ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๐
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วก็มีจิตเห็น เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ขณะใดที่ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นเสียงปรากฎ เสียงก็จริง สภาพที่กำลังได้ยินเสียงก็จริง กำลังฟังมีความเข้าใจว่า เป็นธรรมที่มีลักษณะต่างๆ กันไป แต่เวลาที่ธรรมจริงๆ เกิดขึ้นรู้หรือไม่ว่า เป็นธรรม หรือสงสัย หรือไม่รู้
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ตอนที่เรากำลังฟัง แต่ขณะที่สภาพธรรมปรากฏนั่นเอง มีความรู้ถูก มีความเห็นถูก ในลักษณะของสภาพธรรมหรือไม่ และมีความเข้าใจหนทางที่จะรู้ถูกต้องหรือไม่ หรือเพียงแต่คิดไปเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ต่างกัน ไม่ใช่ขณะอื่น เพราะว่าส่วนใหญ่จะพูดถึงขณะอื่นมากเลย แต่ว่าขณะนี้มีสภาพธรรมที่ปรากฏ
ผู้ฟัง เรียนถามเรื่องอนัตตา ถ้าเรายกแขน รูปเป็นอนัตตาหรือไม่
ท่านอาจารย์ ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหมด ธรรมทั้งปวง จะใช้อีกกี่คำก็แล้วแต่ให้ทราบว่าเป็นธรรม ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เคยเข้าใจว่ามี แต่เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะ
ผู้ฟัง การเคลื่อนไหว กายเคลื่อนไหวก็เป็นลักษณะของกาย
ท่านอาจารย์ การเคลื่อนไหว มีจริงๆ หรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง เพราะขณะนี้ก็มีการเคลื่อนไหว
ท่านอาจารย์ มีจริงก็เป็นธรรม จิต เจตสิก เป็นสภาพรู้ มองเห็นจิต เจตสิก หรือไม่
ผู้ฟัง มองไม่เห็น
ท่านอาจารย์ มีจิต เจตสิก หรือไม่
ผู้ฟัง มี มั่นใจ
ท่านอาจารย์ แล้วจิต เจตสิก เคลื่อนไหวได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มั่นใจ
ท่านอาจารย์ ไม่มั่นใจ หมายความว่า บางครั้งจิตเคลื่อนไหวใช่หรือไม่ ลองบอกว่าเมื่อไรที่จิตเคลื่อนไหว ถ้าคิดว่าจิตเคลื่อนไหวได้ เมื่อไรที่จิตเคลื่อนไหว
ผู้ฟัง เคลื่อน เดินไปไหนไม่ได้ เคลื่อนไหว ตีความคำว่าเคลื่อนไหวนี้ก่อน
ท่านอาจารย์ มือกำลังเคลื่อนไหวหรือไม่
ผู้ฟัง มือเคลื่อนไหวได้ ตีความเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวได้หรือไม่ได้ แยกประเด็นนี้ก่อน
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เป็นการคิดไตร่ตรองของตัวเราเองจะได้หมดความสงสัย ไม่ว่าใครจะตอบว่าอย่างไร แต่ถ้าเราไม่พิจารณาแล้วไม่เป็นความเข้าใจจริงๆ เราก็ยังสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้น เคยคิดว่าจิตเคลื่อนไหวได้ เพราะบอกว่าบางครั้งและไม่แน่ใจ ใช่หรือไม่ แสดงว่าจิตบางครั้งคงจะเคลื่อนไหวได้ ถ้าตอบว่าไม่แน่ใจว่า จิตเคลื่อนไหวได้หรือไม่ แต่ขอให้คิดว่าขณะที่กำลังคิด จิตเคลื่อนไหวไปไหนหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เคลื่อนไหว
ท่านอาจารย์ จิตเกิดแล้วดับ เคลื่อนไหวไม่ได้เลย แต่ว่าจิตเกิดแล้วดับไป การดับไป หมดไป ปราศไป การไม่เหลือเลยของจิตขณะก่อน เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที
ผู้ฟัง ที่ว่าเกิดดับ ใช้คำว่าเคลื่อนไหวได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้ไปไหน จะใช้คำว่าเคลื่อนกับไหวได้อย่างไร เพราะว่าจิตไม่ได้ไปไหนเลย เกิดตรงไหน ดับตรงนั้น
ผู้ฟัง กระจ่างตรงนี้ เพราะว่าเกิดดับก็อยู่กับที่ เกิดตรงนั้น ไม่ได้ย้ายไปไหน ไม่ได้ไปตรงไหน การเคลื่อนไหวหมายถึงว่าจะต้องจับไมโครโฟน ต้องเดิน เป็นต้น
ท่านอาจารย์ เราก็ใช้คำธรรมดาที่เราเข้าใจ การเคลื่อนไหวคือจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง จิตซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดขึ้นรู้แล้วดับไป เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เกิดขึ้นได้ยินแล้วดับไป เกิดขึ้นคิดแล้วดับไป เพราะฉะนั้น จะเคลื่อนไหวจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าเราบอกว่าจะเคลื่อนไปกับกายที่เราเดินได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ จิตเกิดแล้วดับ
ผู้ฟัง ก็มั่นใจถ้าตอบว่า เกิดดับนั้นไม่ใช่เคลื่อนไหว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรม เข้าใจจริงๆ ให้ถูกต้อง เป็นพื้นฐานที่จะทำให้เข้าใจสิ่งนั้นต่อไปอีกเรื่อยๆ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ ยังสงสัย เวลาที่พบข้อความอื่นก็ไม่หายสงสัย เพราะว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ ตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไร เข้าใจสิ่งที่ได้ฟังจริงๆ แล้วจะเข้าใจต่อไปอีก เข้าใจต่อไปอีกเมื่อได้ศึกษาและได้ฟังเพิ่มขึ้น แต่สภาพธรรมไม่ได้เปลี่ยน เป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น แต่ว่ามีความเข้าใจในสภาพธรรมนั้นเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง วันนี้ขอขอบคุณท่านอาจารย์มาก ได้เข้าใจว่าเคลื่อนไหวกับการเกิดดับมีความแตกต่างกัน
ผู้ฟัง เมื่อรู้ว่าจิตไม่ใช่ตัวเรา รูปก็ไม่ใช่ตัวเรา แล้วเราอยู่ตรงไหน แล้วเหลืออะไรไว้ที่เรา ไม่มีเลย
ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องตรงและจริง จิตเกิดแล้วดับไปไม่เหลือ แต่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ด้วยเหตุนี้ จิตแรกที่เกิดในชาตินี้ไม่ใช่จิตในขณะนี้เลย ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ และจิตมีอายุที่สั้นมาก เกิดแล้วดับไป เกิดขึ้นเพื่อรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วดับไป แต่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถึงจิตขณะก่อนจะดับไป แต่ก็ยังอุ่นใจว่ามีจิต ขณะนี้อุ่นใจหรือไม่
ผู้ฟัง อุ่นใจ
ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรา เพียงมีปัจจัยเกิดและดับ
