ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๓
สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธศึกษาทหารบก
วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
ท่านอาจารย์ เรื่องธรรมเป็นเรื่องที่ทุกคนคุ้นหู คงจะไม่มีใครสักคนหนึ่งที่ไม่ได้ยินคำว่าธรรม แต่ว่าธรรมที่ได้ยินได้ฟังก็มีหลายคำ เช่นคำว่ายุติธรรมหรือว่าอีกหลายๆ คำธรรมเทศนา แต่ว่าจริงจริงแล้วถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม เราก็ต่างคนต่างคิดต่างคนต่างเข้าใจความหมายแต่ละความหมายของธรรม เพราะเหตุว่าคำว่าธรรมกว้างขวางมาก ถ้าได้ศึกษาแล้วจะทราบได้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรม เพราะฉะนั้นธรรมที่ทรงตรัสรู้คืออะไร และที่เราเข้าใจเป็นเพียงบางส่วนน้อยมาก จากที่ได้ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา เพราะฉะนั้นคำนี้เป็นคำที่น่าสนใจมาก แล้วก็ไม่มีใครสามารถที่จะพ้นจากธรรมได้เลย เพราะว่าจริงๆ แล้วธรรมคือทุกๆ ขณะที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย บางท่านท่านอุปมาว่าเราอยู่กับอากาศล้อมรอบตัวเรา โดยที่เราไม่รู้จักเลยว่าอากาศเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่คุ้นเคยกับอากาศด้วย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเราจะอยู่กับสิ่งที่มีโดยที่เราไม่เคยเข้าใจสิ่งนั้น จนกว่าจะได้ฟังผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้น ซึ่งกว่าจะได้ตรัสรู้ความจริงของคำเดียวคือธรรม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นแต่เพียงชื่อ แต่หมายความว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์เพื่อที่จะรู้จักธรรมที่มีอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นประโยชน์ของการที่เมื่อเกิดมาแล้วแล้วก็มีโอกาสได้เป็นชาวพุทธ มีศรัทธาเคารพในพระรัตนตรัย มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ซึ่งหมายความถึงพระอริยสงฆ์ป็นสรณะเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นที่พึ่งจริงๆ ก็คือว่าพึ่งพระรัตนตรัย โดยพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดง ทำให้เราสามารถที่จะมีความเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เกิดจนตาย โดยที่ว่าเราไม่ได้จากโลกนี้ไปโดยไม่รู้จักธรรม เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตลอดชีวิต ที่จะไม่มีใครสามารถที่จะรู้แจ้งธรรมถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม แต่ว่าในอดีตในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงดับขันธปรินิพพานเป็นกาลสมบัติ มีผู้ที่มีโอกาสได้เฝ้าได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ ได้เข้าใจธรรมที่ทรงแสดง ได้รู้แจ้งความจริงว่าธรรมที่มีและสามารถที่จะเข้าใจได้ถูกต้องนั้น สามารถที่จะทำให้เป็นบุคคลที่ถึงความเป็นอริยบุคคล คือเป็นผู้ที่หมดจดจากกิเลส ไม่ทราบว่าทุกคนอยากหมดกิเลสหรือเปล่า และก็ไม่ทราบว่าทุกคนรู้ตัวไหมว่ามีกิเลสมากน้อยแค่ไหน ถ้ารู้อาจจะตกใจมากเลย เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาไม่รู้ทุกวัน ไม่รู้จักธรรมสักวันหนึ่งถ้าไม่ได้ฟังจริงๆ ที่จะได้เข้าใจถูกต้อง เราเกิดมาแล้วนานเท่าไหร่ นี่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียวแต่ถ้านับถอยหลังไปจนถึงกาลที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ก็คงจะเป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง มิฉะนั้นวันนี้ไม่มีที่จะได้มีโอกาสได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง