ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ท่านอาจารย์ มีสิ่งที่ปรากฏเพราะเห็น พูดถึงเห็นเลย ไม่ต้องไปพูดถึงชื่ออะไรหมดลักษณะที่เห็นมี ซึ่งโต๊ะ เก้าอี้ไม่สามารถที่จะเห็นสิ่งที่มีในขณะนี้ได้ แต่ถ้าเห็นมีเพราะกำลังเห็นใช้คำว่าธาตุเห็น ยังไม่เรียกว่าอะไร หมดเลยมีจริงๆ แต่ธาตุชนิดนี้เราไม่สามารถที่จะไปหา ว่าธาตุเห็น รูปร่างอย่าง ร และก็มีกลิ่นหรือเปล่า และธาตุเห็นมีรสชิมได้ไหม ก็ไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงธาตุเห็น เราหมายความถึงธาตุรู้ด้วยตาเป็นธาตุรู้ แต่ไม่ใช่ความเข้าใจถูก ไม่ใช่เห็นถูก เป็นแต่เพียงธาตุชนิดหนึ่งมีจริงเกิดขึ้นเห็น ถ้าใช้คำว่ารู้ก็คือว่า ต่างกับธาตุที่เกิดแล้ว ไม่สามารถจะเห็นได้ ไม่สามารถที่จะคิดได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ใช้คำว่าธาตุรู้หรือสภาพรู้ หรือธรรมที่รู้ซึ่งเรียกรู้ว่านามธรรมเกิดขึ้น และต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็หมายความว่าที่มีสิ่งต่างๆ ปรากฏได้ เพราะเหตุว่ามีธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งขณะเห็นภาพนั้นสามารถเห็น ขณะเสียงปรากฏธาตุนั้น สามารถที่ได้ยิน ใช้คำว่ารู้เสียงไม่ได้ รู้ว่าเสียงเป็นอะไร เกิดทางไหน เรียกว่าอะไร เรียกว่าเกิดขึ้นและดับไปไม่ใช่อย่างนั้น ภาพหนังเพลงแต่เกิดแล้วก็มีเสียงปรากฏ
เพราะฉะนั้นธาตุนั้นที่เสียงปรากฏ กำลังทำหน้าที่เฉพาะได้ยิน จึงใช้คำว่าธาตุรู้หรือสภาพรู้ ซึ่งหมายความถึงวิญญาณธาตุ ถ้าใช้คำว่าวิญญาณธาตุเมื่อไหร่ หมายความถึงจิต นี้เพิ่มมาอีกคำหนึ่งในภาษาไทย ซึ่งเราได้ยินแล้วเราก็รู้ว่ามีจิต ไม่รู้ว่าจิตเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน ทำหน้าที่อะไรก็ไม่รู้ คร่าวๆ เพียงว่ามีจิต แต่เพื่อที่จะให้เข้าใจจิตมากขึ้น เราก็ใช้คำว่าวิญญาณ สภาพรู้ และวิญญาณที่รู้ในชีวิตประจำวัน ก็มีเห็นรู้โดยอาศัยตาจึงสามารถเห็น คือรู้ว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏต่างๆ เวลาที่อาศัยโสตปสาท หู ธาตุรู้ก็เกิดขึ้นได้ยินเสียง จึงรู้ว่ามีเสียง แต่ไม่ใช่รู้ว่าเสียงเป็นรูปธรรม เสียงเกิดขึ้นเพราะอะไรหรือว่าเสียงเกิดขึ้นและดับไปนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของธาตุนี้ ที่ประมวลประเภทของธาตุทั้งหมด จำแนกออกเป็น ๑๘ ประเภท ใดคือจักขุวิญญาณธาตุ ธาตุที่สามารถเห็นโดยอาศัยตามีจริงๆ ขณะนี้เริ่มเข้าใจว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าสิ่งที่มีและไม่ใช่เรา มีการเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป พอจะเข้าใจธาตุนี้ใช่ไหม เรียกว่านามธาตุก็ได้ เรียกว่าจักขุวิญญาณธาตุก็ได้ ภาษาไทยใช้คำว่าเห็น หรือใช้คำว่ารู้ เพราะว่าสามารถเห็นจึงรู้ เท่าไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้อะไรเลย คิดอะไรไม่ได้เลยก็เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นเวลาใช้คำว่าธาตุรู้ ให้หมายความถึงว่า ธาตุรู้อะไร ธาตุรู้ที่เป็นวิญญาณ หรือธาตุรู้ที่เป็นเจตสิก คือธาตุรู้ถูกเห็นถูกซึ่งเป็นปัญญานี้ก็ต่างกันไป แต่ให้ทราบความหมาย กว้างๆ คือคำว่ารู้ เพราะเห็นมีสิ่งที่ปรากฏให้ธาตุนั้นเกิดขึ้นเห็นบ้าง ได้ยินบ้างเป็นต้น หมั่นฟังธรรม
