื่องของโฮฮะ เพราะฉะนั้นจากการเป็นผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสนะคะ กว่าจะน้อมไปค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กที่ละน้อยถึงความเห็นถูกจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้เนี้ย ว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่ด้วยความหวังนะคะ แต่ต้องเป็นด้วยความเห็นจริงๆ ในการที่กว่าจะทำลายกองวิชา และกิเลสทั้งหลายนะคะ ต้องอาศัยการค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นการสนทนาธรรมแต่ละครั้งเนี่ยนะคะ ก็เพื่อที่จะให้สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก เพื่อจิตในวันหนึ่งวันหนึ่งเนี่ยจะได้น้อมไปสู่การเห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรมะที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ฟังคำใหม่ ผมขออนุญาตเรียนถามท่านอาจารย์นะครับ เมื่อกี้มีคำหนึ่งที่อาจารย์ได้พูดถึงว่า ปัญญาเป็นเจตสิก ผมมีความสงสัยว่า การปฎิบัติในมักมีองค์๘ ทำให้เกิดปัญญาได้อย่างไรขอเรียนถามครับ การปฎิบัติในมาดมีองค์๘นะคะ จริงจริงแล้วก็คือว่าต้องเข้าใจแต่ละคำโดยละเอียด ปฏิบัติไม่ใช่ภาษาไทยค่ะมาจากคำภาษาบาลีนะคะ ปฏิบัติแต่คนไทยก็พูดว่าปฏิบัติปฏิหมายความว่าเฉพาะปกติแปลว่าถึงคนที่ใช้ภาษาบาลีในยุคนั้น และสามารถที่จะมีความเห็นถูกเข้าใจถูกในคำที่เขาใช้กันเป็นประจำ แต่พอคนไทยได้รับคำนี้มาแล้วก็เข้าใจว่าไม่ความถึงทำก็เลยเข้าใจว่าปฏิบัติเป็นการทำแต่ความจริงปฏิบัตินะคะ เป็นการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนี้ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่มีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้องเลย นะคะ แล้วก็จะปฏิบัติเนี่ย ก็เป็นวิชา เป็นโหลผ้าเป็นความต้องการเพราะว่าไม่ได้มีความเข้าใจแม้ในขณะนี้แต่ถ้ามีความเข้าใจในขณะนี้นะคะ ผู้นั้นก็จะมีความเห็นที่ถูกต้องว่าความเข้าใจขณะนี้ค่ะเพียงท่านฟังเรื่องราวของสภาพธรรมะหรือว่าเริ่มมีความเข้าใจขึ้นในลักษณะของสภาพธรรมะ จนกระทั่งสามารถถึงเฉพาะด้วยสติสัมปชัญญะที่กำลังรู้เฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละลักษณะที่ปรากฏ นี่ก็เป็นความละเอียดของธรรมะนะคะ เพราะฉะนั้นธรรมะเนี่ยค่ะถ้าไม่มีความละเอียดก็จะลงข้างแล้วก็เข้าใจผิดตามความคิดความเข้าใจของเราเองแต่อย่าลืมว่าพระพุทธศาสนานะคะ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธัมมอนุเคราะห์ให้ผู้ฟังเกิดปัญญาความเห็นถูกของผู้ฟังเอง ไม่ใช่ว่าจะมอบปัญญาของพระองค์ให้แก่คนนึงคนใดหรือว่าไม่ใช่สั่งให้ทำอย่างนี้อย่าทำอย่างนั้นแต่ว่าเป็นการที่ทรงแสดงธรรมะตามความเป็นจริงเพื่อให้ผู้ที่ฟังนะคะ เริ่มรู้ความจริงว่าตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเนี่ยจริงจริงแล้วเนี่ยคืออะไรเป็นเราหรือเปล่า ที่เกิดขึ้นเป็นเราหรือเปล่าที่ตายไปก็ไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะคะ แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่าธรรมะเป็นธรรมะ เมื่อกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ธรรมะแต่ละอย่างนะคะ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้นต่างๆ กันไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมะได้เลยเช่นในขณะนี้นะคะ มีเห็น