ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นโทษของอกุศลว่า เมื่อถึงการที่ได้กระทำกรรมที่จะต้องให้ผลก็จะได้รับผลที่ไม่น่าพอใจ ถ้าเห็นโทษอย่างนี้จริงๆ ก็จะสะสมทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง คุณธรรมหรือข้อเข้าใจข้อปฏิบัติ ที่จะทำให้รับความรู้ทางพุทธศาสนาได้มีกี่ลักษณะ หรือกี่อย่าง อะไรบ้าง ขออธิบาย

    ท่านอาจารย์ ความสนใจ เพราะเหตุว่าเราสนใจในอะไร เราก็จะให้เวลากับสิ่งนั้น ถ้าเราสนใจเรื่องการทำอาหาร เราก็จะไปแสวงหาความรู้ในเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความสนใจในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเรารู้ว่าเรายังไม่ได้ศึกษา แม้แต่จะฟังก็ยังไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็จะทำให้มีความสนใจที่จะเข้าใจว่าพระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงเรื่องอะไรบ้าง และก็มีความลึกซึ้งอย่างไร อย่างเรื่องของขันธ์ ๕ ก็ขอกล่าวเล็กน้อยคร่าวๆ เพราะเหตุว่าเราได้พูดถึงปรมัตถธรรม ๔ คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน เฉพาะสภาพธรรมที่เกิดดับเท่านั้นที่เป็นขันธ์ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่เกิดแล้วก็ดับไปมีลักษณะหลากหลายต่างกัน แม้แต่รูปก็ต่างกัน สีสันวัณณะก็ต่างกัน เสียงก็ต่างกัน กลิ่นก็ต่างกัน สิ่งที่ต่างกันจะเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมอย่างหนึ่งเกิดมีลักษณะอย่างหนึ่ง แล้วก็ดับไป และก็สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ก็เกิดเพราะปัจจัยที่ต่างกัน มีลักษณะต่างออกไปอีกอย่างหนึ่ง

    ด้วยเหตุนี้คำว่าขันธ์ก็หมายความถึงสภาพธรรมที่หลากหลาย แม้ว่าเป็นประเภทเดียวกัน สีสันวัณณะประเภทเดียวกันจริง แต่ถ้าจะเห็นอย่างละเอียด อย่างปลาเป็นกับปลาตาย ก็ยังสามารถที่จะรู้ได้ถึงความหลากหลายของรูปที่ปรากฏทางตา เสียงก็มีความหลากหลายสามารถที่จะจำแนกว่าเป็นดนตรีประเภทใดได้ นี่คือความหลากหลายของสภาพธรรมที่เกิดและดับ และก็มีลักษณะต่างๆ กัน ทั้งหมดเป็นขันธ์ สภาพธรรมที่เกิดดับทั้งหมด เพราะฉะนั้นสำหรับปรมัตถธรรม ๔ คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน เฉพาะจิต เจตสิก รูปซึ่งเกิดดับหลากหลายเป็นขันธ์ แต่นิพพานเป็นขันธวิมุตติคือไม่ใช่ขันธ์ ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นและดับไป ด้วยเหตุนี้การศึกษาก็จะต้องเข้าใจพื้นฐาน คือปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูป จำแนกออกได้หลายนัยตามความเป็นจริง เมื่อการเกิดขึ้นของทั้งจิตและเจตสิกและรูปหลากหลาย จึงปรากฏเป็นขันธ์แต่ละอย่างซึ่งหลากหลายก็จริง เกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นจิต เจตสิก รูปใดๆ ก็ตาม เพียงมีปัจจัยที่ต่างกันทำให้เกิดมีลักษณะต่างกันและก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นรูปๆ หนึ่งที่เกิดมีลักษณะอย่างหนึ่งดับไป รูปอื่นเกิดมีลักษณะอีกอย่างหนึ่งซึ่งต่างกับรูปที่เกิดแล้ว ขณะนั้นก็เป็นแต่ละรูป ก็เป็นรูปขันธ์ แม้ว่าจะต่างกันเป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรสใดๆ ก็ตาม แต่โดยสภาพที่เป็นรูปไม่ใช่นามธรรม เพราะฉะนั้นรูปทั้งหมดเป็นรูปขันธ์ เป็นรูปที่หยาบก็มี ละเอียดก็มี ทรามก็มี ประณีตก็มี นี่คือความหลากหลายของรูป เป็น ๑ ในขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์ เพราะเหตุว่าขันธ์ ๕ มี ๕ คือ ๑ รูปขันธ์ ๒ เวทนาขันธ์ ๓ สัญญาขันธ์ ๔ สังขารขันธ์ ๕ วิญญาณขันธ์ ไม่พ้นจากจิตเจตสิกรูป ถ้าเราเข้าใจเรื่องรูปขันธ์แล้ว ต่อไปก็ถึงเรื่องของนามธรรม ได้แก่จิตและเจตสิก จิตทั้งหมดเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะว่าจิตมีอีกชื่อหนึ่งและอีกหลายชื่อ ไม่ใช่เฉพาะอีกชื่อเดียว คือจะเรียกจิตก็ได้ วิญญาณก็ได้ มโนก็ได้ มนัสก็ได้ ปัณฑระก็ได้ โดยความหมายที่ต่างๆ กันไป เช่นความหมายของปัณฑระ หมายความถึงลักษณะของจิต โดยที่ยังไม่กล่าวถึงเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วยเลย จิตเป็นกุศลไม่ได้ เป็นอกุศลไม่ได้