คุณอรวรรณเห็นนก เห็นปลา เห็นช้างเห็น แต่ว่าพอฟังธรรมแล้วเห็นเป็นธรรมที่เกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีตัวตน แต่มีธรรมะ ก็คือเริ่มเข้าใจถูกเพราะไม่เคยรู้ และก็ยึดถือธรรมว่าเป็นเราทั้งหมดเลย ยึดถือว่าที่เห็นเป็นเราเห็น ที่ได้ยินก็เป็นเราได้ยิน จนกว่าจะรู้ความจริงว่าไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม ซึ่งมีจริงเมื่อเกิดขึ้นทำหน้าที่นั้น แล้วก็หมดไปตลอดทุกขณะ ตั้งแต่เกิดจนตายก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ แต่ละขณะหมดไป
อาจารย์จะรบกวนด้วยการช่วยกรุณาขยายความที่ว่า ให้ฟังพระธรรมเทศนาจนซึมเข้าไปในผิวแล้วก็จรดถึงเยื่อในกระดูก
ท่านอาจารย์ คำที่ได้ยินเปลี่ยนไม่ได้เลย ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ขณะนี้สิ่งที่มีจริงเคยเป็นเรา ไม่ได้จรดถึงเยื่อในกระดูก แต่ถ้าฟังแล้ว ค่อยๆ เห็นความจริงว่าเป็นธรรมแต่ละลักษณะ มีสัญญาความจำที่จะรู้ว่าขณะนี้ ลักษณะที่กำลังปรากฏเป็นลักษณะของธรรมะ แต่ละอย่างที่ปรากฏได้แต่ละทาง ไม่เคยขาดธรรมเลย แต่ไม่เคยรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรม เพียงแค่ฟังแล้วก็ลืม แล้วก็เป็นเรา ฟังเรื่องธรรม แล้วก็ลืมแล้วก็เป็นเรา เพราะฉะนั้นเวลาที่มีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ก็จะทำให้เกิดการรู้ลักษณะ ตามรู้คือไม่หลงคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเรื่องเป็นราว อย่างที่พอเห็นก็คิดทันที จำทันทีเป็นเรื่องอื่นไปเลย แต่ก่อนเคยลืมลักษณะของธรรม แล้วคิดเรื่องอื่น แต่จากการฟังที่ค่อยๆ มั่นคงขึ้น ก็จะทำให้สัญญาที่รู้ว่าเป็นธรรมมั่นคง ก็จะลืมเรื่องอื่นแล้วเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะเป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ก็จะพูดอย่างนี้บ่อยครั้ง แต่ก็ลืมตลอดว่าเห็นเราแทนเป็นที่ ขณะที่กำลังฟังเรื่องธรรมแล้วธรรมะก็ปรากฏ สติสัมปชัญญะไม่ได้ตาม คือรู้สิ่งที่ปรากฏแต่เป็นเรื่องอื่นไปแล้ว ก็รู้ได้ว่าขณะนั้น สัญญาความจำยังไม่มั่นคงพอ ต่อเมื่อใดก็ตามเป็นปกติอย่างนี้ มีสภาพธรรมกำลังปรากฏ และฟังแล้วก็เข้าใจพร้อมกันนั้น ก็รู้ตรงลักษณะของสภาพธรรม ๑ สภาพธรรมใด ขณะนั้นก็คือการปรากฏของสัญญาความจำที่มั่นคงขึ้น ที่ไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรม ตรงตามที่ได้ฟัง ฟังเมื่อไหร่ก็คงต้องมองว่ายากจริงๆ กำลังสรรเสริญพระปัญญาคุณ ของพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าทุกครั้งที่เข้าใจถูกต้องอย่างนี้
