ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
ตอนที่ ๑๖๑๓
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
สงสัยอยู่อย่างนึงครับอาจารย์ อย่างกรณีเราดูตัวเองในกระจกสามารถเจริญสติปัฎฐานเรื่องกายได้มั๊ยครับ ต้องเข้าใจก่อนนะคะ ว่าสติปัฎฐานคืออะไร ไม่ใช่ว่าเราเยอะ จะเจริญ และเราสงสัยว่าขณะนี้ขณะนั้นจะเจริญสติประธานได้ไม่ขอสำคัญที่สุดค่ะทุกคำที่ได้ยินนะคะ ควรที่จะเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้น สติคืออะไรสติปัฎฐานคืออะไร และจะระลึกรู้กายยังไงไม่ใช่กำลังส่องกระจกแล้วอยากเจริญสติปัฎฐานก็เลยสงสัยนะคะ ว่าจะเจริญสติปัทานได้ไหมแต่ถ้ามีความเข้าใจแล้วก็ตอบเองได้แน่นอนเพราะที่ตอบนะเพราะเข้าใจแต่ที่ตอบไม่ได้หรือว่ายังไม่ตอบเพราะเห็นว่ายังไม่เข้าใจ คือตัวเองก็ได้แต่ท่องจำว่าเข้าใจว่าศรีประธานคือการเลือกที่กายจิตเวทนาธรรม คือเข้าใจอย่างนี้แล้วก็เลยสงสัยว่าถ้าเราส่องกระจกเห็นร่างกายตัวเองเนี่ยถือว่าเป็นกายานุปัสสนาอะไรอย่างงี้ได้มั้ยครับที่จริงไม่ได้เข้าใจธรรมะนะคะ เพียงจำเท่านั้นเองค่ะจำว่าสติปัฎฐานคือการระลึกรู้ลักษณะที่กาย ณเวลานี้ก็มีกาย และสติปัฐานจะเกิดได้ไหมจะรู้ได้ไหมนี่คือยังไม่รู้ว่าสติปัฎฐานคืออะไร และกายคืออะไร เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะเนี่ยนะคะ เป็นเรื่องที่ต้องเห็นว่า ไม่มีใครสามารถที่จะเอียงฟังนิดหน่อยนะคะ แล้วก็เข้าใจธรรมะได้เพราะว่าสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ค่ะถ้าคิดถึงว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะรู้ความจริงนะคะ ของสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นกำลังเห็นกำลังได้ยินหรือว่ากำลังเจ็บนะคะ กำลังมีแข็งปรากฏหรือว่ากำลังคิดนึกทั้งหมดเป็นธรรมะค่ะ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะนะคะ เผื่อเข้าใจครู และรู้ธรรมะว่าเป็นธรรมะมีคนถามนะคะ ว่าประโยชน์ของการฟังธรรมะ และคืออะไรหมายความว่าฟังไปฟังไปปฏิบัติไปปฏิบัติไปเนี่ยประโยชน์จริงๆ นี่คืออะไร มีสิ่งเดียวซึ่งตรงนะคะ และไม้ผลสิ่งนี้ไปได้คือรู้ธรรมะว่าเป็นธรรมะ ไม่ว่าขนาดไหนเมื่อไหร่คะฟังเพื่อให้รู้ถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมะตั้งแต่ยังไม่รู้เลยจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนกระทั่งจากปุถุชนถึงความเป็นพระโสดาบันถึงความเป็นพระร้านก็เพราะรู้ธรรมะว่าเป็นธรรมะไม่ใช่รู้อย่างอื่นรู้ธรรมะในขณะนี้ตามปกติ ขณะนี้จากไม่รู้นะคะ ผู้ที่ได้อบรมเจริญปัญญาแล้วเนี่ยเป็นพระอรหันต์ได้ไหม เหมือนปรกติธรรมดาทุกคนกำลังเห็นขณะนี้กำลังฟังขนาดนี้ ถ้าไม่รู้นะคะ เพราะไม่เคยฟังก็ยังคงไม่รู้แต่ผู้ที่ฟังแล้วเริ่มเข้าใจก็มีความรู้ขั้นเข้าใจผู้ที่อบรมมาสามารถที่จะเป็นพระอริยะบุคคลใดถึงความเป็นพระอรหันต์ก็ได้ก็คือธรรมะธรรมดานี่แหละตามปกติแต่ว่าความรู้ถูกความเห็นถูกในธรรมะว่าเป็นธรรมะเพิ่มขึ้น ละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำที่เราไปจำมานะคะ ว่าสติปัฎฐานคือสติที่ระลึกรู้กาย โดยไม่รู้อะไรเลยขนาดนี้ เพราะฉะนั้นลืมไปได้ไหมคะลืมไปให้หมดเลยสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วไม่เข้าใจค่ะไม่ต้องไปสนใจนะคะ แต่ว่าเรื่องฟังว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มีขณะนี้นะคะ โดยถ่องแท้โดยประการทั้งปวงโดยที่ให้คนอื่นเนี่ยสามารถที่จะเริ่มพิจารณาเข้าใจได้ว่าสิ่งที่มีนะคะ เป็นธรรมะถ้ากล่าวว่าเป็นธรรมะเนี่ยจะเป็นสิ่งอื่นไม่ได้เลยจะเป็นคนไม่ได้จะเป็นของใครไม่ได้จะบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะว่าธรรมะเป็นธรรมะคือเป็นชาติที่มีจริงนะคะ และคณะได้สิ่งใดปรากฏหมายความว่าสิ่งนั้นเกิดแล้ว และก็ต้องมีปัจจัยด้วย และที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือสิ่งที่เกิดปรากฏในขณะนี้ค่ะเกิดระดับ และก็เป็นปัจจัยที่ให้มีสภาพธรรมะอื่นเกิดสืบต่อโดยรวดเร็วจนไม่ปรากฏว่าเกิดดับ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าแต่ละอย่างที่ปรากฏเนี่ยนะคะ มีจริงๆ ชั่วขณะที่ปรากฏ ยังเ๔ยง หาเสียงไม่เกิดใครบอกว่ามีเสียงได้ไหมคะ ถ้าเสียงไม่ปรากฏนะคะ จะบอกว่าเสียงมีก็ไม่ได้แต่เมื่อได้เสียงปรากฏเพราะมีจิตที่ได้ยินเสียงจึงรู้ว่าเ๔ยงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเ๔ยงเกิดปรากฏแล้วก็หมดไปก็เป็นธรรมะแต่ก็มีเห็นอีกมีคิดนึกอีกต่อไปจนกระทั่ง ไม่มีวันหยุดเลยเพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นนี้ความรู้ความเข้าใจนะคะ ในสิ่งที่เราไม่สามารถจะคิดเองได้พอได้ยินคำว่าธรรมะเนี่ยต่างคนก็ต่างคิดแต่ว่าธรรมะจริงๆ ก็คือขณะนี้สิ่งใดปรากฏทุกอย่างที่ปรากฏนะคะ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ค่อยๆ เข้าใจขึ้นแต่อย่าเพิ่งรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะ และอะไรบ้างที่เป็นธรรมะที่ปัญญาสามารถที่จะละการที่เคยยึดถือว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา อยากเรียนถามอีกคำถามไปว่าการเกิดดับของธรรมะที่เกิดดับรวดเร็วมากนี่มันดับยังไงครับที่ว่ารวดเร็วมากจนเรารู้สึกว่ามันไม่ได้เกิดดับอะไรอย่างเงี้ยครับ ขณะนี้กำลังเห็นนะคะ เหมือนเห็นตลอดเวลา แต่ถ้ารู้ความเป็นจริงคะว่าธาตุรู้ซึ่งเป็นจิต และเจตสิกนะคะ เกิดระดับ แล้วก็เกิดอีกแล้วก็แบบอีกเสบต่อนะคะ ขณะที่กำลังเห็นเนี่ยคิดรึเปล่าคะ คิดเป็นเห็นหรือเปล่าค่ะ เพราะฉะนั้นก็เป็นจิตแต่ละขณะ ในขณะที่เห็นจะคิดไม่ได้ จะได้ยินไม่ได้เห็นเกิดขึ้นเห็นเท่านั้นเองค่ะแล้วก็ดับไปความรวดเร็วทั้งๆ ที่มีการคิดเลขแทรกคั่นมีเสียงแทรกคั่นก็ไม่รู้เลยว่าสภาพธรรมะแต่ละอย่างขนาดนี้ดับไปแล้วทั้งหมดค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่ใช้คำว่าดับนะคะ หมายความว่า ไม่เหลือเลยแล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้สภาพธรรมะได้ปรากฏแบบแล้วไม่กลับไปอีกเลยสักอย่างเดียวค่ะ ญาติใช่ไหมคะ แต่พอจะเริ่มเข้าใจว่าจริงหรือเปล่าเท่านั้นเองค่ะไม่ใช่เชื่อแต่ให้พิจารณาว่านี่เป็นธรรมะใช่ไหมเพราะเห็นว่ามีจริงๆ นะคะ เกิดขึ้นโดยที่ใครก็ไม่สามารถที่จะบันดาลได้เลยอย่างถ้าไม่มีเสียงจะไปให้เสียงเกิดขึ้นเรียกว่าจิตได้ยินไม่เกิดจะให้เสียงปรากฏก็ไม่ได้ นี่แสดงให้รู้ว่าทั้งหมดที่เป็นธรรมะเนี่ยนะคะ มีความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งแม้แต่เพียงการจะเกิดขึ้นปรากฏก็น่าอัศจรรย์เพราะเห็นว่าไม่มีใครสามารถจะไปบันดาลได้เลยนอกจากมีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมะนั้นเกิดระดับไปแล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายนะคะ ก็หลงเข้าใจว่าสิ่งที่ดับแล้วไม่ปรากฏแล้วยังมีอยู่ ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นไม่มีค่ะดับไปแล้วหมดไปแล้ว พออนุมานได้มั้ยครับว่าเหมือนเรื่องเมื่อวานจริงมันดับไปแล้วแต่ที่เราคิดว่ามันมีคือเราจำมันได้เท่านั้นเองแต่ความจำก็เป็นแค่ความจำไม่ใช่สิ่งที่มีจริงเหมือนตอนเราเป็นเด็กๆ ใช่ไหมคะครับเกิดมากว่าจะโตแล้วก็ไปโรงเรียนมีเพื่อนฝูงเล่นสนุกสนานไปเที่ยวที่ต่างๆ จำได้หมด แต่ไม่ได้มีสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเหลือเลยแม้แต่รูปร่างกายตอนเป็นเด็กก็เปลี่ยนไปหมดแล้วค่ะจนกระทั่งถึงตอนที่จากโลกนี้ไปก็เห็นชัดเลยว่าไม่มีอะไรเหลือ แต่เท่านั้นไม่พอนะคะ ต้องสามารถที่จะค่อยๆ พิจารณาเข้าใจจนกระทั่งรู้จักว่าธรรมะเป็นธรรมะไม่ใช่เราแม้ในครรภ์ฟังค่ะก็ต้องรู้ว่าถูกรึเปล่าจริงรึเปล่าเพราะว่าสามารถที่จะรู้ความจริงจนกระทั่งประจักษ์แจ้งจริงในการเกิดขึ้น และดับไป มีแต่การสั่งสมปัญญาอย่างเดียวใช่ครับที่จะทำให้เราประจักษ์แจ้งการเกิดดับของธรรมะใช้คำว่าปัญญาหมายความถึงความเห็นถูกความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ใช้คำว่า๕วิชานะคะ ไม่รู้เพราะเหตุว่าขณะนี้เห็นกำลังเห็นก็ไม่รู้ความจริงของธาตุเห็นที่เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ฟังธรรมะจากการไม่เคยฟังแล้วได้ฟังนะคะ แล้วก็มีจริงๆ ด้วยกำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ และกำลังเริ่มจะค่อยๆ เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้นะคะ เดือดร้อนใจอะไรบ้างรึเปล่าคะ ไม่ครับมันก็เป็นอย่างที่มันเป็นนะครับ ยังเห็นภาพก็เป็นอย่างที่ภาพเราเห็นเสียงที่เราได้ยินพ่อตามเหตุปัจจัยแต่ว่าถูกต้องเพราะเหตุว่าธรรมะเป็นธรรมะเป็นปกติค่ะแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นแต่เปลี่ยนธรรมะไม่ได้เลย สิ่งใดจะเกิดก็เกิดเกิดแล้วด้วยในขณะนี้ตามเหตุตามปัจจัยจะไปเดือดร้อนอะไรในเมื่อเกิดแล้วด้วยค่ะ ไม่แน่นะคะ ไม่ทราบมีใครเดือดร้อนใจไว้หรือเปล่าคะ แค่ก็เป็นคนนึงที่เดือดร้อน เวลาฟังธรรมไม่เข้าใจนะฮะก็สอบถาม รู้สึกว่าถามแล้วก็ยังไม่เข้าใจเชื่ออาจารย์บอกว่าฟังยังไงไม่ให้เดือดร้อนนะคะ ท่านอาจารย์ เดือดร้อนเพราะอะไรคะ เดือดร้อนเพราะว่าอยากรู้อ่ะค่ะเพราะอยากใช่ไหมคะ แล้วเดือดร้อนนะจะทำยังไงหายเดือดร้อน ก็ก็ถามท่านอาจารย์แล้วก็ยังไม่เข้าใจแล้วก็ทำยังไงจะหายเดือดร้อนสงสัยต้องฟังอีกนะถ้าจะไม่พ้นจัดการรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง และไม่ใช่ใครฟังแล้วเข้าใจได้ทั้งหมดทันที และกิเลสได้ไม่เกิดอีกเลยไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะคะ ฟังให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงอนุเคราะห์ให้คนอื่นนะคะ เกิดความเข้าใจถูกความเห็นถูกตามกำลังที่ได้สะสมมาไม่ใช่ว่าให้คนที่ไม่มีความรู้ใดๆ เลยนะคะ ฟังแล้วก็เหมือนกับคนที่กำลังมีความเข้าใจแจ่มแจ้งประจักษ์ความจริง และก็ดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคนเนี่ยค่ะก็จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงนะคะ อย่างน้อยที่สุดค่ะเป็นบุญที่ได้สะสมมาแล้วในอดีต ที่มีโอกาสที่จะได้ฟังนะคะ ด้วยศรัทธา ให้ทราบว่าที่กำลังฟังนะคะ มีศรัทธาศรัทธาคือสภาพของจิตที่ผ่องใสขณะนั้นนะคะ ไม่มีอกุศลจึงฟัง ถ้ามีอกุศลนะคะ ก็ไปสนุกสนานดีกว่าใช่ไหมคะไปทำธุระไปอะไรก็ได้ที่ไม่ฟังแต่ทำไมฟังนะคะ อย่างน้อยที่สุดอาจจะไม่รู้เลยว่าเพราะว่าเคยสะสมมาที่จะฟังบอกคนที่จะฟังบอกไม่ฟังได้ไหมคะชวนให้ไปทำอย่างอื่นเขาจะไปไหมในเมื่อกำลังจะฟัง นี่ก็แสดงให้เห็นความจริงนะคะ ซึ่งธรรมะเป็นธรรมะ และความหมายของธรรมะคือถ้าหรือสิ่งที่มีจริงนะคะ แต่ละลักษณะซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมะนั้นไม่ได้ใครจะไปบังคับให้เกิดก็ไม่ได้เกิดแล้วใครจะบังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้เรียกว่าจะบังคับให้ไม่ดับไป ไม่เกิดขึ้นอีกเลยก็ไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นการที่เกิดมานะคะ ก็คือ เป็นอนัตตาทุกอย่างธรรมะต้องหมายความถึงเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์บุคคลไม่ใช่ของใครไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ เข้าใจว่าเราเกิดเนี่ยความจริงธรรมะต่างหากเกิด แต่ว่าเพราะไม่รู้ธรรมะนะคะ ก็เลยยึดถือว่าธรรมะนั่นแหละเป็นเราแต่ถ้าไม่มีธรรมะจะมีเรามาแต่ไหน ไม่มีเห็นไม่มีได้ยินไม่มีคิดนึกไม่มีสุขไม่มีทุกข์นะคะ มีเราได้ยังไงแต่เมื่อมีเหตุที่จะให้ธรรมะนั้นๆ เกิดขึ้นเป็นไปด้วยความไม่รู้ก็ยึดถือสภาพนั้นว่าเป็นเรานานแสนนานมาแล้วค่ะไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว แต่ก็เป็นผู้ที่สะสมนะคะ การที่จะฟังธรรมะก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้ได้ยินได้ฟังเพราะเห็นว่าการที่แม้จะได้ยินได้ฟังธรรมะเนี่ยก็เลือกไม่ได้บางคนไม่มีโอกาสจะได้ฟังเลยนะคะ บางคนฟังแล้วไม่สะสมศรัทธาความเห็นที่ถูกต้องก็คิดว่าไม่มีประโยชน์พูดเรื่องอะไร พูดเล่นตาหูจมูกลิ้นกายใจพูดทำไมก็มีอยู่ธรรมดาธรรมดาไม่รู้เลยนะคะ ว่าเพราะไม่รู้ความจริงนะคะ ก็เหมือนกับว่าตัวเองเนี่ย รู้จักโลก รู้วิชาต่างๆ มีความสามารถที่จะทำธุรกิจสิ่งต่างๆ ได้แต่ความจริงนะคะ โลกคืออะไรแม้เพียงคำธรรมดาง่ายๆ อย่างนี้อ่ะค่ะตอบได้ไหมคะว่าโลกคืออะไร และใครที่เรียนมามากมายมีความสามารถทางธุรกิจการงานต่างๆ นะคะ โลกคืออะไรคะ นอกตามที่เข้าใจนะคะ ก็คือสิ่งที่เห็นทางตาหูจมูกลิ้นกายใจใช่ไหมคะที่ว่าโลก ธรรมะใดๆ ก็ตามที่เกิดเป็นโรคทั้งหมดเพราะความหมายของโลกคือสิ่งที่เกิดดับ นี่แหละค่ะโรคแล้วที่เราเห็นเป็นท้องฟ้าเป็นพวกนี้ไม่ใช่โรคนะคะ อาจารย์ถ้าไม่เห็นจะมีไหมคะท้องฟ้า ถ้าไม่เห็นก็ไม่มีจะมีโรคไม่แคร์สายตา ก็ไม่มีค่ะแล้วอะไรอีก จนคนจากสิ่งที่เกิดจากได้ไหมคะ ค่ะก็อาจารย์หมายความว่าโลกนี้หมายถึงสิ่งที่ให้เรารู้อย่างนั้นใช่ไหมคะ ธรรมะที่เกิดดับขัเป็นโรค ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปหมายความว่าโรคเป็นโรคเป็นโรคค่ะทีนี้การศึกษาธรรมะเนี่ยค่ะ เพื่อให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริงใช่ไหมคะทีนี้อาจารย์พูดถึงทางตาเป็นโรคเราจะเข้าใจความจริงทางตาเป็นโรคเนี่ยอย่างไรท่านอาจารย์ ขณะนี้นะคะ ทำเห็นให้เกิดขึ้นได้ไหมคะ แต่โลกเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย และโลกก็ดับไปด้วย ไม่รู้จักโลกใช่ไหมคะ ดีอะไรนอกจากสิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายแล้วคิดในเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายก็ไม่พ้นจากโลก ของรูปเสียงกลิ่นรสโผทัพพระ กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ ในการศึกษา และการฟังเรื่องของสติปัฐานเนี่ย จะทำให้เข้าใจในเรื่องความจริงก็เป็นธรรมะได้อย่างไรก็ตาม มีใครได้ยินคำว่ามหาสติ๘หาร และเข้าใจบ้างค่ะ ไม่เข้าใจค่ะ การศึกษาต้องตามลำดับ ถ้าไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เป็นอะไรปัญญาไม่มีเลยนะคะ แล้วเสร็จติดกับฐานมาจากไหนจะไปรู้อะไรจะเกิดขึ้นได้ยังไง ไม่ใช่เราเป็นคนที่จะจบนะคะ ได้ยินอะไรก็เก็บมาแล้วก็พยายามที่จะไปรู้สิ่งนั้นโดยที่ว่าไม่ได้มีความเข้าใจขั้นพื้นฐานเลย ไม่รู้แม้แต่ว่าขณะนี้ค่ะเป็นอะไรแล้วก็จะไปเข้าใจสติปัฐานได้อย่างไร ไม่มีใครรู้คำนี้เลยนะคะ แล้วก็ขอเชิญมาฟังสติปัฎฐานสามารถที่จะเข้าใจได้ไหม ทุกคนก็ศึกษานะยังยังยังไม่มีใครศึกษาหลายๆ คนก็เพิ่งเดินผ่านมาได้ยังไงก็ตามแต่นะคะ แล้วก็ได้ยินคำนี้จะเข้าใจได้ไม่ค่ะไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นคุณศรี และการบอกว่าต้องศึกษาก่อนถูกต้องไหมคะหรือว่าไม่ได้ศึกษาเลยก็สามารถที่จะเข้าใจสติปัฎฐานใด ผมคิดว่าไอ้เรื่องของการระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทาง๖ทวารเนี่ยเราระลึกรู้หรือเปล่าไม่ค่ะธรรมะครับคือเป็นเรื่องของ และอะไรเป็นธรรมะสติไม่ได้ยินได้ฟังเลยเรื่องของสตินะสติแล้วไม่ได้ยินได้ฟังมั้ยว่าสติคืออะไรรู้แต่ภาษาไทยเดินดีๆ นะคะ ถ้าเดินไม่ดีเดี๋ยว๖ล้ม ไม่มีสติเรียกว่าจะหันอะไรก็ดีๆ นะคะ เดี๋ยวมีดบาดถ้าไม่มีสติเคยได้ยินแต่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าได้ยินอย่างนั้นแล้วพูดเรื่องสติปัฎฐาน และจะเข้าใจมั้ย ไม่ไม่เข้าใจไม่มีทางเข้าใจได้เลยคะการศึกษาธรรมะต้องตามลำดับ ให้ทราบได้เลยค่ะถ้าไม่ตามลำดับเมื่อไหร่นะคะ ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยจริงๆ แล้วก็สับสนด้วย ยังพูดว่าสติปัญหาน แล้วไม่รู้จักเลยนะคะ ไปทำสติปัฎฐานกันมั้ยคะ ไปมั้ยคะ แน่ใจเลยค่ะเพราะว่าคนที่ไปทำสติปัฎฐานนี้เยอะโดยที่ไม่รู้ว่าสติปัฎฐานคืออะไร เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่านะคะ จะไม่เป็นผู้ที่ทำอะไรโดยไม่รู้ไม่เข้าใจแม้แต่ศึกษาธรรมะนี้ค่ะ หลายคนก็บอกว่าศึกษาธรรมะแต่ยังไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นธรรมะ และศึกษาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะ เดี๋ยวนี้เองเป็นธรรมะถ้าไม่รู้อย่างนี้นะค่ะจะชื่อวัดศึกษาธรรมะหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นธรรมะถ้ากล่าวว่านะคะ จิตเจตสิกโรคนะคะ เป็นสิ่งที่ดีจริงนะคะ เป็นธาตุรู้เกิดขึ้นต้องเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้นั่นคือลักษณะของจิตก็ฟังแล้วก็จำ คิดว่าเข้าใจแล้วหรือเปล่าเหมือนเค้าบอกว่าประเทศไทยตั้งอยู่ส่วนไหนของทวีปเอเซียนะคะ ภาคเหนือเป็นยังไงภาคใต้เป็นยังไงฟังแล้วรู้เรื่องแต่เคยเห็นไหม ไม่เคยก็ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นถ้าพูดเรื่องจิตมีจริงนะคะ มี๘๙ชนิดเป็นอกุศล และจิตเท่านั้นเท่านี้ประกอบด้วยเจตสิกเท่านั้นเท่านี้คิดหรือว่าเข้าใจหรือว่าเพียงแต่เริ่มจำเหมือนกับพวกวิชาการนะคะ เป็นเรื่องจำแต่ว่าไม่ได้เข้าใจลักษณะของสิ่งที่เป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นธรรมะเนี่ยไม่ใช่วิชาเหมือนกับวิชาอย่างอื่นนะคะ ซึ่งไม่รู้ธรรมะเพราะไม่ใช่วิชาธรรมะแต่รู้เรื่องราวใดๆ ก็ตามนะคะ เช่นจะเป็นเรื่องเกษตรวิชาที่เกี่ยวกับการเพราะปลูกหรือว่าอะไรวิทยาศาสตร์เคมีก็เป็นเรื่องชื่อของสิ่งที่ไม่ใช่การรู้ธรรมะ เพราะฉะนั้นเมื่อฟังธรรมะเนี่ยเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่ใช่เรื่องเพียงไปฟังแล้วก็ไปจำแล้วไปคิดว่าเข้าใจแล้วรู้แล้วเหมือนวิชาอื่นไม่ใช่เลยค่ะรู้ว่าการฟังธรรมะเนี่ยใครเป็นผู้แสดงธรรมมะถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเนี่ยจะมีใครมีโอกาสเข้าใจแม้คำว่าธรรมะไหม พูดกันนะคะ เพราะว่าคนสมัยก่อนเนี่ยก็มีภาษาที่แคว้นมาร์คสก็ใช้ภาษามาค่ะที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมด้วยภาษานี้นะคะ เป็นแบบแผนจึงใช้คำว่าภาษาบาลีหมายความถึงเป็นภาษาที่เป็นแบบแผนที่ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ในตัวผสานก็คือภาษามาค่ะที ซึ่งเป็นภาษาที่ชาวมาคดใช้พูดกัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราเพียงแต่ฟังเรื่องราวอย่างธรรมดาธรรมดาที่เราเคยฟังแล้วก็เราก็เข้าใจเองคิดเองนะคะ แต่ความลึกซึ้งของสิ่งที่มีแต่ไม่มีใครสามารถจะรู้ความจริงได้เลย พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงนะคะ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังธรรมะ และเราสามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตายหรือเปล่าหรือเพียงแต่จำเรื่องราวเท่านั้นเองโดยที่ยังไม่รู้จักโตธรรมะ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ การศึกษาธรรมะได้ต้องเข้าใจตามลำดับขั้นแม้แต่ธรรมะ ถ้าใช้คำว่าธรรมะนะคะ พูดถึงสิ่งที่มีจริงหรือเปล่า เรียกว่าพูดเรื่องไม่จริงถ้าพูดเรื่องไม่จริงพระพุทธเจ้าจะให้ไปรู้อะไรที่ไม่จริง เพราะฉะนั้นธรรมะก็คือสิ่งที่มีจริงในขณะนี้นะคะ แต่ทำไมใช้คำว่าธรรมะ ธรรมะกับธาตุนะคะ ความหมายเหมือนกันหมายความว่าสิ่งนั้นนะคะ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะความจริงของสิ่งนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้เลย เพราะฉะนั้นแต่ละอย่างที่มีจริงนะคะ ก็มีลักษณะเฉพาะของตนของตนหยั่งเสียงเนี่ยค่ะมีจริงๆ หรือเปล่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของเสียงหรือเปล่า ค่ะเพราะว่าเสียงเป็นธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มีจริงในพระพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งนั้น