ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ผู้ฟัง ก็เป็นการแสดงความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ และแปลว่าปัญญาสามารถที่จะเข้าถึงความจริงในระดับไหน จากการที่ได้รับฟังมาในเรื่องของชาติของจิตที่เกิดขึ้นแต่ละขณะนี้ ขณะนี้สำหรับผมเองก็ยังมองไม่เห็น แล้วยังนึกไม่ออกก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องของกิริยาจิต เพราะว่าอย่างกุศลหรืออกุศลหรือว่าวิบากนี้ก็ยังพอที่จะเข้าใจ จากการที่ได้ยินได้ฟังมา แต่สำหรับขณะจิตผมว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุด ท่าน

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่น กิริยาจิตมีไหม

    ผู้ฟัง จากการศึกษามี จากการศึกษา ศึกษาเป็นนักศึกษา ถูกศึกษาถูก

    ท่านอาจารย์ มีแน่นอน เพียงแต่ว่าไม่ได้ปรากฏเหมือนอย่างจิตอื่น เช่นในบางจิต กุศลจิตและอกุศลจิต ด้วยเหตุนี้ แม้ว่ากิริยาจิตมีแต่เมื่อไม่ปรากฏ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่ความต่างกันของจิตที่เกิดขึ้น วิบากจิตเป็นผลของกรรม เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส รสสิ่งที่กระทบสัมผัสเหล่านี้ เป็นผลของกรรม เวลาที่เกิดชอบไม่ชอบเป็นกุศลอกุศลในสิ่งที่ปรากฏ ขณะนั้นไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผลข้างหน้า เป็นการสะสมอัธยาศัย บางคนโลภะมากเลย ชอบทุกอย่างหมดเลย เวลาที่ไปตลาดอยากได้หมดน่าซื้อไปหมดเลยทุกอย่าง คิดดู เต็มตลาดนัด แล้วก็อยากได้หมด แล้วก็จะไปไว้ที่ไหน แต่ก็สะสมความพอใจไว้มาก ก็เป็นอัธยาศัย บางคนเป็นคนที่ขี้หงุดหงิด ไม่ชอบไม่อภัยไม่ลืมสิ่งที่เคยไม่พอใจคนใจ และก็ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าสิ่งนั้นก็เพียงเกิดขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขุ่นใจด้วยหงุดหงิดหรือจะใช้วาจาที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นอัธยาศัยแต่ละอัธยาศัย ก็รู้จิตที่เป็นวิบากเป็นผลของกรรม กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ ได้ยินบ่อยๆ ถ้าไม่มีกิเลสกรรม ไม่มีถ้ากรรมไม่มีผลของกรรมคือวิบากก็ไม่มี เพราะฉะนั้นในขณะนี้เห็นกิเลสยังไม่หมดกิเลสมี กิเลสถ้ามีมากๆ เป็นเหตุให้กระทำกรรม เมื่อกระทำกรรมแล้วกรรมนั้นให้ผลเมื่อไรก็เป็นวิบาก เมื่อมีวิบากแล้ว กิเลสเกิดอีก ไม่จบก็เป็นไปอย่างนี้ทราบไหมว่า อยากได้อะไรเดี๋ยวนี้ หาไม่เจอไม่อยากได้อะไร ไม่ว่าขณะนี้อยากได้อะไร อยากเห็น อยากได้ยินไหม ได้แล้วหนิเอาอีกหรือ นี่เห็นแล้วเมื่อได้ยินแล้ว ซึ่งชาติก่อนก็คงอยากได้ชาติก่อนนี้มีเห็นมีได้ยิน และก็อยากเห็นอยากได้ยินสิ่งนั้นสิ่งนี้ และความตายก็มาถึงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากะพริบตา เพราะฉะนั้นความอยากความต้องการของชาติก่อนๆ สืบเนื่องไป แต่ละชาติอย่างรวดเร็ว และก็ดูเหมือนว่าทุกคนอธิษฐานสมัยที่ยังไม่เข้าใจธรรม ก็คิดว่าจะขอได้ก็ขอเป็นอีก ขอเป็นอย่างนี้อาจจะขอเกิดเป็นคน อาจจะขอเห็นอย่างนั้นเห็นอย่างนี้ ขณะนี้ได้แล้วทั้งหมดก็ไม่รู้ว่า เป็นผลของการอยากได้นั่นแหละไม่จบ ชาติหน้าชาตินี้ก็กำลังอยากได้ต่อไปอีก ชาติหน้าแน่นอนเห็นอีกได้ยินอีกไม่จบเลย แต่ว่าไม่รู้ว่า เราอยากได้อะไรบ้าง และกำลังแม้สิ่งที่อยากได้แล้วแต่ก็ยังอยากได้ต่อไป นี้ก็แสดงให้เห็นว่าถ้ามีการเข้าใจจริงๆ ธรรมคือชีวิตประจำวัน ขณะนี้รู้ลักษณะของวิบาก จิตที่กำลังเห็น และรู้กุศลและอกุศลซึ่งเกิดต่อจากเห็นแต่ไม่เห็นกิริยาจิตเพราะเหตุใด ยังไม่รู้ว่ากิริยาจิตคืออะไร เพราะฉะนั้นก่อนอื่น เวลาที่ศึกษาธรรม เริ่มต้นจากคืออะไร ถ้าไม่เริ่มต้นจากคืออะไร พูดกันไปพูดกันมาทั้งวันก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ความเห็นมากมายเยอะแยะ แต่ถ้าตั้งต้นว่าคืออะไร อย่างที่คุณศีลกันต์บอกว่าจิตมี ๔ ชาติ ตามที่ได้ศึกษา กุศลจิต อกุศลจิตเป็นเหตุ วิบากจิตเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นกิริยาจิตไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิต ไม่ใช่วิบากจิต แค่นี้ที่จะต้องเริ่มเข้าใจว่ามีจิตอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่กุศลจิตไม่ใช่อกุศลจิตไม่ใช่วิบากจิต พระอรหันต์เห็นไหม พระอรหันต์มีอกุศลจิตไหม แม้พระอรหันต์ เมตตาไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เมตตาของพระอรหันต์จะเป็นปัจจัยและเป็นกรรม ที่จะทำให้เกิดอีกครั้งหน้าหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนั้นเป็นกิริยาจิตคือไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่วิบาก พอเข้าใจความหมายของกิริยาจิตอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังมีละเอียดกว่านั้นอีก

    ผู้ฟัง มีคำถูกต้องอยู่คำหนึ่ง ที่คำว่าตามรู้ คำว่าตามรู้ มีลักษณะธรรมที่ปรากฏเหมือนคล้ายๆ กับสติ และรู้มีลักษณะธรรมใกล้เคียงกันหรือเปล่า หรือว่าเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ เห็นแล้วดับไปแล้ว ตามรู้ด้วยความเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทันทีหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ปกติเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อฟังธรรมในความเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏ มีจริงๆ ปรากฏเกิดดับด้วย แทนที่จะตามเรื่องราวคิดนึกอย่างที่เคยเป็น อาศัยความเข้าใจที่ได้เข้าใจ ไม่ใช่บังคับหรือไม่ใช่แต่มีปัจจัยที่สติจะรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ขณะนั้นคือไม่ได้ไปทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดใหม่แล้วไปรู้ แต่สิ่งนั้นเกิดแล้วมีแล้วตามเหตุตามปัจจัย แต่ปกติไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมเพราะฉะนั้นเมื่อฟังแล้วก็รู้ว่าการที่จะเข้าใจว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นธรรมก็ไม่พ้นจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะว่าขณะนี้ เห็นแล้ว สิ่งที่ปรากฏทางตาดับแล้ว และจิตที่รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาดับหมดแล้ว เพราะว่าขณะจิตเกิดขึ้นด้วย ยังไม่มีการรู้อารมณ์อื่นทางอื่นเลย จิตจะต้องเกิดขึ้นดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ หลังจากนั้นจิตก็จะนึกถึงสิ่งที่เพิ่งผ่านมาเป็นธรรมดา ในขณะนี้จนกระทั่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ขณะนี้หลังจากที่เห็นดับไปแล้ว ก็มีภวังคจิตเกิดคั่น และจิตก็นึกคืออาศัยใจ มโนทวารไม่อาศัยตาหูจมูกลิ้นกาย แต่เนื่องจากเมื่อเห็นแล้วเพิ่งดับไป ก็ทำให้จิตนึกถึง การนึกถึง และเป็นทางมโนทวาร นึกถึงสิ่งที่เพิ่งดับไป อยู่ตลอดเวลา ขณะนี้โดยไม่รู้ แต่ตามด้วยอวิชชาตามด้วยโลภะ หรือว่าตามด้วยโทสะแต่เมื่อมีปัญญาแล้ว เปลี่ยนการตามที่เป็นอกุศล เป็นการตามตามลำดับขั้นบางคน พอโกรธเกิดขึ้นแต่ก่อนนี้ก็เป็นโกรธไปเรื่อยๆ แต่พอฟังทำไมละเกิดได้เป็นธรรมชนิดหนึ่ง เคยเข้าใจว่าเขาทำให้เราโกรธ แต่พอฟังแล้วก็รู้ว่าเพราะโกรธได้สะสมอยู่ยังมีอยู่

