ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๖
สนทนาธรรม ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่านอาจารย์ กรรมทั้งหลายที่ได้กระทำมาในสังสารวัฏฏ์ ถึงเวลาที่ปฏิสนธิจิตจะเกิดก็คือ ขณะที่ประมวลกรรมทั้งหมดมาซึ่งจะทำให้จิตที่เป็นผลเกิดต่อจากจุติจิต มีลักษณะที่เป็นผลของกรรมดีหรือกรรมชั่วซึ่งหลากหลาย ถ้าเป็นสัตว์จะเห็นความหลากหลายมาก ผีเสื้อตัวหนึ่งเหมือนกันหรือต่างกันกับอีกตัวหนึ่ง เป็นผลของอกุศลกรรมทั้งสอง หรือว่าตัวหนึ่งเป็นผีเสื้อที่มีปีกสีเหลืองล้วน อีกตัวหนึ่งสีหลากหลาย หรือว่าบนกิ่งไม้มีผีเสื้อตัวหนึ่ง แต่ที่พื้นดินข้างล่างมีทากอีกตัวหนึ่ง รูปร่างก็ต่างกัน แล้วมาจากไหน เพราะฉะนั้น กรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดและไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แต่ว่ากรรมที่ได้กระทำแล้วจะให้ผลตามสมควรแก่กาลของกรรมนั้นๆ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจิต ที่ประมวลจะให้กรรมใดให้ผลมากหรือน้อยในชาติต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ถ้าแต่ละคนมีความเข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรมจริงๆ จะไม่ทุกข์ร้อนมาก เพราะผลของกรรมย่อมเกิดตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว และไม่ใช่คนอื่นทำ เราทำเอง คนอื่นจะทำให้กรรมของเขามาให้เรารับผลได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าจิตเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อ จนถึงกาลที่เมื่อเหตุซึ่งเป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมดับไปแล้วก็จริง ถึงกาลที่ผลจะเกิดก็ต้องเกิด
ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังให้ละเอียดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรรม เรื่องของผลของกรรม หรือแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟัง อย่าเพิ่งผ่าน ครั้งแรกที่ได้ฟังอาจจะมีความเข้าใจนิดหน่อย แต่เมื่อฟังอีกความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น แล้วถ้ามีการฟังหลากหลายมากขึ้น ละเอียดขึ้น ความเข้าใจก็จะชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย นี่คือผลของการที่ได้ฟังธรรมด้วยความไม่ประมาท ด้วยความที่เข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ใช่เพียงฟังนิดเดียวก็คิดว่าเข้าใจแล้ว
ผู้ฟัง มีผู้ถามว่า การเรียนหรือศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่ออะไร และนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็กล่าวถึงแล้ว รู้กับไม่รู้ ซึ่งรู้เองก็รู้ไม่ได้ด้วย เกิดมาก็ไม่รู้แล้ว และหลังจากเห็นแล้วก็ไม่รู้อีก ไม่รู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้มีความเข้าใจธรรมขึ้น และถ้าคิดถึงเรื่องทุกอย่างตามธรรมดา รู้กับไม่รู้ อะไรเป็นประโยชน์ รู้ก็ต้องเป็นประโยชน์กว่าเป็นของธรรมดา