ที่อาจารย์ลืมหมายถึงว่าเลยไป ถึงที่เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คือถ้าไม่ ก็คือก็จะไม่เลยใช่ไหม พี่ใหม่เลยแนบหมายความว่ามีอะไรไปหยุดยั้งให้ผิดปกติ แต่ที่ไม่เลยหมายความว่าแม้สภาพธรรม จะเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วเหมือนเดิม คือเห็นก็ยังรู้ว่าเป็นอะไร แต่ก็ยังมีขณะที่เริ่มที่จะรู้ลักษณะ ซึ่งต่างกับขณะที่ไม่เคยเกิดเลย เหมือนเด็กแข็งขณะนี้ก็กำลังกระทบ แต่ว่าไม่เคยตามรู้ลักษณะที่แข็ง ซึ่งขณะที่แข็งปรากฏจริงๆ อย่างอื่นจะปรากฏไม่ได้เลย แต่เพราะความรวดเร็วของสภาพธรรม ที่เกิดดับสืบต่อทั้งทางตา ทางกาย ทางหู ทางใจ ก็ทำให้สภาพธรรมเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เหมือนเดิมทุกอย่าง ก็ยังมีขณะที่กำลังรู้ลักษณะ ซึ่งก็ต้องดับอย่างเร็วด้วย และก็มีสภาพธรรมอื่นปรากฏเหมือนเดิมด้วย แต่มีความต่างตรงที่ว่ายังมี ขณะที่รู้ว่าไม่หลงลืมสติเพราะสติเกิด จึงรู้ลักษณะตามปกติธรรมดาอย่างนี้ แต่เป็นลักษณะที่ปรากฏจนกว่าจะรู้มากขึ้น ก็ยังมีโอกาสที่จะมีหลงลืมสลับด้วยใช่ไหม เป็นปกติ ปกติ ที่ยกตัวอย่างแข่งเพื่อจะตามรู้ตรงนั้นค่อนข้าง ไม่ชิน
ท่านอาจารย์ ไม่ชิน เราจะทำอย่างไร ก็ต้องยกตัวอย่างบ่อยๆ ไม่ว่าจะจากการที่ฟังบ่อย และเข้าใจขึ้น ก็รู้เหตุของความเข้าใจว่า อาศัยการฟังบ่อย เพราะว่าครั้งที่หนึ่งครั้งที่สองจะให้เข้าใจเหมือนที่บ่อยกว่านั้น และเข้าใจขึ้นมากกว่านั้นก็ไม่ได้ ถ้ารู้เหตุจริงนี่ก็จะรู้ได้ ทำไมพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา แล้วก็เรื่องซ้ำด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา อะไรก็ตามแต่ที่มีที่คนในครั้งนั้นสามารถที่จะรู้ได้ ก็แสดงตามความเป็นจริงอย่างนั้น เพราะว่าจะเปลี่ยนความจริงที่มีอยู่ให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ความจริงก็มีอยู่เท่านี้ แต่ว่าหลากหลายมากมายเหลือเกิน แล้วสิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วก็ไม่กลับมาอีก ความเข้าใจในขั้นต้นซึ่งเคยเข้าใจนิดเดียว ก็จะกลับมาอีกไม่ได้ เพราะว่าเมื่อฟังอีกความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก และจะกลับไม่เป็นอย่างที่เหมือนฟังครั้งแรกก็เป็นไปไม่ได้ มีเรา มีคุณณรงค์ หรือว่ามีสังขารขันธ์
มีสังขารขันธ์
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราจะไปพยายามให้มากขึ้น การฟังครั้งนี้เจตสิกที่เกิดกับจิตทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่ง จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นมั่นคงขึ้นศรัทธาเพิ่มขึ้นด้วย แล้วแต่การปรุงแต่งของแต่ละขณะ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย งั้นเวลาที่เราต้องการฟังนี่ก็คือไม่ใช่ ไม่ใช่เราใช่ไหม ไม่มีเราสักขณะเดียวทั้งหมดเป็นธรรม แต่ละลักษณะ ๕ เข้าใจผิดว่าเป็นเราอันนั้นก็คือผิด เพราะฉะนั้นลองฟังว่าเป็นธรรม อุตส่าห์เข้าใจตั้งแต่ขั้นการฟังว่าทุกอย่างเป็นธรรม พอถึงเวลาก็ลืมอีกแล้วว่าทุกอย่างเป็นธรรม จริงๆ แต่ว่าไม่แปลกๆ อะไรมั่นคงกว่ากัน การที่เคยหลงยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นานแสนนานมาแล้ว