จะด้วยประการใดๆ ก็ตาม แต่ว่าเมื่อฟังแล้วมีความสนใจมีศรัทธาเพิ่มขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ เป็นคนที่มีประโยชน์ยิ่งขึ้น เพราะเหตุว่าค่อยๆ ละอกุศลซึ่งแต่ละคนมีมาก การที่เราแต่ละคนมีชีวิตที่จะมีประโยชน์น้อยมาก ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ แต่ว่าอะไรทำให้บางชีวิตมีประโยชน์มาก และบางชีวิตก็ไม่ค่อยจะมีประโยชน์หรืออาจจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์ก็ได้ ทั้งหมดนี้ก็คือการเข้าใจธรรม ถ้ามีการเข้าใจธรรมจริงๆ จะเป็นประโยชน์ทั้งตนเองและบุคคลอื่นด้วย
เพราะฉะนั้นเวลานี้เข้าใจว่าทุกคนต้องมีทุกข์และมีปัญหามากบ้างน้อยบ้าง ไม่ได้หมายความว่าเกิดมาแล้วทุกคนจะพ้นทุกข์หรือว่าไม่มีทุกข์เลย เพราะว่าเพียงแค่ไม่สบายใจนิดหนึ่งทุกข์ละเจ็บนิดหนึ่งทุกข์ละ หิวนิดหนึ่งก็ทุกข์แล้ว เพราะฉะนั้นที่จะกล่าวว่ามีใครพ้นจากทุกข์เป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีทุกข์มากมายหลายประการ ซึ่งทับถมทุกข์กายแล้วก็ยังมีทุกข์ใจด้วย ทั้งหมดนี่พระธรรมสามารถที่จะทำให้ค่อยๆ คลายและสามารถที่จะดับทุกข์นั้นๆ ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เมื่อเป็นชาวพุทธ ไม่รู้ว่าจะไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะมีคุณค่าเท่ากับการได้ยินได้ฟังได้เข้าใจพระธรรม ซึ่งในวันหนึ่งวันหนึ่งเมื่อเทียบกับขณะอื่น จะรู้ได้ว่าโอกาสหรือกาลที่จะได้ฟังพระธรรมมีน้อยมาก ถ้าเทียบมาตั้งแต่เช้า ณ บัดนี้และต่อไปอีกสักกี่นาที กับที่ผ่านมาแล้วที่จะเป็นต่อไป ก็จะเห็นได้ว่าวันหนึ่งๆ หรือโอกาสครั้งหนึ่งๆ ที่จะได้ฟังธรรมน้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์จริงๆ จะเพิ่มเวลาให้กับการเข้าใจธรรมมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่บุคคลที่ได้สะสมมาต่างๆ กัน เมื่อมีโอกาสได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง มิฉะนั้นก็จะเป็นการเสียประโยชน์และเสียเวลา และสำหรับเวลาที่มีน้อยมากและธรรมก็มีมากมายที่ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา ที่จารึกไว้ก็เป็นพระไตรปิฎกและอรรถกถา เพราะฉะนั้นที่จะเข้าใจได้ต้องเป็นความเข้าใจที่จริงใจมั่นคงและก็ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแต่ฟังเผินๆ พอแล้วเข้าใจแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง จากการที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง
ผู้ฟัง ขออนุญาติเป็นผู้แทนถาม สังขารในความเข้าใจของคนทั่วไปเป็นจำนวนไม่น้อยจนพูดติดปากว่าสังขารร่างกาย ขอความกรุณาท่านกรุณาได้ขยายความให้เข้าใจชัดเจนในเรื่องของสังขารว่า ความเข้าใจที่เราเข้าใจกันมาถูกต้องหรือไม่ หรือถูกต้องขนาดไหนอย่างไร ข้อควายกรุณา
ท่านอาจารย์ เมื่อกี้นี้เราได้บูชาพระรัตนตรัย แต่ว่าเรายังไม่ได้จบสิ้นการบูชา เพราะว่าการบูชาสูงสุดคือการเคารพในพระธรรม ในขณะที่กำลังฟังพระธรรม บางท่านอาจจะไม่รู้สึกว่ากำลังบูชาสูงสุด โดยการที่มีความจริงใจและเป็นผู้ตรงต่อการที่จะเข้าถึงเหตุผลของพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ เพราะฉะนั้นถ้ามีสิ่งใดที่ยังไม่ชัดเจนก็กรุณาซักถาม เพราะเหตุว่าธรรมไม่ใช่สิ่งที่ผิวเผิน แต่ว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องชัดเจนขึ้น คำว่าสังขารคำนี้จะได้ยินกันบ่อยๆ แล้วก็มีความหมายหลายอย่าง แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นสิ่งที่มีจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ทรงแสดงสิ่งที่ไม่มีจริง