ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑


    เพราะว่าทุกอย่างเลยค่ะเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ก็ควรที่จะรู้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเมื่อความจริงอย่างนี้แล้วก็ไม่สนใจที่จะรู้ความจริง มันก็แล้วแต่อุปนิสัยนะคะ ที่สะสมมาแต่ละคนก็มีฉันทะที่ต่างกันแต่ประโยชน์ของการเข้าใจธรรมะอย่างนี้เนี่ยมีไหม นี่คะถ้ามีไม่เห็นประโยชน์ก็ศึกษาต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น เรียนถามท่านอาจารย์ และมีผู้ไม่มาถามว่า ที่นามิถ้าเนี่ยเมื่อเกิดแล้วเนี่ย ทำอย่างไรคะชื่อมาแล้วนะคะ ทีนะคืออะไรเม็ดถ้าคืออะไรรู้จักหรือเปล่า ก็รู้แต่เชื่อว่าท่านอาจารย์ค่ะรู้ว่าง่วงเหงาหาวนอนค่ะแล้ว๕มได้ไหมคะในสิ่งที่เกิดแล้ว๕มไม่ได้ค่ะแล้วก็หมดแล้วด้วยค่ะเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นธรรมะที่มีลักษณะอย่างนั้นต่างกับธรรมะอื่นๆ ที่ไม่ได้มีลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงนะคะ แต่หลากหลายสุดที่จะประมาณได้ แต่ละขณะที่เกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีกเลยแต่เป็นปัจจัยสำหรับนามธรรมที่จะให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยนะคะ ว่าขณะต่อไปเนี่ยปัจจัยอะไรจะปรุงแต่งให้เป็นจิตคิดหรือว่าจะให้เป็นจิตรู้แข่งหรือว่าจะให้เป็นความรู้สึกโสมนัสหรือว่าจะให้เป็นความรู้สึกเป็นทุกข์ ทั้งหมดมีปัจจัยเมื่อไหร่ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่าภาษาไทยนะคะ ง่วงเหงาหาวนอนทุกคนก็ง่วงเหงาหาวนอนเพราะว่าเป็นธรรมะที่มีปัจจัยก็เกิดขึ้นให้รู้ว่าเป็นธรรมะ แต่กว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมะไม่ใช่เราก็ต้องฟังซึ่งเป็นการสะสมความเห็นถูกค่อยๆ เพิ่มขึ้นค่ะเดือดร้อนอะไรกับการที่เข้าใจความจริงของธรรมะขนาดนี้ค่ะ ไม่น่าเดือดร้อนเลยใช่ไหมคะสบายๆ ธรรมะก็มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยรู้แต่ธรรมะที่มีอยู่แล้วแล้วก็รู้ตามความเป็นจริงจะเดือดร้อนอะไรใช่ไหมคะทำไมถึงเดือดร้อนในเมื่อเป็นปกติจากไม่รู้ค่อยๆ เป็นความรู้ความเข้าใจขึ้น ท่านอาจารย์คะที่เดือดร้อนเพราะว่าผิดปกตินะคะ เป็นธรรมะหรือเปล่านะคะ ค่ะเป็นกุศล และอกุศลเป็นอกุศลครับได้ค่ะแต่เวลาตัวจริงธรรมะเกิดขึ้นไม่รู้หมดเลยค่ะ เพราะฉะนั้นการฟังคือเพื่อไม่ลืมว่าเป็นธรรมะแต่ละอย่างซึ่งไม่ใช่เราเป็นประโยชน์ไหมคะ นิวัฒน์มหาศาลเลยค่ะ ท่านอาจารย์ค่ะแล้วอย่างสมมติผู้ที่มีง่วงเหงาหาวนอนเกิดเนี่ยแล้วก็ยากที่จะขจัดตรงนี้เนี่ยโทษค่ะขจัดหมายความว่าอะไรคะหมายความว่าก็ง่วงซึมค่ะไปเรื่อยเรื่อยหมายความว่าไม่เข้าใจว่าทำไมเกิดแล้วดับ จึงเป็นเราจะไปขจัด เราอยู่ที่ไหน และเราเป็นอะไรที่จะไปขจัดสิ่งที่เกิดระดับแล้วไม่ต้องไปขจัดเลยเกิดแล้วดับแล้วให้รู้ตามความเป็นจริงว่าใครก็ทำอะไรไม่ได้ขจัดเหมือนกับจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้ไหมไม่ได้ไม่ได้เพราะมีปัจจัยก็เกิดเกิดแล้วไม่ดับได้ไหมไม่ได้แล้วขจัดอะไร ก็เหมือนหลงคิดว่าจะ ต้องนอนแล้วก็ลุกขึ้นไปหากาแฟหรือล้างหน้าอะไรอย่างเงี้ยก็เป็นธรรมะ แต่ละหนึ่งขณะจิต ที่เกิดขึ้นสืบต่อโดยไม่รู้เลยคะว่าระหว่างนั้นเนี่ยมีจิตกี่ประเภทซึ่งเกิดจากแล้วก็เพราะไม่รู้นะคะ จึงเป็นเราง่วงเหงาจึงเป็นเราคิดอย่างนี้จึงเป็นเราเดินไปทำอย่างโน้นอย่างนี้ทั้งหมดก็คือสภาพธรรมะที่มีจริงนะคะ ๓อย่างคือจิตหนึ่งเจตสิกหนึ่งรูปหนึ่งซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวัน ขนาดใดก็ตามนะคะ ไม่ว่าธรรมะนั้นเกิดปรากฏต้องเป็นจิตหรือเป็นเจตสิหรือเป็นโรค ถ้าหากว่าผู้มีปัญญาแล้วที่ไหนถ้าเกิดก็รู้ขนาดนั้นก็ไม่ง่วง ไม่ง่วงเป็นเราหรือเปล่าอีกก็ยังเป็นเราอยู่ค่ะ และฟังธรรมะแล้วเข้าใจว่ายังไงคะเข้าใจว่าไม่มีเราค่ะจนกว่าจะขนาดนั้นรู้ว่าเป็นธรรมะ กราบขอบคุณท่านอาจารย์มากค่ะ ที่คุณซะก่อนถามปัญหาแรกนะ เสียงที่ปรากฏ และมีการได้ยินน่ะที่เกิดขึ้นเนี่ย ทั้งๆ ที่ได้ยินได้ฟังมาว่าเป็นธรรมะ อยากให้ท่านอาจารย์อธิบายเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ในเรื่องของการได้ยินเนี่ยกับเสียงที่ปรากฏเนี่ยจึงจะให้ผู้ฟังได้เกิดปัญญาของแต่ละท่านเนี่ยกราบเรียนอาจารย์ครับ ก็มีเสียง และเสียงมาจากไหนใครนำมาให้ มีใครนำมาหรือเปล่าไม่มีครับค่ะ เพราะฉะนั้นเสียงต้องเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดเป็นเ๔ยงๆ ไม่เป็นแค้น ไม่เป็นวานครับนี่คือสิ่งที่มีจริงๆ นะคะ ที่เป็นธาตุหรือธาตุที่มีลักษณะเฉพาะของตนไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลยถ้าเข้าใจความจริงว่าสิ่งที่มีจริงนะคะ ก็เป็นธาตุแต่ละอย่างทั้งหมด ก็แสดงให้เห็นว่าเริ่มเข้าใจว่าขณะนี้ค่ะไม่มีเราหรือว่าไม่มีตัวตนมีแต่ธรรมะซึ่งมีลักษณะเฉพาะของธรรมะนั้นหยั่งเสียงเกิดเป็นเสียงแล้วนะคะ ในป่ามีเสียงไหมคะ ดีครับทำไมว่ามี พอเกิดแล้วเขาก็ดับไปได้ยินหรือเปล่าไม่ได้ได้ยินแต่ทำไมว่ามี มันเป็นธรรมะ ธรรมะทั้งนั้นค่ะแต่ถ้าไม่มีปัจจัยเกิดก็เกิดไม่ได้ด้วยเหตุนี้นะค่ะเมื่อกี้ได้ยินเสียงใช่ไหมคะ เป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทบกัน ของสิ่งที่แข็งที่ทำให้เ๔ยงเกิดขึ้น ถ้าไม่มีการกระทบกันของสิ่งที่แข็งเลยใบไม้ไหวกระทบกันก็ยังได้ยินได้ใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ขนาดนั้นนะคะ มีปัจจัยที่จะให้เ๔ยงเกิดเสียงก็เกิด ตามปัจจัย เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นนะคะ ว่าสิ่งที่มีทั้งหมดนะคะ ต้องมีปัจจัยเฉพาะอย่างทำให้เกิดแล้วก็หมดไป ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เวลาเข้าป่าก็ยังไม่ได้เห็นไฟป่าแต่พอมีไฟป่าเกิดเวลาออกจากป่า