ผู้ฟัง และเมื่อรู้แล้วจะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ สำนวนติดปากคือนำไปใช้ แต่จริงๆ ใครนำอะไรไป สภาพธรรมเกิดแล้วดับทันที แต่สำนวนที่ใช้ก็หมายความว่า ประโยชน์ที่ได้จากความเข้าใจ แต่ว่าประโยชน์นั้นเกิดขึ้นตามควรของความเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่จะไปหยิบอะไรมาใช้เมื่อไร เราได้ฟังเรื่องธรรม ละชั่ว ทำความดี แล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ไปหยิบมาใช้ได้หรือไม่ เวลาที่ธรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น แต่ปัญญาที่เข้าใจมีโอกาสปัจจัยที่จะเกิดระลึกได้
เพราะฉะนั้น การฟังธรรม เพื่อสะสมให้เราไม่ลืมสิ่งที่มีจริงที่กำลังได้ยินได้ฟัง แต่ว่าบังคับไม่ได้ กำลังโกรธ จะบอกว่าอย่าโกรธ อาจจะนับหนึ่งถึงสิบถึงร้อยก็ยังโกรธอยู่ คิดอะไรได้ตั้งหลายอย่างแต่ก็ยังโกรธอยู่ แต่ยังดีกว่าไม่มีการคิดนึกถึงความจริงว่า ความโกรธไม่ได้มีประโยชน์เลย ความโกรธไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์แม้กับตนเองและบุคคลอื่น มีใครได้ประโยชน์จากความโกรธบ้าง ไม่มี กายเป็นอย่างไร วาจาเป็นอย่างไร ลองหาประโยชน์ ไม่มีเลย แล้วจะโกรธเพื่ออะไร แต่ห้ามไม่ได้ ความเป็นอนัตตาปรากฏ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นอนัตตา
ฟังธรรมแล้วหลงลืมอยู่เรื่อยๆ หลงลืมว่าเป็นธรรม หลงลืมว่าเป็นอนัตตา ต้องอาศัยการฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจอย่างมั่นคง แล้วจะสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ตรงและเพิ่มขึ้นได้ เป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ปัญญาแต่ละขั้นไม่ใช่ว่าลอยมาโดยเหตุไม่สมควร แต่ต้องเกิดจากการเริ่มเข้าใจ เมื่อเริ่มเข้าใจแล้วจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นเมื่อมีการฟังและการพิจารณาเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเข้าใจนิดเดียวและหวังจะให้เข้าใจมากๆ เกิดขึ้นมาเองแล้วดับกิเลสไป เป็นสิ่งที่ไม่สมควรแก่เหตุ ในเมื่อเหตุมีนิดเดียวแต่ว่าหวังผลมากๆ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงต้องเข้าใจด้วยว่าแม้ความเข้าใจที่มี เริ่มมี แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็เจริญขึ้นได้
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องกรรม เพราะฉะนั้นคนที่เกิดมาก็คือใช้กรรม
ท่านอาจารย์ ก็ใช้คำหลายคำ ใช้กรรมบ้าง หรือรับผลของกรรมบ้าง หรืออะไรก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าเมื่อไร ขณะไหน ไม่ใช่เป็นคำพูดลอยๆ ต้องเข้าใจว่า จิต เจตสิก ซึ่งเป็นเหตุคือกุศลและอกุศลดับไป จะให้ผลโดยการที่ทำให้จิตประเภทที่เป็นผลของกรรม หรือที่ใช้คำว่าวิบากเกิดขึ้น