และตรัสว่าธรรมะทั้งหลายธรรมะทั้งหมดเป็นอนัตตาอนัตตาหมายความว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลซึ่งชาวโลกไม่มีโอกาสจะรู้จัก อนัตตาสภาพธรรมะที่เป็นธรรมะที่ไม่ใช่ตัวตนเลยเพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมะนะคะ ซึ่งมีปัจจัยเกิดระดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยค่ะขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยทันตานะคะ เพียงปรากฏให้เห็น และไม่กลับมาอีกเลยจะไปเรียกร้องให้กลับมาให้เห็นอีกไม่ได้เลยเพราะเหตุว่าสิ่งใดก็ตามสิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้วทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายแต่เมื่อไม่มีการรู้ความจริงของสภาพธรรมะนะคะ ก็เข้าใจผิดเพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากคะของธรรมะที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม รูปประธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เป็นราวหรือเปล่าหรือว่าเป็นสิ่งที่มีจริงนะคะ อย่างแข็งเนี่ยมีจริงๆ แข็งไม่หิวแข็งไม่โกรธแข็งไม่จำแต่แข็งเกิดเป็นแข็งเป็นธรรมะอย่างหนึ่งเรียนแข็งที่เกิดแล้วไห้เป็นอย่างอื่นได้มั้ยค่ะไม่ได้ที่กายของเราเนี่ยมีแข่งมั้ยคะ มีเป็นของเราหรือว่าเป็นธรรมะ นี่คือเริ่มที่จะให้เห็นว่าสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นเราแท้ที่จริงนะคะ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเนี่ยก็เป็นสภาพธรรมะที่มีแต่ไม่ใช่สภาพรู้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแต่ถ้าไม่มีธรรมะที่เป็นธาตุรู้สิ่งต่างๆ นี้ก็จะปรากฏไม่ได้เลยด้วยเหตุนี้นะคะ แทนที่จะมานั่งคิดถึงว่าเราจะตายจะเกิดอะไรจะตายจะเกิด สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ค่ะความเป็นจริงก็คือว่าเป็นสิ่งที่เกิดระดับ เกิดมาชั่วขณะแล้วก็ดับไปยังไม่ทันตายเลยนะคะ ขณะนี้ก็กำลังเกิดดับอยู่ และการเกิดดับเนี่ยค่ะสืบต่อกันไม่ขาดสายตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นบางคนก็สงสัยว่าตายแล้วเกิดใหม่นะคะ ถ้าเป็นเราจะไม่มีเราคนใหม่อีกต่อไปในสังสารวัฎ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้นะค่ะแต่ธรรมะที่เกิดระดับสืบต่อกันไม่สิ้นสุดจนกว่าจะหมดปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นนี่คือเริ่มเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเริ่มเข้าใจคำว่าธรรมะไม่ต้องมาคิดถึงเราตัวตนอะไรอะไรนะคะ เพราะว่าเริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรมะที่เป็นรูปธรรม และเป็นนามธรรมเท่านั้น ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้นค่ะ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620