    เพราะฉะนั้นลักษณะของจิตเป็นสภาพที่ผ่องใส เพราะเหตุว่าไม่ได้กล่าวถึงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เป็นเพียงธาตุที่สามารถจะรู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเท่านั้น เพราะฉะนั้นจิตมีหลายประเภท จิตเห็นไม่ใช่จิตได้ยิน นี่ก็เป็นความหลากหลายของวิญญาณขันธ์ แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทใดๆ ทั้งสิ้น จิตทั้งหมดจะมีจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม จิตแต่ละขณะเป็นวิญญาณขันธ์ สำหรับขันธ์ ๕ ก็ขอทบทวน รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ ได้แก่จิตเจตสิกรูปเท่านั้น ไม่รวมถึงนิพพานด้วย รูปขันธ์ได้แก่รูปทุกชนิดทุกประเภทที่เกิดขึ้นแต่ละรูป วิญญาณขันธ์ได้แก่จิตทุกขณะทุกประเภทที่เกิดขึ้นและก็ดับไป เพราะฉะนั้นก็จะเหลืออีกกี่ขันธ์ในเมื่อมี ๕ ขันธ์ กล่าวไปแล้ว ๒ ขันธ์ ก็เหลืออีก ๓ ขันธ์ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ซึ่งก็ต้องได้แก่เจตสิก เพราะเหตุว่ารูปทุกรูปเป็นรูปขันธ์ จิตทุกประเภทเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมคือจิต เจตสิก รูป ที่ยังเหลืออีก ๓ ขันธ์ก็คือเจตสิก

