ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ อบรมเจริญปัญญาให้ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น จนกว่าสามารถที่จะประจักษ์ความจริงนั้นหรือไม่ นี่คือประโยชน์ของการฟัง

    ผู้ฟัง อนัตตา ก็ยังไม่มีความมั่นคงเพราะว่าเรายังไม่ได้ประจักษ์ความจริง คำว่าอนัตตา ลักษณะเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ มีหนทางหรือไม่

    ผู้ฟัง มีหนทาง

    ท่านอาจารย์ รู้หนทางหรือไม่

    ผู้ฟัง ทราบ

    ท่านอาจารย์ ก็อบรมเจริญไปเพราะรู้ถูกว่ามีหนทาง ไม่ใช่ทางผิด

    ผู้ฟัง ถ้ากล่าวโดยไม่รู้หนทางก็ไม่มีประโยชน์

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ว่าแล้วอย่างไรปัญญาถึงจะเจริญ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ด้วย สภาพธรรมที่ดับไปแล้วรู้ไม่ได้ สภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่มาถึงก็รู้ไม่ได้

    ผู้ฟัง มีคนกล่าวว่าธรรมยาก เมื่อยากแล้วจะศึกษาอย่างไรจึงจะพอมีหนทางที่จะทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องของธรรม

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ยากแล้วจะรู้ได้เร็วหรือช้า

    ผู้ฟัง รู้ได้ช้า

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อมีหนทาง และหนทางนั้นถ้าไม่มีการฟังจนกระทั่งเข้าใจ ปัญญาจะเจริญขึ้นได้อย่างไร จะนำปัญญาอะไรมาเจริญ ในเมื่อขั้นต้นที่ฟังก็ไม่เข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้น จากการฟังแต่ละคนจะรู้จักตัวเอง ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ และค่อยๆ คล้อยตามความจริงของสิ่งที่ปรากฏหรือไม่ แม้เพียงในขั้นการฟัง เพื่อที่จะให้ความเข้าใจถูกมั่นคงเป็นสัจจญาณ ญาณแปลว่าปัญญา สัจจะคือความจริง ในเมื่อความจริงขณะนี้คือมีสิ่งที่กำลังปรากฏเกิดดับก็ไม่รู้ ทั้งๆ สิ่งนี้ต้องเกิดจึงปรากฏ และเมื่อเกิดแล้วไม่ได้เที่ยงเลย ประเดี๋ยวก็มีสภาพธรรมอื่น ประเดี๋ยวก็มีสภาพธรรมอื่น เป็นสภาพธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งแสดงถึงความไม่เที่ยงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏอยู่แล้ว มีความเข้าใจมั่นคงเช่นนี้หรือไม่ว่า เป็นธรรมที่ปรากฏ มีลักษณะแต่ละอย่าง เกิดขึ้นและดับไป ถ้าค่อยๆ มั่นคงขึ้นก็จะฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพิ่มขึ้น ขอยกตัวอย่าง คืนนี้จะฝันถึงอะไรทราบหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ แต่ฝันมีจริงๆ ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้กำลังเห็น เป็นฝันหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ฝันเห็น กับกำลังเห็น เหมือนกันหรือต่างกัน

    ผู้ฟัง ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ ต่างกันเพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะเห็นเป็นสภาพธรรมที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าในฝันเหมือนเห็น แต่ไม่ใช่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา แม้ว่ามีตา นอนหลับก็มีตา แต่ไม่ได้เห็นสิ่งใดที่กระทบตาแล้วปรากฏเป็นการเห็นเหมือนขณะนี้ ขณะหลับสนิทมีตาแต่ไม่ได้เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่คิดถึงสิ่งที่เห็นแล้วเหมือนจริงหรือว่าเหมือนเห็น เป็นเช่นนี้หรือไม่เวลาฝัน สมมติว่าฝันเห็นปลา ไม่ได้เห็นอย่างอื่น ก็แสดงว่าจำปลา รู้ว่าขณะนั้นเป็นปลาและฝันเห็นปลา ฝันเห็นภูเขาจะเป็นอย่างอื่นหรือไม่ หรือว่าเป็นภูเขาที่จำเพราะเห็นภูเขา

