ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๑

    สนทนาธรรม ที่ กองบิน ๔๑ จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ท่านอาจารย์ บางคนก็มีศีลุปนิสัย มีศรัทธาในศีล ไม่กล่าววาจาที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่สบาย และก็ไม่มีความประพฤติทางกายทางวาจา ซึ่งเบียดเบียนคนอื่นด้วย แต่ว่าไม่ได้ฟังธรรมเลย ทั้งๆ ที่มีโอกาสในการที่เกิดเป็นมนุษย์ และจะเป็นมนุษย์อีกนานเท่าไร ก็ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ เพราะฉะนั้นโอกาสที่ประเสริฐสุด ยิ่งกว่าการได้ลาภได้ยศทั้งหมดก็คือว่า ได้มีการเข้าใจธรรม อย่างที่กล่าวว่าแล้วจะให้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน ซึ่งมีภาระแล้วก็จะได้เข้าใจธรรมมากขึ้น เป็นไปได้ไหม ถ้ามีศรัทธาเพิ่มขึ้น เพราะเหตุแม้แต่ศรัทธาของการฟังธรรมมาจากไหน ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมเลยไม่มีศรัทธานี้แน่นอน มีศรัทธาเพียงขั้นทานและศรัทธาขั้นศีล แต่เวลาที่ฟังเริ่มเห็นประโยชน์ศรัทธาเพิ่มขึ้น เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ศรัทธามั่นคงขึ้น ที่จะไม่ฟังธรรมเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะว่าหลายคนก็ฟังมากันที่ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มเห็นประโยชน์ เวลาอ่านหนังสือพิมพ์มีไหม เวลาดูโทรทัศน์มีไหม เวลาธรรมดานั่งในรถเวลาไปไหนไม่ได้ฟังอะไรที่เป็นสาระ ก็สามารถที่จะฟังได้ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาและการเห็นประโยชน์ คงไม่ลำบากใช่ไหมการฟังธรรม

    ผู้ฟัง การที่พระสงฆ์ออกมาเรียกร้องให้พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติท่านคิดอย่างไร

    ท่านอาจารย์ พระสงฆ์คือใคร คือปัญหาทั้งหมด ถ้าไม่รู้ความจริงก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจตามความเป็นจริงได้ ก่อนอื่นมีคำว่าภิกษุกับสงฆ์ ซึ่งคนที่ยังไม่ได้เริ่มศึกษาจริงๆ ก็จะปะปนกัน ภิกษุคือบุคคลที่ได้บวชอุปสมบทรักษาศีลตามพระวินัย ไม่ใช่ว่าบวชแล้วไม่ได้ประพฤติตามพระวินัย แล้วจะเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้อง การบวชไม่ใช่การบังคับ ในครั้งพุทธกาลต้องเป็นผู้ที่มีศรัทธาและก็รู้อัธยาศัยของตนเอง เพราะว่าการที่จะเข้าใจธรรม ธรรมเป็นธรรมไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร ก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ ด้วยเหตุนี้พุทธบริษัทจึงมี ๔ ภิกษุภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สำหรับอุบาสกอุบาสิกา ก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมถึงความเป็นพระอนาคามี เมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสหมดก็จะไม่เป็นคฤหัสถ์อีกต่อไป นี่ก็คือเพศที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะศึกษาพระวินัยก็จะรู้ความต่างกัน ของเพศบรรพชิตกับคฤหัสถ์ เหมือนฟ้ากับดิน เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยในการที่จะอบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิต ซึ่งหมายความว่าละทั่ว ละวงศาคณาญาติ โภคทรัพย์สมบัติมิตรสหาย ทุกสิ่งทุกอย่างในเพศของคฤหัสถ์ เสื้อผ้าทั้งหมดก็เหลือเพียงจีวรอัฐบริขารแล้วก็เป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่สบาย ในการละชีวิตที่มากด้วยภาระ ความกังวลต่างๆ อย่างคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงใจ ต่อการที่จะเป็นภิกษุในธรรมวินัย