เป็นของใครหรือใครเห็นแต่ว่าเห็นมีจริงๆ กำลังเห็นแล้วเห็นเกิดแล้วเห็นด้วยจะเปลี่ยนเห็นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนี่คือเริ่มการที่จะเข้าใจว่ามีเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้านะคะ และทั้งวันที่คิดที่เห็นที่ได้ยินเป็นราวทั้งหมดแต่ว่าตามความเป็นจริงพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมะ แต่ละลักษณะนะคะ โดยละเอียดย่อยจนไม่เหลืออะไรเลย เช่นในขณะนี้นะคะ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเนี่ยเป็นราวจริงๆ หรือเปล่า กระทบสัมผัสส่วนหนึ่งส่วนใดนะคะ ลักษณะที่ปรากฏไม่มีใครทำเลยแต่แข็งปรากฏเพราะเกิดแล้วเป็นแข็งแต่ว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความละเอียดยิ่งนะคะ แข็งที่เกิดที่ปรากฏนะคะ เหมือนกับเป็นสิ่งที่ใหญ่พอสมควรในขณะที่กำลังกระทบ แต่ความจริงความละเอียดของธรรมะก็คือว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดยิบ แล้วก็เกิด และกระดับทยอยกันด้วย เพราะฉะนั้นเราอยู่ที่ไหนอะไรเป็นราวอะไรเป็นของเรานี่ก็คือผู้ที่ไม่รู้ความจริงนะคะ ก็เข้าใจว่ามีการเกิดเป็นคนเป็นสัตว์ต่างๆ แล้วก็จากโลกนี้ไปเพราะว่าสภาพธรรมะต้องเกิดดักไม่มีใครสามารถที่จะไปยับยั้งได้ เพียงแต่ว่าถึงกาละที่จะดับ อย่างไรนะคะ เช่นกำลังเกิดดับทุกขณะเป็นความตายชนิดหนึ่งคือคณิกามรณะแต่ถ้าเวลาที่เกิด และก็มีชีวิตอยู่นานแล้วถึงขนาดสุดท้ายของการจากโลกนี้ไปนะคะ ก็ใช้คำว่าสัมมุติมรณะสมมติว่าตายแต่จริงๆ ก็ทันทีที่จุติจิตดับ ติดต่อไปเกิดในภพภูมิหนึ่งภูมิใดก็ได้ตราบใดที่ยังมีกิเลสนี้คือเรื่องของความละเอียดนะคะ ซึ่งถ้าผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงไม่มีใครสามารถที่จะคิดว่าคณะนี้ค่ะเป็นธรรมะแต่ละลักษณะเส้นละเอียดแล้วก็เกิดนี่คือเรื่องของรูปธรรมนะคะ แต่สำหรับนามธรรม เป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งต่างจากรูปเพราะเห็นว่ารูปไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยใครก็ตามที่ไปงานศพ สภเนี่ยนะคะ ทำไมเป็นศพไม่มีการเห็นไม่มีการได้ยินไม่มีการคิดเลขใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะขนาดนี้นะคะ เป็นทั้งรูป และนามทำแต่ต้องแยกกันแยกกันตอนนี้ไม่เห็นไปเห็นตอนตายนะคะ แต่ยังไม่ตายนะคะ รูปก็ยังคงเป็นรูปรูปจะเป็นอื่นไม่ได้เลย รูปไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นนะคะ แต่ว่ามีธาตุหรือสภาพพม่าอีกอย่างหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดแล้วนะคะ ก็เกิดที่รูปในภูมิที่มีนาม และรูปทั้งสองอย่างนะคะ จะไม่แยกกันเลย เพราะฉะนั้นระหว่างที่ยังมีชีวิตเจสเจตสิกนามธรรมนะคะ ก็เกิดที่รูปนั้นแหละ แต่ว่าหลากหลายละเอียดมากละเอียดยึดจนกระทั่งแต่ละคณะเนี่ยนะคะ ไม่สามารถที่จะยึดถือนามาทำใดๆ ทั้งจิต และเจตสิกว่าเป็นเราได้เลยถ้าไม่มีความเข้าใจสภาพธรรมะอย่างนี้ในขณะนี้ที่ละอย่างทีละลักษณะนะคะ ไม่สามารถที่จะทำให้สติสัมปชัญญะ เพื่อแล้วก็ถึงลักษณะที่กำลังปรากฏด้วยความเห็นถูกด้วยความเข้าใจถูกไหม เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะด้วยการฟังธรรมะเนี่ยค่ะก็จะทำให้เห็นความเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า และการที่ไม่เคยรู้เลยเนี่ยจะค่อยๆ เห็นประโยชน์ของการพี่ เข้าใจความจริงถูกต้องนะคะ ไม่ว่าชีวิตนี้จะเต็มไปด้วยรูปเสียงกลิ่นรสนะคะ แล้วก็ลากยศสรรเสริญสุขต่างๆ แต่ไม่เถียงเลยค่ะทุกขณะหมดไปโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าขณะเมื่อกี้หมดไปแล้วเห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ขนาดก่อนได้ยินขนาดนี้ก็ไม่ใช่ขนาดก่อน คิดได้ขนาดนี้ก็ไม่ใช่ขณะก่อน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้นะคะ มีอวิชชาความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดความติดข้องเป็นเหตุให้ต้องการสิ่งต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นในทางสุจริตหรือทุจริตก็ตามถ้าไม่ได้ก็เกิดโทสะนะคะ มีการที่เบียดเบียนกัน ทุจริตต่างๆ เกิดขึ้นนี่ก็เป็นสิ่งที่โลกเดือดร้อนนะคะ เหมือนกับคนอื่นเดือดร้อนแต่ตามความจริงทรงแสดงว่าผู้นั้นเอง และเดือดร้อนนี่ก็แสดงถึงความละเอียดของธรรมะนะคะ ซึ่งเมื่อเห็นประโยชน์แล้วก็จะ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อไหร่เมื่อนั้นก็คือสติสัมปชัญญะเริ่มเป็นมัด ไหนมากมีองค์๘ แต่ถ้ายังไม่มีความเข้าใจอย่างนี้นะคะ ก็ได้ยินแต่ชื่อนะบางคนก็อาจจะคิดว่าจะทำแต่ความจริงก็คือว่าไม่มีความเข้าใจในขณะนั้น พอดีมีคำถามหรือพระอาจารย์ครับ บอกว่ารู้ธรรมแปลคำว่ารูปกับนามคือรูปคือสภาพไม่รู้นามคือสภาพรู้ผู้ฟังถามว่าชาตินี้จะมีโอกาสรู้รูปนามตามที่ท่านอาจารย์สอนหรือไม่ แค่ก็ไม่ใช่ใครคนหนึ่งคนใดรู้นะคะ แต่รู้เมื่อไหร่เมื่อนั้นเป็นปัญญา ใครจะใช้ปัญญาในเมื่อไม่มีปัญญา ปัญญาไม่เกิดน่าจะใช้ปัญญาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรงต่อความจริงนะคะ จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องว่า แม้ในขณะนี้ค่ะ มีสิ่งที่ปรากฏ กำไรเห็นนะคะ เห็นเนี่ยไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตายากมั้ยคะ เกิดมาเห็นตลอดแต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเนียปรากฏได้เพราะจิตเกิดขึ้นเห็น ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นเห็นนะคะ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าชาตินี้จะมีโอกาสจะรู้จักนามธรรม และรูปธรรมตามที่กล่าวหรือเปล่านะคะ แต่ขณะที่ฝั่งเนี้ยค่ะเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังหรือเปล่าถ้ามีความเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนะคะ ก็จะรู้ว่า จะมีความเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังนะคะ เพิ่มขึ้นอีกเมื่อมีการฟังมีการพิจารณามีการเริ่มเข้าใจเพราะแม้แต่คำว่านามธรรม และรูปธรรมเนี่ยนะคะ เป็นคำที่ใช้เรียกสภาพธรรมะที่มีจริงๆ ไม่ใช่ผิดคิดคำให้ฟัง แล้วก็ไม่มีลักษณะของสภาพธรรมะที่จะให้รู้แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่ามีสภาพธรรมะที่ไม่รู้น่าจะเข้าใจความจริงของสภาพธรรมะนั้นได้ก็ตอบเมื่อมีการได้ฟังนะคะ กำลังฟังอะไรเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังขณะที่กำลังไตร่ตรองว่าเป็นความจริงไหม และไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเริ่มเข้าใจนั่นคือการที่ค่อยๆ จะรู้สภาพของนามธรรม และรูปธรรมแต่ไม่ใช่ว่าเราฟังแล้วเมื่อไหร่เรานะคะ จะรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมนั่นคือไม่เข้าใจคำว่าธรรมะแล้วไม่ได้เข้าใจคำว่าอนัตตา เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ ทิ้งความเป็นเราที่จะถึงที่จะรู้ที่จะเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้นะคะ ให้เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าสิ่งที่เป็นจริงอย่างไรต้องเป็นจริงอย่างนั้น เสียงเกิดเป็นเสียง เสียงหิวไหมคะเสียงเจ็บไม่เ๔ยงรู้อะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจความหมายของรูปธรรมก็คือว่าสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้น แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย และก็ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของสิ่งนั้นให้เป็นอื่นได้เช่นเสียงนะคะ เกิดเป็นเสียงเสียงกำลังปรากฏเสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้นเสียงเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นจึงใช้คำรวมเรียกธรรมะทั้งหมดนะคะ ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ว่าเป็นรูปธรรมแค่นี้ใครเข้าใจไหมถ้าเข้าใจแล้วยังต้องการอะไรอีกที่จะไปรู้ไปเห็นไปประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไปโดยเพียงความเข้าใจนิดเดียวเพียงเล็กน้อยนะคะ ซึ่งสภาพธรรมะจริงๆ เนี่ยกำลังเป็นอย่างนี้ค่ะไม่ได้เป็นอย่างอื่นเลย แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเริ่มขึ้นพร้อมกันล่ะ ถ้าใครศึกษาธรรมะแล้วยิ่งต้องการนะคะ ก็คือไม่เข้าใจเลยว่าขณะนั้นนะคะ ธรรมะที่เป็นโลพระที่เป็นความติดข้องกันไม่ให้สามารถที่จะเห็นความจริงของสภาพธรรมะใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะนะคะ ต้องละเอียดเพราะพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงที่ละเอียดยิ่ง จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่ละเอียดยิ่งที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะโดยประกาศทั้งปวง เพราะฉะนั้นคนที่ยังมีกิเลสอยู่ที่ไหนคะเดี๋ยวนี้ ในห้องนี้มีไหมคะ กิเลสมีมากไหม และจะให้หมดไปพันที่ง่ายๆ โดยไม่รู้อะไรเนี่ยเป็นสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล และก็ไม่สามารถที่จะเป็นจริงอย่างนั้นได้ เพียงแค่จะให้ฟังธรรมะนะคะ ยากไหม ที่จะมาถึงที่นี่เรียกว่าจะมีเทคธรรมะมีอะไรก็ตามแต่หรือหนังสือธรรมะเนี่ยวันนึงวันนึงมีบ้างไหม แรกๆ ก็จะให้หมดกิเลส เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจากการฟัง และที่นี่เนี่ยนะคะ จริงจริงแล้วคงจะไม่ทราบว่าเคยฟังมาแล้วในอดีต แฟนนอยมากพอที่จะรู้ด้วยตัวเอง และสามารถเข้าถึงลักษณะของธรรมะที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้หรือยัง ถ้ายังนะคะ ก็คือฟังต่อไปมีการเห็นประโยชน์ที่จะค่อยๆ โน้มจากทางฝ่ายอวิชาไปสู่วิชาจากโลพาร์กนะคะ ไปสู่อโลภาจนกว่าสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะซึ่งเป็นพูดตรงๆ นะคะ คือเป็นเรื่องละ ถ้าเมื่อไหร่เป็นเรื่องต้องการเมื่อนั้นก็คือว่าไม่เข้าใจธรรมะที่ฟังตั้งแต่ต้น เพราะเหตุว่าอยากจะไปทำให้รู้เป็นไปไม่ได้ค่ะเพราะรู้คือปัญญาต้องเกิดตามลำดับคือปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟังธรรมะที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไม่ใช่คนอื่นกล่าวนะคะ คนอื่นแค่คิดแค่เขียนแค่ฉลาดที่จะพูดแต่ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะได้ เพราะฉะนั้นจากการฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังแต่เป็นความจริงเป็นสัจจะทุกคนพิสูจน์ได้ขณะนี้ยังไม่ต้องก้าวไปถึงว่าจะรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมได้ยังไงเพียงแต่ขณะนี้มีรูปอะไรบ้าง ที่เป็นรูปธรรมที่เกิดปรากฏแล้วหมดไปไม่ซ้ำกันเลยค่ะแม้แต่เสียงเมื่อกี้นี้ดับแล้วเสียงไม่เกิดแล้วดับอีก และเสียงใหม่ก็เกิดอีกระดับอีก และก็ไม่ใช่แต่เฉพาะเ๔ยงนะคะ ทุกอย่างที่เกิดเนี่ยเกิดแล้วดับหมดไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นระหว่างชีวิตที่เกิดมานะคะ ซึ่งก็มีผู้ที่จากไปจากโลกนี้ไปแล้วถ้าจะพิจารณาว่าได้อะไรบ้างจากการที่เกิดมาแล้วก็จัดไปนอกจากสิ่งที่เพลิดเพลินนะคะ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจสุขบ้างทุกข์บ้างก็ไม่เที่ยงเลยสักอย่างเดียวหมดไปหมดไปไม่เหลือเลย เราเกิดมาเพื่ออะไร คือเห็นได้ยินคลิปนึกแล้วก็จากโลกนี้ไปนะคะ เพียงแค่คืนนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ หลับสนิทเนี่ยคิดถึงเรื่องเก่าๆ ได้ กำลังหลับสนิทก็ไม่ได้จะให้สุขทุกข์ยังไง ไม่ได้เลยเพราะว่าไม่ปรากฏขณะที่หลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏเลยแต่หลับสนิทก็มีจริงๆ แต่ไม่ใช่ใครด้วยนะคะ เป็นสภาพของจิตซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้นเห็นยังไม่ได้เกิดขึ้นได้ยินยังไม่ได้เกิดขึ้นได้กลิ่นยังไม่เกิดขึ้นลิ้มรสยังไม่เกิดรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัสกาย ยังไม่เกิดคิดนึกหรือแม้ยังไม่ได้ฝันนี้ก็คือเป็นเรื่องของสภาพของจิตซึ่งจะต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามความไม่รู้นะคะ เกิดมาแต่ละวันก็เป็นอย่างนี้ค่ะตื่นมาก็เป็นโลภะโทสะเป็นสนุกสนานอะไรไปแล้วกลับไปสู่ความลับสนิทแล้วก็ติดมาอีกเพราะยังมีกิเลส ก็จะต้องเป็นไปอย่างนี้นะคะ ไม่จบใช้คำว่าสังสารวัฎหมายความว่าวนเวียนไปพันตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจไม่จบสิ้น แต่ถ้ามีปัญญาจริงๆ นะคะ สามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้ไม่เที่ยงเพียงปรากฏแล้วหมดไปสิ่งที่กำลังปรากฏนะคะ หลับตานิดหนึ่งก็ไม่มีแล้ว ความคิดนิดนึงเกิดโหมดไปมากมายโดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วก็เป็นสภาพธรรมะที่มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไปไม่เหลือเลยถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ กระจัดจริงๆ นะคะ อย่างผู้ที่ได้ประจักษ์จนกระทั่งถึงความเป็นพระอริยะบุคคล จะมีประโยชน์อะไรไหมคะเกิดมาเพียงแค่นี้อ่ะคะแค่เห็น และกระดับได้ยิน และกระดับคิดในก และกระดับทุกอย่างไม่เที่ยงเลยทั้งสิ้นถ้าเกิดมาทำไม เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยความเห็นถูกจริงๆ นะคะ ที่จะค่อยๆ อบรมเพราะเหตุว่ามีการเคารพนับถือในพระปัญญาคุณในพระบริสุทธิคุณในพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าแต่ยังไม่ได้ศึกษาธรรมะก็ยังไม่เห็นพระคุณนั้น โดยเหล็กเส้นเพราะยังไม่รู้ว่าทรงตรัสรู้ความจริงเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสนะคะ ที่จะค่อยๆ เข้าใจค่ะใช้คำว่าค่อยๆ เข้าใจขึ้นระหว่างที่ฟัง และเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง และสะสมความเห็นถูกแล้วก็จะเห็นว่าแพร่กิเลสหรือเปล่า