    เพราะฉะนั้นจึงโกรธไม่ใช่คนอื่นทำให้เราโกรธ แต่เพราะการสะสมของกิเลส ที่ยังมีก็เป็นปัจจัยให้ความโกรธนั้นเกิดขึ้น นี้ขั้นคิดแต่ถ้าฟังธรรมมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรม เพราะว่าแม้แต่กำลังฟังธรรมก็เลยยังไม่จรดเยื่อในกระดูก ที่จะรู้ว่าธรรมจริงๆ กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น นี้ยังไม่ถึงกาลที่จะไม่ลืม เพราะว่าลืมเสมอ ในขณะที่พ้นจากที่นี่ไปก็ลืมแล้วว่าทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดปรากฏแต่ละทาง กำลังนั่งอยู่ขณะนี้ถ้าปัญญายังไม่พอก็ลืม นี่ก็แสดงให้เห็นว่า การที่กว่าจะรู้ความจริงของธรรมได้ ต้องอบรมที่ใช้คำว่าภาวนา หมายความว่าอบรมให้กุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้นให้กุศลที่เกิดแล้วและเจริญขึ้น แต่ว่าบางคนก็คิดว่าภาวนาคือไปนั่งหลับตา แล้วก็ท่องอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏนี่คือเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นตามรู้ให้ทราบว่าขณะนี้ตามหิวตลอดเวลา แต่ตามรู้เป็นเรื่องราวทั้งหมด จนกว่าปัญญาสามารถที่จะรู้ลักษณะ ยังไม่เป็นเรื่องเป็นราวได้แต่กำลังรู้ว่าลักษณะนั้นเป็นธรรม

    เพราะฉะนั้นธรรมที่ได้ฟังมากมาย จะต้องเริ่มต้นจากการที่รู้ลักษณะที่เป็นธรรม ยังไม่ต้องไปเรียกว่าอะไรทั้งหมด ที่เคยได้ยินได้ฟังมาไม่ต้องไปนึกว่าจิต ไม่ต้องไปนึกว่าเจตสิก ไม่ต้องไปนึกว่าเป็นรูป เพราะอะไรเพราะลักษณะนั้นกำลังปรากฏความต่าง อย่างสิ่งที่แข็งไม่ใช่สภาพที่กำลังรู้แข็ง ถ้ากำลังรู้ลักษณะที่แข็งไม่ต้องใช้คำว่ารูป แต่รู้ในลักษณะที่แข็ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังทั้งหมดมีลักษณะจริงๆ สามารถที่สติจะเกิดตาม คือปกติธรรมดาหลังจากที่เห็นแล้วได้ยินแล้ว ไม่ใช่ไปคิดนึก ตามด้วยความเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ ว่าสติเป็นเจตสิกฝ่ายดีงามเป็นโสภณ และก็มีหลายระดับ วันหนึ่งๆ ของในบ้านก็มีเยอะ อาหารอร่อยอร่อยก็มี ระลึกที่จะให้ใครหรือเปล่า หรือว่าของเรารับประทานคนเดียว ถ้าขณะใดที่ไม่ได้ระลึกเป็นไปในกุศล ที่จะสละให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ขณะนั้นเพราะสติไม่เกิดไม่ใช่เป็นเรา เพราะฉะนั้นก็มีสภาพธรรมในชีวิตประจำวัน ที่เป็นผลของกรรมคือต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วแต่ว่ากรรมจะให้ผลให้เห็นด้วย กรรมจะให้ผลเป็นพวกทางกายหรือว่ากรรมจะให้ผลเป็นรสอร่อยๆ หรือว่ากรรมจะให้ผลเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพอใจหรือน่าพอใจที่จะปรากฏได้กับจิต

    นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีกุศลและอกุศลซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่จะสะสมไป ที่จะทำให้เกิดกรรมที่จะทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้นเป็นไปในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้นสภาวะที่เรียกว่าตามรู้กับสติระลึกรู้ก็คือ ด้วยสติที่เป็นกุศล ไม่ได้ตามเรื่องอื่นเลย ตามรู้แต่ไม่ใช่รู้เรื่องราวเหมือนเคย แต่ตามเข้าใจถูกในลักษณะที่เป็นธรรม แต่ก่อนนี้ตามด้วยเรื่องราวด้วยความเป็นเรา ด้วยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่สติเป็นสภาพที่ระลึกในทางกุศล แล้วแต่ว่าเป็นสติขั้นไหน ถ้าสติขั้นทานก็ระลึกได้ที่จะให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ไม่ทิ้งไปเปล่าๆ สติขั้นศีลก็มีการวิรัจกายวาจาที่ไม่เหมาะสม หรือมีการกระทำทางกายทางวาจาที่เหมาะสม นั่นก็เป็นสติ เพราะฉะนั้นสติเป็นธรรมฝ่ายดี เวลาโกรธเกิดระลึกได้ คือสติที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์เลย คนที่เราโกรธกำลังสนุกสนาน กำลังรื่นเริง แต่คนที่โกรธด้วยกำลังเดือดร้อน และจะโกรธทำไมขนาดนั้นก็เป็นสติที่ระลึกได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสภาพของธรรมที่เป็นสติ ต้องเป็นฝ่ายดีไม่ใช่ว่าเดินดีๆ ถ้าหกล้มแต่ไม่มีสติไม่ใช่อย่างนั้น แต่ขณะนั้นสติสามารถจะเกิดได้ทุกครั้ง ที่มีการเห็นการได้ยินก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละบุคคล จะเป็นปัจจัยให้สติปัฎฐาน หรือว่าสติขั้น เกิดหรือยังคงเป็นปัจจัยให้อกุศลตามรู้สิ่งที่ปรากฏด้วยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ ตามลักษณะของการตามรู้ ไม่มีทางเกิดขึ้น หากไม่มีสติระลึกรู้เกิดขึ้น มาเป็นปะกันอะไรตาม เออความนึกคิดตาม ขณะที่นึกคิด นึกคิดเป็นกุศลและอกุศลเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นขณะนั้นเป็นอกุศลที่ตาม สิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย จะเป็นเรื่องเป็นราวเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นเราเป็นเขา นั้นคืออกุศลแต่ถ้าเป็นกุศลขณะใด มีการระลึกได้ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วแต่ว่าจะเป็นระดับขั้นคิดหรือว่าระดับของสติสัมปชัญญะ ซึ่งไม่ได้คิด แต่กำลังรู้ลักษณะที่เป็นธรรม เพราะเราพูดถึงธรรม เข้าใจธรรมขณะนี้เป็นธรรม แต่ตัวธรรมจริงๆ จะปรากฏกับสติสัมปชัญญะ เมื่อเกิดขึ้นว่าลักษณะนั้นมีจริงจริง เป็นธรรมจริงๆ