ผลของกรรมขณะแรกในชีวิตคือขณะเกิด มีใครทำบุญให้ทานตอนเกิดบ้างหรือไม่ จิตขณะแรกที่เกิดขึ้นไปทำบุญให้ทานอะไรไม่ได้เลย แต่เกิด ทำหน้าที่เกิด เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรม ซึ่งประมวลกรรมตั้งแต่มีในสังสารวัฏฏ์ ที่จะปรุงแต่งความหลากหลายของแม้จิตประเภทเดียวกัน คือการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เหล่านี้เป็นผลของอกุศลกรรม แต่หลากหลายมากเพราะอะไร ในเมื่อเป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่ว่าความหลากหลายเพราะกรรมที่ได้สะสมมาทั้งหมด ประมวลความวิจิตรที่จะทำให้ขณะนั้นเมื่อมีปฏิสนธิเกิดขึ้นแล้ว ชีวิตต้องเป็นไปตามเหตุ คือเมื่อเกิดแล้วต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส
อยากเห็นหรือไม่อยากเห็นก็ต้องเห็น อยากจะเห็นสิ่งหนึ่งแต่กลับไปเห็นอีกสิ่งหนึ่ง อยากได้ยินเสียงอย่างหนึ่งก็กลับไปได้ยินเสียงอีกอย่างหนึ่ง อยากจะลิ้มรสที่อร่อยก็กลับกลายเป็นรสที่ไม่อร่อย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากรรมจะให้ผลเมื่อใด ซึ่งถ้าฟังข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุโทรทัศน์ อะไรก็แล้วแต่ ไม่มีใครสามารถจะบันดาลความวิจิตรเท่ากรรม เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีข่าวผู้หญิงที่ทำงานโรงงาน นิ้วถูกบด ถึงกาลที่จะเกิด ใครห้ามได้ ไม่มีใครจงใจอยากจะทำเช่นนั้นเลย แต่เมื่อถึงเวลาที่กรรมจะให้ผล ให้เกิดความทุกข์ทางกายในลักษณะนั้นเกิดขึ้น ไม่ใช่ในลักษณะอื่นก็ต้องเป็นไปตามกรรม
ดังนั้นให้ทราบว่าเมื่อเกิดมาแล้ว การที่จิตที่เป็นผลของกรรมจะเกิดขึ้น จะใช้คำว่ารับกรรม หรือชดใช้กรรมก็แล้วแต่ คือขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ๕ ทาง คือทางตา ๑ ทางหู ๑ ทางจมูก ๑ ทางลิ้น ๑ ทางกาย ๑ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นผลของกรรมด้วย และเมื่อการเห็นดับไปแล้ว ความไม่รู้ซึ่งเป็นอกุศลก็เกิดต่อ และอกุศลจิตสะสมขึ้นมากพอที่จะกระทำทุจริตกรรมเมื่อใด ก็จะเป็นกรรมที่สะสมพร้อมที่จะให้ผลเกิดขึ้นต่อไป วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่จบสิ้น
ผู้ฟัง มีอีกคำถามหนึ่งว่า การกระทำของเพชฌฆาตเป็นบาปหรือไม่ เพราะมีเจตนาและผลที่ชัดเจน เจตนาต้องให้นักโทษประหารตาย ผลก็คือนักโทษประหารตาย
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเพชฌฆาต หรือว่าเป็นธรรม เห็นขณะนี้เป็นเพชฌฆาต หรือว่าเป็นเห็น ได้ยินเป็นเพชฌฆาต หรือว่าเป็นได้ยิน ทุกคนจะรู้ว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีเกิดขึ้น บังคับบัญชาไม่ได้ เพชฌฆาตตายหรือไม่ ต้องตายแน่ และคนที่ถูกฆ่านั้นก็ต้องตายด้วย แต่ถ้าไม่มีกรรมที่ได้กระทำไว้ สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ คือทุกคนต้องตาย แต่จะตายในลักษณะใด ถ้าถูกรถทับ รถคือเพชฌฆาตหรือไม่ ไม่ใช่ แต่ผลคือคนนั้นตายแล้วเพราะกรรมที่ได้กระทำมา
เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ไปติดที่คำต่างๆ แต่รู้ลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเป็นจิตเจตสิกและรูปมากขึ้น เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมว่า เป็นกุศลธรรมอย่างหนึ่ง เป็นอกุศลธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุ แล้วเป็นผลของกรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล และยังมีสภาพของจิตซึ่งไม่ใช่ทั้งกุศล อกุศล และไม่ใช่วิบาก ซึ่งเป็นผลของกรรม นี่เป็นความต่างกันของจิตในวันหนึ่งๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์สอนวิธีที่จะทำให้ได้ปัญญาจริงๆ