ทำไมเมื่อกี้ไม่มีไฟแล้วก่อเกิดเป็นไฟขึ้นมาได้ก็ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงนะคะ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดได้เนี่ยต้องมีปัจจัยจึงเกิดเกิดแล้วก็ดับไปก็เริ่มที่จะเข้าใจว่าธรรมะเป็นธรรมะ ซึ่งไม่เป็นใครเป็นได้เลยไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือทางหูหรือทางจมูกหรือทางลิ้นหรือทางกายหรือแม้ไม่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายแต่สิ่งนั้นมีจริงจริงก็ต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นอย่างความโกรธความขุ่นเคืองใจนะคะ ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจะให้มีเลย ยับยั้งไม่ให้เกิดได้ไหม ไม่ได้นะคะ เลิกโกรธเมื่อไหร่คะ ก่อนมีปัจจัยเกิดขึ้นค่ะปัจจัยอะไรทำให้โกรธเกิด ด้วยปัจจัยที่ได้สะสมมา ค่ะคนที่ไม่โกรธมีไหมคะ พระอนาคามีพระอนาอะไรพระฮั่นไม่กดเพราะอะไร ทั้งนี้ปัญญาที่จะดับกามราคะกับปฏิฆะความโกรธ ค่ะถ้าไม่มีความยึดมั่นต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดนะคะ จะโกรธไหมเมื่อใดสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อใดก็ไม่โกรธค่ะแต่ถ้ามีความติดข้องพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นโกรธแน่นอนเลยค่ะมีใครอยากตายไหมคะไม่มีค่ะมีใครอยากเจ็บไหมไม่มีค่ะมีใครอยากร้องไห้มั้ยคะไม่มีค่ะแต่เมื่อมีความยินดีติดข้องในสิ่งที่สูญไปเสียไปพักพรากไป ถือว่าไม่ตรงตามที่ต้องการก็เกิดความคนใจเสียใจโถมนัสมากมายจนกระทั่งมีระดับของความโกรธเนี่ยมากมายหลายขนาดนะคะ พรรณาไม่ได้ถ้าสภาพธรรมะนั้นเกิดหรือแม้แต่เมื่อสภาพธรรมะนั้นเกิดก็ยังพรรณนาไม่ได้ นะคะ เพราะเหตุว่ายากแก่การที่จะกล่าวถึงความวิจิตรของธรรมะที่ละเอียดมากทุกอย่าง ถ้ากระทบสัมผัสสิ่งหนึ่งสิ่งใดนะคะ มีคำที่จะใช้เพื่อที่จะให้รู้ว่าสิ่งนั้นมีลักษณะอย่างไรเช่นเหนียว ใช่ไหมคะแข็งนุ่มมีคำหลายคำนะคะ แต่ไม่สามารถจะรู้ตามคำที่ได้ยินเท่ากับขณะที่กำลังกระทบสัมผัสสิ่ง เพราะฉะนั้นคำทุกคำที่พระผู้มีพระภาคทรงชัยโดยพระมหากรุณาที่จะแสดงถึงสภาพธรรมะแต่ละยะนะคะ ซึ่งยากแก่การที่จะรู้ได้เนี่ยจึงมีคำที่เป็นภาษาบาลีนะคะ หลายๆ คำสำหรับสภาพธรรมะเพียงอย่างเดียว ยังโกรธนะคะ ความขุ่นใจก็เป็นความไม่พอใจอย่างหนึ่งใช่ไหมคะแล้วก็มีความผูกโกรธ ธรรมดาโกรธแล้วก็ดับไปแต่ว่าไม่ลืมความผูกโกรธนั้นนึกขึ้นมาแค่นึกถึงโกรธอีกเลย ใช่ไหมคะนี่ก็แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมะเนี่ยหลากหลายมากมายทั้งที่ปรากฏให้เห็นคันตาหรือว่าได้ยินทางหูคันตาหูจมูกลิ้นกายแม้ไม่ใช่ธรรมะแล้วนั้นก็ยังมีสภาพธรรมะอื่นๆ อีกซึ่งสามารถจะรู้ได้ทางใจ เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันนะคะ ก็คือธรรมะทั้งหมด ได้เข้าใจตามความเป็นจริงนะคะ ก็จะค่อยๆ คลายความติดข้อง ด้วยความสำคัญผิดว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงแล้วก็เป็นตัวตนนี่คือความรู้ขั้นแรกจากความไม่รู้สู่ความรู้ที่จะถือความเป็นพระอริยะบุคคลยังไม่สามารถที่จะดับความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผทัพพระได้ถ้าเป็นอย่างนั้นนะคะ พระโสดาบันก็ต้องเป็นพระอรหันต์ แต่นี่เป็นไปไม่ได้เลยค่ะกิเลสมากมายที่สะสมมาในจิตเนี่ยนะคะ กว่าจะค่อยๆ จางลงไปนะคะ อย่างแผ่วเบามากทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งสามารถที่จะดับไม่เกิดอีกเลยได้เนี่ยต้องตามประเภทของอกุศลนั้นๆ ตามกำลังของสิ่งที่สะสมสืบต่อมามากมายนี่ก็เป็นสิ่งเสียงก็เป็นอย่างหนึ่ง นะคะ ติดคลองในเสียงไหมคะ ค่ะไม่ได้ยินเสียงซะเลยจะดีไหมคะ ก็เป็นไปไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่ได้กลิ่นซะเลยจะดีไหมดีค่ะถ้าไม่ได้ลิ้มรสซะเลยตีคดีนะคะ ถ้าไม่กระทบสัมผัสซะเลยดีค่ะไม่เห็นซะเลยดีค่ะ แม้ว่าดับหมดเลยแต่กิเลสไม่เกิดไงแค่เกิดอีกแล้วนั่นแหละค่ะที่นี่ก็ยังมีคำถามหนึ่งเสียงต่ออีกนิดนะครับ ว่า เสียงก็ดี และสิ่งที่ได้ยินเสียงก็ดีเนี่ยเป็นธรรมะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแต่ว่าในขณะนี้เนี่ยสำหรับผู้ที่ยังไม่มีปัญญาที่มากกว่านี้ ก็ยังเป็นเสียงอะไรนะที่ปรากฏในทันทีเลยนะเช่นเสียงนกร้องเนี่ยจะได้ยินเป็นเสียงนกทันทีเนี่ย อันนี้จะทำความเข้าใจยังไงครับ สิ่งหนึ่งก็คือว่าข้ามไปเรื่อยๆ ใช่ไหมคะจัดได้ยินแล้วไม่รู้เนี่ยจะข้ามไปให้รู้ มันไม่เช็กข้ามอ่ะลักษณะว่าที่ปรากฏขนาดนี้นะตามความเป็นจริงเนี่ยผู้ที่ยังไม่มีปัญญาที่จะระลึกได้ว่าเสียงเฉพาะเสียงที่ตะโกนคำพูดของคุณเสียง และกันนะคะ ผู้ไม่มีปัญญาครับ เป็นยังไงคะ ก็ปัญญายังไม่สามารถที่จะเกิดขึ้น และระลึกรู้ได้ว่ามีเฉพาะเสียงเท่านั้นที่มาผู้ทำเต่า นี่คือคำตอบใช่ไหม ผู้ไม่มีปัญญาเริ่มต้นได้อย่างนี้ยังไม่มีปัญญาเนี่ยก็ไม่สามารถจะรู้ความจริงได้ ข้อเสียนที่ปรากฏเนี่ยเป็นเฉพาะแค่เสียงเท่านั้นที่ปรากฏก็ถูกต้องคำพูดนี้ถูกค่ะ พระผู้ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญาต่างกับไม่มีปัญญา เวลาเราฟังธรรมะด้วยนะคะ เหมือนกับเรามีความรู้พอสมควรเลย ฝันแล้วก็รอนอนรู้นี่รู้นั่นน่ะค่ะแต่ถ้าเราฟังจริงๆ เนี่ย เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลยจะถูกกว่าหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเริ่มที่จะเถียงฟังเข้าใจ ถูกหรือเปล่า แล้วก็ข้ามขั้นไปเลยใช่ไหมคะจากการที่ไม่รู้อะไรเนี้ยพูดเรื่องเสียงก็จะไปรู้ว่าเ๔ยงเกิด และดับโดยที่ว่าระหว่างที่เ๔ยงเกิดระดับแล้วก็ไม่รู้นะ เหมือนกับว่าผิดปกติแต่ความจริงเป็นปกติเสียงดับแล้วจะรู้เสียงอีกได้ไหม ค่ะแต่นั่นต้องเป็นปัญญาที่สามารถจะรู้ได้ว่าเมื่อเสียงดับ และอย่างอื่นปรากฏ แต่เมื่อไม่ใช่เสียง