ผู้ฟัง ก็เหมือนกับว่ายังมีอะไรยึดอยู่ที่ตรงนี้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโลภะความติดข้อง จะทำให้ยังคงมีจิตที่เกิดดับสืบต่อไปในสังสารวัฏฏ์ไม่จบไม่สิ้น แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้วมากมายกี่พระองค์ จิตที่ติดข้องก็ยังคงเกิดดับสืบต่อติดข้องต่อไปเรื่อยๆ ในสังสารวัฏฏ์ ถ้าพอใจที่จะมีจิต ก็ไม่หมด ขอรับรองว่าจะมีจิตต่อไปอีกให้อุ่นใจ แต่ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เราเลยถ้าเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้น การฟังธรรมแล้วแต่ว่าสะสมมาอย่างไร ถ้าฟังธรรมและเป็นผู้ที่เคยติดข้องจะรู้สึกอีกอย่างหนึ่งคือ ว้าเหว่ทันที เคยมีญาติพี่น้อง มีมิตรสหาย มีเพื่อน มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ตามความเป็นจริงถ้าไม่คิดก็ไม่มี มีเมื่อคิด ซึ่งจิตคิดก็ดับ เมื่อคิดอย่างอื่น บ้านช่องพี่น้องก็หายไปหมด แต่ว่าเพียงแค่คิดยังใจหาย นี่คือผู้ที่ไม่ได้สะสมที่จะเบิกบาน ปลดภาระ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
จริงๆ แล้วการฟังธรรม ไม่ใช่ว่าเมื่อได้ยินแล้วเราก็สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมนั้นได้ ทั้งๆ ที่สภาพธรรมกำลังปรากฏแล้วรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ไม่เคยเข้าใจว่าเป็นธรรมเลย เข้าใจว่าเป็นเราทุกอย่าง เราเห็น เราได้ยิน เราคิด เราสุข เราทุกข์ เมื่อฟังธรรมแล้วก็ต้องพิจารณาว่า ที่เข้าใจว่าเป็นเรานั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าเพียงได้ฟังแล้วก็ตอบถูกว่าเป็นธรรม หมายความว่าเราเข้าใจจริงๆ หรือไม่ หรือว่าเพียงได้ยินได้ฟังแล้วเริ่มที่จะรู้ว่าสภาพธรรมนั้นมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างๆ แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร เพราะว่าสภาพนั้นๆ เพียงปรากฏเมื่อมีเหตุปัจจัย เกิดขึ้นแล้วดับไป นี่คือปริยัติ ให้ทราบว่าเป็นแต่เพียงความรู้ ความเข้าใจเรื่องราวของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับจริงๆ ในขณะนี้
ดังนั้นเพียงการที่จะเข้าใจเช่นนี้ไม่พอ เพียงแค่ฟังก็เริ่มเข้าใจชื่อและเรื่องราว แต่ตัวธรรมจริงๆ ถ้าถามว่าเห็นขณะนี้เป็นธรรมหรือเป็นเรา ถ้าตอบชื่อก็คือเห็นไม่ใช่เรา เป็นนามธรรม เป็นจิต แต่ถ้าตอบตามความเป็นจริง เป็นเรา ยังเป็นเราอยู่หรือไม่ เป็นหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ถ้าตอบว่าไม่เป็นก็ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว จบเลย รู้หมดแล้วใช่หรือไม่ แต่เพราะเหตุว่าเพียงฟังเข้าใจว่าเป็นนามธรรม แต่เห็นถึงอย่างไรๆ ที่เคยเป็นเรามานานแสนนาน แล้วจะให้หมดความเป็นเราไปทันทีเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็จะรู้ว่า ระดับขั้นของปัญญามี ๓ ระดับ ถ้าไม่มีขั้นฟังและเข้าใจก่อนว่าขณะนี้เป็นธรรม เราก็คิดว่าเพียงเท่านี้เข้าใจแล้ว แต่จริงๆ ถ้าเป็นคนที่ตรง ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของธรรมขณะนี้หรือไม่ เพราะว่าไม่ใช่มีแต่เห็น รู้ว่าเห็นเป็นธรรม ได้ยินด้วย ได้ยินเป็นธรรมหรือไม่ เป็น คิดนึกก็เป็นธรรม แต่เวลาที่เห็นเกิดขึ้นต้องดับไปก่อนแล้วจิตได้ยินจึงเกิดขึ้นได้ หรือจิตได้ยินต้องดับไปก่อนแล้วจิตคิดนึกจึงเกิดขึ้นได้ ความจริงเป็นเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ลองคิดดู ไม่มีอะไรนอกจากสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุที่รู้แต่ละทาง แต่ละอย่าง เกิดแล้วดับไปสลับกันอย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วทำให้จำได้ว่าลักษณะที่ปรากฏนั้นเป็นอะไร แต่ว่าไม่ใช่การประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมทีละอย่าง
