ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๓

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘


    ท่านอาจารย์ เมื่อมีเจตสิกก็ต้องมีจิต แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ สำหรับเจตสิกที่เกิดกับจิตหนึ่งขณะหนึ่งขณะที่จิตเกิด จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท นี้คือลักษณะของสภาพธรรมที่เราไม่เคยรู้เลย แต่ว่าเรายึดถือว่าเป็นเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปที่กายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็เข้าใจว่าเป็นเราไม่ว่าจะเป็นสภาพคิดนึกก็เป็นเราคิด ไม่ว่าจะเป็นขณะที่เห็นก็เป็นเราเห็นด้วยความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ถ้าศึกษาธรรมก็ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ธรรมเป็นปรมัตถธรรม และสำหรับพระไตรปิฏก คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าทรงรวบรวมไว้เป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือพระวินัยปิฏก ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความประพฤติของพระภิกษุแต่ก็มีธรรมอื่นด้วย สำหรับพระสุตตันปิฏกก็เป็นการประมวลเรื่องราวของพระธรรม ที่ทรงแสดงกับบุคคลต่างๆ ก็ต้องมีธรรม ถ้าไม่มีธรรมจะทรงแสดงอะไร อย่างในพระสูตรที่เราอ่าน อังคุตตรนิกายติกนิบาต ก็เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกซึ่งเป็นส่วนของพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นส่วนของพระสูตรและอีกส่วนหนึ่งคือพระอภิธรรมปิฏก เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจความหมายของธรรม ก็รู้ว่าเป็นปรมัตธรรม และส่วนของคำที่ทรงแสดงที่ทรงเทศนาอย่างละเอียด ในเรื่องของสภาพธรรมเป็นพระอภิธรรมปิฏก

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปงานศพ และเราก็ได้ยินคำสวดสั้นๆ เช่น เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย ทั้งหมดนี้ก็พูดถึงสิ่งที่มีจริงในอภิธรรมปิฏก ที่ใช้คำว่าอภิความหมายของอภิคือยิ่งและก็ละเอียด เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง เรื่องสภาพธรรมที่มีจริง โดยละเอียดยิ่งก็คือพระอภิธรรมปิฏก เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้เข้าใจคำว่าธรรมไม่เข้าใจคำว่าปรมัตถธรรม เราก็ไม่เข้าใจว่าอภิธรรมคืออะไร แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมเราก็รู้ว่าธรรมเป็นปรมัตถธรรม และอภิธรรมก็คือว่าสิ่งที่เราคิดว่าไม่มีอะไรเลยเช่นเห็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่งถึงความเป็นธาตุแต่ละธาตุ ซึ่งจิตไม่ใช่เจตสิกเป็นสภาพธรรมที่เป็นธาตุที่ต่างกัน รูปก็ไม่ใช่จิตกับเจตสิก และขณะนี้ที่กำลังเห็นต้องมีการประชุมกัน ซึ่งเป็นความหมายหนึ่งของอายตนะทางตา เพราะฉะนั้นเวลาที่ได้ยินคำไหน ก็จะรู้ได้เลยว่าเราเข้าใจเผินๆ หรือว่าเรามีความเข้าใจละเอียดลึกซึ้งถึงความหมาย ถึงความจริงของสภาพธรรมซึ่งเกิดและก็ดับอย่างรวดเร็ว ที่ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ เพราะฉะนั้นก็คงจะเข้าใจพอสมควรในเรื่องของปรมัตถธรรม ซึ่งทั้งหมดมี ๔ จิต ๑ เจตสิก ๑ รูป ๑ นิพพาน ๑

    ผู้ฟัง กราบเรียนถามว่าปรมัตถธรรมทางใจ คือมีอะไรขึ้นในใจ เราจะแยกว่าอะไรเป็นบัญญัติ อะไรเป็นปรมัตถธรรม เพราะอย่างตาเราเห็น เราก็แยกได้ว่าอะไรเป็นบัญญัติที่เห็น อะไรเป็นปรมัตถธรรมที่เห็น เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นกับใจเรา มันก็ต้องมี ๒ อย่างก็คือบัญญัติที่เกิด กับปรมัตถธรรมที่เกิด