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องทราบว่าปัญญาคืออะไร ต้องการปัญญาประเภทไหน และปัญญานั้นรู้อะไรที่ต้องการ
ผู้ฟัง ต้องการปัญญาที่สูงที่สุด และที่สำคัญคือถ้าผมรู้ ผมจะไม่ถามท่านอาจารย์เด็ดขาด เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องการให้ท่านอาจารย์ถามผม
ท่านอาจารย์ เพราะอะไรไม่ต้องการให้ถาม
ผู้ฟัง ก็สิ่งที่ท่านอาจารย์ถามเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าคิด จะตอบได้หรือไม่ ถ้าตอบได้นั่นคือปัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาไม่ใช่ของคนอื่น และไม่ใช่ไปขอยืมคนอื่นมา แต่ต้องเป็นของตนเอง ถ้าได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่เผิน ฟังแล้วไตร่ตรอง เข้าใจเมื่อไร เข้าใจอย่างไร ตอบตามความเป็นจริง
เวลาที่พูดถึงปัญญา ปัญญามีแม้แต่ในขณะที่กำลังฟังนี้ เข้าใจเมื่อใดเป็นปัญญาเมื่อนั้น เพราะเหตุว่าเวลาที่เราใช้คำภาษาบาลีว่าปัญญา จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าปัญญานั้นอยู่ที่ไหน รู้อะไร เพียงแต่ใช้คำว่าคนนี้มีปัญญา คนนั้นมีสติปัญญา คนนั้นคิดอะไรได้ ทำอะไรได้แปลกๆ ก็มีปัญญาที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่สภาพธรรมที่เป็นความเข้าใจถูกต้องในลักษณะของสิ่งที่กำลังมี เราจะไปเข้าใจอะไรถ้าสิ่งนั้นไม่ปรากฏ มีทางเป็นไปได้หรือไม่ จะเข้าใจสิ่งที่ไม่ปรากฏเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่กำลังปรากฏเข้าใจแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่เข้าใจ มีหนทางที่จะเข้าใจหรือไม่ หรือว่าปล่อยผ่านไปทุกวันโดยไม่เข้าใจสักวันหนึ่งเรื่อยๆ ก็ยังคงเป็นความไม่เข้าใจไป ไม่มีทางที่จะเกิดความเข้าใจขึ้นมาได้เลย
ในขณะที่ฟัง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรม แสดงธรรมคือกล่าวความจริงของสิ่งที่มี ให้คนอื่นสามารถที่จะเข้าใจสิ่งนั้นได้ถูกต้อง ไม่ใช่ (กล่าวถึง) สิ่งที่ไม่มี เมื่อภิกษุไปเฝ้ากราบทูลถามให้ทรงแสดงธรรม พระพุทธเจ้าจะตรัสถามว่า เห็นขณะนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง เหตุใดตรัสถามถึงสิ่งธรรมดาซึ่งทุกคนก็เห็น แต่คำถามไม่ธรรมดา คือถ้าเป็นคนอื่นก็จะไม่คิดถึงเรื่องเห็น เพราะอะไรจะต้องถามเรื่องเห็น เพราะเห็นกำลังมี และความจริงของเห็นคือ เห็นมี เที่ยงหรือไม่ และจะตอบว่าอย่างไร คนในครั้งนี้จะตอบว่าอย่างไร และคนในครั้งนั้นตอบว่าอย่างไร ถึงแม้คำตอบจะตรงกันเพราะได้ยินได้ฟังว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ตอบเช่นนี้ แต่เข้าใจตรงตามนี้หรือไม่
