ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๕

    สนทนาธรรมที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ หินเป็นอาคารหรือเปล่า ปูน ทราย ส่วนเล็กๆ ย่อยๆ นั่นก็ไม่ใช่ใช่ไหม แต่พอมารวมกันแล้วก็ยึดถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนกับทุกขณะเดี๋ยวนี้ เพราะเหตุว่ามีการเห็นดับไปแล้วก็จริง แต่ก็มีการได้ยิน แล้วก็มีการคิดนึกเกิดดับสืบต่อไม่รู้จบ ทำให้เหมือนกับว่ามีเราอยู่ตลอดเวลา

    ผู้ฟัง เหมือนกับถ้าไม่ได้พิจารณา อาคารก็ยังเป็นอาคาร ยังไม่ได้เป็นอิฐหินปูนทรายเดิม ที่แยกๆ จากกันไป ก็ต้องอาศัยการได้ยิน แล้วธรรมก็คงจะต่างกันกับเรื่องการก่อสร้าง เพราะละเอียดกว่า ได้ยินว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะตรัสรู้ธรรมมาให้เราเรียนรู้ ถ้านับเป็นปีนับไม่ได้ เพราะว่านับเป็นอสงไขยนับเป็นกัปที่มากมาย

    ผู้ฟัง มีคำถามว่า พื้นฐานอภิธรรมคืออะไร

    อ.อรรณพ อภิแปลว่ายิ่ง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงอภิธรรม ก็เป็นการศึกษาถึงสิ่งที่มีจริง ไม่ต้องใส่ชื่อ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด หรือใครก็แล้วแต่ สภาพธรรมที่มีจริงๆ อันนั้นคืออภิธรรม ฉะนั้นพื้นฐานอภิธรรมก็คือความเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนใดๆ อย่างเมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์ท่านยกตัวอย่างที่ทำให้เราพอจะเห็นได้ คือ การยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นอาคาร จริงๆ แล้วก็ประกอบไปด้วยรูปต่างๆ ซึ่งถ้าจะพูดคร่าวๆ ก็คือเศษหินเศษปูนเศษทรายต่างๆ แต่ปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ในเรื่องของรูป ทรงตรัสรู้รูปตามความเป็นจริง แล้วก็ทรงจำแนกรูป เพราะฉะนั้นรูปซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่รู้อะไรเลย ก็เป็นอภิธรรมอย่างหนึ่ง ส่วนสภาพที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง เป็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้ว จะต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็คือนามธรรม

    เพราะฉะนั้นธรรมจริงๆ สิ่งที่มีจริง ก็คือรูปธรรม คือสิ่งที่มีจริง แต่ไม่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น สีที่ปรากฏทางตา เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน สภาพที่อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ซึ่งสภาพเหล่านี้มี ใครจะรู้หรือไม่รู้มีอยู่แล้ว ในป่าในเขาก็มีเสียง มีสี มีกลิ่น กองขยะก็มีกลิ่น แต่สภาพรู้จึงจะเป็นนามธรรม จิตที่เห็น สภาพคือการเห็นนั้นเป็นนามธรรม เป็นจิตที่เห็น เป็นสภาพรู้ แต่สิ่งที่จิตรู้นั้นเป็นรูป อย่างเช่นสี เป็นต้น เพราะฉะนั้นพื้นฐานอภิธรรม ก็คือให้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม ซึ่งถ้าจะจำแนกเป็นเพียง ๒ ก็คือรูปธรรมกับนามธรรม แต่ว่าถ้าเราไม่เข้าใจตามความเป็นจริง เราก็จะปนเปกันว่าเห็นเป็นอาคาร เห็นเป็นโต๊ะเก้าอี้ บุคคลโน้นบุคคลนี้ จริงๆ เพราะมีธรรมแต่ละอย่างซึ่งเป็นอภิธรรม มีรูปธรรม มีนามธรรม ถ้าเราศึกษาเข้าใจความเป็นจริงตรงนี้ ก็จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรม ก็จะละคลายจากความที่เคยติดข้องโดยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นพื้นฐานอภิธรรมก็คือศึกษาสิ่งที่เป็นจริง