    ผู้ฟัง กราบเรียนอาจารย์ ท่านอาจารย์ก็เคยย้ำเสมอว่าให้ศึกษาในขณะที่อารมณ์ปรากฏ หรือว่าธรรมปรากฏ แต่นี่ว่าเมื่อธรรมปรากฏแล้ว มักจะหลงลืม ไม่ได้ใส่ใจ นอกจากจะหลงลืมแล้วก็ยังยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราอยู่ตลอด นับเป็นตัวตนอยู่ตลอด อันนี้แหละที่อยากจะ ช่วยอธิบายให้มันคลายความยึดถือยึดมั่นเป็นตัวตน

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดาไหม

    ผู้ฟัง เป็นธรรมดา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นธรรมดา จากการที่เข้าใจเพียงนิดเดียว และก็จะให้หมดความเป็นตัวตนไม่ได้ เพราะว่าฟังแล้วว่าไม่มีเรา แต่มีธรรมคือจิตเจตสิกรูป ฟังอย่างนี้แล้วก็เข้าใจด้วยว่าขณะที่กำลังเห็นไม่ใช่เรา แต่เป็นจิตนี้คือขั้นฟังเข้าใจ และจิตที่จะเกิดได้แต่ละขณะก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภทนี้ก็เข้าใจ แต่ที่จะให้รู้ว่าขณะนี้เป็นจิตเห็น หรือว่าขณะนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างที่ได้ยินได้ฟัง เป็นไปไม่ได้นี่คือเป็นธรรมดา ที่จะต้องการฟังเริ่มเข้าใจตามลำดับ และก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าความเข้าใจขณะนี้ ไม่ใช่กำลังเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแม้ว่ากำลังพูดเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ มีสภาพธรรมปรากฏจริงๆ และกำลังฟังเรื่องของสภาพธรรมนั้นจริงๆ แต่ยังไม่สามารถที่จะประจักษ์ความจริงได้ นี้แสดงให้เห็นว่าอวิชชาความไม่รู้มากมายมหาศาลขนาดไหน ในแสนโกฏกัปป์สะสมความไม่รู้มาปิดกั้น ไม่เห็นความจริงของสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นยังต้องอาศัยการฟัง และการเข้าใจอีกมาก ที่จะค่อยๆ คล้อยไปน้อมไปสู่การที่จะรู้จริงๆ ว่า

    สภาพธรรมที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงชื่อแต่ลักษณะจริงๆ เป็นอย่างนี้ อย่างสิ่งที่ปรากฏทางกายแข็งปรากฏได้ ไม่ใช่เพียงแต่ชื่อ อ่อนปรากฏได้ก็ไม่ใช่เพียงแต่ชื่อ แต่เดี๋ยวนี้ที่อ่อนหรือแข็งปรากฏ ให้รู้ว่าเป็นสภาพที่มีจริง จากการฟังรู้ว่าต้องมีกายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว และการอ่อนหรือ ต้องกระทบกับกายปสาท ใช้คำว่าอายตนะก็ได้ หมายความว่าเป็นที่ประชุม ต้องมีลักษะ จากที่อ่อนในแข็งซึ่งยังไม่ดับไปอยู่ตรงนั้น เช่นกระทบกับกายปสาทถ้าซึ่งเกิด และยังไม่ได้ดับไปตรงนั้นแหละที่จะปรากฎได้ ก็ต้องมีจิตที่เกิดขึ้นรู้ตรงนั้นคณขนั้น และก็ต้องมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยขณะนั้นทั้งหมด ไม่ได้ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ต้องมีต้องอยู่ต้องประชุมอยู่ตรงนั้น นี่คือความหมายของอายะตนะ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่สภาพธรรมปรากฏ น่าจะกล่าวคำว่าอายตนะโดยไม่รู้ว่าอะไรบ้างปรากฏ ที่นั่นไม่ได้ยังขณะนี้ที่กำลังเห็น มีสิ่งที่ปรากฏแน่นอน หมายความว่าต้องมี แล้วก็จะเข้าใจความหมายของอายตนะ เพราะชั่วขณะเห็นต้องมีสิ่งนั้น และก็ต้องมีจักขุปสาท และก็ต้องมีจักขุวิญญาณ แล้วต้องมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยทั้งหมด ต่อไปนี้ได้ยินคำว่าอายตนะไม่สงสัยเลย สภาพธรรมใดซึ่งต้องมี ในขณะที่มีการเห็นหรือการปรากฏของสิ่งนั้น จะมีสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม และรูปธรรมเกิดร่วมด้วย