    ด้วยเหตุนี้นามขันธ์ ๔ ได้แก่จิต ๑ และเจตสิกอีก ๓ ขันธ์ ถ้ากล่าวถึงโดยนัยของขันธ์ แต่ถ้ากล่าวถึงโดยประเภท เวทนาเจตสิกเป็นสภาพที่รู้สึก ทุกคนเข้าใจได้ใช่ไหม สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เสียใจบ้าง ดีใจบ้าง ไม่ใช่เราเลย แต่เป็นสภาพธรรมที่อาศัยจิตเกิดขึ้น แล้วก็มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏและก็เกิดความรู้สึกเป็นสุขในสิ่งที่ปรากฏ หรือว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ปรากฏ หรือว่าดีใจสบายใจ หรือว่าไม่สบายใจในสิ่งที่ปรากฏ เช่นเสียง เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่น่าพอใจ ก็ทำให้ขณะนั้นความรู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเวทนาความรู้สึกไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกประเภทหนึ่งในเจตสิกทั้งหมด ๕๒ ประเภท ในบรรดาเจตสิก ๕๒ ประเภท เวทนาเจตสิกซึ่งเป็นสภาพที่รู้สึกเป็นเวทนาขันธ์ สำหรับสัญญาขันธ์ก็ได้แก่สัญญาเจตสิกสภาพจำ ขณะใดที่จิตเกิดจะต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย สัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย พอเห็นก็จำได้ใช่ไหม ขณะที่จำเป็นเราหรือว่าเป็นเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นตามจิตว่า จิตนั้นรู้อะไร เจตสิกก็จำสิ่งนั้น ถ้าจิตเห็นเกิดขึ้น เจตสิกที่เกิดพร้อมจิตเห็นจะไปจำเสียงได้ไหม ไม่ได้ ก็ต้องจำสิ่งที่ปรากฏ ในขณะที่เสียงเกิดขึ้น จิตได้ยินเสียง สัญญาจำเสียงพร้อมกับจิตที่เกิดแล้วก็ดับไป นี่คือสัญญาขันธ์ ได้แก่สัญญาเจตสิกหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นเมื่อเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เป็นเวทนาขันธ์ ๑ คือเวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์ เป็นสัญญาขันธ์ ๑ คือสัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นที่จะกล่าวว่าขันธ์ ๕ นามขันธ์ ๔ เกิดพร้อมกันดับพร้อมกันไม่แยกกันเลย ก็จะต้องรู้ว่าลักษณะของสภาพของจิตในวันหนึ่งวันหนึ่ง ถ้าไม่กล่าวถึงความรู้สึกกับความจำ ลักษณะอื่นเป็นเจตสิกแต่ละประเภท เช่นเวลาโกรธมีจริงๆ โกรธไม่ใช่จิต และก็ไม่ใช่เวทนาเจตสิก ไม่ใช่สัญญาเจตสิก แต่เป็นโทสเจตสิกเป็นสังขารขันธ์ เพราะว่าเจตสิกอื่นทั้งหมด ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ ความเพียร วิริยะมีจริงๆ ไหม มี เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก เป็นเจตสิก เป็นขันธ์ไหนใน ๕ ขันธ์ ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็สามารถที่จะตอบได้ แล้วก็สามารถที่จะรู้ด้วยว่า เหตุใดนามขันธ์ ๔ จึงต้องเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน ไม่แยกกันเลย

    สนทนาธรรม ที่บ้านธัมมะเชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

    ท่านอาจารย์ ทุกท่านก็กำลังฟังธรรม แล้วจริงๆ ก็คือว่าแต่ละคนก็คงจะทราบว่าที่ฟังเพราะเหตุว่าไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจ แม้แต่คำว่าธรรม ได้ยินบ่อยๆ พูดบ่อยๆ แต่เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นวิชาการใดๆ ก็ตาม แต่ละท่านที่สนใจทางไหน ก็ศึกษาฟังทางนั้นเพื่อที่จะให้เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราหวังว่าพระพุทธศาสนาจะทำให้เราพ้นทุกข์ โดยที่ว่าไม่มีอย่างอื่นที่จะช่วยได้ ด้วยความศรัทธาเชื่อว่าเมื่อได้ฟังแล้วก็มีความเข้าใจขึ้น ความทุกข์นั้นก็จะหมด แต่ทั้งหมดเพื่อตัวเอง ฟังเพื่อตัวเอง ต้องการที่จะให้ตัวเองไม่มีความทุกข์ แต่ว่าตามความจริงฟังเพื่อให้มีความเข้าใจว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้ แล้วก็ได้ทรงแสดงพระธรรมเพื่อที่จะให้คนอื่นได้มีโอกาสที่จะเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ด้วย เพราะฉะนั้นเรารู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม เวลาเห็นพระพุทธรูปเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า เป็นหรือไม่เป็น พระพุทธรูป