    เมื่อหลับแล้วแต่ความจำก็ยังติดตามทำให้เหมือนเห็นภูเขา ทั้งๆ ที่ภูเขาไม่มีเลย ไม่ได้ปรากฏทางตาเลย เพราะฉะนั้น ขณะนี้เห็นเหมือนในฝัน แต่ต่างกันที่ว่า มีสภาพธรรมที่มีจริงที่สามารถกระทบกับจักขุปสาท สำหรับคนที่ตาไม่บอดก็จะมีสภาพธรรมขณะนี้ปรากฏเป็นเห็น สิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าเมื่อเห็นแล้วจำได้ เพราะว่าสัญญาเจตสิกเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่ว่าจะเอ่ยถึงอะไรก็ตาม ถ้าเข้าใจธรรมแล้วรู้ว่าเป็นธรรม ขยันมีหรือไม่ มี เป็นธรรม โกรธมีหรือไม่ มี เป็นธรรม ทุกอย่างที่เคยเป็นเรา ความจริงก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง คิดมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ คิดไม่ใช่เห็น ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ในฝันคิด (ว่า) เห็น แต่ไม่ได้เห็น ขณะนี้ที่กำลังเห็นมีสิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ ความจริงดับหมดแล้ว แต่คิดเพราะจำสิ่งที่ปรากฏได้ จึงเสมือนว่าเห็นคน เห็นสัตว์ เห็นสิ่งต่างๆ นี่คือฟังจนกว่าจะเข้าใจว่า ธรรมไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เราเคยเข้าใจเลย แต่ว่าเกิดสืบต่อเพราะความจำจนกระทั่งไม่ลืมเลยว่าเห็นอะไร ได้ยินเสียงอะไร คิดอะไร แต่จริงๆ แล้วเป็นสภาพชั่วขณะที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับ การที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้เพราะมีความรู้ว่า สิ่งปรากฏทางตาต่างกับขณะที่กำลังนึกถึงรูปร่างสัณฐานแล้วจำได้ว่าเป็นใคร

    ถ้าเข้าใจเช่นนี้จริงๆ ขณะนี้ที่กำลังเห็น มีอะไร จะตอบว่ามีคนหรือไม่ ถ้าเข้าใจจริงๆ ในขณะที่กำลังเห็นมีเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา หลับตาแล้วคิดถึงอะไรก็ได้ แต่คิดไม่ใช่เห็น ก็จะค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมในชีวิตจริงละเอียดขึ้นว่า ตรงตามที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะทรงตรัสรู้สัจจะ คือความจริงของสภาพธรรมที่มีในชีวิตประจำวันแล้วทรงแสดงว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถจะปรากฏ และมีความจำที่จำทุกสิ่งทุกอย่าง จำทั้งเสียง จำทั้งสี จำทั้งกลิ่น จำทั้งรส จำหมดทุกอย่างรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด รวมเป็นเรา และรวมเป็นเขา แต่ว่าความจริงคือสภาพธรรมแต่ละอย่างนั่นเอง ถูกหรือผิด ถ้าถูก สามารถที่จะรู้ความจริงได้

    วันหนึ่งก็รู้ได้ถ้ามีความอดทน ถ้าขาดบารมีหนึ่งบารมีใด ไม่สามารถจะรู้ความจริงของสภาพธรรมเลย เพราะขณะนี้ทุกคนรับรองแน่นอนว่า สภาพธรรมขณะนี้เกิดแล้วจึงปรากฏ ที่กำลังปรากฏเพราะเกิดแล้วก็ดับด้วย มีใครไม่เห็นด้วยบ้าง ถ้าเป็นความจริงเช่นนี้ วันหนึ่งจะรู้ความจริงเช่นนี้ได้หรือไม่ วันนี้เดี๋ยวนี้รู้ไม่ได้ แต่บารมีคือความเพียร วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี ความจริงใจต่อการที่เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงก็ควรที่จะได้รู้ความจริงนั้น ไม่ใช่ว่ากี่ชาติก็เหมือนเดิม คือไม่ได้รู้ความจริงอะไรเลยตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งๆ ที่ชีวิตแต่ละขณะไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วก็หมดไปเรื่อยๆ

    ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ทุกคนเกิดมาแล้วเพื่อตาย มีใครบ้างหรือไม่ที่เกิดมาแล้วเพื่ออยู่ไปเรื่อยๆ โดยไม่ตาย เมื่อตายแล้วก็สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ อะไรๆ ก็ไม่เหลือ แต่ว่าความรู้ความเข้าใจจะสะสมสืบต่อ เหมือนกับที่แต่ละคนเกิดมามีอัธยาศัยที่ต่างกัน บางคนก็มีสติปัญญา บางคนก็มีศรัทธาในศีล ในทาน หรือว่าในการฟังธรรม แล้วแต่การสะสม เพราะฉะนั้นชาติหน้าเป็นใครดี มีปัญญาดีหรือไม่มีปัญญา ชาติหน้า