    ยิ่งฟังบางคนอาจจะยิ่งงง แต่ว่าถ้าคุ้นเคยกับคำที่ได้ยิน แต่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน เช่นได้ยินคำว่าอายตนะ ก็ไปนั่งท่องอายตนะภายใน ๖ ตาหนึ่ง หูหนึ่ง จมูกหนึ่ง ลิ้นหนึ่ง กายหนึ่ง ใจหนึ่งเป็น ๖ อายตนะภายนอก ก็คือสิ่งที่ปรากฏ เมื่อกระทบกับอายตนะภายในก็จำเพียง สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และสิ่งที่รู้ได้ทางใจเป็นอายตนะภายนอก แต่ขณะนี้เดี๋ยวนี้ถ้าไม่รู้ว่าเป็นธรรมที่มีลักษณะต่างๆ เช่นสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่จิตเห็น ถ้ายังไม่รู้อย่างนี้ ก็จะไม่สามารถเข้าถึงความเป็นอายตนะในขณะที่สิ่งนั้นมีปรากฏ ก่อนที่จะหมดไป ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมก็คือฟังเพื่อให้เข้าใจว่า มีธรรมแต่ธรรมไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล นั้นก็จำแนกเป็นนามธรรมและรูปธรรม นามธรรมก็จำแนกเป็นจิตและเจตสิก ตามความเป็นจริงของลักษณะของสภาพธรรมนั้นแหละ จิตเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมเป็น ๔ ขันธ์ใน ๕ ขันธ์ ที่มีจริงๆ นี่ก็เป็นเรื่องความเข้าใจธรรมนั่นเอง ถ้าจะกล่าวโดยนัยประการใดๆ ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ ถ้ามีความเข้าใจถูกในขณะที่สภาพธรรมกำลังปรากฏขณะนี้

    ผู้ฟัง เรียนอาจารย์เกี่ยวกับการรู้อารมณ์ของจิต เจตสิก รูป ในลักษณะอย่างไร เปรียบเทียบกับจิต

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เห็น เห็นเป็นจิต แต่จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่มีผัสสเจตสิกไม่ได้เลย ซึ่งเป็นเจตสิกที่รู้ จึงกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ รูปกระทบกับสิ่งที่ปรากฏต่างๆ ไม่ได้เลย เพราะรูปไม่ใช่สภาพรู้ แต่ขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น ผัสสะกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าจิตได้ยินเกิดขึ้นผัสสะกระทบเสียง ถ้าขณะที่เย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็งปรากฏ ผัสสเจตสิกกระทบสภาพที่อ่อนหรือแข็งเย็นหรือร้อน และจิตก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งในสิ่งที่ผัสสะกระทบ เวทนาก็เป็นเจตสิก เวลาที่กำลังเห็น รู้สึกอย่างไร จะต้องมีความรู้สึกเกิดร่วมด้วย ความรู้สึกไม่มีใครมองเห็น เป็นสภาพรู้สึกเพราะฉะนั้นก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่งเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท แต่ละประเภทก็มีลักษณะและกิจการงานของเจตสิกนั้น