    ผู้ฟัง ถามว่ารูปหรือกาย ต่างก็เป็นไปตามกฏของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเวทนาจิตหรือว่าธรรมเป็นไปตามกฏของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยหรือไม่อย่างไร

    อ.ธิดารัตน์ พูดถึงคำว่าอนัตตา ธรรมทุกๆ อย่าง ใช้คำว่าสัพเพ ธัมมา อนัตตา ไม่ว่าจะเป็นธรรมที่เป็นรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้เลย หรือว่าเป็นนามธรรมที่เป็นสภาพรู้ ซึ่งได้แก่ จิตและเจตสิก และพระนิพพานที่เป็นนามธรรมที่ไม่เกิดและก็ไม่ดับ รวมเป็นอนัตตาทั้งหมด แต่คำว่าอนิจจังหรือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความเป็นอนัตตา จะมีในธรรมที่เกิดดับก็คือรูปธรรม และจิตเจตสิกซึ่งเป็นธรรมที่เกิดดับ จะมีทั้งความไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา เพราะสภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วดับไปนั่นเอง ความเกิดและความดับไปนั้น คือความไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ซึ่งไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ ไม่มีสภาพธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่โดยที่ไม่ดับไป เพราะฉะนั้นความที่สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วจะต้องดับไปนั่นเอง ความบีบคั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ และไม่สามารถที่จะบังคับให้คงอยู่ในสภาพเดิมได้คือความเป็นอนัตตา

    อย่างสิ่งที่มีชีวิตจะมีทั้งรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้เลย ที่ประชุมกันที่เราเรียกกันว่ากายของเรา หรือว่าตัวของเรา ที่ประกอบด้วยรูปธรรมแต่ละชนิดแต่ละประเภท แล้วก็ยังมีนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ที่เราดำรงอยู่ มีจิตซึ่งเป็นใหญ่ในการรู้ แล้วก็มีเจตสิกซึ่งเป็นสภาพรู้ได้แก่เวทนาเจตสิก ซึ่งเป็นความรู้สึกซึ่งเรามีอยู่ตลอดเวลา และเกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต แล้วก็รู้สิ่งเดียวกับจิตนั่นเอง การทำกิจหน้าที่ของธรรม ก็จะมีการทำหน้าที่แต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นธรรมเมื่อเกิดขึ้น จะต้องทำหน้าที่ของเขาแต่ละชนิด เมื่อทำหน้าที่แล้วก็ดับไป แล้วก็เป็นปัจจัยสืบต่อกัน อย่างเช่นจิตดวงนี้ดับไป ก็เป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการที่ว่าเรามาศึกษาธรรม ก็เพื่อที่จะให้เข้าใจธรรม สามารถที่จะละกิเลส ซึ่งสะสมนอนเนื่องอยู่ในจิตเป็นขั้นๆ ไป จนกระทั่งหมดกิเลสจริงๆ อันนี้ก็คือจุดประสงค์ของทางพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงธรรม ก็เพื่อที่จะดับกิเลส แล้วก็ได้ดับจิตเจตสิกทั้งหมด ดับความทุกข์เพราะว่าทุกข์ โดยความหมายของทุกขอริยสัจ ก็คือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปนี่เอง

    ผู้ฟัง ขอเรียนถาม คือว่าผมกล่าวสัจจะว่า ผมก็ว่าถึงวันนี้ข้าพเจ้าไม่เคยขาดจากกิเลสเลย เป็นสัจจะวาจาไหม

    ท่านอาจารย์ สัจจะคือความจริง ที่กล่าวอย่างนั้นจริงไหม

    ผู้ฟัง ไม่เคยห่างจากกิเลส

    ท่านอาจารย์ จริงหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ เวลาที่กุศลจิตเกิด กิเลสในขณะนั้นมีหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เกิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล่าวสัจจะ แต่ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจสัจจะ และก็เป็นผู้ที่ดำรงอยู่ในสัจจะด้วย สัจจะเป็นบารมี ๑ ใน ๑๐ เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังฟังธรรม เป็นกุศล เป็นบารมีหรือเปล่า เป็นสัจจะหรือเปล่า นี่เป็นความละเอียดของธรรม ธรรมไม่ใช่ว่าพอได้ยินชื่อก็คิดว่าเข้าใจ แล้วใครก็จะใช้คำอย่างนั้นได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจซึ่งเป็นปัญญาจริงๆ ในขณะที่กำลังฟัง สัจจะคืออะไร สัจจะคือฟังเพื่อพิจารณาให้เข้าใจ ฟังเฉยๆ แล้วก็ไม่ได้อะไรเลย แล้วก็ไม่เข้าใจ แต่ว่าในขณะที่กำลังฟังนี่เองเป็นเวลาที่มีประโยชน์มาก เพราะเหตุว่าได้ฟังสิ่งที่คนอื่นก็คิดเองไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะกล่าวถึงสภาพธรรมในขณะนี้ ตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น แต่ต้องอาศัยการฟังพระธรรมจากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง

    เพราะฉะนั้นทุกคนที่ได้สะสมความสนใจ หรือว่าความศรัทธาที่จะรู้ความจริงจึงฟัง แต่คนที่จะไม่รู้ความจริงไม่สนใจที่จะฟัง ไม่ได้เห็นประโยชน์ด้วยว่าฟังทำไม ก็ไปเรียนวิชาการต่างๆ มีวิชาความรู้ และก็มีความเจริญก้าวหน้าในการอาชีพ แต่ว่าขณะนี้ถ้าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอะไร ลองหาดูใน ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงพระธรรม ถ้าไม่ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตจริงๆ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแสดงธรรมอะไร ไม่มีเลย

    เพราะฉะนั้นผู้ที่มีสัจจะ กำลังมีสัจจะคือความจริงใจที่จะเข้าใจธรรม จะเป็นบารมีที่ทำให้สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง แล้วก็เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในกุศลธรรมแม้เพียงเล็กน้อย เพราะเหตุว่าวันหนึ่งวันหนึ่งที่จะได้ฟังพระธรรม ต้องน้อยกว่าเวลาอื่น เวลาเรียนเป็นนักศึกษา ก็จะต้องมีเวลาเรียนมากกว่าอย่างอื่น นอกจากนั้นก็กลับบ้านก็สนุกสนานอีกตั้งเยอะแยะ แล้วเวลาที่จะฟังพระธรรมถ้าเทียบแล้วก็น้อยมาก แต่ว่าสิ่งที่มีประโยชน์ในชีวิตจริงๆ คือการได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เพราะว่าถ้าไม่ทรงแสดง ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจความหมายแม้คำว่าธรรม ต่างคนก็ต่างคิดไปในเรื่องของธรรม เพราะเหตุว่าเมื่อทุกอย่างที่มีจริง ธรรมก็ต้องมีหลากหลาย คือธรรมที่เป็นกุศลก็มี ธรรมที่เป็นอกุศลก็มี ธรรมที่ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศลก็มี

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมต้องฟังด้วยสัจจะ ความจริงใจที่จะพิจารณาให้ตรง และให้เข้าใจในเหตุผลจึงจะเป็นบารมี ซึ่งวันหนึ่งก็จะทำให้สามารถเข้าใจยิ่งขึ้น และก็รู้ความจริงของสภาพธรรมตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก และเราก็เป็นสัตว์โลกซึ่งมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมด้วย ในเรื่องของสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ไม่ประมาทว่าเข้าใจแล้ว เช่นคำว่าปฏิบัติธรรม ได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกอย่างไร

    ผู้ฟัง คำว่าปฏิบัติธรรม ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะไปปฏิบัติ

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ว่าอะไร แล้วจะปฏิบัติไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ปฏิบัติเพราะว่าไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นก่อนที่จะทำอะไร ต้องเข้าใจสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจเลย แล้วใครบอกให้ทำอะไรก็ทำ ถ้าเช่นนั้นก็คือว่าทำอย่างไรอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าไม่ได้เริ่มจากความเข้าใจตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ทุกคนที่จะมีความรู้ได้มาก ต้องมาจากพื้นฐานขั้นต้น ความเข้าใจนั้นเจริญขึ้นได้มีเพิ่มขึ้นได้ ตั้งแต่เล็กมีใครอ่านหนังสือออกบ้าง ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่การรู้จักตัวกอไก่ขอไข่ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ ความรู้ในธรรมหรือความรู้ในเรื่องอะไรก็ตาม ต้องอาศัยพื้นฐานซึ่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ยังไม่เข้าใจคำว่าธรรม ปฏิบัติธรรมไม่ได้ แล้วเข้าใจคำว่าปฏิปัตติ ซึ่งภาษาไทยใช้คำว่าปฏิบัติไหม เพราะว่าภาษาไทยใช้คำภาษาบาลีมากแต่ไม่ตรง

    เพราะฉะนั้นความหมายในภาษาไทยเป็นอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกับความหมายในภาษาบาลี ถ้าเป็นภาษาบาลี คือปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง เพราะฉะนั้นปฏิปัตติก็คือถึงเฉพาะ ฟังแค่นี้ไม่เข้าใจใช่ไหม ต้องถึงเฉพาะอะไร ขณะนี้มีอะไรที่จะให้ถึงเฉพาะ แล้วถึงไปทำไมใช่ไหม ไม่รู้อะไรเลยแล้วปฏิบัติคือไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีความเข้าใจว่าขณะนี้มีธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา มีแน่นอน เห็นมีและเป็นธรรม สิ่งที่มีจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัย ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใดบันดาลได้เลย อย่างเห็นถ้าไม่มีจักขุปสาท ไม่มีทางที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีโสตปสาทไม่มีทางที่จะได้ยินเลย แม้เสียงมีก็ไม่ปรากฏ ถ้าไม่มีปัจจัยพอที่สภาพธรรมนั้นจะเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นขณะนี้มีอะไรปรากฏให้ทราบว่า สิ่งนั้นเกิดแล้วจึงปรากฏ และสิ่งที่จะเกิดได้ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง ลองคิดถึงจิตหนึ่งขณะ ขณะเดียวสั้นมากเล็กน้อยมาก เกิดแล้วดับไป แต่ทำไมจิตเกิดขึ้นมาได้ แล้วก็เป็นจิตที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นจะเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัยอย่างเดียวกันไม่ได้ ขณะใดที่มีความโลภความติดข้องเกิดขึ้น ขณะนั้นมีโลภะเป็นปัจจัย ขณะใดที่มีความโกรธเกิดขึ้น จิตเปลี่ยนสภาพจากโลภเป็นโกรธเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแต่ละอย่าง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น และก็ไม่ใช่เราด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจคำว่าธรรม แล้วก็เริ่มจะเข้าใจคำว่าปฏิปัตติ เพราะเหตุว่าฟังอย่างนี้ยังไม่ได้ประจักษ์ความจริง เพียงแต่เริ่มเข้าใจว่าไม่ต้องไปหาธรรมที่อื่นเลย ใครจะไปหาธรรมที่ไหน มีไหม เดี๋ยวนี้มีธรรมแล้วแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดินทางไปไหน เพราะว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่พ้นจากธรรม มีธรรมเกิดปรากฏแต่ไม่รู้ แต่รู้เมื่อไหร่ก็คือเข้าใจสภาพธรรมที่เป็นธรรม เห็นธรรมว่าเป็นธรรม เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม นี่คือความเห็นถูก