    ผู้ฟัง มีปัญญา

    ท่านอาจารย์ มีปัญญาดี แต่ถ้าชาตินี้ไม่มีปัญญา หวังว่าชาติหน้าจะมีได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จะเป็นบุคคลใดก็ตามการสะสมในแต่ละชาติ เป็นอนัตตาพอที่จะมั่นคงหรือยัง

    ผู้ฟัง คำว่าเกิดดับ ยากที่จะเข้าใจ เพราะเหตุว่านึกถึงเรื่องเทียนที่ปรากฏเป็นแสงสว่างแล้วดับไป จะต้องให้เห็นเกิดดับเช่นนั้น แต่จิตที่เกิดดับยากที่จะเข้าใจเช่นนั้น ก็เลยคิดว่าเป็นเรื่องยากและฟังยาก

    ท่านอาจารย์ มีใครคิดว่าง่ายบ้าง ไม่มีใครเลย ถ้าง่ายต้องเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ต้องบำเพ็ญพระบารมีที่สามารถจะเข้าใจถูก เห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ ส่วนใหญ่เมื่อฟังแล้วก็จะเห็น แต่ไม่ใช่จะเข้าใจ เห็นแล้วไม่เข้าใจนั้นมากมาย เห็นแล้วไม่รู้ว่าอะไร เกิดก็ได้ ดับก็ได้ หมดไปก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าอะไร การที่ขณะนี้สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ ใครทำ ใครสร้าง ไม่มีใครสามารถจะทำได้เลย เกิดแล้วปรากฏให้เห็นว่า เกิดแล้วโดยที่ไม่มีใครทำเลย คุณรัชฎาทำอะไรให้เกิดขึ้นบ้าง

    ผู้ฟัง ทำไม่ได้

    ท่านอาจารย์ มั่นคง คือทุกคำที่พูดไม่ลืมและมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ทำไม่ได้เพราะไม่มีเราที่จะทำ เป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยเท่านั้น ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดก็ไม่เกิด ทุกคำที่ได้ยินแล้วมีความเข้าใจ แต่ละภพแต่ละชาติสะสมจนกระทั่งเป็นความมั่นคง จึงสามารถที่จะเข้าใจธรรมยิ่งขึ้น เป็นปัญญาแต่ละระดับที่เจริญขึ้น เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่าปัญญาเจริญ ไม่ใช่เรา และปัญญาจะเจริญได้อย่างไรถ้าไม่มีความเข้าใจเดี๋ยวนี้ จะทำวิธีอื่นเป็นไปไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง เมื่อสมัยก่อนยังไม่ได้เรียนธรรม ถ้าพูดถึงว่าเหตุการณ์ปรากฏขึ้นก็จะคิดว่าต้องมีการทำ ไม่ว่าใครทำ อะไรทำ แต่เมื่อศึกษาแล้วก็เข้าใจความเป็นเหตุเป็นปัจจัย นี่คือประโยชน์ของการศึกษานั่นเอง

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นคำตอบที่ถามใช่หรือไม่ว่า การศึกษาธรรมมีประโยชน์อะไร

    ผู้ฟัง แล้วที่ท่านอาจารย์อธิบายคำว่าเกิดดับ ความเข้าใจก็จะดีขึ้นคือเข้าใจว่า สิ่งใดที่ปรากฏคือสิ่งนั้นได้เกิดปรากฏแล้วก็หมดไป

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีความเข้าใจธรรมที่มั่นคงขึ้น จะทุกข์ จะเดือดร้อนหรือไม่

    ผู้ฟัง น้อยลง

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าประโยชน์คือ ทุกคนแสวงหาทางที่จะทุกข์น้อย หรือว่าที่จะไม่ทุกข์ แต่ถ้าไม่มีปัญญา อย่างไรๆ ก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นแล้วไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วหมดไป ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้จริงๆ เพิ่มขึ้น คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือของเรา แล้วรู้ความจริงว่า แต่ละลักษณะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป ก็จะทำให้ความทุกข์น้อยลงแน่นอน