แสดงให้เห็นว่าเวลาที่เราใช้คำว่าปัญญา อย่าเพิ่งเข้าใจว่ามีปัญญามากเพราะตอบถูก เพียงแค่ตอบถูก ไม่ใช่ปัญญาเลย จำแล้วก็ตอบ เช่นขณะนี้เห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นคือจิต เป็นธาตุที่สามารถเห็น รูปธรรมไม่เห็นอะไรเลย ไม่คิดไม่นึกทั้งหมด เราไม่เคยรู้ว่าที่เรายึดถือว่าเป็นเรา เพราะมีสภาพธรรมที่เป็นสภาพรู้เกิดขึ้นเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แต่ละขณะก็เหมาคิดเองว่าเป็นเรา แต่ความจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ความจริงเช่นนี้ เราจะตอบได้หรือไม่ว่าเห็นขณะนี้ไม่เที่ยง ตอบไม่ได้ แต่จำได้ ใครถามตอบได้ใช่หรือไม่ เห็นเที่ยงหรือไม่ ไม่เที่ยง ก็ตอบได้เท่านี้เอง ปัญญาระดับนี้คือปัญญาที่เกิดจากการฟังแล้วยังไม่ถึงความเข้าใจด้วย
ในพระพุทธศาสนามีปัญญา ๓ ระดับ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ชื่อต่างกันแล้ว ไม่ใช่ว่าตั้งชื่อต่างแต่สภาพธรรมเหมือนกัน ไม่ใช่ สภาพธรรมที่มีชื่อต่างๆ แม้แต่ปัญญาก็มีระดับขั้นว่า ปัญญาขณะนั้นเป็นปัญญาขั้นไหน ปัญญาที่เป็นปริยัติคือการศึกษา การฟังธรรมก็คือไม่ได้ฟังเรื่องอื่น เรื่องอื่นเราไปเรียนตามโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ได้ วิชาอะไร ปริญญาเอก ปริญญาโท ใครก็สอนได้ แต่นักปราชญ์คนไหนที่จะสอนให้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีใครจะคิดถึงเห็นขณะนี้ว่าเกิดแล้วดับ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นไปไม่ได้เลย แต่ขณะที่กำลังฟังแล้วเข้าใจจึงเป็นปริยัติ แต่ถ้าเพียงจำขณะนี้เป็นจิตเห็น เวลาได้ยินเป็นจิตได้ยิน จิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร อะไร อย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้จิตเห็นเกิดขึ้น เป็นเรื่องเป็นราว เป็นชื่อ ด้วยเพียงการจำไม่ใช่ปัญญา จำเป็นจำ แต่ความเข้าใจถูกเห็นถูกเป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันเราจะไม่รู้ความหลากหลายว่า ในชั่วหนึ่งขณะจิตมีสภาพธรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพียงในชั่วขณะเดียว แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน ขาดไม่ได้เลยเพราะแต่ละลักษณะนั้นเป็นปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เราได้ยินคำว่าปฏิจจสมุปบาท เราอาจจะท่องได้ตั้งแต่ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ท่องได้ แต่ขณะนี้คืออะไร อวิชชามีหรือไม่ อยู่ที่ไหน เมื่อไร ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นธรรมต้องเป็นเรื่องที่ละเอียด
ผู้ฟัง ในความคิดของผม การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม เป็นความเพียรอย่างหนึ่ง ที่ทำอย่างต่อเนื่องให้เกิดสติต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้บรรลุ