ก็ไปคิดถึงเสียง ใช่ไหมคะเช่นในขณะนี้ค่ะเสียงดับ แต่เห็นเกิด ปรากฏ ไม่เห็นสนใจที่จะเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏต่อจากเสียงไปพยายามคิดที่จะไปรู้เซียน เรียกว่าทำอย่างไรจึงจะรู้เสียงซึ่งเสียงดับแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะต้องละเอียดจริงๆ นะคะ ผู้ที่ไม่ได้ความเข้าใจจากการไตร่ตรองโดยละเอียดจะไม่ได้สาระจากพระธรรม เพียงแต่จับคำต่างๆ แล้วก็ลงส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าดูแล้วหรือว่าเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแต่ความจริงเป็นเพียงเข้าใจคำที่เป็นความหมายของภาษา แต่ว่าตัวธรรมะจริงๆ เดี๋ยวนี้นะคะ กำลังมีไม่ได้เข้าใจถึงลักษณะที่แท้จริงของธรรมะแต่ว่ากำลังฟังเรื่องราวของธรรมะ เพราะฉะนั้นถ้ามีความรู้สึกตัวนะคะ ว่าไม่รู้อะไร การฟังเนี่ยจะมีประโยชน์ที่ว่าจากการที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังแล้วไม่รู้นะคะ เราเริ่มเข้าใจเล็กน้อยเพราะว่าพอเข้าใจก็ลืมละ เข้าใจอีกก็ลืมไปอีกเร็วมากนะคะ เพราะเหตุว่าสะสมความไม่รู้มามากซึ่งทรงแสดงความไม่รู้ที่เกิดขึ้นนะคะ ละเอียดมากว่าในขณะนั้นนะคะ อะไรเกิดกับสภาพธรรมะที่ไม่รู้ สภาพธรรมะทุกอย่างปรากฏทีละหนึ่ง ลักษณะ แต่ในลักษณะนะคะ มีธรรมะอะไรเกิดร่วมด้วย ใครรู้ค่ะผู้ตรัสรู้สามารถที่จะแสดงถึงสภาพอื่นซึ่งเกิดร่วมกับสภาพธรรมะที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมแต่ละประเภท เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะนะคะ จากการที่รู้ตัวเองว่าไม่รู้ธรรมะ และก็ฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจธรรมะ แล้วก็สามารถที่จะตรงความเข้าใจขั้นไหนก็คือว่าไม่หลอกตัวเองหรือว่าไม่ใช่อยากจะรู้ในสิ่งซึ่งเป็นปกติธรรมดาแล้วไม่รู้แล้วเมื่อไหร่จะรู้แต่ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเข้าใจนะคะ จะนำไปสู่การสามารถที่จะไม่ยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นตัวตน เพราะเข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยไปนั่งปฏิบัติอะไรที่จะทำให้รู้ธรรมะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ค่ะมิฉะนั้นพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงพระธรรม๔๕พรรษา ตั้งแต่สมัยที่ได้เริ่มตรัสรู้แล้วนะคะ จนกระทั่งใกล้ที่จะปรินิพพาน เพราะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกยิ่งแสดงธรรมะมากเท่าไหร่ บ่อยเท่าไหร่พูดถึงเรื่องสิ่งที่มีจริงเท่าไหร่ก็จะเป็นการเกื้อกูลอุปการะแก่สัตว์โลกที่จะให้เริ่มเข้าใจความจริงเพราะเห็นว่าแพทย์จากโลกนี้ไปโดยที่ไม่รู้ความจริงนะคะ เกิดมาใหม่อีกก็ไม่รู้อีกแล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นบ้างได้ยินบ้างตลอดชีวิต