    ผู้ฟัง ความเห็นของผมคือการรู้เท่าทันว่า สิ่งที่เราได้รู้ในปัจจุบันขณะนั้นเป็นอนัตตา ไม่ได้รู้ด้วยความคิด รู้ด้วยปัญญาคือสิ่งนี้

    ท่านอาจารย์ ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจว่า เห็นขณะนี้ไม่ใช่ตัวตนได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ หนทางที่จะรู้ว่าขณะเห็นเป็นธรรม ซึ่งเกิดแล้วและก็ดับด้วย ถ้าไม่เป็นความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตากับเห็น เป็นอย่างเดียวกัน หรือต่างกัน เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ มีจริงๆ

    ผู้ฟัง มีจริงๆ

    ท่านอาจารย์ สภาพที่แท้จริงของสิ่งที่ปรากฏทางตาคืออะไร มีลักษณะอย่างไรจึงกล่าวว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นสิ่งที่ปัญญาสามารถเข้าใจได้ถูกต้อง สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถปรากฏ เมื่อจักขุปสาทกระทบสีสันวัณณะต่างๆ ได้ เพราะเหตุว่าธาตุที่ปรากฏทางตาขณะนี้มีจริง แต่ถ้าไม่กระทบกับจักขุปสาท สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ปรากฏไม่ได้ เช่น คนตาบอดมีโสตปสาทคือมีหู เสียงสามารถกระทบหู และมีสภาพซึ่งได้ยินเสียงเกิดขึ้น เสียงจึงปรากฏ ถ้าไม่มีสภาพที่รู้เสียง เสียงก็ปรากฏไม่ได้เลย แม้ว่าเสียงมีจริง เหมือนกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็มีจริง แต่ปรากฏไม่ได้ เหมือนรสต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหาร เราก็เรียกว่าขนุน ทุเรียน มะม่วง แต่รสซึ่งมีอยู่ในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งรวมกันมีรูปร่างสัณฐานปรากฏ ทำให้เราเรียกว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ทุเรียน หรือมะม่วง แต่รสมีรวมอยู่ในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม นั้น ถ้าไม่กระทบกับชิวหาปสาทคือลิ้น ตรงกลางลิ้น แล้วก็ไม่มีจิตที่สามารถลิ้มรสนั้น แม้รสนั้นมีก็ไม่ปรากฏ ถูกต้องหรือไม่ รสเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ปัญญารู้ทั่ว รู้ทั่วอะไร

    ผู้ฟัง รู้ทั่วว่านี่คือรส

    ท่านอาจารย์ รู้ทั่วสภาพธรรมที่มีจริงที่เกิดปรากฏ ถ้าไม่เกิดปรากฏจะรู้สิ่งนั้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีอะไรปรากฏ ขณะใดที่สามารถเห็นถูกเข้าใจถูกในความจริงของสิ่งนั้น นั่นคือปัญญา ถูกต้องหรือไม่

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ แล้วจะให้ปัญญาเกิดขึ้นเจริญขึ้นจนกระทั่งประจักษ์ว่า สภาพธรรมในขณะนี้เกิดจึงปรากฏ เป็นความจริงหรือไม่ ปัญญาสามารถที่จะรู้ถูกเห็นถูกเช่นนี้ เริ่มจากเมื่อไรกว่าจะรู้เช่นนี้ได้ เดี๋ยวนี้สามารถจะรู้ได้หรือไม่ กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ และทุกคนสามารถที่จะเข้าใจขั้นฟังว่า สิ่งที่ปรากฏขณะนี้เกิดแล้วจึงปรากฏ ถ้าไม่เกิดขึ้นปรากฏไม่ได้เลย แต่ที่ไม่รู้คือไม่รู้การเกิดขึ้นและดับไปของสิ่งที่กำลังปรากฏ ต้องเป็นปัญญาจึงจะรู้ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญาก็รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น กว่าปัญญาจะถึงระดับนั้น ปัญญาเริ่มเมื่อไรที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น ถ้าไม่รู้ว่าปัญญาเกิดเมื่อไร ปัญญาจะเจริญขึ้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ก็ไม่สามารถจะรู้ความจริงได้ ถ้ายังไม่รู้ว่าปัญญาเริ่มเกิดเมื่อไร

    ผู้ฟัง เกิดจากตอนที่สติเรายัง ...