ท่านอาจารย์ บำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุอะไร และอะไรบรรลุ เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่าบ้านธัมมะไม่เน้นเรื่องปฏิบัติ เช่นสมาธิ หรือการเดินจงกรม เพราะว่าไม่เป็นเหตุให้เกิดปัญญาโดยเพียงเดิน จังกัมมะคือ การเดินผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ถ้าเดินไกลก็เป็นจาริกไปสู่สถานที่อื่น แต่ถ้าเราเดินไปเดินมาเช่นในบ้าน ไม่ใช่จาริกไปไหน แต่เป็นการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถซึ่งนั่งนาน สำหรับบางคนนั่งนานมากเลยทั้งวัน เวลาเรียนหนังสือต้องนั่งตั้งหลายชั่วโมง ก็มีการเดินผลัดเปลี่ยนอิริยาบถด้วย ขณะนั้นเป็นปกติธรรมดา แต่ว่าในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เพียงสอนให้จิตสงบแล้วไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้
เพราะฉะนั้น การพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา ถ้าไม่พิจารณา เพียงฟังขณะนี้จะเกิดปัญญาได้หรือไม่ คำว่าพุทธะหมายความถึงปัญญา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้สอนเหมือนกับผู้ที่เพียงให้จิตสงบ เพราะว่าผู้ที่บำเพ็ญความสงบจนกระทั่งถึงฌานต่างๆ มีก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าไม่ได้ดับกิเลสเป็นสมุจเฉท ดังนั้นเรื่องของปัญญาเป็นเรื่องของพุทธะ แต่ว่าปัญญาต้องเป็นความรู้จริงซึ่งมี ๓ ขั้น ขั้นฟังเป็นความรู้ขั้นฟัง แต่ยังไม่ได้ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมซึ่งกำลังเกิดดับ แม้ในขั้นการฟังก็ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ขณะนี้สิ่งที่เราเห็นอยู่ หรือได้ยิน หรือคิดนึก เป็นเพียงชั่วหนึ่งขณะจิตซึ่งหลากหลายเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน ถ้ายังไม่มีความเข้าใจเช่นนี้ จะสงบหรือว่าจะทำอะไร สามารถจะเกิดความเห็นถูกต้องว่า ขณะนั้นไม่ใช่ตัวตน มีเหตุปัจจัยเกิดแล้วดับไป ได้หรือไม่
ดังนั้น ทุกอย่างถ้าเป็นไปเพื่อให้รู้ถูก ให้เห็นถูก สมควร (หรือไม่) หรือว่าให้ทำโดยที่ไม่มีความรู้ถูก ไม่มีความเห็นถูกเลย
ไม่ได้กล่าวว่าไม่มีสมาธิ แต่ให้รู้ว่าสมาธิคืออะไร และสมาธิมีหลายอย่าง สมาธิได้แก่เจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์แต่ละอารมณ์ เช่นขณะที่กำลังเห็น จิตจะไม่ย้ายไปที่อื่น ในขณะที่รูปที่ปรากฏทางตายังไม่ดับ และเวลาที่มีเสียงปรากฏ จิตก็ไม่ไปสู่ที่อื่นในเมื่อเสียงนั้นยังไม่ดับ
ลักษณะของสมาธิคือ สภาพที่กำลังตั้งมั่นอยู่ที่สิ่งที่ปรากฏเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้น สมาธิมีทั้งสัมมาสมาธิ และมิจฉาสมาธิ ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎก แต่ถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียด เมื่อได้ยินคำว่าสมาธิก็คิดว่าเป็นสัมมาไปหมดเลย แต่ความจริงมีทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น จะเจริญสัมมาสมาธิไม่ได้ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง สิ่งที่จะเป็นสัมมาได้ ทั้งสัมมาสมาธิ สัมมาสติ สัมมาวิริยะ หรืออะไรก็ตามแต่ต้องประกอบด้วยปัญญา ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญา เราอาจจะเข้าใจเองว่าเป็นกุศล แต่ความจริงเป็นอกุศล เพราะเมื่อได้ยินคำว่าสมาธิ อยากมี เมื่อได้ยินคำว่าปฏิบัติ อยากทำ แล้วปัญญาอยู่ที่ไหน