    เพราะฉะนั้นปฏิปัตติคือ ขณะที่สามารถเข้าใจถึงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะที่กำลังปรากฏด้วยปัญญา ซึ่งเกิดจากการฟังเข้าใจค่อยๆ เจริญขึ้น จนกระทั่งถึงเวลาที่สามารถจะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม นั่นคือปฏิปัตติ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าปฏิบัติคืออะไร ธรรมคืออะไร และก็จะไปปฏิบัติธรรม ทำไมต้องไป เดี๋ยวนี้ก็มีธรรม ถ้าไม่ฟังเรื่องธรรมให้เข้าใจขณะนี้ จะเข้าใจเมื่อไหร่ ขณะข้างหน้าใครรู้ว่าจะอยู่โลกไหน จะอยู่โลกนี้ต่อไป หรือว่าจะจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ขณะต่อไปได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้แต่ความคิดทราบไหมว่าขณะต่อไปจะคิดอะไร แต่พอเกิดแล้วทราบ แม้ความคิดขณะนั้นซึ่งหลากหลายต่างกัน ก็เพราะการสะสมต่างกันที่จะทำให้คิดต่างกัน นี่คือการเริ่มเข้าใจธรรม จนกว่าจะถึงการประจักษ์แจ้งลักษณะของธรรมตามที่ได้เข้าใจ เป็นการปฏิบัติธรรม

    ผู้ฟัง ก็ได้ยินเกี่ยวกับความเชื่อ ความจริงนี่ก็คือสิ่งที่ปรากฏแล้ว ไม่ต้องเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นจริงใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เชื่อหมายความว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง ใครว่าอะไรก็เชื่อ

    ท่านอาจารย์ นี่คือความมั่นใจ ขณะนี้มีอะไรที่เราเชื่อบ้าง

    ผู้ฟัง เชื่อในสิ่งที่เป็นจริงแล้วปรากฏอยู่

    ท่านอาจารย์ เชื่อว่ามีจริงๆ เห็นมีจริงเชื่อใช่ไหม

    ผู้ฟัง เชื่อ

    ท่านอาจารย์ เชื่อเพราะคนอื่นบอก หรือว่าเชื่อเพราะเห็นกำลังมีจริง กำลังปรากฏให้รู้ว่าถึงใครจะไม่บอก แต่เห็นก็กำลังเห็น เพราะฉะนั้นที่เป็นความเข้าใจที่มั่นคง เพราะเหตุว่าเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ คนอื่นจะบอกว่าเห็นขณะนี้ไม่จริง ไม่ต้องรู้ ไม่ต้องเข้าใจ เชื่อไหม

    ผู้ฟัง ถ้าเชื่ออย่างนั้นก็คงไม่เห็นจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าเชื่ออย่างนั้นไม่ถูกต้องเพราะอะไร เห็นมีจริง ใครปฏิเสธได้

    ผู้ฟัง เห็นมีจริง ไม่มีใครปฏิเสธได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเชื่อด้วยการที่ว่า เห็นกำลังมีให้รู้ว่ามีจริงๆ ไม่ใช่เชื่อเพราะเพียงได้ฟังว่าเห็นมีจริง เพราะฉะนั้นธรรมมีจริงๆ ไม่ใช่ต้องให้คนอื่นบอกว่าเป็นธรรมมีจริงๆ แต่เพราะธรรมแต่ละลักษณะ กำลังเกิดปรากฏให้รู้ได้ว่ามีจริงๆ เพราะฉะนั้นความเชื่อเรื่องราวต่างๆ ตามความคิดนึก กับการเชื่อคือความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีจริง ต่างกัน คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วมีแล้ว ตามปกติตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าให้ไปทำสิ่งซึ่งยังไม่มีแล้วคิดว่าจะไปเข้าใจสิ่งที่ยังไม่มี แล้วก็ไปทำให้เข้าใจขึ้น โดยไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วมีแล้วในขณะนี้ นี่เป็นสิ่งที่ต่างกัน ที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าปัญญาที่รู้จริง ต้องสามารถรู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะเกิดแล้วจึงมีปรากฏให้รู้ได้

    ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ประจักษ์ใช่ไหม เห็นก็คือเห็น

    ท่านอาจารย์ เห็นคือเห็น คือเป็นอนัตตา หรือเราเห็น

    ผู้ฟัง ไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเราขั้นฟัง แต่แล้วก็ลืม ต่อไปก็เราเห็นอีก เราได้ยินอีก เราคิดนึกอีก และก็ได้ยินใหม่ว่าเห็นไม่ใช่เรา ขณะที่กำลังฟังเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย แต่แล้วก็ลืม เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงสติ หมายความถึงขณะที่ไม่ลืม ที่จะเข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงในขณะนี้เป็นธรรม เพียงขั้นนี้ยังไม่พอ ต้องไม่ลืมอีกคือว่าเมื่อฟังแล้วมีความเข้าใจ และความเข้าใจมั่นคงขึ้น จึงสามารถที่จะเข้าถึงความจริงของลักษณะของสภาพธรรมได้

    ผู้ฟัง ถ้าอยากจะเริ่มต้นศึกษาธรรม แล้วก็ปฏิบัติธรรม ควรจะเริ่มต้นอย่างไรจึงจะถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้กำลังเริ่มหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเราต้องจะไปเริ่ม ในขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจธรรมจากการฟังการไตร่ตรอง จะเป็นการอ่านหรือการคิดนึกที่ถูกต้อง ขณะนั้นก็เป็นการเริ่ม เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่ามีกฎเกณฑ์ที่เราจะไปทำการเริ่ม แต่ขณะใดก็ตามที่มีการเข้าใจธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ขณะนั้นก็คือการเริ่มศึกษาธรรม แต่ว่าธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดแล้วก็ลึกซึ้ง แต่ละคำต้องเข้าใจชัดเจน บางทีเราอยากจะรีบเข้าใจ แต่ว่าจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้เข้าใจเท่าไหร่ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เช่นคำว่ากรรม ได้ยินแล้วพอที่จะบอกได้ไหมว่าคืออะไร กรรมถ้าจะแปลก็คือการกระทำ ง่ายๆ เลย แต่จริงๆ แล้วรูปทำ ร่างกายทำ หรือว่าจิตทำ ก็ต้องเริ่มคิด บางคนก็คิดว่ามีการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนทางกาย ทางวาจา ก็คิดว่าเป็นกายและวาจาที่เบียดเบียน แต่ถ้าไม่มีจิต กายเป็นอย่างนั้นไม่ได้ วาจาเป็นอย่างนั้นไม่ได้

    เพราะฉะนั้นรูปไม่ใช่สภาพที่จะรู้หรือจะทำ ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องของจิต ซึ่งทำให้มีการกระทำทางกายทางวาจาต่างๆ ตามสภาพของจิต เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่มีจริง แล้วก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็นได้รวดเร็ว เพียงแต่เริ่มรู้ว่าขณะนี้มีจิต แต่ก็ยังไม่ได้รู้ลักษณะจริงๆ ของจิต เพียงแต่ว่าฟังว่าขณะนี้จิตเห็น จิตได้ยิน เพราะรูปเห็นไม่ได้ รูปได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่กล่าวถึงกรรม ก็หมายความถึงสภาพของจิตซึ่งเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ถ้าขณะใดที่จิตดีงามกายดีวาจาดี ขณะใดที่จิตไม่ดีเกิดขึ้น กายก็ไม่ดีวาจาก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าการที่เราจะเข้าใจสภาพธรรมจริงๆ ก็สืบเนื่องจากการที่เราเข้าใจธรรมมากขึ้น และก็รู้ว่าแม้แต่คำว่ากรรม ก็เป็นเรื่องของสภาพของจิต ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการกระทำต่างๆ