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เห็น มีจริง เป็นปรมัตธรรม อะไรเป็นปรมัตถธรรมอะไรบ้าง ในขณะที่เห็น ตา จักขุประสาทเป็นปรมัตธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นปรมัตถธรรม แล้วจิตเห็นก็เป็นปรมัตธรรมด้วย แต่ว่าไม่ได้มีเพียงแค่เห็น มีใครบ้างในโลกนี้ที่เกิดมาแล้วเพียงแค่เห็น แต่จะมีจิตที่เกิดสืบต่อ เพราะว่าจิตเห็นเกิดแล้วก็ดับไปทำกิจเดียวคือเพียงเห็นไม่ทำกิจเกินกว่านั้นเลย เพราะว่าจิตแต่ละประเภท เกิดขึ้นทำกิจ ๑ เกิดดับเร็วมากจะทำหลายๆ กิจไม่ได้เลย จิต ๑ ขณะหรือ ๑ ประเภทเกิดขึ้นจะทำเฉพาะกิจของจิตนั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่ได้มีแต่จิตเห็นใช่ไหม คิดด้วย เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า คิดไม่ใช่เห็น แม้แต่กำลังคิดก็เห็นเหมือนกับว่าปรากฏพร้อมกัน แต่ความจริงสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วมาก จะปรากฏเหมือนสิ่งนั้นไม่ดับ แล้วก็ปรากฏเสมือนสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย เช่นถ้าจุดธูป ๑ ดอกและก็แกว่งให้เป็นวงกลมจะเห็นอะไร เร็วมากแกว่งให้เร็วแกว่งให้เป็นวงกลม ก็จะเห็นแสงที่กลม ไม่ใช่ทีละ ๑ ใช่ไหม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าการเกิดดับของจิตเร็ว จนทำให้เข้าใจว่าขณะที่เห็นเป็นขณะที่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร และแม้แต่ขณะที่กำลังเห็นเสียงปรากฏ อย่างขณะนี้เห็นด้วยได้ยินด้วยหรือเปล่า เสมือนพร้อมกันแต่ความจริงก็ไม่พร้อมกัน และขณะที่เห็นด้วย ได้ยินด้วยยังคิดนึกเรื่องอื่นด้วย อาจจะคิดในเรื่องบ้านเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังก็ได้