    ผู้ฟัง กราบเรียนอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องติดตามเห็น หมายความว่าในขณะที่มีสิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้น แล้วเราก็ระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏเหล่านั้น และก็จิตเป็นกุศล ความเข้าใจอย่างนี้จะถูกต้องหรือเปล่า กราบเรียนอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เมื่อเช้านี้เป็นเรื่องความเข้าใจคำว่าตามรู้ ตามรู้ เพราะว่านามธรรมเป็นสภาพรู้ รูปธรรมไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ตามรู้หมายความว่า จิตขณะหนึ่งเกิดแล้วดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น รู้สิ่งที่จิตขณะก่อนรู้ เช่นขณะนี้ เห็นแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร ไม่ใช่ไปรู้สิ่งอื่นที่ไม่ปรากฏ แต่เมื่อจิตเห็นดับจิตขณะต่อไปก็จำรู้ว่าลักษณะที่ปรากฏในขณะที่เห็นนั้น เป็นดอกไม้หรือว่าเป็นคน หรือเป็นถ้วยแก้วหรือเป็นเก้าอี้เป็นโต๊ะ นั่นคือสภาพที่ตามรู้ แต่ว่าเป็นอกุศลถ้าขณะนั้นไม่มีปัญญา ในขณะที่จะรู้ความจริงว่าขณะนั้นเป็นธรรม แล้วแต่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นแล้วก็ตามรู้อยู่ตลอด แต่ตามรู้ด้วยเรื่องราว เรื่องราวต่างๆ ด้วยกันไม่เข้าใจธรรม แต่ว่าขณะใดก็ตาม ที่มีความเข้าใจว่าเป็นธรรมในขั้นฟัง แล้วก็มีปัญญาที่จะรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏ และสามารถประจักษ์แจ้งในการเกิดขึ้นและดับไปได้จริงๆ ที่จะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น จิตขณะต่อไปแทนที่จะคิดถึงเป็นเรื่องราวต่างๆ ก็เกิดขึ้น ตามคือรู้ลักษณะที่ปรากฏที่เกิดแล้วนั่นเอง ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในแต่ละละ ไม่ใช่เรื่องราวเหมือนแต่ก่อน แต่การเกิดดับของจิต สลับกันเร็วมากไม่ใช่ไปหยุดยั้งขณะหนึ่งขณะใด เพราะฉะนั้นในขณะนี้เอง ที่กำลังเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะมีสภาพของเจตสิกซึ่งเป็นสติ เกิดขึ้นตามรูลักษณะหนึ่ง แม้แต่ว่าจะเป็นลักษณะใดก็ได้ ไม่เลือกนั้นจึงจะเป็นสัมมาสติ ก็ยัอย่างนี้นี่เอง จะตามรู้สิ่งที่ปรากฏให้ถูกต้องคงจะต้องใช้เวลา แล้วก็ต้องใช้การฟังอย่างมากๆ เลยทีเดียว ถึงสามารถที่จะตามรู้ได้ถูกต้อง ลองคิดดูว่าจากความไม่รู้เลย ค่อยๆ รู้ขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าจะเข้าใจเพิ่มขึ้น จนกว่าจะประจักษ์แจ้งแทงตลอดความจริงได้

    ผู้ฟัง ก็ขอบทุกคนอาจารย์มาก

    ท่านอาจารย์ ในการที่เราจะสามารถเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ในขั้นปริยัติ เราจะต้องเข้าใจโดยละเอียด และก็โดยจริงๆ ว่าลักษณะสภาพธรรมที่ปรากฏเขาปรากฏอย่างไร และอะไรปรากฏได้บ้าง แล้วปรากฏกับอะไรอย่างนี้ใช่ ศึกษาธรรมด้วย จะกังวลถึงชื่อไหม หรือว่าเข้าใจเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่มีจริงจริง อย่างเห็นมียังไม่ต้องไปรู้ว่าเป็นธรรม เป็นนามธรรมชื่อจักขุวิญญาณหรืออะไรก็ตามแต่ แต่เห็นมีจริงๆ ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นเวลาที่เราใช้คำว่ารู้ในภาษาไทยทเราอาจจะยากที่จะเข้าใจว่า หมายความถึงรู้ระดับไหน บางคนก็บอกคำหวานๆ ก็คิดว่าเข้าใจเรื่องราวรู้มากๆ เลยรู้ความจริงไปเลย อาจจะคิดว่าอย่างนั้นแต่จริงๆ แล้ว หรือความเป็นธาตุรู้ ก็มีหลายอย่าง เช่นขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ เพราะเห็นพูดถึงเห็นเลย ไม่ต้องไปพูดถึงชื่ออะไรหมด ลักษณะที่เห็นมี


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    14 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