    ผู้ฟัง เวลามองก็เป็น นึกว่าเป็นท่าน

    ท่านอาจารย์ คิดแต่ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระปัญญาคุณ ซึ่งไม่มีผู้ใดเสมอ เพราะว่าทรงตรัสรู้สภาพธรรมทุกอย่างทุกขณะทุกกาลตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะไปติดอยู่เพียงที่ว่า ได้เห็นแล้วก็ได้กราบไหว้ โดยที่ว่าไม่เข้าใจว่าพระองค์ทรงตรัสรู้อะไร ด้วยเหตุนี้มีประโยชน์ต่อผู้ที่มีศรัทธาในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะรู้ว่าทรงเคารพพระองค์อย่างสูงสุดเพราะพระปัญญาคุณ แต่การที่จะรู้พระปัญญาคุณได้มีหนทางเดียวคือฟังให้เข้าใจว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ความจริงของสิ่งที่มีให้คนที่ไม่ได้อบรมปัญญาที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง ฟังเท่านี้ มองเห็นความห่างไกลของผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งไม่รู้ความจริง กับผู้ที่รู้จนไม่มีใครเสมอเหมือน ยิ่งน่าศึกษาน่าเข้าใจไหมว่าพระธรรมที่ทรงแสดงขณะนี้มีหรือเปล่า แล้วก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นความจริงมีจริงๆ กำลังปรากฏ ก่อนฟังไม่เคยเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง แต่เมื่อฟังแล้วไม่ใช่ว่าจะรู้ได้โดยง่าย เพราะเหตุว่าสิ่งที่เคยไม่รู้มานานแสนนานแม้กำลังปรากฏในขณะนี้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็จะมีความเห็นที่ต่างกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าถามคนที่ยังไม่ได้ฟังธรรมเลย ขณะนี้เห็นอะไร

    ผู้ฟัง เห็นเป็นท่านอาจารย์ ท่านวิทยากรแล้วก็เพื่อนๆ

    ท่านอาจารย์ เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตอบออกมาใช่ไหม เห็นวิทยากร เห็นเพื่อนๆ นั่นก็คือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เห็น แต่ในภาษาบาลีใช้คำว่าอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่ตัวตน สิ่งที่มีจริงๆ มี แต่ว่าไม่ใช่สิ่งนั้น หรือสิ่งนี้ หรือบุคคลนั้น หรือบุคคลนี้ แต่ว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นอนัตตา คำว่าอนัตตาก็ต้องทราบว่า ถ้าไม่ฟังธรรมจะไม่เข้าใจคำนี้เลย เพียงแต่แปลได้ว่าอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่ถ้าถามว่าเห็นอะไร บอกว่าเห็นถ้วยแก้ว เป็นอนัตตาหรือว่าเป็นอัตตา เห็นถ้วยแก้ว

    ผู้ฟัง เห็นถ้วยแก้ว

    ท่านอาจารย์ เป็นอนัตตาหรือเป็นอัตตา

    ผู้ฟัง เป็นอัตตา

    ท่านอาจารย์ เป็นอัตตา เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงตรงกันข้ามกับความไม่รู้ของชาวโลก เพราะว่าชาวโลกต้องเห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสมอ แต่ว่าจากการตรัสรู้ทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าอนัตตา เราจะข้ามไป หรือว่าควรที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมที่เคยเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และก็สามารถที่จะมีความเห็นถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรม นี่คือประโยชน์จริงๆ ของการฟัง ไม่ใช่ว่าฟังเพื่อว่าเวลามีทุกข์ก็จะได้หมดทุกข์คลายทุกข์ แต่ฟังเพื่อที่จะมีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูก เพราะว่าถ้าไม่มีตัวตน ก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นทุกข์และก็หมดไป ไม่เที่ยง ทุกข์นั้นก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าไม่มีการตรัสรู้จะไม่ทราบเลยว่าปรากฏเพียงชั่วคราว แล้วก็หมดไป ไม่ยั่งยืนเลย ตรงกับคำว่าอนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง สิ่งที่ไม่เที่ยงจะเป็นความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร เพราะเหตุว่าเพียงปรากฏชั่วคราว แล้วก็หมดไป ไม่กลับมาอีกเลย และเป็นอนัตตาเพราะว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของ สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วหมดแล้ว จะเป็นของใครไม่ได้ นี่คือการฟังเพื่อที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงแต่กราบไหว้ แล้วก็ไม่รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร

    ผู้ฟัง สำหรับผู้ที่มีโรคาพยาธิเบียดเบียนมากๆ การเกิดขึ้นและดับไป ก็คงจะเข้าใจยากเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องคอยจนกระทั่งถึงเป็นโรคภัยพยาธิเบียดเบียน ไม่ได้ดับไป เฉพาะตอนนั้น ขณะนี้เองทุกๆ ขณะ สิ่งที่กำลังปรากฏ ปรากฏเพียงชั่วคราวแล้วก็หมดไป ฟังยากไหม เชื่อได้ไหม เป็นสิ่งที่เมื่อพิจารณาแล้วเข้าใจ ก็จะรู้ว่าปัญญาความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริง กับการไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏนั้นก็ต่างกัน สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยว่า แต่ละคนขณะนี้ไม่เหมือนกันเลย ลองดูเหมือนไหม สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นแต่ละคนเหมือนกันหรือเปล่า และสภาพของจิตใจยิ่งต่างกันออกไปมาก นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถที่จะไปบังคับบัญชาอะไรได้เลย แล้วก็ถ้าเราคิดถึงคนอื่นกับการที่เราจะเข้าใจสิ่งที่มีจริง รู้ว่าขณะนั้นเป็นอะไร ก็จะดีกว่าที่เราคิด คิดเท่าไหร่เท่าไหร่ก็ไม่จบ เพราะคนก็ไม่จบ วัตถุสิ่งของต่างๆ ก็ไม่จบ และก็เป็นเรื่องการคิด แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องการรู้ความจริงของสภาพธรรมที่เคยยึดถือว่า เป็นเราเป็นเขา แต่ความจริงขณะนั้นก็เป็นธรรมแต่ละอย่าง

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่า ทุกอย่างเกิดที่ความคิด ความคิดเป็นเรื่องสำคัญเพียงใดแค่ไหน

    ท่านอาจารย์ เวลานี้คิดอะไร

    ผู้ฟัง เห็นแล้วก็คิดอะไรไปเรื่อย ฟังธรรมฟังก็คิด แล้วบางทีก็คิดไปเรื่องอื่น

    ท่านอาจารย์ คิดตลอดเวลา หลังจากที่เห็นก็คิดถึงเรื่องที่เห็น หลังจากที่ได้ยินก็คิดถึงเรื่องที่ได้ยิน ทุกขณะก็จะมีความคิดในสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ความจริงไม่ได้รู้เลยว่าอยู่ในโลกของความคิดมาก แล้วก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ปรากฏให้คิด แล้วก็เข้าใจว่าเป็นตัวตนที่คิดถึงสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็ตรงกันข้ามกับคำสอนที่ทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง ขณะที่คุยสังสรรค์กับเพื่อน ลืมเรื่องที่เรียนธรรมหมดเลย คิดเป็นเรื่องเป็นราว เพราะไม่ได้คิดเรื่องธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังฟังธรรม เพื่อเข้าใจธรรม เพราะว่าเวลาที่จะได้ฟังธรรมมีไม่มาก ทั้งๆ ที่ธรรมมีอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าเข้าใจแล้วก็จะรู้ได้ว่าไม่เคยขาดธรรมเลย อยู่กับธรรมมีธรรมแต่ไม่รู้จักธรรม เพราะฉะนั้นแม้ในขณะนี้เองก็เป็นธรรม ซึ่งกว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเราจริงๆ ก็ต้องอาศัยการฟังการไตร่ตรอง และก็ค่อยๆ มีความเห็นถูกความเข้าใจถูก จนกว่าจะละการที่เคยยึดถือธรรมที่เพียงปรากฏเมื่อเห็น เวลาไม่เห็น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้มีไม่ได้เลย เพียงเท่านี้ก็ไม่รู้แล้วก็ยังติดข้อง จำคิดถึงสิ่งที่ปรากฏแม้ไม่ปรากฏ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเพราะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏแต่ละขณะ ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน การคิดนึก จนกว่าจะได้เข้าใจจริงๆ ว่าคำว่าธรรม ถ้ารู้จริงๆ สามารถที่จะดับกิเลสได้

    ผู้ฟัง เมื่อพูดว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป หมายถึงว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตแล้วดับไปใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้คิด แล้วก็คิดก็หมดไปแล้ว แล้วก็จะกลับมาอีกได้ไหม สภาพที่คิดเดิมที่ดับหมดไปจะกลับมาอีกได้ไหม

    ผู้ฟัง กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่ไม่ใช่อันเดิม

    ท่านอาจารย์ เป็นคิดแต่คนละขณะ เพราะฉะนั้นความคิดเกิดขึ้นหลากหลายเมื่อมีเหตุปัจจัย ฉันใด ไม่ว่าสิ่งใดๆ ก็ตามที่ปรากฏ ทางตาก็เช่นเดียวกัน ยั่งยืนไม่ได้เลย เพราะว่าในขณะที่คิดไม่ได้เห็น รับอย่างง่ายดายหรือเปล่าว่าในขณะที่คิดไม่ได้เห็น