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เหตุมีแล้ว ความตั้งใจจงใจที่เป็นกุศลบ้างอกุศลบ้างเกิดแล้วดับแล้ว เป็นเหตุให้เกิดผล เพราะฉะนั้นผลก็ต้องเป็นจิตประเภทที่เป็นผล ซึ่งเราก็อาจจะกล่าวคร่าวๆ ว่ากรรมและผลของกรรม แต่ก็ต้องให้ละเอียดกว่านั้นอีกว่าขณะไหนเป็นกรรม และขณะไหนเป็นผลของกรรม ขณะนี้มีกรรมไหม ขณะนี้มีผลของกรรมไหม นี่คือการเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ก็ต้องเข้าใจละเอียดคือ ตั้งแต่ปฏิสนธิคือขณะแรกที่เกิด เป็นผลของกรรมหรือเป็นกรรม ขณะแรกที่เกิดเป็นผลของกรรมไม่ใช่เป็นตัวกรรม แต่เหตุที่ได้กระทำแล้วคือกุศลและอกุศลที่สะสมมานานมากในสังสารวัฏ เป็นสภาพที่ประมวลมาหลังจากที่จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ เกิดแล้วก็ดับไป จิตขณะสุดท้ายทำกิจเคลื่อนหรือพ้นสภาพจากความเป็นบุคคลนี้ วันหนึ่งต้องถึงแน่นอน ต้องมีจิตนี้เกิดขึ้นแน่นอน จะช้าจะเร็วไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ แต่ว่าก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ด้วยว่า หลังจากที่จิตขณะสุดท้ายคือจุติจิต ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จิตอะไรจะเกิดต่อ แต่ผลของกรรมมี ที่จะทำหน้าที่เกิดเป็นขณะแรกของภพชาติต่อไป เหมือนขณะนี้จิตขณะแรกของเรา ต่อจากจิตที่เป็นขณะสุดท้ายของชาติก่อน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเป็นบุคคลนี้ คิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ แล้วก็ตลอดชีวิต กรรมก็ประมวลให้แต่ละชีวิตซึ่งเกิดแล้ว มีความเป็นไปต่างๆ กันตามกรรม ไม่เหมือนกันเลยเพราะว่ากรรมต่างกัน

    ด้วยเหตุนี้ก็จะทราบได้ว่า เมื่อเหตุคือกุศลกรรมและอกุศลกรรมมี ไม่ได้สูญหายไปไหนเลย แต่ว่าจะเป็นปัจจัยพร้อมเมื่อไหร่ ก็ทำให้วิบากเกิดขึ้นเมื่อนั้น ถ้าไม่มีเหตุที่จะให้จุติจิตเกิด จุติจิตก็เกิดไม่ได้ใช่ไหม ยังอยู่ต่อไป คืนนี้หลับ แล้วก็พรุ่งนี้ก็ตื่น และก็เห็นอะไรอีกได้ยินอะไรอีก สนุกสนานสดชื่นไปวันๆ หนึ่ง แล้วก็หลับอีก แล้วก็ตื่นอีก ยังไม่ใช่จุติ ยังไม่สิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แต่จุติจิตจะเกิดเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้เลย ไม่ต้องกลัวด้วย ไม่ต้องตกใจด้วย เพราะเหตุว่าไม่รู้ตัว จะไม่มีใครสักคนที่รู้ตัวขณะที่จิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้นและดับไป นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุคือกรรม ข้อสำคัญที่สุดก็คือว่าทำไมเป็นบุคคลนี้ ประมวลมาซึ่งรูปร่างสูงต่ำ ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากไหน การปรุงแต่งของกุศลจิตและอกุศลจิตที่สะสมละเอียดมาก กรรมทั้งหลายที่ได้กระทำมาในสังสารวัฏ ถึงเวลาที่ปฏิสนธิจิตจะเกิดก็คือขณะที่ประมวลกรรมทั้งหมดมา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    4 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