แต่สิ่งที่กำลังมีจริงเพราะเหตุว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจ ก็เลยต่างคนต่างคิด แต่ว่าสิ่งที่ได้ทรงแสดงไว้ ต้องหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงโดยการตรัสรู้ถ่องแท้ในความจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะได้ศึกษาธรรมส่วนใหญ่จะคิดว่าสังขารคือร่างกายคิดแค่นั้นเอง ภาษาไทยจะใช้คำภาษาบาลีโดยที่ว่าไม่ได้เอาความหมายแท้จริงในทางพระพุทธศาสนามาใช้ แต่ว่าจะใช้ตามความคิดที่เข้าใจกันมาสืบต่อกันมา เพราะฉะนั้นสังขารวันนี้เป็นอย่างไร แก่ลงไปทุกวันนี่ก็เข้าใจว่าสังขารหมายความถึงร่างกาย แต่ว่าสังขารเป็นสิ่งที่ต้องมีจริงแน่นอน และสิ่งที่มีจริงต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏ ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นปรากฏเราจะกล่าวว่าสิ่งนั้นมีจริงได้ไหม ในการที่จะเข้าใจแม้คำเดียวคือคำว่าสังขาร ก็จะต้องเข้าใจว่าต้องเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนเดี๋ยวนี้มีหรือเปล่า ถ้าบอกว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่มีไม่รู้จักว่าขณะนี้เป็นสังขาร ก็หมายความว่าเราไม่ได้เข้าใจความหมายของสังขาร แต่ว่าสังขารต้องมีจริงและจริงเมื่อไหร่เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่ยังไม่เกิดเราจะบอกว่ามีจริงๆ หรือเปล่า อย่างคนที่ตาบอดแล้วเราบอกเขาว่าสีสันวรรณะต่างๆ มีทั้งเขียวมีทั้งแดง แต่ว่าจิตเห็นไม่ได้เกิดกับเขาเลย เขาสามารถที่จะรู้ไหมว่าที่เราหมายความถึงว่าสีเขียวสีแดงนั้นมีลักษณะอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตาม ความเข้าใจของเราต้องตามลำดับจริงๆ เมื่อเป็นคำสอนในเรื่องสิ่งที่มีจริง สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้นปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ จึงจะกล่าวได้ว่าสิ่งนั้นมีจริง เพราะฉะนั้นในขณะนี้ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว ขณะนี้มีสังขารหรือเปล่า พระธรรมนี้ให้เราไตร่ตรอง แม้แต่เพียงได้ยินได้ฟังจากการที่ได้เข้าใจในเพียงขั้นต้น ก็จะทำให้เราสามารถเข้าใจได้ โดยความไตร่ตรองของเราเช่นขณะนี้มีสังขารหรือเปล่า ถ้าสังขารคือสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้อะไรที่มีจริงๆ ทั้งหมดเกิดเป็นสังขารทั้งหมด สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นคือนิพพานไม่ใช่สังขาร ไม่มีปัจจัยที่จะไปปรุงแต่งให้ธาตุนั้นเกิดขึ้นได้เลย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมในขณะนี้ที่ปรากฏไม่ใช่นิพพาน เป็นสิ่งที่เกิดปรากฏให้เห็นกำลังปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏเป็นสังขาร เสียงขณะนี้ทุกคนกำลังได้ยินเสียง จะบอกว่าไม่มีเสียงไม่ได้ เสียงเกิดแล้วปรากฏเพราะฉะนั้นเสียงเป็นสังขาร เพราะฉะนั้นคำว่าสังขาร ก็เป็นธรรมที่เกิดเพราะมีปัจจัยปรุงแต่งโดยไม่เลือกเลย
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงโดยตลอด เพราะฉะนั้นจะไม่มีผิด ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏสิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดไม่ได้เกิดได้เองตามลำพัง แต่ต้องมีปัจจัยอาศัยกันและกันปรุงแต่งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอาศัยปัจจัยปรุงแต่งสิ่งนั้นเป็นสังขาร ต่อจากนี้ไปเราก็มีความเข้าใจสังขารเพิ่มขึ้นว่า ไม่ได้หมายความแต่เฉพาะร่างกายเท่านั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเมื่อไหร่เพราะเกิดขึ้นปรากฏเมื่อนั้นเป็นสังขารทั้งหมด