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น เราก็ทราบว่าในครั้งที่เป็นปฐมกาล ที่ได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดงธรรม ยังไม่ได้ทรงบัญญัติวินัยเลยสำหรับบรรพชิต พระภิกษุที่มีศรัทธาในสมัยต้นๆ ท่านเป็นผู้ที่มีปัญญาที่สะสมมาแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีความประพฤติผิดทางกายทางวาจา และพระวินัยบัญญัติ ก็ไม่ได้บัญญัติทีเดียวทั้งหมด แต่ว่าบัญญัติตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดเพราะอกุศลจิตซึ่งยังไม่ได้ดับ เพราะฉะนั้นก็มีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมกับเพศบรรพชิต ด้วยเหตุนี้เมื่อมีความประพฤติของพระภิกษุใดที่ไม่เหมาะสม ก็ได้ทรงประชุมสงฆ์แล้วก็บัญญัติวินัยให้พระภิกษุในธรรมวินัยประพฤติปฏิบัติตาม ผู้ที่มีความเคารพในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพด้วยการฟังพระธรรมด้วยความจริงใจ ที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง เคารพที่จะประพฤติปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงบัญญัติ ไม่ใช่เพียงแต่ว่าศึกษาธรรม เพราะว่าจริงๆ แล้วปัญญามีหลายขั้น ปัญญาที่สำเร็จจากการฟังเข้าใจ เป็นปัจจัยที่จะให้มีการรักษากายวาจาในทางกุศลเป็นศีลมยญาน ถ้าเราไม่มีปัญญาเราก็มีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมทางกายทางวาจา เล็กน้อยมากมายต่างกันไปตามลำดับ แต่ไม่มีปัญญาละเอียดขึ้นเห็นโทษมากขึ้น การขัดเกลาทางกายวาจาก็ละเอียดขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ธรรมวินัยของบรรพชิตจึงมีมากตามเพศของบรรพชิต ซึ่งพระภิกษุที่เคารพในพระศาสดา ก็จะต้องเคารพทั้งพระธรรมและพระวินัย ตามกำลังของปัญญาด้วย ถ้ามีปัญญาแม้แต่คฤหัสถ์กายวาจาก็เปลี่ยนไปในทางกุศลเพิ่มขึ้น และสำหรับบรรพชิตเมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นการที่จะประพฤติผิดจากพระธรรมวินัยก็เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้คฤหัสถ์ควรจะต้องได้ศึกษาพระวินัยด้วย เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเกื้อกูลอนุเคราะห์บรรพชิตไม่ให้ประพฤติผิดธรรมวินัย แต่ว่าในกาลสมัยนี้ก็เป็นสมัยซึ่งเราก็ต้องรู้จักโลกตามความเป็นจริงว่ากาลสมัยไหนก็เปลี่ยนมา แต่ถึงอย่างนั้นพระธรรมวินัยก็เปลี่ยนไม่ได้ด้วยความเคารพในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ และในพระมหากรุณาคุณ ที่ทรงแสดงว่าเพศบรรพชิตอาศัยชาวบ้าน เพราะฉะนั้นก็อยู่ด้วยศรัทธาของชาวบ้าน ต้องไม่ประพฤติให้ชาวบ้านรังเกียจหรือเห็นว่าไม่เหมาะสม