    ผู้ฟัง ง่ายดายจากที่ได้ฟัง แต่ไม่ใช่จากที่รู้สึกจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เริ่มเข้าใจว่ายังไม่รู้การเกิดดับของสภาพธรรม เพียงแต่ฟังแล้วก็เข้าใจว่าแม้แต่คิดเกิดแล้วก็หมดไป ขณะนี้คิดใหม่ ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะคิดอย่างนี้จะเป็นความคิดอย่างนี้ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงอยู่แล้วว่าทุกอย่างถ้าเป็นผู้ที่ละเอียด จะเห็นได้ แม้แต่คิดก็คิดไม่เหมือนกัน ขณะนี้จะเป็นกี่คนก็ตามแต่ คิดคนละอย่าง ถ้าถามก็จะรู้ได้ แต่ว่าแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ความคิดก็แลกเปลี่ยนกันไม่ได้ ขณะต่อไปจะคิดอะไร

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ตัวเอง ขณะต่อไปก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่คิดแต่เป็นเห็น แต่เป็นเจ็บ หรืออาจจะเป็นจำ หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดที่จะปรากฏให้รู้ได้ นี่คือความหมายของคำว่าธรรมและอนัตตา และสิ่งที่เกิด เกิดแล้วยั่งยืนไม่ได้ ดับไปอย่างรวดเร็ว แต่เพราะไม่รู้จึงต้องฟังจนกว่าจะมีความเข้าใจว่า ที่ว่าไม่ใช่ตัวตนเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็วจริงหรือเปล่า คือไม่ใช่ให้เป็นการเพียงฟังเชื่อตาม แต่ต้องพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ แม้ขั้นการฟังว่าที่กล่าวว่าธรรมใดปรากฏ ธรรมนั้นต้องเกิดจึงปรากฏได้ และเมื่อเกิดแล้วก็ดับ เป็นความจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นความจริงจะเปลี่ยนแปลงไหม ในเมื่อพิจารณาแล้วเห็นแล้วว่าจริงๆ แล้วชีวิตตั้งแต่เราเกิดจนตาย เราคิดว่ายั่งยืนมาก แต่ว่าตามความจริงก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดและก็ดับสืบต่ออยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเป็นเราหรือเปล่า เป็นตัวตนหรือเปล่า เป็นอัตตา สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนหรือเปล่า แต่ว่าเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งสามารถที่จะปรากฏได้แต่ละทางด้วย อย่างเสียงปรากฏแล้วทางหนึ่ง สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ปรากฏแล้วอีกทางหนึ่ง คิดนึกก็เกิดแล้วอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เห็น ซึ่งไม่ใช่ได้ยิน

    เพราะฉะนั้นชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ก็เป็นธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับ อย่างนี้พอที่จะเข้าใจได้ใช่ไหม แต่ว่าไม่ใช่เพียงเท่านี้ ต้องสามารถที่จะเข้าถึงการเกิดดับ จึงสามารถที่จะประจักษ์ได้จริงๆ หมดความสงสัยว่าสภาพธรรมเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะว่าผู้ที่ได้ประจักษ์แล้วกล่าว เราก็เห็นด้วย แค่นั้นจบ ไม่ใช่อย่างนั้น จนกว่าเราสามารถที่จะมีปัญญา แล้วก็เข้าใจตามความเป็นจริงที่ได้ฟัง มิฉะนั้นก็ไม่เป็นประโยชน์ของการฟังธรรม เพราะว่าฟังเพียงแค่รู้แต่ก็ยังเป็นเรา ฟังว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นอนัตตา แต่เมื่อยังไม่ถึงความเป็นอนัตตา ก็แสดงให้เห็นว่า ความรู้ของเรายังไม่พอ แล้วก็จะฟังต่อไปอีกไหม ค่อยๆ อบรมเจริญปัญญาให้ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น จนกว่าสามารถที่จะประจักษ์ความจริงนั้นหรือเปล่า นี่คือประโยชน์ของการฟัง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    18 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