แม้ในขณะนี้เองปัญญาเกิดได้หรือไม่ เพราะว่าขณะก่อนหมดไปแล้ว ขณะต่อไปก็ยังไม่มาถึง ถ้าในขณะนี้เองปัญญาไม่เกิด ปัญญาขณะต่อไปจะเจริญขึ้น มีมากขึ้น ได้หรือไม่ ถ้าขณะนี้ไม่มี ต้องมีการเจริญเติบโตของสิ่งที่เกิดแล้ว จึงสามารถที่จะเจริญจนกระทั่งถึงความสมบูรณ์ ที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ มิฉะนั้นไม่ใช่อริยสัจจธรรม เพราะว่าอริยสัจจธรรมแรกคือทุกขอริยสัจจะ สภาพธรรมในขณะนี้เป็นทุกข์เพราะเกิดขึ้นและดับไป
ขณะนี้ปัญญาสามารถที่จะเริ่มเกิดได้หรือไม่ ถ้าปัญญาในขณะนี้ไม่สามารถที่จะเริ่มเกิดได้ ขณะต่อไปไม่มีปัญญาแน่นอนเพราะยังไม่ได้เริ่ม แต่ว่าขณะนี้มีความเข้าใจถูกต้องทีละเล็กทีละน้อย ฟังต่อไป พิจารณาต่อไป ปัญญาก็เจริญขึ้น ขอถามว่า ขณะนี้มีอะไรที่ปรากฏที่กาย
ผู้ฟัง แข็ง
ท่านอาจารย์ รู้เมื่อไร
ผู้ฟัง ทราบเมื่อท่านอาจารย์ถามสักครู่นี้
ท่านอาจารย์ ทราบเมื่อถาม ถามเด็ก เด็กตอบว่าแข็งหรือไม่
ผู้ฟัง ก็ตอบคำว่าแข็ง ถ้าจะให้เด็กจับดู เด็กก็ต้องตอบว่าแข็ง
ท่านอาจารย์ เด็กไม่มีความรู้เรื่องธรรมเลย แต่สามารถจะรู้ลักษณะที่แข็งด้วยความไม่รู้ความจริงของแข็ง เพราะฉะนั้น เวลาที่เด็กโตขึ้นก็ยังคงมีแข็งมาเรื่อยๆ ก็เหมือนเดิม คือยังไม่รู้ความจริงของแข็ง ถูกต้องหรือไม่ ถึงแม้ว่าแข็งปรากฏ ปรากฏแล้วไม่รู้ก็ได้ หรือว่าเมื่อแข็งปรากฏแล้วปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพที่แข็งก็ได้
ดังนั้นเป็นผู้ที่ตรง ธรรมต้องเป็นผู้ที่ตรง และสัจจะคือความจริงใจ เราอาจจะได้ยินความหมายของสัจจะว่าพูดจริง ทำจริง ประพฤติตามที่พูดจริง แต่ทั้งหมดต้องมาจากใจจริง ถ้าจะศึกษาธรรมไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นเลย แต่รู้ว่ามีสิ่งซึ่งเราไม่รู้ ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง ผู้ที่อบรมความสงบมาก่อนการตรัสรู้ ไม่สามารถที่จะแสดงความจริงของสภาพธรรมได้ เพราะไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ทรงแสดงความจริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งเกิดแต่ไม่เคยรู้มาก่อน ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรให้เกิดแล้วไม่รู้ ใครจะไปทำอะไรให้เกิดและหวังว่าขณะนั้นเป็นความรู้ แต่ไม่รู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ปรากฏ เกิดแล้วเพราะมีเหตุปัจจัยแล้วดับ ปัญญาต้องรู้ความจริงของสิ่งซึ่งไม่มีใครไปทำได้ แต่ว่ามีปัจจัยแล้วจึงเกิดขึ้น เช่น แข็งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นแข็ง เป็นอย่างอื่นหรือไม่ หรือว่าเป็นแข็ง
ผู้ฟัง เป็นแข็ง
ท่านอาจารย์ เป็นแข็ง มีจริงๆ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็น รู้แข็งตามความเป็นจริงหรือยัง รู้แบบเด็กๆ รู้ รู้แบบโตขึ้นมาก็เหมือนเดิม แข็งก็เป็นแข็ง กับรู้ด้วยความเข้าใจว่า ขณะนั้นถ้าไม่มีการฟังธรรมเลย ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าแข็งปรากฏเพียงเล็กน้อยแล้วดับ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620