    เพราะว่ากิจของสมณะหรือบรรพชิต ก็มี ๒ ธุระในพระศาสนา นอกจากชีวิตประจำวัน ก็คือการศึกษาพระธรรมวินัย และการอบรมเจริญปัญญา ที่จะรู้แจ้งธรรมตามปฏิญาณที่ตั้งไว้ว่า จะประพฤติธรรมในเพศของบรรพชิต เพื่อที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะว่าถึงไม่บวชก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระอนาคามีได้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงแค่โสดาบัน หรือพระสกทาคามีบุคคล แต่ถึงความเป็นพระอนาคามี ด้วยเหตุนี้ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ถ้ากล่าวถึงภิกษุบุคคลเป็นแต่ละรูปแต่ถ้ากล่าวถึงสงฆ์หมายความถึงคณะของพระภิกษุที่รวมกัน แล้วแต่ว่าจะเป็นในทางไม่ไม่วินัยหรือว่าในเรื่องของพระสูตรก็ได้ หมายความว่าถ้าใช้คำว่าสงฆ์คือคณะโดยทั่วไปๆ ในภาษาบาลี เพราะว่าภาษาแต่ละภาษาก็มีความหมายที่ใช้ทั่วไปด้วย ไม่ใช่ว่าจะต้องมีความหมายเดียว เฉพาะที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก เพราะว่าเวลาที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดงธรรม ก็ต้องใช้ภาษาที่คนในถิ่นนั้นเข้าใจอยู่แล้ว ไม่ได้ไปคิดคำใหม่ภาษาใหม่ แต่ว่าครั้งที่ได้ทรงใช้ส่องถึงลักษณะของสภาพธรรม มีการจำกัดความหมาย เพราะฉะนั้นก็มีตั้งแต่ภาษาธรรมดาทั่วไปใช้คำเดียวกัน แต่ว่าเวลาที่มีการเจริญขึ้นของธรรมนั้น ก็มีคำที่แม้ว่ายังใช้คำนั้นอยู่ แต่ก็จะต้องเจาะจงว่า หมายความถึงขณะไหนด้วย นี่ก็เป็นเรื่องละเอียดของธรรมวินัย เพราะฉะนั้นก็มีความต่างกันของภิกษุกับสงฆ์ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะใช้คำว่าสงฆ์อย่างนั้นสงฆ์อย่างนี้ แต่ความจริงเป็นภิกษุบุคคล ถ้าเห็นภิกษุบุคคลมีความประพฤติ ไม่เป็นไปตามพระวินัยไม่ใช่สงฆ์แต่เฉพาะภิกษุนั้น เวลาที่ใช้คำว่าสงฆ์ในพระวินัยก็คือว่า เมื่อมีกิจที่สงฆ์จะต้องกระทำ เช่นในการบวชจะต้องมีภิกษุกี่รูป การกระทำกิจของสงฆ์นั้นจึงจะสำเร็จได้ แต่เมื่อได้กระทำกิจนั้นเสร็จแล้วเป็นภิกษุบุคคล ตราบใดที่ไม่ได้ทำกิจของสงฆ์ก็เป็นภิกษุบุคคล เพราะฉะนั้นเวลาที่กล่าวถึงสงฆ์ หมายความถึงคณะสงฆ์ แต่เวลาที่กล่าวถึงบุคคลก็เป็นแต่ละบุคคลไป ด้วยเหตุนี้การกระทำใดๆ ที่ไม่เป็นไปเพื่อการละ ไม่เป็นไปเพื่อการสละ แต่เป็นการเรียกร้อง ในพระธรรมวินัยไม่ได้กล่าวไว้ว่าเป็นหน้าที่ของสงฆ์ หรือว่าไม่ได้กล่าวไว้ว่าเป็นหน้าที่ของภิกษุด้วย เพราะว่าภิกษุคือผู้ละทั่ว

    ผู้ฟัง ธรรมของพระพุทธองค์กล่าวถึงความจริง ความจริงเกี่ยวกับตัวเรา เกิดมาแล้วก็ต้องแก่ต้องเจ็บและต้องตาย คนเราเกิดมาก็ต้องตายเอาอะไรไปไม่ได้ ควรจะหาทรัพย์แค่ไหนจึงจะพอ ขอเป็นคำถามสุดท้าย