กับการที่เพิ่งจะได้ฟังว่าไม่มีเราแต่มีธรรม อะไรจะมากน้อยมั่นคงกว่ากัน มีเราเพราะฉะนั้นกว่าจะคลายความมั่นคง จนกระทั่งรู้จริงๆ ดับได้จริงๆ ว่าไม่ใช่มีเราเลย มีแต่ธรรมก็ต้องอาศัยกาลเวลา พูดถึงเรื่องอาหาร ก็ได้ทานอาหารที่อร่อยมาก ทานใครทานไปครั้งแรกก็อร่อย ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ และรู้สึกให้ความอร่อยมันหายไป ทำให้คิดถึงวิปรินามทุกข์ ทำไมความสุขถึงเปลี่ยนไปไว้อย่างนั้นนะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ เวลาหิวกับเวลาอิ่ม เหมือนกันไหม
ขณะที่ทานก็ยังไม่อิ่มท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ เกือบอิ่มหรือยัง
ยังไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ แต่ก็ไม่หิว
ท่านอาจารย์ เริ่มรสชาติเปลี่ยนไปแต่ละคำแล้วกัน รู้สึกรสชาติครั้งแรกอร่อยมากต่อไปรู้สึกก็อร่อยเหมือนกัน แต่อร่อยน้อยลง แต่แปลกใจว่าความอร่อยมันหายไปไหนมีความรู้สึกว่าความไม่อร่อยเกิดขึ้น แม้สภาพธรรมเป็นจริงอย่างนั้น ก็ยังสงสัยว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จรดในกระดูกเลย ใช่ไหม บังคับได้ไหม ความรู้สึกแต่ละขณะนี้ แค่แปลกใจ ความรู้สึกมันสั้นมาก เพราะฉะนั้นเข้าใจคำว่าวิปรินามทุกข์ไหม แม้แต่สุขเวทนาน เปลี่ยน ขณะที่จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ลุกไหม้ไม่เหมือนเดิม
แค่แปลกใจท่านอาจารย์ อันแรกอร่อย แล้วก็ไม่อร่อย แต่พอเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งอร่อยอีกท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ก็วิปรินามทุกข์ คำตอบอยู่ที่บ้านทุกอย่างไม่เที่ยง มีเวทนาความรู้สึก ๓ อย่าง ความรู้สึกซึ่งไม่มีใครชอบเลย เพราะว่าเป็นผู้ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ มีใครไม่รู้จักทุกข์ชนิดนี้บ้าง ทุกรายรู้จักแน่ๆ และก็ทุกข์ใจก็รู้จักด้วย ทั้งสองอย่างมีลักษณะที่เป็นทุกข์ที่ทุกคนรู้ เป็น ถูก แต่ทุกข์จะละเอียดขึ้นและก็รู้ยากขึ้น เช่นความรู้สึกเป็นสุขถ้าสิ่งนั้นทำให้เกิดสุข อาหารคำแรกกับอาหารคำที่ ๒ ที่๓ และทำให้เกิดสุขไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย จะไม่เข้าใจความหมายของวิปรินามทุกข์ ซึ่งหมายความว่าแม้สุขเวทนา ก็แปรเปลี่ยนจากที่เคยเป็น แต่ว่าจะมากน้อยเท่าไหร่ เพราะว่าเวลาที่รับประทานอาหาร และจะสังเกตได้ ยังไม่ได้อินและอาหารทุกอย่างหลายอย่าง และก็อร่อยหมดเลยใช่ไหม อย่างนี้ก็อร่อยอย่างนั้นก็อร่อย แต่แม้อย่างนั้น ถ้าอย่างนี้อร่อยจริงๆ ทำไมเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น นี่เริ่มจะเห็นแล้วใช่ไหม ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่ความรู้สึกที่เป็นสุข ก็จะมีการพอใจในสุขอื่นด้วย สิ่งที่เป็นสุขจริงๆ รับประธาท และอร่อยไม่กี่คำ อาจจะเป็นเพียงคำเดียว ก็เปลี่ยนไปเป็นรสอื่น นี่คือวิปรินามทุกข์ แม้สุขเวทนาก็ไม่ยั่งยืน ก็แปรเปลี่ยนไปแล้ว แต่ว่าขณะนั้นจะแปรเปลี่ยนในลักษณะที่ต้องการอย่างอื่น เรียกว่าสุขเวทนาจาก คำที่หนึ่งไปถึงคำที่สอง มันค่อยๆ ลดน้อยลงไปตามลำดับ ความแปรเปลี่ยนของความสุขที่มี สิ่งนั้นแล้วก็ยังไม่พอยังเป็นสิ่งอื่น อย่างที่คุณชุมพรกล่าวว่าแม้ว่า สิ่งที่รับประทานแล้วใกล้จะอิ่มแล้ว ไม่อร่อยแล้ว แต่พอมีสิ่งอื่นอร่อยใหม่แล้วใช่ไหม บางคนรับประทานอาหารคาวเสร็จแล้ว อิ่มรับประทานอาหารของหวานต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จริงหรือเปล่า พอมีของหวานที่ชอบ เห็นไหมว่า มีความต้องการเกิดขึ้นแล้ว จากสิ่งซึ่งเหมือนกับว่าไม่น่าจะชอบ ถ้าเป็นเรื่องของวิปรินามทุกข์ แต่สิ่งที่เห็นยากที่สุด แม้ความรู้สึกที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ซึ่งพอจะปรากฏความรู้สึกเฉยๆ ต้องมี เพราะว่าขณะใดก็ตามที่จิตเกิด ต้องมีเวทนาเจตสิกเป็นสภาพรู้สึกที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ ที่จิตกำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เวทนาที่เกิดร่วมด้วย ก็สุขหรือทุกข์ในอารมณ์นั้นที่กำลังมี ในขณะที่รู้อารมณ์เดียวกับจิต เพราะฉะนั้นแม้แต่อุเบกขาเวทนา ความรู้สึกเฉยๆ หาเจอไหม เดี๋ยวนี้ถ้าบอกว่าสุขไหม ไม่สุข ทุกข์ไหมไม่ทุกข์แล้วอะไรแล้วเฉยๆ แล้วเฉยๆ อะไร เมื่อไหร่ตอบไม่ได้เลยรู้แต่ว่าเฉยๆ แต่ว่าความจริง เฉยๆ เป็นความรู้สึกต้องเกิดกับจิตเฉยๆ ขณะไหนขณะเห็นได้ไม่รู้เลย จิตที่กำลังเห็น จะประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา จะโทมนัสหรือโสมนัสไม่ได้เลย เพราะเพียงเห็น เวลาที่กำลังรับประทานอาหาร รสอร่อยใช่ไหม แค่ชิวหาวิญญาณที่กำลังลิ้มรส ความรู้สึกเป็นอะไร เช่น ก็เป็นอุเบกขาเห็นไหม คนละขณะกับที่ขณะที่รู้สึกติด และก็รู้สึกว่าอร่อย นี่คือการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วของจิต เพราะฉะนั้นจะรู้สึกโสมนัสเบิกบานเวลาได้อาหารอร่อย แต่ตอนที่เป็นชิวหาวิญญาณที่กำลังลิ้มรสจริงๆ รสกำลังปรากฏจริงๆ ขณะนั้นเป็นอุเบกขาเวทนาเฉยๆ ก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ความรู้สึกที่รู้ยากกว่าสุขและทุกข์ ก็คืออุเบกขาเวทนา เพราะฉะนั้นในบรรดาเวทนา ๓ อย่าง จึงจำแนกเป็นทุกขะทุกขะ ทุกข์เวทนา กับโสมนัสเวทนา สุขเวทนา ซึ่งวิกฤติน้ำท่วมเป็นทุกข์ด้วยเมื่อแปรปรวน คือเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่ง และสำหรับอุเบกขาเวทนา และสังขารทั้งหลาย คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยเป็นสังขาร และโภคเพราะไม่เที่ยงเกิดขึ้นและดับไป นี่ก็เห็นยากกว่าทุกปี ขณะที่จักขุวิญญาณเห็นก็เป็นอุเบกขาเวทนาลักษณะของอุเบกขาเวทนาก็ไม่ได้ปรากฏว่า เป็นความสุขหรือความทุกข์ แต่ทำไมถึงแสดงว่าเป็นพวก เป็นสังขารทุกข์ สังขารทุกข์เพราะว่าสังขารทุกข์เกิดดับใช่ไหม สังขาร คือ ของสังขารทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็คือสภาพทั้งหลาย ที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นก็ต้องดับไป เพราะฉะนั้นทุกข์จริงๆ คือความไม่เที่ยงของทุกอย่าง ที่เพียงเกิด และก็ดับ
ขอบคุณมาา
เป็นคำถามครั้งนี้ ผมสงสัยว่าโทสมูลจิต โลภมูลจิตทั้งหลาย เช่นอย่างนี้ บางครั้งผมก็ขับมอเตอร์ไซค์ไป บางทีเกิดนึกโมโห เพื่อนคนหนึ่งที่ทำให้ไม่พอใจขึ้นมา ก็รู้สึกมันมีความปรุงแต่งขึ้นมาเลย ทำให้เข้าใจว่าแม้โทสะก็เกิดได้ ๖ ทาง ทางตาที่เห็นไม่ชอบทางหูได้ยินไม่ชอบ ทางจมูกได้กลิ่นไม่ชอบ ทางลิ้นลิ้มรสไม่ชอบ ทางกายกระทบสัมผัสไม่ชอบ เป็นทุกข์ทางใจที่คิดนึกเรื่องที่ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นสำหรับโทสะนี้ก็เกิดได้ทั้ง ๖ ทาง โลภะก็เกิดได้ทั้ง ๖ ทาง ปัญญาก็เกิดได้ทั้ง ๖ ทาง ปัญญาที่เราคิดพิจารณาเรื่องธรรม อันนี้ก็เกิดได้ ปัญญาที่นี่ หมายความถึงความเข้าใจถูก ภาษาบาลีไม่มีคำว่าเข้าใจ และภาษาไทยก็ใช้ภาษาบาลีว่าปัญญา แต่จริงๆ แล้วไม่รู้ว่าปัญญานี่คืออะไร แต่ถ้ารู้ว่าปัญญาคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ในภาษาไทยก็ทำให้ชัดเจนขึ้น ขณะใดที่เข้าใจถูกต้อง ตามความเป็นจริง ภาษาบาลีก็คือปัญญา ไม่อย่างนั้นไปหาปัญญาอยากมีปัญญา แต่ว่าไม่รู้ว่าปัญญารู้อะไร
ถามอีกข้อหนึ่งก็คือ อย่างไรแล้วถือว่าเป็นสัมมาสติ ระลึกรู้ตอนนี้บอกว่าเห็นดอกเป็นสี มีรูปปรากฏ ถือว่าเป็นสติหรือยัง หรือว่ายัง หรือว่าต้องมานั่งเกิดพยัญชนะ ขึ้นมารูปดอกแอร์ความหมายขึ้นมาอันไหนถือว่าเป็นสัมมาสติหรือเป็นแค่สติที่เฉยๆ
ท่านอาจารย์ จะถือได้จะเข้าใจ
เข้าใจ
ท่านอาจารย์ สติเกิดพร้อมกับความเห็นถูก ความเข้าใจถูกต้อง มีลักษณะที่กำลังปรากฏ ซึ่งมักจะหลงลืมคิดเป็นเรื่องราวต่างๆ แต่ว่าขณะนั้นไม่ได้คิดเรื่องราวต่างๆ แต่กำลังรู้ตรงลักษณะนั้น แต่ว่าธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียด และเป็นพูดตรงๆ ไม่ใช่เพราะเอาจริงๆ นี่ก็เข้าใจว่ามีสติปัฎฐานเกิดแล้ว เช่นในขณะนี้ ถ้าถามว่ามีแข็งปรากฏไหม
มี
ท่านอาจารย์ กำลังรู้แข็งใช่ไหม ขณะนั้นเป็นสติปัฐานหรือเปล่า
เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นไหม ทราบง่ายมากเลย เพียงฟังแค่นี้แต่ความละเอียดก็คือว่าขณะนั้น และยังคงเป็นรู้แข็งธรรมดา เหมือนที่เคยรู้หรือเปล่า หรือว่ามีความต่างกัน เพราะว่าการรู้แข็ง เวลาที่กระทบสัมผัสสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีแข็งปรากฏ เวลาสามารถแข็งไหม ก็ตอบว่าแข็ง ขณะที่กำลังรู้แข็ง และตอบว่าแข็ง และเป็นสติปัฎฐานเป็นสติสัมปชัญญะหรือเปล่า
เป็น
ท่านอาจารย์ นี่แสดงว่า เราจำมา แล้วก็ไม่มีความลึกซึ้งที่จะรู้ความต่างกันของขณะที่ไม่ว่าใครจะถาม และเราตอบว่าแข็ง ก็เป็นเพียงสภาพที่รู้แข็ง เหมือนตอนที่ไม่ได้ถูกถาม ถ้าจะกล่าวว่าเป็นสติปฐานได้ไหม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ใครบอก ถ้าใครบอกแม้ผิดหรือถูก เขาจะมารู้จิตขณะนั้นได้ ไม่ว่าประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ และปัญญาหรือเปล่า แต่ผู้นั้นเองเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญา ที่จะรู้ความจริงว่าขณะที่ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นเห็นกี่ครั้งกี่ขณะ ถามว่าเห็นไหมก็ตอบว่าเห็น ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าเป็นสติปัฎฐาน หรือมีสติสัมปชัญญะในขณะนั้น ก็ยังคงเหมือนเดิม นี่ก็อย่างหนึ่ง แต่เวลาที่มีการฟังเข้าใจว่าไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลเลย นี่คือฟังเรื่องราว แล้วก็มีเห็นที่กำลังเห็น และมีสภาพที่กำลังรู้แข็งเหมือนเดิม แสดงว่าขณะนั้นความเข้าใจพอหรือยัง ที่จะรู้ความต่างของขณะที่สติปัฎฐานเกิด เป็นสติปัฎฐาน กับขณะที่สติปัฐานก็ไม่ได้เกิด แต่ว่าก็เห็นเหมือนเดิม แล้วก็ตอบเหมือนเดิม แล้วก็ตอบเร็วด้วย เห็นไหมตอบว่าเห็นแข็ง ไม่ตอบว่าแข็งก็เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด และเป็นเรื่องที่ตรง เป็นเรื่องที่จริงใจ เป็นการที่รู้โดยไม่ใช้อาศัยถามว่าใช่ไหม หรือว่าให้เรียกชื่อว่าอะไร ไม่ใช่ให้เรียกชื่อ แต่ความเป็นจริง แม้ว่าจะเรียกชื่ออื่นก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้ ถ้าไม่ใช่สติปัฎฐาน ใครจะบอกว่าสติปัฎฐาน ก็ยังคงไม่ใช่สติปัฎฐาน แม้ว่าเป็นสติปัฏฐาน จะไม่ใช้คำว่าสติปัฏฐาน ก็ยังคงเป็นสติปัฏฐาน นี้คือการอบรมเจริญปัญญาความรู้จริงจริง ที่ละเอียดที่ตรง เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าไม่ว่าจะรู้แข็งเมื่อไหร่จะรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาเมื่อไหร่ จะเห็นเมื่อไหร่ ก็ยังคงเป็นเรา ถ้าไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นสภาพธรรม หรือแม้ว่าฟังแล้วเข้าใจแล้ว แล้วก็ได้ยินได้ฟังในขั้นฟังว่าเป็นธรรม แต่แม้กระนั้นขณะที่ได้ยิน ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีความต่างจากเดิม เพราะฉะนั้นขณะใดที่สติสัมปชัญญะไม่เกิด น่าจะบอกว่าเป็นสติปัฐาน หรือสติสัมปชัญญะไม่ได้ ต่อเมื่อได้สติสัมปชัญญะเกิดเมื่อนั้นมีความต่าง เพราะว่าเป็นลักษณะของสติที่เกิดรู้ลักษณะโดยไม่มีใครไปบังคับบัญชาเลย มีปัจจัยก็เกิด แทนที่จะเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใด ที่เคยคุ้นเคยที่จะคิดขณะนั้น ก็มีลักษณะที่ปรากฏ และลักษณะนั้นปรากฏจริงๆ กับปัญญาที่อบรมแล้ว จะไม่มีสิ่งอื่นปรากฏเลย ทั้งโลกมีแต่ธาตุรู้ ซึ่งกำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นกว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงธาตุหรือธรรม ซึ่งเป็นธาตุที่กำลังรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ก็ต้องอาศัยปัญญา ทีละโลภะ อวิชชา และการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่ด้วยความหวัง ความต้องการว่าทำอย่างไร สติปัฎฐานจึงจะเกิด หรือว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสติปัฎฐาน ไม่ใช่จะเป็นไปได้เลย โดยการที่มีเราจะทำ เพราะว่าขณะนั้นแม้สภาพธรรมปรากฎ ก็ไม่สามารถที่ปัญญาจะเห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม เพราะเป็นเราที่กำลังทำ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620