เสียงเป็นสังขาร แข็งที่กำลังปรากฏกระทบให้รู้ว่ามีแข็งจริงๆ แข็งก็เป็นสังขารแต่จากการตรัสรู้โดยละเอียด ทรงตรัสรู้จนกระทั่งว่าแม้แข็งที่กำลังปรากฏเกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดขึ้นเพราะกรรมมีไหม จะเกิดขึ้นเพราะจิตมีไหมเกิดขึ้นเพราะอุตุความเย็นความร้อนมีไหม เกิดขึ้นเพราะอาหารมีไหม นี้คือการที่ทรงแสดงสภาพธรรมที่มีจริงทั้งหมดโดยตลอด ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่มีปัจจัยอาศัยปรุงแต่งเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับ ที่เราใช้คำบ่อยๆ ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ทุกคำที่ตรัสไว้ไม่เป็น ๒ คำว่าไม่เป็น ๒ หมายความว่าไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เพราะว่าทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมนั้นโดยถ่องแท้โดยละเอียด โดยไม่มีใครสามารถที่จะรู้แจ้งเกินกว่านั้นไปได้ เพราะฉะนั้นทุกคำที่ตรัสไว้ไม่ว่าจะมีในพระไตรปิฏกในอรรถกถา ในพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมความหมายตรงกันหมด คือสังขารทั้งหลายหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงขณะนี้คงจะไม่ทราบว่าเห็นเกิดจึงเห็น ถ้าเห็นไม่เกิดก็ไม่เห็น ได้ยินเกิดได้ยินเสียง ถ้าได้ยินไม่เกิดเสียงไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเสียงจะปรากฏไม่ได้ถ้าได้ยินไม่เกิดขึ้น นี่คือชีวิตความเป็นไปตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมดเป็นสังขารธรรม เพราะฉะนั้นต่อไปนี้พอได้ยินคำว่าสังขารธรรมไม่สงสัยแล้วใช่ไหม
ผู้ฟัง ขออนุญาตกระผมขอเรียนถามว่า ชีวิตหลังความตายนั้น สภาพที่ไปดีที่ปรารถนาก็ได้แก่สวรรค์ สภาพที่ไม่น่าปรารถนาก็คือนรก ชาวพุทธหลังจากเสียชีวิตไปแล้วก็จะเป็นตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ของชาวพุทธ ชาวคริสต์ก็จะไปตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ของชาวคริสต์ ความถูกต้องในเรื่องนี้ควรจะเป็นอย่างไร ขออนุญาตเรียนถาม
ท่านอาจารย์ กำลังเห็น เห็นมีจริงๆ แน่นอน เห็นเป็นคริสต์หรือเห็นเป็นพุทธหรือเห็นเป็นอิสลาม จิตเห็นขณะนี้ ปลาก็เห็น นกก็เห็น ช้างก็เห็น ผีเสื้อก็เห็น เป็นคริสต์หรือเป็นพุทธหรือเป็นอิสลาม นี่คือการที่จะเข้าใจธรรมชาติว่าธรรมไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้วก็ไม่เป็นของใคร ไม่ใช่ว่าเป็นของชาวพุทธเท่านั้น หรือเป็นของชาวคริสต์เท่านั้น แต่ว่าสิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเวลาได้ยินคำว่าธรรมเพิ่มความเข้าใจขึ้นอีก ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงไม่ใช่ของใครด้วย ใครจะบันดาลให้เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลง ลักษณะของสภาพธรรมนั้นไม่ได้เลย ขณะนี้ใครจะทำได้ยินได้บ้างไม่มีใครทำได้ ได้ยินขณะนี้เกิดเพราะปัจจัย ห้ามไม่ให้ได้ยินเกิดขึ้นได้ไหมก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกๆ อย่างแสดงความเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา และก็ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่ธรรมเป็นธรรมสากล เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่มีธรรมใดเลยซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ แต่ว่าการเกิดดับของธรรมเร็วสุดที่จะประมาณได้ สิ่งใดก็ตามซึ่งเกิดแล้วดับไปช้าๆ เราก็สามารถที่จะเห็นการเกิดดับได้ แต่แม้ขณะนี้ขั้นการฟังเราเริ่มมองเห็นความไม่เที่ยง