ดังนั้นจะรู้ได้ว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไม่ใช่เกิดจากการคิดไตร่ตรองแล้วสอน แต่เกิดจากการอบรมบารมีที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมจนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจธรรม มีธาตุซึ่งตรงกันข้ามกับสภาพธรรมที่เกิดดับ ธาตุนั้นคือนิพพานธาตุ เป็นธาตุที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เกิดและไม่ดับ ตรงกันข้ามกับขณะนี้ที่เป็นธาตุซึ่งเกิดดับ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ แล้วรู้ว่าการที่เพียงฟังเข้าใจยังไม่พอ ปัญญาจะต้องเจริญจนกระทั่งสามารถประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมด้วย กว่าจะละคลายความเป็นเรา
วันนี้ได้ฟังเรื่องของสภาพธรรมเป็นปริยัติ ได้ฟังเรื่องปฏิปัตติคือ สติสามารถที่จะระลึกเกิดขึ้นถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่สติกำลังรู้ แล้วประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมในวันนี้วันเดียวเป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้ พรุ่งนี้ได้หรือไม่ เพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง พรุ่งนี้ก็ฟังเรื่องนี้อีก มีเห็นอีก มีได้ยินอีก แล้วจะให้เป็นปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ คือ แทงตลอดการเกิดดับของสภาพธรรมในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่ พรุ่งนี้ได้หรือ พยักหน้าว่าพรุ่งนี้ได้ อีกไม่นานเลยไม่กี่ชั่วโมง ได้หรือ ได้หรือไม่ได้ ยังเป็นปริยัติ ยังไม่ใช่สติที่สามารถที่จะระลึกตรงลักษณะที่เกิดดับแต่ละลักษณะ แล้วจะเป็นผู้ที่ตรงว่า อีกนานหรือไม่กว่าสติเริ่มเกิด ไม่ใช่ว่าเมื่อเกิดก็จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามที่ได้ฟังทั้งหมดเลย เป็นไปไม่ได้
เพราะเหตุว่ารู้ว่าขณะนี้ที่กายมีแข็ง ขณะนี้ปรากฏหรือไม่ เมื่อไร เมื่อกระทบสัมผัส แต่ถ้ายังไม่กระทบสัมผัส แข็งจะปรากฏหรือไม่ ไม่ปรากฏ ขณะที่แข็งไม่ปรากฏ คิดนึกไม่ปรากฏ ขณะนี้อะไรมีจริงที่ปรากฏ หาอีกแล้ว ดูนั่น ดูนี่ ถ้าฟังเข้าใจต้องหาหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีอะไรปรากฏ เสียงปรากฏ ไม่ต้องไปหาใช่หรือไม่ ไม่ได้วิ่ง เสียงวิ่งไม่ได้ สภาพธรรมเกิดดับเร็วมากสืบต่อกัน
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราไปนึกตามทฤษฎีต่างๆ ว่า เสียงต้องเป็นคลื่นมาตามอากาศ มากระทบกับสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วปรากฏ นั่นคือเรื่องราวทั้งหมด แต่เสียงก็ยังไม่ได้ปรากฏ จะปรากฏต่อเมื่อจิตได้ยินเสียงเมื่อไร เสียงจึงปรากฏเมื่อนั้น ถ้าจิตยังไม่ได้ยินเสียงก็จะคิดเรื่องเสียง ทฤษฎีเรื่องเสียง แต่ว่าไม่ใช่การได้ยินและไม่ใช่เสียง เพราะฉะนั้นต้องตรง ขณะที่เสียงไม่ปรากฏ แข็งไม่ปรากฏ มีอะไรปรากฏ ดูว่าจะหาหรือไม่ ยังไม่เจอ ยังไม่เจอธรรม ทั้งๆ ที่มีธรรม