ออกไปจากห้องนี้ก็เป็นเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่สุดก็คือเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง กราบเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์ที่เคารพ ข้าพเจ้าได้ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมมาแล้ว๔ปฏิเสธคือจิตเจตสิตรูปนิพพานป่ะกินกะสังคะหะแต่ยังไม่มีโอกาสได้ออกไปเข้าปฏิบัติธรรมเลย การน้อมนำปริยัติมาใช้ในการปฏิบัติทำเองที่บ้านได้อย่างถูกต้องตามพุทธพจน์ค่ะขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ค่ะไม่ใช่ว่าแนะนำให้ใครเชื่อหรือแวะแนะนำให้ใครทำตามนะคะ แต่ว่าการศึกษาธรรมะได้ค่ะต้องเป็นความละเอียดที่จะต้องรู้ก่อนว่าธรรมะคืออะไรมีธรรมะจริงๆ รึเปล่าเมื่อมีจริงธรรมะนั้นอยู่ที่ไหนเพื่อที่จะได้เข้าใจธรรมะ ไม่ใช่ศึกษาชื่อนะจำชื่อนะคะ อย่างกล่าวว่าสภาพธรรมะที่มีจริงนะคะ เป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมนี้เป็นชื่อแต่ว่าการที่จะรู้แม้แต่คำว่าธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงจริงนะคะ ก็ต้องรู้ว่าขณะนี้อะไรจริงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้๔๕พรรษา ที่อาจารย์ในรุ่นหลังๆ เนี่ยนะคะ ก็มาได้เรียบเรียงเป็นปริเชษฐต่างๆ เช่นอภิธรรมสังฆาแต่ว่าถ้าไม่เข้าใจนะคะ ว่าธรรมะคืออะไรการเรียนก็เหมือนกับการเรียนวิชาการทั้งหลาย๑๐เต็มไปด้วยชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์สถาปัตย์หรืออะไรก็ตามแต่การก่อสร้าง นะคะ หรือแม้แต่เรื่องของการทำอาหารก็เป็นชื่อถึงนั้นถ้าไม่เห็นสิ่งต่างๆ ที่มีจริงๆ ที่ได้กล่าวถึงเช่นเขากล่าวคำว่าตะไคร้เนี่ยนะคะ และใครรู้จักแต่ใครบ้างหรือเปล่าถ้าไม่เคยเห็นแต่ว่าถ้ากำลังเห็นแล้วก็กล่าวถึงสิ่งที่เห็นให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง รีบค่ะขิงกระชายดูคล้ายๆ กันใช่ค่ะขิงค่ะแต่ว่าถ้าไม่ศึกษาก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้ยินแต่ชื่อคิงได้ยินแต่ชื่อค่ะแต่ว่าลักษณะจริงๆ มันเป็นอะไร เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะที่เป็นเรื่องละเอียดก็คือให้ทราบว่าศึกษาให้เข้าใจสัจธรรมสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตนะคะ ตั้งแต่เกิดจนตายให้มีความเห็นมีความเข้าใจที่ถูกต้องเพราะเหตุว่าสิ่งที่มีจริงนะคะ ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏตั้งแต่เกิดจนตายคนที่เกิดจนตาย และก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงมีมากนะคะ เพราะเหตุว่าไม่ได้สนใจ ไม่ได้มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม และไม่รู้ว่าแท้ที่จริงสัจจะความจริงนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยที่ใครก็ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้เช่น๗นะคะ ถ้าศึกษาอภิธรรมสังฆะ ๙ปฏิเสธก็จะมีคำว่าจิตตะสังคะหะประมวลเรื่องของจิตไว้แต่ว่าถ้าไม่รู้ว่าจิตคืออะไรขณะนี้เป็นจิตรึเปล่าเมื่อไหร่การศึกษานั้นก็จะไม่ทำให้เข้าถึงลักษณะที่เป็นจิตจริงๆ ซึ่งจุดประสงค์ของการศึกษาไม่ใช่ศึกษาเพียงจำชื่อหรือจำเรื่องนะคะ แต่ว่าให้สามารถที่จะมีความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ เฮ้ยปากกินนะกะธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620