    ท่านอาจารย์ ยังไม่พูดถึงสติเลย ถ้าพูดถึงสติก็สติคืออะไร คือทุกอย่างต้องเป็นความเข้าใจซึ่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งทั่วในระดับของการฟังเป็นสัจจญาณ ไม่คลอนแคลน เป็นผู้ที่มีความเข้าใจมั่นคงว่า ขณะนี้มีสภาพธรรมกำลังปรากฏจริง แต่ก่อนนี้ไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ จนกว่ามีการฟังพระธรรม เริ่มคิดเริ่มไตร่ตรองความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อได้ฟังว่าที่ได้ฟังมาจริงหรือไม่ นี่คือการเริ่มต้นของปัญญา

    ไม่ทราบว่าท่านผู้ฟังคิดว่าสติเป็นอย่างไร หรือมีความเข้าใจสติอย่างที่เข้าใจกันทั่วไปๆ ว่าเดินดีๆ ถ้าไม่มีสติจะหกล้ม เข้าใจเช่นนั้นหรือไม่ นั่นไม่ใช่สติ เพราะเหตุว่าภาษาไทยเราก็ใช้คำภาษาบาลี โดยที่เราไม่ได้เข้าใจความหมายว่าหมายถึงสภาพธรรมที่มีจริงแต่ละอย่าง

    ถ้าใช้คำว่าสติต้องเป็นธรรมฝ่ายดี สติจะไม่เกิดกับอกุศลจิต อกุศลธรรมเลย ขณะโกรธ สติจะเกิดกับจิตที่โกรธไม่ได้ เพราะเหตุว่าสติเป็นธรรมฝ่ายดี ระลึกเป็นไปในทาน ในศีล ในความสงบของจิตซึ่งเป็นสมถภาวนา หรือความสงบจากอกุศล และในการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม

    เพราะฉะนั้น สติเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่ต้องเป็นผู้ละเอียด ไม่ใช่ว่าใช้คำว่าสติง่ายๆ อะไรๆ ก็เป็นสติ ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ต้องรู้ว่าชีวิตประจำวันกุศลจิตเกิดมาก หรืออกุศลจิตเกิดมาก และการที่จะกล่าวว่ากุศลจิตเกิดมาก หรืออกุศลจิตเกิดมาก อาศัยอะไร ไม่ใช่ความคิดของเรา เพราะบางคนเขาคิดว่าเขาไม่มีอกุศลจิต วันนี้เขาไม่ได้ทำบาปอะไร ไม่ได้คิดร้ายอะไรกับใคร เขาก็เข้าใจว่าวันนั้นไม่มีอกุศลจิต นี่คือผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่ทราบความละเอียดว่า แท้ที่จริงแล้วอกุศลมีหลายระดับขั้น และกุศลก็ต่างกันไป เช่น วันหนึ่งๆ ตั้งแต่ตื่นมาทำอะไรบ้าง แสวงหาอะไรหรือไม่ จากหลับเป็นตื่น เมื่อตื่นก็แสวงหาอะไรหรือไม่ รู้ตัวหรือไม่ว่าแสวงหาตลอดเวลา เมื่อเริ่มตื่นแสวงหาอะไร หรือใครไม่ได้แสวงหา

    ในชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยการแสวงหาตั้งแต่ลืมตา เพราะขณะนั้นมีความต้องการ มีความติดข้อง แต่ไม่ใช่การสละ และไม่ใช่การละความติดข้อง เพราะฉะนั้นจะต้องรู้ความต่างกันว่า ถ้าจะเข้าใจสติก็คือ ขณะใดที่เป็นกุศลประเภทหนึ่งประเภทใด ขณะนั้นมีสติที่เกิดขึ้นระลึกได้เป็นไปในกุศลนั้นๆ กุศลนั้นๆ จึงเกิดขึ้นได้ ถ้าวันนี้ไม่มีการให้ทานเลย ซึ่งทานก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มากมายใหญ่โต แม้เล็กๆ น้อยๆ ที่ให้เพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ขณะนั้นก็ต้องเกิดจากจิตที่ดีงาม ขณะนั้นสติเกิดระลึกเป็นไปในการที่จะให้ บางคนก็สงสารคนอื่นเหมือนกันที่เขาทำงานหนัก แต่ก็ยังไม่ช่วย ถ้าช่วยเมื่อไร สติก็เกิดขึ้นระลึกเป็นไปในการช่วยและทำทันที นั่นคือความละเอียดของสภาพธรรมหลายประเภททีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทาน ในเรื่องของศีล