โดยไม่รู้อะไรเลยก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีสิ่งที่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้นะคะ ไม่เดือดร้อน แล้วก็ยังเป็นปกติแต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่ อาจารย์สืบเนื่องจากคำถามที่เรื่องเกี่ยวกับเสียง ที่นี่ในหมู่พวกเราที่คั่นฟังเบื้องต้นนะคะ อาจารย์ เช่นได้ยินคำว่าได้ยินเข้าใจว่าเนี่ยเป็นเ๔ยงๆ แต่เมื่อศึกษาแล้วเนี่ยก็ทราบว่า เมื่อได้ยินคำว่าได้ยินปรากฏเนี่ยจริงๆ แล้วไม่ใช่คือเสียงแล้วเพราะว่าก็จะเลยคันที่เสียงดังแล้วก็คิดนึกไว้แล้วว่าเป็นได้ยินเป็นคำตรงเนี้ยพอพระท่านเถิดนะคะ มักจะใช้คำว่าเลย เลยโน่นเลยนี่ หมายความว่ายังไงคะ ความหมายหมายถึงว่าเมื่อไม่รู้ตรงลักษณะของความดังของเสียง แล้วรู้อะไรถึงได้ว่าเลยมาแล้ว ก็ก็ไปรู้คำเลยค่ะอาจารย์ ก็รู้คำสิในเวลาที่เสียงดับไปแล้วจะไม่ให้รู้คำได้ยังไงคะ คือทราบว่ารู้คำเนี่ยเกิดจากเสียงที่ดับไปแล้ว และจำว่าเป็นความว่าอะไรก็ไม่เห็นเลยอะไรก็ต้องเป็นปกติเมื่อเสียงดับจิตก็คิดถึงความหมายของเสียง แต่ทีนี้ผู้ปัญญาไม่ถึงก็คือรู้ความหมายของเสียง เป็นปกติผู้ที่มีปัญญาก็ต้องรู้ความหมายของเสียง แต่ปัญญาท่านไม่ข้ามขั้น ลักษณะเสียงที่ปรากฏกับสติที่ระลึกได้หมายความว่าสามารถที่จะมีความเห็นถูกในสภาพธรรมะที่เกิดสืบต่อกัน เอสการที่จะฟังธรรมะเนี่ยนะคะ จากเค้าไม่ค่อยรู้สึกตัวว่าใช้คำที่เราเป็นตัวตนนะคะ อย่างใช่ค่ะว่าพอได้ยินแล้วก็เลยไปถึงรูคำเนี่ย ก็เสียงก็ดับไปแล้วได้ยินก็ดับไปแล้วจะไม่ให้มีจิตที่รู้เพราะจำเสียงนั้นหรือวรรคเสียงแต่ละเสียงเนี่ยมีความหมายว่าอะไร ก้อเป็นปกติเป็นธรรมดาค่ะ สัตว์เดรัจฉานนะคะ ได้ยินเสียงบางตัวสามารถที่จะเข้าใจคำได้ไหม เลยอะไรไปหรือเปล่า เห็นไหมคะ ว่าแม้แต่คำที่เราใช่ค่ะเราจะใช้โดยที่เราไม่ได้เข้าใจจริงๆ ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องนะคะ ว่า ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ว่าจะพูดจะคิดจะทำอะไรก็ตามทั้งหมดโดยไม่รู้ความจริง ของแม่แต่สิ่งที่มีในขณะนั้นสักอย่างเดียว ถูกหรือผิด ก่อนศึกษาไม่ทราบแต่ว่าศึกษา และก็ทราบว่าไม่ทราบความจริงที่เป็นชีวิตประจำวันเลย เพราะฉะนั้นก็ฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจทีละเล็กที่ละน้อยค่ะเป็นปกติ จากไม่รู้ก็เป็นรู้ทุกอย่างเหมือนเดิมตามการสะสมจะไม่เห็นก็ไม่ได้เห็นแล้วจะไม่ให้คิดก็ไม่ได้บางคนก็บอกว่า อดคิดไม่ได้ทำไมต้องอด ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอดคิดค่ะในเมื่อเห็นแล้วก็ต้องคิดเป็นของธรรมดาได้ยินแล้วก็ต้องคิดเป็นของธรรมดาเมื่อเห็นแล้วไม่คิดมีหรือ ได้ยินแล้วไม่คิดเนี่ยมีหรือก็เป็นธรรมดาแล้วทำไมต้องบอกว่าอดคิดไม่ได้ ที่เห็นมั๊ยค่ะแสดงว่าความเข้าใจจริงๆ แล้วจะทำให้ใช้คำที่ถูกต้องขึ้น ถ้าจะความสอนก็คือ เมื่อฟังแล้วเนี่ยตัวตนเข้าใจว่าข้ามเสียงไปเท่านั้นแต่จริงๆ ยังไม่รู้หมดเลย ทุกตอนอันนี้เป็นการก็นี่คือประโยชน์ของการฟังเป็นผู้ตรง และจะเข้าใจความหมายของเริ่มต้นเริ่มต้นปรารบบ่อยๆ เพราะอะไรคะเมื่อวานนี้ก็ฟังธรรมะแต่ไม่ใช่มีแต่เฉพาะความเข้าใจจากการฟัง เห็นอย่างอื่นก็เยอะแยะได้ยินเสียงอื่นก็เยอะแยะได้กลิ่นลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสคิดนึกเยอะแยะนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าอะไรมาก น่าจะให้มีความเข้าใจจากการฟังเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็เป็นไปไม่ได้นะคะ อ่ะกุศลก็มีกุศลก็มี เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้กับวันนี้เนี่ยต่างกันตรงไหน ไม่ใช่จิตก่อนเมื่อวานนี้เลย แต่จิตขนาดนี้ค่ะสืบต่อมาจากจิตแต่ละขณะแต่ละขณะจากเมื่อวานถอยไปแสนโกรธครับ เพราะฉะนั้นแต่ละคณะได้นะคะ ก็มีการเกิดดับสืบต่อแม้ไม่ใช่จิตเดิมแต่เพราะการเห็นการได้ยินการได้ฟังนะคะ จะเป็นการปรุงแต่งเป็นสังขารขันธ์ที่จะทำให้จิตประเภทต่อไปกิดขึ้นเป็นอย่างไรเป็นความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นหรือว่าเป็นอกุศลที่เพิ่มขึ้นเรียกว่าแล้วแต่นะคะ ทุกคนก็ทำให้ชีวิตเนี่ยหลากหลายไป ไม่มีการที่จะซ้ำเก่าเลยแต่ว่าการฟังนะคะ ก็จะทำให้เริ่มเห็นประโยชน์ว่ามีความเข้าใจแม้ว่าในชีวิตของแต่ละคนเนี่ยก็จะมีสิ่งอื่นมากมายมีการซื้อของมีการคบหาสมาคมมีกิจการหน้าที่การงานต่างๆ แต่สิ่งที่มีประโยชน์ก็คือว่าสามารถมีความเข้าใจ จากการที่ไม่เคยรู้เลยว่าขณะนั้นเป็นอะไร อันนี้ไม่เลยแล้วใช่ไหมคะ ผมระลึกถึงคำพูดนะที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า เป็นปกติเจริญสตรีประธานเป็นคำพูดที่ไผ่ล้อมมากนะคะ นี่ว่าไอไอความไพเราะเนี่ยมันไม่ใช่ไพเราะอย่างเดียวนะต้องมีความหมายที่ลึกซึ้งมากนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนอาจารย์ช่วยอธิบายประโยคนี้นะครับ ให้อีกสักครั้งหนึ่งนะครับ กราบขอบพระคุณครับ ค่ะ เป็นปกติ ลองลืมสติหรือว่าเป็นปกติสติเกิด เป็นปกติหลงลืมสติค่ะลงเล่มก้อเป็นปกติเธอเต๋าไหมค่ะสติเกิดเหตุสลดเป็นปกติเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรเลยนะคะ ซึ่งจะเป็นไปได้นอกจากตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามเวลาที่อกุศลจิตเกิดเป็นปกติเพราะปัจจัยนั้นทำให้เกิดขึ้นจะเป็นอื่นไม่ได้เลยเป็นปกติของปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และบางการละนะคะ สติสัมปชัญญะก็เกิด เป็นปกติเพราะไม่มีใครไปทำ ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้สติสัมปชัญญะเกิดแต่ข้อสำคัญก็คือว่านะคะ ได้ยินชื่อสติสัมปชัญญะเข้าใจว่าอย่างไร


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    22 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