    เพราะฉะนั้นขณะนั้น ก็คือการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วของจิตที่เห็นแล้วคิด จะรู้ความต่างกัน เห็นแล้วคิด เวลาคิดเป็นเรื่องเป็นคำ เรื่องกับคำไม่มีจริง ไม่ได้มีลักษณะเหมือนอย่างสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่มีจริง แต่ว่าจิตคิดถึงเรื่องราวของสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นบัญญัติ ถ้าจะพูดถึงความละเอียดขณะนี้พอจะค่อยๆ พิจารณาตาม ว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตานี้แน่นอน แต่ว่าเป็นคนหรือเปล่าสิ่งที่ปรากฏ เป็นคนหรือเปล่า เห็นต้องมีสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะว่าถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา จะบอกว่าเห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่เห็นสิ่งนั้นว่าเป็นคน ถูกต้องไหม ถ้าจะเปลี่ยนจากคนมาที่แก้วน้ำ เห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นแก้วน้ำ แต่ถ้าไม่มีเห็นความคิดเรื่องแก้วน้ำจะมีไหม ไม่มี เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นแล้วคิด แล้วแต่ว่ารูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏสืบต่อกันอย่างเร็วมากเลย ทำให้ทรงจำไว้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งใด ขณะที่ทรงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทรงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นเป็นบัญญัติ เป็นแต่เพียงความทรงจำ และก็เป็นเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ มีญาติพี่น้องใช่ไหมอยู่ที่ไหนเวลานี้ไม่เห็น แล้วก็บอกว่ามีเพราะจำได้ และก็ญาติแต่ละคนพี่น้องแต่ละคน รูปร่างหน้าตาอย่างไรจำได้ไหม จำได้แม้ไม่เห็น เพราะฉะนั้นลองเปรียบเทียบขณะนี้กับความฝัน ทุกคนฝัน ในฝันต้องเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จำได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเหมือนเดี๋ยวนี้เลย จึงสามารถที่จะแยกกล่าวได้ว่าขณะนี้ไม่ใช่ฝัน ส่วนฝันนั้นไม่ได้เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงแต่คิดเพราะจำ แต่ความจำจำจนกระทั่งเหมือนปรากฏจำชัดเจน ถ้าฝันถึงส้มก็จะมีรูปร่างสีสันของส้มในความฝัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส้มเลย ไม่ได้ปรากฏเลย แต่ว่าถ้าขณะนี้มีส้มและก็มีสีก็เห็นส้ม แต่เวลาฝันมีส้มแต่ไม่มีสีที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าความทรงจำมั่นคงในเรื่องของสิ่งที่ปรากฏ เป็นสัณฐานต่างๆ ชื่อว่าอัตตสัญญา ความจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด กว่าจะไถ่ถอนว่าไม่มีอะไรเหลือเลย ทุกอย่างมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว นี่คือการที่จะเข้าใจธรรมที่เกิดขึ้น จะต้องมีลักษณะ ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นก็แยกเรื่องคิดกับเรื่องเห็นได้ แล้วเสียงเสียงปรากฏแต่เสียงนี้ก็สูงๆ ต่ำๆ ทุกคนได้ยินหมดแม้ได้ยินอย่างนี้ คิดเรื่องอื่นได้ไหม ไม่ได้คิดเรื่องเสียงที่ได้ยินก็ได้ หรือว่าในขณะที่ได้ยินเสียงสูงๆ ต่ำๆ ก็ยังคิดความหมายของเสียงนั้น และก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าเสียงนั้นหมายความถึงอะไร นี่คือขณะที่มีเสียงปรากฏและก็มีความจำความคิดในเรื่องเสียงนั้น ถ้าไม่มีเสียงเลย พระนครสาวัตถีที่เราอ่าน พระสุตตันปิฏกอังคุตตรนิกายติกนิบาตได้ยินแค่นี้มีเสียง แต่ความคิดของเราคิดถึงคำแต่ละคำ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ได้ยินอย่างนี้จะคิดเป็นอย่างอื่นไหม ไม่คิดแต่คิดถึงความหมายของคำว่าสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ไม่ใช่วิหารอื่นแต่เป็นพระวิหารเชตวัน นี่คือมีเสียงได้ยินแล้วก็คิดตามเสียง แต่ถ้าไม่มีการเปล่งเสียงเลย เพียงอ่านได้ไหม ได้ แต่มีความจำสิ่งที่เป็นเสียง แม้เพียงเห็นเห็นคำว่าสมัยหนึ่งเห็นไม่ได้ออกเสียงเลย แต่มีเสียงของคำว่าสมัยหนึ่งในความทรงจำ ที่จะรู้ว่าหมายความถึงอะไรนี่คือบัญญัติ เพราะฉะนั้นปรมัตถ์จริงๆ ก็คือสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าสามารถประจักษ์ได้ ก็คือเป็นผู้ที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม สามารถที่จะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งต่างกับสภาพธรรมที่เกิดดับ คือสามารถที่จะรู้แจ้งในลักษณะของนิพพานซึ่งจะดับกิเลสได้

    ผู้ฟัง เรามาศึกษาที่นี่ ก็ขอให้เข้าใจว่าไม่มีคนแต่เป็นสภาพธรรม แต่ถ้าเราจะพูดบอกว่าคนตายทำไมเรากลัว ถ้าเผื่อเราจะมามองในลักษณะที่ไม่ใช่คน ก็สิ่งที่ปรากฏทางตาที่เห็นในรูปนั้นสีก็คงจะซีดๆ เพราะตายมาหลายวันก็คงจะกลัว แล้วก็อาจจะมีกลิ่นที่เหม็น ลักษณะตรงนี้ช่วยอธิบายขยายความว่า คนเป็นเราไม่กลัวหรอก เราจะไม่ชอบนิสัยเค้าไม่ดี แต่ถ้าเกิดคนตายเราจะไม่ชอบเลย ถึงแม้จะรักกันแทบตายตอนอยู่ แต่พอตายแล้วสัก ๒ ๓ วันหรือไม่กี่ชั่วโมง ดิฉันว่าเราก็กลัวแล้วตรงนี้มันเพราะอะไร เราเห็นผิดอย่างไร

    อ.อรรณพ ที่คุณบงถาม ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าคิดว่าทำไมเมื่อเห็นคนตายจึงตกใจกลัว เพราะว่าประการแรกคือไม่ชอบรูปที่ไม่สวยงาม ไม่น่าพอใจ อย่างเช่นเราเคยเห็นบุคคลต่างๆ ตอนเขามีชีวิตอยู่ก็มีการประดับตกแต่ง แต่พอเมื่อสิ้นชีวิตลงแล้วรูปนั้นก็แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปที่ไม่น่าดูไม่น่าชม เพราะว่ามีความติดข้องยึดถือว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล โดยเฉพาะมนุษย์ด้วยกันเป็นซากศพแล้วก็ตาย เพราะฉะนั้นแสดงว่าความยึดถือว่าเป็นคนเป็นสัตว์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความกลัวความตกใจ ประการหนึ่งก็คือเราไม่อยากตาย เราไม่อยากตายเมื่อเห็นเมื่อการตายขึ้นก็เกิดความกลัวตาย เพราะว่าไม่รู้จักความตายตามความเป็นจริง กราบเรียนท่านอาจารย์ได้เพิ่มเติมในเรื่องการที่เราไม่รู้ความตายตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ก็คงไม่ใช่แต่เฉพาะความตาย ก็แม้แต่ในขณะนี้ที่ยังไม่ตายก็มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ตลอด ๔๕ พรรษามีมาก และก็กล่าวถึงตั้งแต่ขั้นต้นจนกระทั่งขั้นสูงสุด จะได้ยินคำว่านิพพาน จะได้ยินคำว่าสติปัฏฐาน จะได้ยินคำว่าสังวร จะได้ยินคำว่าวิปัสสนาญาณ จะได้ยินอะไรอีกมากมายถ้าศึกษา แต่ทั้งหมดก็จะต้องเริ่มต้น จากการเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังโดยที่ว่าไม่ประมาท เช่นคำถามที่ว่าปรมัตถธรรมกับบัญญัติ เพียง ๒ อย่าง การที่เราคุ้นเคยกับโลกของชื่อต่างๆ แล้วก็ไม่รู้ความจริงว่า ชื่อที่เรากล่าวถึงมีสภาพธรรมจริงๆ เป็นอย่างไร ก็จะทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ความต่างของปรมัตถ์กับบัญญัติได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปจำชื่อในพระไตรปิฏกทั้งหมดในเรื่องของอนุปัสสนา หรือว่าอะไรก็ตามแต่สมถะวิปัสสนา โพชชฌค์อีกมากมายหลายเรื่อง แต่ว่าต้องเริ่มจากความเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่มีจริงๆ และเข้าใจถึงอรรถความหมายของปรมัตถ์กับบัญญัติ ที่คุณบุษบงรำไพกล่าวถึงคนตายกับคนเป็น เป็นบัญญัติหรือว่าเป็นปรมัตธรรม นี่คือสิ่งที่เราจะข้ามไม่ได้ไม่ฉะนั้นเราก็จะมีแต่ในโลกของสมมุติบัญญัติเหมือนเดิม คือมีความคิดเรื่องคนเป็นคนตายแต่ว่าไม่รู้ความจริงของปรมัตถธรรม

    เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ความจริงแม้แต่ ๒ คำ ที่จะรู้ว่าบัญญัติไม่ใช่ปรมัตธรรม แต่ว่าชีวิตของเราคุ้นเคยกับบัญญัติมาก เวลาที่ได้ฟังธรรมแล้วก็ไม่ผ่านไป ก็สามารถที่จะคิดให้เป็นความเข้าใจของตัวเองว่า ขณะไหนเป็นปรมัตถ์ ขณะไหนเป็นบัญญัติ ขณะจิตที่คิดไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไรก็ตามเป็นปรมัตถธรรม แต่ว่าสิ่งที่จิตคิดในขณะนั้นมีจริงๆ หรือเปล่า เช่นคนตายกับคนเป็นคิดเมื่อไหร่เมื่อเห็นหรือว่าไม่เห็น ถ้าเมื่อเห็นก็คือว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏในลักษณะที่ต่างกัน คือคนเป็นก็อย่าง ๑ แล้วก็คนตายก็อย่าง ๑ ความทรงจำทำให้คิดแยกว่าตายคนตายไม่ใช่คนเป็น แต่ความจริงสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ที่ไม่ใช่ตัวตนที่เป็นปรมัตถธรรมในขณะนั้นคืออะไร นี่คือการศึกษาธรรมที่จะเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง โดยที่ว่าไม่เพียงแต่รู้จักชื่อและคำแปล แต่เริ่มที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่ต่างกันไม่ว่าขณะนั้นอะไรจะปรากฏ ก็สามารถที่จะเริ่มเข้าใจ อย่างในขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ยากที่จะรู้ว่าไม่ใช่ใครเลยเป็นแต่เพียงธาตุหรือธรรมชนิดหนึ่งซึ่งกำลังปรากฏ และหลังจากที่มีการเห็นแล้วก็มีการคิดนึกก็เป็นสภาพของจิตอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งตั้งแต่เกิดจนตายจิตไม่เคยหยุด จิตขณะแรกที่เกิดขึ้นดับไปแล้วก็ตามแต่กรรมก็เป็นปัจจัยทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ แม้ว่าจุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิดแล้วก็ดับไป ทำให้สิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จะกลับมาเป็นคนใหม่อีกไม่ได้เลย แต่ก็ยังมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดต่อไปซึ่งเหตุปัจจัยของชาติหน้าก็คือชาตินี้และชาติก่อนๆ ที่ได้กระทำแล้วนั่นเอง

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ถ้าศึกษาโดยละเอียดให้เข้าใจถึงเหตุและผลละเอียดขึ้นเช่นกรรมมีจริงไม่ใช่รูป เพราะว่ารูปธรรมทำอะไรไม่ได้เลย แต่ว่ากรรมต้องเป็นนามธรรมซึ่งถ้ากล่าวโดยเจาะจงได้แก่เจตนาเจตสิก เราเริ่มเข้าใจสภาพธรรมที่มีทุกวัน เพราะว่าเรามีเจตนาหรือว่ามีความจงใจมีความตั้งใจซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยเรื่อยไม่คงที่ เจตนาที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดวันนี้ กับเจตนาที่จะทำสิ่งที่จะกระทำพรุ่งนี้ก็ต่างกัน ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่คงที่ไม่ยั่งยืน และก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งใครยับยั้งไม่ให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราอาจจะคิดว่าเรานั่งอยู่ที่นี่นานพอสมควร ไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแต่ความจริงเปลี่ยนทุกขณะจิตอย่างรวดเร็ว แม้แต่ความคิดของเราก็เปลี่ยนด้วย ด้วยเหตุนี้ถ้าสามารถที่จะเข้าใจพระธรรมละเอียดขึ้น ย่อมเป็นผู้ที่ศึกษาธรรมจริงๆ และก็เข้าใจธรรมจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่อ่านแล้วก็คาดคะเนแล้วคิดว่าเข้าใจแล้ว

    ผู้ฟัง กราบขอบพระคุณ รู้สึกว่าถ้าเข้าใจการอบรมเจริญสติปัฎฐานแล้วก็ทำให้หายกลัวผีขึ้น เพราะว่าเป็นสภาพธรรมเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ คงหายกลัวยากจนกว่าจะถึงกาลที่สามารถที่จะดับความกลัวได้เป็นสมุทเฉทไม่เกิดอีกเลย

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์เน้นในเรื่องของศึกษาสิ่งที่เป็นปัจจุบัน อยากจะขอรบกวนท่านอาจารย์พูดย้ำอีกสักครั้ง ในเรื่องของสภาพธรรมที่เป็นจริง ณ ปัจจุบันจริงๆ อีกครั้ง เพราะว่าจะได้ ในการน้อมใจตามเพื่อจะให้เข้าใจกันได้บ้างอีกสักเล็กน้อย

    ท่านอาจารย์ ถ้าได้เข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นทุกอย่างในขณะนี้ที่มีจริงเป็นธรรมจะต้องไปแสวงหาที่ไหนหรือที่อื่นไหม เพียงแต่ว่าแม้สิ่งที่กำลังปรากฏก็ไม่ได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง จนกว่าจะได้ศึกษาพระธรรมและไตร่ตรองพิจารณาตามโดยละเอียด ถ้ากล่าวถึงเห็นขณะนี้มีเห็น ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏ และผู้ฟังก็สามารถที่จะเข้าใจด้วยตัวเองว่า เข้าใจสภาพเห็นจริงๆ หรือเปล่าหรือว่ากำลังฟังว่าเห็นมีจริง แม้แต่การฟังว่าเห็นมีจริงก็มีประโยชน์มากที่จะรู้ว่าสัจจะความจริงแท้คืออะไร เพราะเหตุว่าสัจจะความจริงมีลักษณะเฉพาะของตน ปรากฎเมื่อเกิดขึ้น ถ้าเห็นยังไม่เกิดเราจะคิดถึงเห็นสักเท่าไหร่ก็ไม่ได้ แต่ในขณะที่เห็นกำลังเห็นอยู่ ต้องฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจว่าเห็นไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏ นี่คือการฟังธรรมการศึกษาธรรมคือเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริง ที่เคยเข้าใจว่าเป็นสิ่งอื่นเช่นเป็นคนเป็นสัตว์ต่างๆ แต่ลักษณะจริงๆ ที่ทุกคนข้ามและผ่านเลยไป ก็คือไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วมีสภาพเห็นปรากฏเพราะมีธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถเห็น ถ้าพูดถึงเห็นทุกคนก็เหมือนธรรมดา แต่ความจริงธาตุชนิดนี้เกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย เช่นสำหรับคนที่ไม่มีจักขุปสาทจิตเห็นเกิดไม่ได้ ถึงแม้ว่ามีจักขุประสาทแต่ไม่มีสิ่งที่กระทบกับจักขุประสาท เช่นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้จิตเห็นสิ่งนี้ก็เกิดไม่ได้

    เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นของสภาพธรรมแต่ละขณะ แสดงถึงความเป็นอนัตตา ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่า ๑ ขณะจิตที่มีธรรมปรากฏ เพราะมีจิตเป็นสภาพรู้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แม้จิตที่เกิด ๑ ขณะก็จะต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่งหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว เช่นการเห็นของแต่ละคนเลือกได้ไหมว่าจะเห็นอะไร บางคนอาจจะเห็นเพชรนิลจินดา บางคนอาจจะเห็นสิ่งที่ไม่สะอาด เห็นอะไรก็แล้วแต่เลือกไม่ได้ แต่ว่าเมื่อถึงกาลที่จะเห็นสิ่งนั้น จิตเห็นก็เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ละเอียดอีกนิดหนึ่ง จิตเห็นคือผลของกรรม เพราะฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงเรื่องกรรมและผลของกรรม เรากล่าวลอยๆ โดยไม่ได้ชี้ชัดว่าผลของกรรมขณะไหนเมื่อไหร่ ถ้าจะกล่าวถึงกรรมว่าคือเจตนาความจงใจที่เป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง เวลาที่มีเจตนาที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นกายวาจาเป็นอกุศล ถ้ามีระดับที่รุนแรงก็สามารถที่จะเบียดเบียนประทุษร้ายคนอื่น ด้วยกำลังของอกุศลที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็ยับยั้งไม่ได้ ก็ไม่มีใครอยากจะทำอกุศลแรงแรง แต่เมื่อมีเหตุปัจจัย กรรมนั้นได้กระทำแล้ว และเมื่อกรรมนั้นได้กระทำสำเร็จไปแล้ว เจตสิกทั้งหลายซึ่งเกิดกับจิตและดับพร้อมจิต ก็จะสะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นทีละ ๑ ขณะ การดับไปของจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไป เกิดขึ้นกุศลและอกุศลซึ่งเกิดแล้วไม่ได้สูญหายไปไหนเลยสะสมอยู่ในจิตแต่ละขณะ แสนโกฏกัปป์มาแล้วก็ได้ มิฉะนั้นจะไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ที่จะถึงการตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในแต่ละพระชาติ เพราะฉะนั้นเราที่กำลังอยู่ในขณะนี้ ก็มีการสะสมของกุศลบ้างอกุศลบ้างตามสมควร ที่เมื่อพร้อมด้วยเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ผลของกรรมที่จะเกิดขึ้นใครก็เลือกไม่ได้ว่า จะเป็นการเห็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่พอที่จะรู้เหตุถ้าเห็นสิ่งที่ดีน่าพอใจ ขณะนั้นก็เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่น่าพอใจก็เป็นผลของอกุศลกรรม และทางที่การจะรับผลไม่ได้มีแต่เฉพาะทางตามีถึง ๕ ทาง ทางตาเห็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจแล้วแต่กรรม ทางหูก็ได้ยินเสียงซึ่งเลือกไม่ได้ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายโดยนัยเดียวกัน ถ้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเลือกได้ไหม ถ้าเกิดเจ็บมากก็จะให้ทุเลาลงโดยการขอร้องเป็นไปไม่ได้ เพราะความเจ็บขณะนั้นเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ย่อมมีเหตุคือเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนาจะแสดงเรื่องสภาพธรรมโดยละเอียด โดยสภาพของธรรมนั้นๆ จริงๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล แต่ด้วยความไม่รู้จึงยึดถือสภาพธรรมที่เกิดว่าเป็นเรา จนกว่าจะมีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา นี่คือการที่จะดับกิเลสเป็นลำดับขั้น มิฉะนั้นแล้วตราบใดที่ยึดถือว่าเป็นเรา ก็บังคับบัญชา การสะสมที่มีที่จะไม่ให้คิดดีบ้างไม่ดีบ้างไม่ได้ ศึกษาสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 ม.ค. 2569