    ท่านอาจารย์ เมื่อเร็วๆ นี้ เราก็สนทนากันตามข้อความในพระสูตร ซึ่งมีข้อความสั้นๆ ว่าตามมีตามได้ พอไหม แต่ละคนตามมีตามได้ แต่ต้องเป็นปัญญาจึงสามารถที่จะตามมีตามได้ เพราะรู้ว่าเราไม่สามารถที่จะได้สิ่งที่เราอยากจะได้ แต่ว่าสิ่งที่ได้มามีเหตุที่ทำให้ได้มา ถ้าเป็นผลของกุศล กุศลแต่ละขณะที่ทำก็มีความต่างกัน บางคนมีศรัทธามากมีความเพียรมาก มีจิตใจที่ไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนเลย กุศลนั้นก็ผ่องใส เพราะฉะนั้นผลก็มาก ถ้าเราทำกุศลมาเพียงเล็กน้อยและก็หวังมากๆ และก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นตามมีตามได้ก็คือ ตามผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว แล้วก็กรรมทำให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ ตั้งแต่ปฏิสนธิจิตคือจิตขณะแรก เป็นผลของกุศลกรรมก็จริง แต่ว่าการกระทำกุศลของแต่ละคนในแต่ละกาลก็ต่างกันไป อย่างที่ได้กล่าวถึงทั้งศรัทธา ทั้งวิริยะ ทั้งความผ่องใสของจิต ทั้งประกอบด้วยปัญญาหรือว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา นอกจากนั้นยังประมวลมาซึ่งกรรมที่ได้กระทำแล้ว ทุกคนที่เกิดเป็นมนุษย์และเป็นผลของกุศล ไม่ทาน ก็ศีล ไม่ทานศีล ก็ภาวนาแต่ทำไมก็ยังต่างกันอยู่ดี นี่ก็แสดงให้เห็นว่าต่างกันทั้งรูปร่างหน้าตา ต่างกันทุกสิ่งทุกอย่าง ตามมีตามได้ พอใจหรือยัง ตามมีตามได้ นี่คือตามมีที่กำลังมีอยู่ ตามได้คือที่จะได้มาจะได้มากได้น้อย ตอนเย็นนี้จะได้อาหารอะไรก็ไม่ทราบใช่ไหม เค็มไปหวานไป เปรี้ยวไปหรือเปล่าตามมีตามได้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ เดือดร้อนมากไหม หรือว่ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ก็จะทำให้สามารถที่จะรับเหตุการณ์ทุกอย่างได้ เพราะจริงๆ แล้วไม่มีใครทำอะไรให้ใครได้เลย นอกจากตนเองได้ทำมาแล้ว ถ้าได้สุขเพราะเคยให้สุขกับคนอื่นมาแล้ว ถ้าเป็นทุกข์เกิดความเดือดร้อน หรือว่าโรคภัยไข้เจ็บหรือถูกทำร้าย อย่าเข้าใจผิดว่าคนอื่นทำให้ เราได้ทำเหตุไว้แล้วสิ่งนี้จึงเป็นผลที่ต้องเกิด ต้องมีกายปสาทรูป ซึมซาบอยู่ทั่วตัว ถึงกาลที่ผลของอกุศลกรรมให้ผล ถึงไม่มีใครทำร้ายเลยก็เป็นโรคร้ายต่างๆ ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ในเรื่องตามมีตามได้ก็ไม่เดือดร้อน เพราะเป็นผู้ที่มีปัญญารู้ว่า ทุกอย่างเกิดตามเหตุตามปัจจัย