ผู้ฟัง อยากจะให้กระจ่าง
ท่านอาจารย์ กระจ่างโดยการที่เป็นความจริงที่รู้ด้วยตัวเองหลังจากเมื่อฟังแล้วเข้าใจ เพียงแค่คำถามว่า เสียงไม่ปรากฏ แข็งไม่ปรากฏ คิดนึกไม่มี ไม่ปรากฏ อะไรปรากฏขณะนี้
ผู้ฟัง ถ้าจะตอบว่าอนัตตา หรือไม่ใช่เราปรากฏ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่
ผู้ฟัง ปัญญายังไม่ถึง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดเรื่องสติปัฏฐาน ใครก็ตามแต่จะกระโดด (ข้าม ไป) แต่สติปัฏฐานหลังจากที่มีความเข้าใจอย่างมั่นคงแล้วไม่มีเราเลยที่จะไปบันดาลให้สติเกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่สติเกิดตามเหตุตามปัจจัย เหมือนได้ยิน เวลาใดที่ได้ยินเกิดขึ้น ได้ยินเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยที่จะได้ยิน ได้ยินก็ต้องเกิด ถ้ามีปัจจัยพอที่สติสัมปชัญญะจะเกิด รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้ สตินั้นก็เกิด แต่ถ้ายังไม่มีปัจจัยพอ จะไปทำให้สติปัฏฐานเกิด หวังว่าพรุ่งนี้จะเกิดก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ดังนั้น แม้แต่ชีวิตประจำวันตามปกติซึ่งทุกอย่างเป็นธรรม ไม่เว้นเลย ไม่เว้นเลยสักอย่างเดียว ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมด ชีวิตประจำวันในขณะนี้ที่ไม่ได้ยิน และไม่ได้คิด และแข็งก็ไม่ปรากฏ อะไรปรากฏ ถ้ายังไม่มีความรู้ขั้นนี้ ไม่ต้องคิดถึงสติปัฏฐาน อะไรปรากฏขณะนี้
ผู้ฟัง ต้องมีสติเป็นตัวแรก
ท่านอาจารย์ เรียกอะไรเป็นสติ
ผู้ฟัง ตัวที่ระลึก
ท่านอาจารย์ เวลานี้ระลึกหรือไม่
ผู้ฟัง ตอนนี้ระลึก ระลึกว่าท่านอาจารย์จะถามอย่างไร ผมจะตอบอย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่สติ
ผู้ฟัง ยังไม่ใช่หรือ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ คิดเท่านั้นเอง
ผู้ฟัง อยากจะกระจ่างเช่นนี้ แยกออกระหว่างความคิดกับว่าสติเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นถ้าตอบปัญหานี้ยังไม่ได้ก็ยังไม่เข้าใจ อย่าไปฟังเสียงกระซิบ ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจของเราเอง ถามอีกจนกว่าจะตอบได้ ขณะที่ไม่ได้ยิน ขณะที่แข็งไม่ได้ปรากฏ ขณะที่คิดนึกไม่ได้ปรากฏ ขณะนี้อะไรกำลังปรากฏ ปรากฏคือมีจริงๆ ไม่ต้องไปสร้าง ไม่ต้องไปทำขึ้นมาเลย มีแล้วเกิดแล้ว ปรากฏแล้วในขณะนี้ มีอะไร
ผู้ฟัง มีเสียงท่านอาจารย์ แล้วบางครั้งความเงียบก็เกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะที่เสียงไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง ความเงียบ
ท่านอาจารย์ เงียบมีลักษณะอย่างไร
ผู้ฟัง ไม่ได้ยินเสียงท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ เวลาที่ไม่มีเสียง มีอย่างอื่นหรือไม่
ผู้ฟัง เสียงอื่นอาจจะแทรกมาบ้างแต่ไม่ได้สนใจ
ท่านอาจารย์ ขณะที่ไม่มีเสียง มีอย่างอื่นหรือไม่
ผู้ฟัง ขอตอบว่าไม่มีอะไร