    ด้วยเหตุนี้ต้องเข้าใจสติก่อน แล้วถึงจะสามารถที่จะรู้ว่าสติต่างกันหลายระดับ เคยโกรธใครหรือไม่ วันนี้ขุ่นๆ ใจบ้างหรือไม่ ขณะกำลังขุ่นใจมีสติหรือไม่ สติเกิดร่วมด้วยหรือไม่ขณะที่กำลังไม่ชอบ แต่ถ้าเกิดสติ มีประโยชน์อะไร สะสมความไม่ชอบไปอีกแล้ว วันหนึ่งๆ ถ้าคนที่ขุ่นใจบ่อยๆ นิสัยใจคอในอนาคตจะเป็นอย่างไร ขี้โมโห ทุกคนตอบ แม้แต่สิ่งที่น่าพอใจก็ยังไม่พอใจ

    แสดงให้เห็นว่าเป็นการสะสมสิ่งที่เป็นอกุศล แต่ถ้าสติเกิดมีประโยชน์หรือไม่ ใครเสียประโยชน์ คนที่เราโกรธไม่เสียประโยชน์อะไรเลย กำลังสบายสนุกสนานก็ได้ แต่ในขณะนั้นผู้โกรธเองที่เดือดร้อน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าความโกรธนั้นจะมากขึ้นถึงระดับไหน ระดับที่จะพูดหรือจะทำสิ่งซึ่งทำร้ายคนอื่นด้วยกำลังของอกุศล โทษอยู่ที่ใคร ก่อนที่คนอื่นจะถูกทำร้าย อกุศลของคนที่มีความโกรธแรงกล้าจนกระทั่งสามารถที่จะทำร้ายคนอื่น ก่อนจะทำร้ายคนอื่น ไม่สุขเลยในขณะที่เกิดโกรธขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าขณะนั้นสติเกิด ไม่เห็นประโยชน์ของอกุศล ขณะนั้นสามารถที่จะเป็นสติที่ระงับอกุศลแล้วเป็นไปในกุศลได้ ด้วยเหตุนี้กุศลทุกประเภท ไม่ว่าระดับของทาน หรือศีล หรือความสงบของจิต แม้ในวันหนึ่งๆ ก็เพราะสติเกิดขึ้นระลึกเป็นไปในกุศลประเภทนั้นๆ กุศลประเภทนั้นๆ จึงเกิดขึ้น

    สำหรับคำที่ทุกคนรู้สึกจะอยากมีและสนใจกันคือ สติปัฏฐาน รู้สึกว่าเป็นสติอีกระดับหนึ่งที่สูงกว่าสติทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เพียงได้ยินคำว่าสติปัฏฐาน แต่ยังไม่รู้เลยว่าสติปัฏฐานคืออะไรก็อยากมีแล้ว ถามเลยว่าทำอย่างไร ถ้าถามว่าทำอย่างไรสติปัฏฐานจะเกิด ถูกหรือผิด ไม่มีความเข้าใจว่าสติปัฏฐานคืออะไร ก็มีความเป็นเรา เป็นตัวตนที่คิดว่าจะทำสติปัฏฐาน ทั้งๆ ที่ต้องมีความเข้าใจในขั้นต้นตั้งแต่ขั้นฟังว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ธรรมเกิดแล้วดับไป ไม่ว่าจะเป็นเห็น ได้ยิน คิดนึก เป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วดับไปหมดไม่เหลือเลย ไม่มีใครเป็นเจ้าของธรรมแต่ละอย่างได้เลย แม้สติเกิดแล้วก็ดับไปด้วย

    แต่เมื่อไม่มีความเข้าใจเช่นนี้ เพียงได้ยินคำว่าสติปัฏฐานเป็นสติอีกระดับหนึ่งซึ่งสูงกว่าขั้นทาน ขั้นศีล ขั้นความสงบของจิต ก็อยากมี เพราะฉะนั้นมีไม่ได้ ถ้าไม่มีความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าสติปัฏฐานคืออะไร ใครก็ตามที่อยากมีสติปัฏฐานโดยที่ไม่รู้ว่าสติปัฏฐานคืออะไร จะมีได้หรือไม่ คนที่ยังไม่ได้มีพื้นฐานของความเข้าใจธรรมอย่างมั่นคง จะสามารถเข้าใจถึงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเลย ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง มีคำถามต่อไปว่า อะไรช่วยให้มีความอาจหาญร่าเริง มั่นคง ไม่หวั่นไหวในการเจริญกุศล


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    11 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