    สนทนาธรรมที่บ้านธัมมะเชียงใหม่ วันที่ ๑๒ กรกฎาคมพุทธ ศักราช ๒๕๕๐

    ท่านอาจารย์ ที่จะมีเรื่องราวต่างๆ ได้เพราะมีการเห็น มีการได้ยิน มีการคิดนึกโดยไม่รู้จักแหล่งหรือต้นตอ ของความคิดนึกเลยว่ามาจากไหน ถ้าไม่มีการเห็นไม่มีการได้ยินต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ก็ไม่มี ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ศึกษาธรรมจึงรู้จักโลกในวินัยของพระอริยะ เป็นโลกที่จะกำจัดความไม่รู้และกิเลสทั้งหลาย เพราะเหตุเป็นคนที่มีวิชาความรู้มากมายทางโลก แต่ไม่รู้เลยเป็นคนที่มีวิชาความรู้มากมายทางโลก เพียงช่วงที่มีชีวิตอยู่ต่อจากนั้นคนนั้นหายไปไหนไม่กลับมาอีกเลย แต่ละคนที่เรารู้จักด้วย ณ บัดนี้อยู่ที่ไหนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ถ้าจะอยู่ในโลกอื่นก็ไม่ใช่บุคคลนี้อีกต่อไป คือจะเป็นคนนี้ไม่ได้ อย่างไรๆ ก็เข้าใจว่าเที่ยงเป็นคนนี้มีชีวิตอยู่ เพียงชั่วขณะที่ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นความจริงแล้วชั่วคราวจริงๆ แล้วก็หมดความเป็นบุคคลนี้ จะหาที่โลกไหนอีกก็ไม่เจอ นี่แสดงให้เห็นว่าชั่วคราวที่เกิดมา เป็นสุขเป็นทุกข์ เห็นบ้างได้ยินบ้าง ศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆ มีความคิดว่าเป็นเรา มีความรู้มากมายแล้วก็จากโลกนี้ไปไหนไม่เหลือเลยเป็นอย่างนี้ทุกๆ ชาติ เพราะฉะนั้นโลกในวินัยของพระอริยเจ้าก็ไม่พ้นจากโลก ๖ โลก ซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว ยากที่ใครจะรู้ได้ แต่สามารถที่จะค่อยๆ ฟังและเข้าใจความจริงว่า เมื่อกล่าวถึงโลกผู้ที่ไม่รู้จักโลกก็กล่าวถึงโลกที่เป็นไปตามความคิดนึก แต่ผู้ที่รู้จักโลกจริงๆ ก็คือว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปไม่เหลือเลย ขณะที่หลับสนิทไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึกแต่ตื่นแล้วเห็นเป็นวิถีจิต