ท่านอาจารย์ อย่าลืมว่า ถ้ายังไม่เข้าใจตอนนี้ อย่าไปคิดเรื่องสติเลย ตัดไปได้เลย ยังไม่กาลที่สมควรที่สติสัมปชัญญะจะเกิด เพราะว่าแม้ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมดาๆ ก็ยังไม่รู้ แล้วจะให้เป็นสติเกิดขึ้นรู้ เป็นไปได้อย่างไร
ผู้ฟัง เท่าที่เราทราบก็สอนกันว่า เมื่อทำบุญแล้วอาจจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ที่มีพระคุณ แต่สิ่งหนึ่งที่แฝงมาในเรื่องของโลภะก็คือ ต้องการสิ่งตอบแทน อาจจะแก้วแหวนเงินทองในอนาคต หรือขอให้มีฐานะร่ำรวยขึ้น และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือหวังที่จะไปเกิดเป็นเทวดา เพราะเห็นว่าเป็นภูมิที่มีความสุขที่สุด ขอกราบเรียนท่านอาจารย์ช่วยชี้แจงให้ละเอียด
ท่านอาจารย์ ที่เป็นบุญนั้นไม่เที่ยงเลย เกิดขึ้นแล้วดับไป แม้แต่ในขณะที่กำลังฟังธรรมหรือกำลังทำอะไรก็ตาม ต้องเป็นผู้ที่ตรงจึงสามารถจะรู้ได้ว่า ขณะใดเป็นบุญ ขณะใดไม่ใช่บุญ กำลังขุ่นใจแม้ในขณะนี้ที่กำลังฟังธรรม เป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้ ขณะที่ขุ่นใจเป็นบุญหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่บุญ
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ขัดเกลาอกุศล เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่าบุญทั้งหมดเป็นไปเพื่อการชำระจิตให้บริสุทธิ์ตามระดับขั้นของบุญนั้นๆ เช่น เรามีสิ่งของแต่เก็บไว้แล้วไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลย แต่เมื่อใดที่เกิดคิดที่จะให้วัตถุนั้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนอื่นแล้วให้ ขณะนั้นไม่มีความติดข้องในวัตถุที่ให้ แล้วก็ไม่มีความขุ่นใจในบุคคลผู้รับด้วย เพราะบางคนคิดจะให้ แต่เมื่อโกรธก็ไม่ให้แล้ว อาจจะคอยไปหน่อย หรือวันหลัง หรืออาจจะไม่ให้เลยก็ได้ แสดงให้เห็นสภาพของจิตใจ ซึ่งแม้แต่เพียงการให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่บุคคลอื่น ขณะนั้นเป็นกุศล เป็นจิตที่ดีงาม เป็นการชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความตระหนี่ หรือจากความโกรธ ซึ่งแม้ว่าในขณะนั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก แต่ลองคิดดูว่า แม้เล็กน้อยเท่านั้นยังให้ไม่ได้เลย แล้วมากๆ จะให้ได้หรือไม่
ถ้าเป็นผู้ที่สามารถที่จะสละให้ได้ แม้สิ่งที่เล็กน้อยก็ไม่ประมาท บางคนก็คิดว่าเล็กน้อยเกินไปอย่าให้เขาเลย เขาจะไปทำอะไรได้ เพราะอะไรจึงคิดเช่นนั้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นก็ให้ ถึงแม้ว่าเป็นสิ่งที่เล็กน้อยแต่ผู้รับสามารถที่จะได้ประโยชน์ก็ควรให้ ไม่ใช่คิดว่ารอไว้ให้สิ่งใหญ่โต คิดว่าเขาคงจะชอบมากเพราะให้ไปมากหรืออะไรเช่นนั้น
ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดง แม้แต่ข้อความที่ว่า ควรจะระลึกเหมือนกับมีไฟไหม้อยู่บนศีรษะ การที่จะทำกุศลไม่ใช่ให้เรารีบร้อนทำโดยที่ไม่มีความเข้าใจ แต่หมายความว่าแม้ขณะใดก็ตามที่ชีวิตเป็นไปอยู่ ไม่ควรประมาทด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่ขั้นทาน การให้สิ่งที่เล็กน้อยก็ไม่ประมาท ถ้าคิดเช่นนี้วันนี้ก็จะมีกุศลหลายประเภท