เช่นขณะที่สีสันกำลังปรากฏ ขณะนั้นเสียงปรากฏไม่ได้ คนละขณะคนตาบอดไม่เห็นแต่ได้ยินเสียง นี้ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมจริงๆ เป็นสภาพที่ใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้เลย แล้วก็ไม่ใช่ของใครด้วย ก็เริ่มที่จะเข้าใจความหมายของธรรมว่า ธรรมเป็นธรรม ธรรมที่เป็นฝ่ายดีเช่นเมตตากรุณาเป็นต้น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เราเรียกว่าชาติไหนภาษาไหน หรือว่าลักษณะนั้นเมื่อเกิดกับใครเด็กหรือผู้ใหญ่หรือแม้แต่สัตว์ เช่นเราอาจจะเห็นในโทรทัศน์ที่สุนัขหรือแมว ไม่มีแม่แล้วก็ไปกินนมแม่สุนัขเป็นต้น ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเราเอารูปร่างออกหมด และก็กล่าวถึงธาตุหรือธรรมที่ไม่มีรูปร่างเลย
เพราะว่าธรรมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในโลกไหน นอกโลกไกลออกไปเท่าไหร่ก็ตาม ก็มีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือธรรมอย่าง ๑ เกิดจริงแต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เช่นแข็ง ไม่รู้เลยว่าอะไรมากระทบ เพราะแข็งเกิดเป็นแข็ง แข็งจะเกิดเป็นเสียง แข็งจะเกิดเป็นรสไม่ได้ แต่ว่าแข็งเกิดเป็นแข็ง เป็นธาตุหรือเป็นธรรมที่มีจริงชนิดหนึ่ง แต่ว่าถ้าไม่มีธาตุอีกอย่าง ๑ ซึ่งต่างกับรูปธาตุซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย โลกนี้ไม่เดือดร้อนเลย ฝนจะตกน้ำจะท่วมไฟจะไหม้ไม่มีการรู้การเห็นใดๆ เลยทั้งสิ้นทุกข์ใดๆ ก็ไม่เกิด แต่ว่าบางความเป็นจริงไม่มีใครสามารถที่จะสร้างหรือว่าบันดาลสิ่งใดๆ ได้เลย แต่สิ่งที่มีจริงมี ๒ อย่างคือเป็นรูปธาตุ ธรรมซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นอย่าง ๑ แล้วก็ธรรมอีกอย่าง ๑ เป็นธาตุที่ต่างกับรูปธาตุ เพราะเหตุว่าเป็นธาตุซึ่งเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่นในขณะนี้เราจะใช้คำว่าธรรมหรือเราจะใช้คำว่าธาตุความหมายเหมือนกันเลย จะใช้คำว่ารูปธาตุก็หมายความถึงสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นที่เราใช้ภาษาไทยเราใช้คำว่ารูปธรรม และความหมายก็คลาดเคลื่อนไป เพราะเหตุว่าถ้าใช้คำว่ารูปธาตุหรือรูปธรรม ก็หมายความถึงสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เสียงมีจริงเป็นธาตุเป็นธรรมไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้นเสียงเป็นรูปธรรม กลิ่นเป็นรูปธรรม รสเป็นรูปธรรม แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไม่ปรากฏถ้าไม่มีนามธาตุเป็นธาตุอีกชนิด ๑ ต่างจากรูปธาตุ เพราะเหตุว่าเมื่อใดที่ธาตุนี้เกิดธาตุนี้ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่าเป็นคนเป็นสัตว์ ก็เห็นว่ามีทั้งนามธาตุและรูปธาตุ ขณะนี้ที่เป็นเราเริ่มรู้ตามความเป็นจริงว่าแล้วมีเราจริงๆ หรือเปล่าหรือว่ามีแต่ธรรม หรือว่ามีแต่ธาตุ เช่นเห็นมีจริงเป็นเราหรือว่าเป็นธรรมซึ่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นเห็น และความจริงดับแล้วอย่างเร็วมาก
ผู้ที่จะประจักษ์ความจริงของธรรมที่กำลังเกิดดับได้ ต้องเป็นผู้ที่อบรมความรู้ความเข้าใจความเห็นถูกมั่นคงขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะใช้คำว่าปฏิเวธ คือแทงตลอดความจริงของสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตนได้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าตายแล้ว ชาวพุทธจะเกิดที่ไหนสวรรค์ของชาวพุทธ หรือว่านรกของชาวพุทธ คราวนี้ก็ทราบแล้วว่าธรรมเป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน แล้วแต่ว่าขณะนั้นเห็นอะไรได้ยินอะไร แต่จริงจริงแล้วก็คือว่าเป็นธาตุซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย ขณะนี้ตายหรือยังถ้าเป็นคนบอกว่ายังไม่ตาย แต่ถ้าเป็นธรรมสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย ใครจะไปเรียกร้องวันวานให้กลับมาเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ตอนเป็นเด็กสนุกมาก แม้แต่เมื่อวานนี้เหตุการณ์ก็ผ่านไปหมดและกลับมาอีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตายทุกขณะ ที่ใช้คำว่าขณิกมรณะ ขณิกกะก็คือตายทุกขณะ แต่ว่าไม่รู้ตัวเพราะเหตุว่าเมื่อจิตขณะหนึ่งซึ่งเป็นสภาพรู้หรือเกิดแล้วดับไป จิตที่เกิดนี่แหละเป็นปัจจัยที่ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงขณะนี้จิตเกิดดับนับไม่ถ้วนแต่ไม่เคยรู้เลย พรุ่งนี้ต่อไปก็จะมีจิตเกิดดับจนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แต่ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นแต่ละคนนี่ก็เกิดมานานแสนนานสังสารวัฎฏ์ ก็เป็นภพชาติที่สืบต่ออยู่เรื่อยๆ และก็แล้วแต่ว่าชาตินี้เกิดที่นี่เรียกว่าคนไทย แต่ว่าถ้าไม่เกิดตรงนี้ก็ไปเรียกว่าประเทศนั้นประเทศนี้ มีภาษาต่างๆ กันไปแต่ว่าชาติก่อนพูดภาษาไหนจำได้ไหม
ผู้ฟัง จำไม่ได้
ท่านอาจารย์ จำไม่ได้ ชาติหน้าจะพูดภาษาไหนก็จำไม่ได้ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องไปคิดถึงนรกไหมว่าเป็นของใคร หรือว่าแต่ละชาติก็จะมีนรกประจำชาติก็หมดความเป็นชาตินั้นชาตินี้
ผู้ฟัง ขออนุญาตในช่วงนี้นะ กระแสจตุคามรามเทพแรงเหลือเกิน เรียนถามอาจารย์ว่าในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ก็สมมติว่าคนขาดที่พึ่งต้องการที่พึ่ง
ท่านอาจารย์ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงเพื่อที่จะให้ผู้ฟังเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ทุกอย่างต้องเป็นเหตุและผลเมื่อเหตุมีผลก็มีและก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผลนั้นด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่จะมีกระแสหรือว่าจะมีความคิดของแต่ละกลุ่มมากมาย ตามไปทันทีหรือว่าพิจารณาไตร่ตรองในเหตุในผล จนกระทั่งสามารถที่จะรู้จริงๆ ว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือเปล่า เช่นคำว่ามีตนเป็นที่พึ่งถูกหรือผิด ต้องไตร่ตรอง พึ่งคนอื่นพึ่งได้จริงๆ หรือเปล่า พึ่งที่จะไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายได้ไหม พึ่งที่จะได้มีลาภและไม่เสื่อมลาภมียศและไม่เสื่อมยศ มีแต่สุขไม่มีนินทาสรรเสริญใดๆ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป นี่ก็แสดงให้เห็นว่าต้องเป็นสัจจะเป็นความจริง และก็ความจริงใครก็ไม่สามารถที่จะไปให้คนอื่นได้ ถ้าคนนั้นไม่พิจารณาไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเห็นถูกเป็นปัญญาของตนเอง ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงธรรม ขณะนั้นมีเจ้าลัทธิมากมายแล้วก็มีความคิดความเห็นต่างๆ แล้วก็มีคนที่เชื่อด้วยมากมาย เชื่อจนกระทั่งไม่มาที่แม้จะฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นการสะสมของแต่ละบุคคลในแต่ละขณะนี้ไม่ใช่ว่าแค่วันเดียว แต่ว่าจะต้องสืบต่อไปอีกจากการเป็นผู้ที่ไม่มีการไตร่ตรองในเหตุผล จนกระทั่งเป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผล จนกระทั่งมั่นคงในเหตุผล เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าแต่ละบุคคล สะสมมาอย่างไรก็จะเป็นไปตามการสะสม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620