    เพราะฉะนั้นเวลาที่ได้ยินคำว่าวิถีจิต ก็ต่างกับขณะที่หลับสนิท เพราะว่าในขณะที่หลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จะอยู่บนสวรรค์ในมนุษย์ในบ้านบ้านนี้หรือว่านอกบ้านหรือว่าที่พักหรืออะไร ก็ไม่มีการที่จะรู้สิ่งใดๆ ทั้งสิ้นนั่นไม่ใช่วิถีจิต แต่พอตื่นแล้วมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเป็นวิถีจิต เพราะว่าต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด ขณะนั้นจึงต่างกับขณะที่หลับสนิท เช่นทุกคนตื่นก็เห็นขณะที่เห็นนี่แหละเป็นวิถีจิต เพราะว่าต้องอาศัยตาเป็นปัจจัย ให้รู้สิ่งที่กำลังกระทบตาและก็จิตเห็นเกิดขึ้นกำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ให้ทราบว่าขณะเห็นเป็นวิถีจิต ที่กล่าวว่าไม่มีใครสามารถที่จะเอาอะไรไปโลกหน้าได้เลย เวลาที่จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ความละเอียดของธรรมก็คือว่า ยังไม่ได้จากโลกนี้ไปเลยทั้งๆ ที่กำลังเห็น แต่เข้าใจว่าเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นของเรา หรือว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งนั้น สมุดของเรา กระเป๋าของเราเป็นต้น แต่ว่าตามความเป็นจริงเพียงเห็นขณะที่เห็นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้วหมดไป ทั้งเห็นและสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นแม้สิ่งที่ปรากฏก็ไม่ใช่ของใคร และจิตที่เกิดขึ้นเพียงเห็นสิ่งนั้น จะเอาสิ่งนั้นมาเป็นของจิตเห็นไม่ได้ หรือว่าจะเอาสิ่งที่ปรากฏมาเป็นของเรา จำไว้ว่ายังมีอยู่ยังไม่ได้ดับไปก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่ไม่ปรากฏสิ่งนั้นมีหรือเปล่า แม้ว่าจะมีเหตุปัจจัยสมุฏฐานที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดแต่สภาพธรรมใดๆ ก็ตาม ที่ท่านผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง ความจริงคือสิ่งใดที่เกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ไม่เหลือเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีก และก็เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วย แต่ด้วยความรวดเร็วก็ไม่รู้ คิดว่าเห็นอะไรสิ่งนั้นเป็นของเรา แต่ความจริงจิตทุกขณะเป็นสภาพธรรม ที่เพียงเกิดขึ้นทำกิจการงาน เช่นขณะที่เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ใช่ของใครเลย แม้จิตเห็นสิ่งนั้นแล้วก็ดับ และสิ่งที่ถูกเห็นก็ดับ เช่นเดียวกับเสียงกำลังได้ยินเสียง จะเป็นเสียงของใคร ไม่ว่าจะเป็นเสียงของเรา โดยที่ยังไม่จากโลกนี้ไปเลย แต่ความเป็นจริงก็คือว่ามีเสียงปรากฏ เมื่อมีจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น แต่เสียงที่จิตได้ยิน เสียงนั้นไม่ใช่ของจิตได้ยิน เสียงเป็นเสียง จิตได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียง แล้วทั้งเสียงและจิตได้ยินก็ดับไป เพราะฉะนั้นไม่มีเรา ที่จะหมดสิ้นไปเพียงเมื่อจากโลกนี้ ทุกๆ ขณะนี้กำลังจากโลกนี้ และให้มีความเข้าใจถูกต้อง ว่าวิถีจิตต่างกับจิตไม่ใช่วิถีจิต คือขณะที่หลับสนิทใช้คำว่าภวังคจิต เพราะว่าเป็นจิตซึ่งเกิดดับดำรงภพชาติเป็นผลของกรรม ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าวิบากจิต ตราบใดที่กรรมยังไม่สิ้นสุดในการที่จะให้เป็นบุคคลที่มีชื่อนี้โดยสมมติว่าชื่ออย่างนี้ ก็จะเป็นบุคคลที่เป็นชื่อนี้ไปจนถึงขณะสุดท้ายที่กรรมไม่เป็นปัจจัยให้เป็นบุคคลนี้ ได้รับผลของกรรมอย่างนี้อีกต่อไป นี่ก็เป็นเรื่องของธรรม เป็นเรื่องจริงในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีใครคิดว่าเป็นใคร มีสมบัติมากมาย มีลาภมียศมีสักการะ นั่นเป็นเพียงความคิด แต่ว่าเมื่อจิตเกิดขึ้นเป็นวิถีจิต ก็เพียงแต่รู้สิ่งที่ปรากฏแล้วก็หมดไป

    ผู้ฟัง อาจารย์ ผมขอเรียนถามในเรื่องของปัญญาทางโลกและทางธรรม ปัญญาทั้งสองอย่างนี้อาจารย์ มันมีส่วนส่งเสริมสนับสนุน ความเข้าใจธรรม หรือว่าขัดขวางมากน้อยเพียงไร โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น