กำลังขุ่นใจ ไม่ชอบคนนั้นคนนี้ แต่ว่ากำลังมีไฟไหม้บนศีรษะก็ไม่รู้ตัว จะไฟอุ่นไฟแรงขนาดไหนก็ตามแต่ กิเลสทั้งหลายก็เหมือนกับกำลังไหม้อยู่บนศีรษะ ความไม่ประมาทก็คือ ถ้าระลึกได้ว่ามีประโยชน์อะไร นี่คือความเข้าใจที่ถูกต้องและเห็นโทษของอกุศลทั้งหลาย ไม่รีรอ ไม่ผลัดวัน ชีวิตสั้นมาก ใครจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไรไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ ถ้าขณะใดสามารถที่กุศลจะเกิดได้ก็เกิด โดยที่เหมือนกับมีไฟไหม้อยู่บนศีรษะแล้วเพียรที่จะดับไฟ ไม่ว่าจะดับได้เพียงใดก็คือเป็นกุศลขณะนั้น ค่อยๆ อบรมเจริญไป
ด้วยเหตุนี้ กุศลจิตไม่ได้จำกัดเฉพาะการให้ แต่ขณะใดที่เป็นอกุศล แม้ขณะที่ฟังธรรมก็สามารถที่จะรู้ และเห็นความเป็นอกุศลนั้นเพื่อละ จนกว่าจะหมดสิ้น
ผู้ฟัง ขอเรียนถามเรื่องของรสที่ปรากฏ เนื่องจากว่ายังไม่รู้ความจริง จะรู้ความจริงได้อย่างไร อาจจะใช้คำพูดว่าหลงลืมสติหรืออะไรต่างๆ แต่ความจริงแล้วน่าจะเรียนถามว่า จะรู้ความจริงได้อย่างไรเมื่อรสปรากฏที่ลิ้น
ท่านอาจารย์ รสมีจริง เมื่อไร
ผู้ฟัง เมื่อปรากฏ
ท่านอาจารย์ แล้วจะให้รู้รสที่ปรากฏ หรือมีการฟังแล้วเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง โดยไม่เลือก สภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่มีจริงเมื่อปรากฏ ขณะนี้รสไม่ได้ปรากฏเลย แต่ขณะนี้มีอะไรที่ปรากฏ ถ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏว่า เป็นธรรมอย่างหนึ่ง คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เคยเป็นคน เคยเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ แต่ลองคิดดู เพียงเห็นแล้วมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เพียงแค่ปรากฏแล้วหมดไป จะเป็นคนหรือว่าจะเป็นสิ่งของได้หรือไม่ ถ้าไม่มีสภาพนั้นๆ เกิดอีก ซ้ำอีก ปรากฏอีก จนกระทั่งมีการจำลักษณะรูปร่างได้ว่า สิ่งน้้นๆ ที่ปรากฏมีลักษณะเช่นนี้ เวลาเห็นก็จำได้ทันที
แต่ว่าตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทแล้วมีจิตเห็นเกิดขึ้นเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้จึงปรากฏได้ ฉันใด ทางหูเหมือนกันหรือต่างกัน คือต้องมีรูปที่สามารถกระทบโสตปสาท แล้วจิตได้ยินต้องเกิดขึ้นได้ยิน เสียงนั้นจึงปรากฏได้แล้วดับไป ถูกต้องหรือไม่ ก็ ๒ ทางแล้ว ทางจมูก ต้องมีกลิ่นแน่ๆ แม้ว่าขณะเห็น กลิ่นไม่ปรากฏ แต่กลิ่นต้องมี ที่ใดก็ตามที่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จะมีสีสันวัณณะที่สามารถจะปรากฏให้รู้ได้ว่ามีสิ่งนั้นทางตา แล้วจะมีรส มีกลิ่น มีโอชา ต้องรวมอยู่ในที่ที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ขณะนี้มีดอกไม้ เห็นสี เห็นกลิ่น ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ มีรสด้วย ที่ดอกไม้มีรส ที่ใดก็ตามที่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ต้องมีสี มีกลิ่น มีรส มีโอชา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620