    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าเป็นใครที่จะรู้จักธรรมได้ก็โดยการฟังก่อน ไม่ใช่ว่าด้วยการคิดเอง จะศึกษาทางโลกมากสักเท่าไหร่ แล้วคิดเองไม่ได้เลย เพราะว่าไม่ได้รู้จักธรรมเวลาที่ใช้คำว่าปัญญาทางธรรมกับปัญญาทางโลก ให้ทราบว่าปัญญาทางธรรมนั้นคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ในความจริงของสิ่งที่มีแม้ชั่วขณะที่สั้นมาก ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ปัญญาก็สามารถที่จะรู้ธรรม คือความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏได้ นั่นคือปัญญาทางธรรม เพราะฉะนั้นใครจะมีความรู้มากมายสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ด้วยตัวเองได้ ถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะเกิดแล้วก็ดับ สำหรับปัญญาทางโลกก็เป็นเรื่องของความคิดนึก เพราะคนที่มีความรู้ทางโลกมาก จะรู้ไหมว่าขณะนี้เห็นเป็นธาตุ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ นี่คือปัญญาทางธรรม เพราะฉะนั้นปัญญาทางโลก ก็เป็นแต่เพียงความคิดนึกเรื่องราวต่างๆ โดยที่ไม่รู้ความจริงสักอย่างเดียวของธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เพราะฉะนั้นที่ถามว่าคนที่มีความรู้มากๆ ทางโลกจะเกื้อกูลต่อการที่จะรู้ทางธรรมไหม ก็ดูความสนใจของคนที่ศึกษาทางโลกว่า คนที่ศึกษาทางโลกสนใจฟังธรรมหรือเปล่า ถ้าไม่สนใจฟังธรรมเลยจะสามารถเข้าใจได้ไหม และเมื่อฟังธรรมแล้วทุกคนก็กล่าวว่าไม่มีอะไรยากเท่ากับธรรม ไม่ว่าจะเป็นวิชาการสาขาใดๆ ทั้งหมด ทั้งผู้ที่มีอาชีพต่างๆ ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ และใครทุกคน ที่ได้ฟังธรรมแล้วก็กล่าวว่าไม่มีอะไรที่ยากกว่านี้อีก ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง เพราะว่าใครจะสามารถกล่าวคำนั้นๆ ได้ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทรงแสดง เป็นสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง แม้แต่เพียงขั้นฟัง ก็ต้องเป็นผู้ที่จริงใจ ฟังเพื่ออะไรไม่ใช่ฟังเล่นๆ ไม่ใช่ฟังเพราะอยากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รู้ธรรม พูดธรรม เข้าใจธรรม บอกธรรม หรือสอนธรรม แต่ความจริงใจก็คือว่าเข้าใจคำที่ได้ยินได้ฟัง ว่าหมายความถึงความจริงที่กำลังปรากฏ ซึ่งสามารถที่จะเข้าใจได้ เมื่อมีความสนใจและศรัทธาที่จะเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่บุคคลไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีความรู้มากทางโลก จะสะสมศรัทธาที่จะฟังธรรม หรือว่าถ้าสะสมศรัทธามาฟังนิดหน่อย ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง สนใจบ้างไม่สนใจบ้าง จะเข้าใจมากได้ไหม และการฟังธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก การฟังต้องละเอียดจริงๆ ต้องไตร่ตรองให้เข้าใจทุกคำที่ได้ยินให้ถูกต้อง เพื่อละความไม่รู้ เพื่อละความเข้าใจผิด เพราะรู้ว่าสิ่งที่มีจริงขณะนี้ ความรู้ขั้นฟังเพียงเริ่มรู้ว่าเป็นธรรม เริ่มที่จะเข้าใจธรรม แต่ยังไม่ประจักษ์ความจริงของธรรม แต่พระธรรมที่ทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์โลก มีตั้งแต่ขั้นต้นคือขั้นฟังเข้าใจก่อน ถ้ายังไม่มีความเข้าใจปัญญาขั้นต่อๆ ไป เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ฟังแล้วให้มีความต้องการสิ่งใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่ฟังแล้วรู้ความจริงว่า แม้แต่ความต้องการก็เป็นสิ่งที่มีจริงเป็นสภาพธรรม แต่ไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่ของใคร


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    23 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