ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
ตอนที่๑๖๑๑สนทนาธรรมที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าวันที่๙พฤษภาคมพุทธศักราช๒๕๕๑ ซึ่งจุดประสงค์ของการศึกษาไม่ใช่ศึกษาเพียงจำชื่อหรือจำเรื่องนะคะ แต่ว่าให้สามารถที่จะมีความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏจะละความสงสัยในทุกเรื่องได้อย่างที่ท่านผู้ฟังถามนะคะ เมื่อกี้แวะจะปฏิบัติอย่างไรเกิดปฏิบัติ และก็มีความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาแล้วจะทำยังไง นั่นคือไม่ได้รู้ขนาดนั้นตามความเป็นจริงแล้วก็ยังข้องใจติดใจในความไม่รู้นั้นด้วยแต่ว่าถ้ามีความเข้าใจธรรมะจริงๆ แม้แต่คำว่าจิตนะคะ ขณะนี้มีจิตรึเปล่าก็เป็นความเห็นความเข้าใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำนี้เพื่อที่จะได้ศึกษา ไม่เข้าใจสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงซึ่งเป็นสัจธรรมไม่ใช่เพียงแต่ชื่อ เพราะฉะนั้นถ้าจะเริ่มจากคำเดียวนะคะ คือคำว่าจิต คนที่ไม่ได้ฟังธรรมะก็จะสงสัยอีกแหละร่างวิญญาณมีรึเปล่านะคะ เจตสิกไม่เคยได้ยินเลยเพราะเห็นว่าชีวิตประจำวันไม่มีใครพูดถึงเจตสิกจะพูดก็คือแค่เจ็บนะคะ หรืออาจจะใช้คำว่าวิญญาณใช้คำว่ามโนมนัสหทัยัแต่ว่าใช้คำโดยที่ว่าไม่รู้ว่าลักษณะจริงๆ ที่กล่าวถึงนั้นแหละเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ละเอียดนะคะ ก็จะทำให้เราเนี่ยสามารถที่จะรู้ว่าจะเข้าใจธรรมะได้เมื่อไรไม่ใช่เพียงถาม และตอบแล้วเราจะเข้าใจแต่ว่ามีสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ และความละเอียดของสภาพธรรมะที่ปรากฏนะคะ เป็นสิ่งที่จะรู้ได้ต่อเมื่อได้ฟังพิจารณา ไตร่ตรอง และเริ่มเข้าใจ อย่างที่มีคนถามเรื่องดวงเนี่ยนะคะ เห็นไหมคะไม่ได้สนใจขณะที่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏแต่คิดถึงคำว่าดูโดยไม่รู้ว่าดวงคืออะไรเรียกว่ารู้ว่าดวงคืออะไรนะคะ และดวงอยู่ที่ไหนขณะนี้เป็นดวงหรือเปล่าเนี่ยค่ะก็คือสิ่งที่ไม่รู้ทั้งนั้น แต่ถ้าสามารถที่จะเข้าใจธรรมะนะคะ ก็มีคำตอบสำหรับทุกอย่างถ้าไม่มีจิต ไม่มีเจตสิกไม่มีรูปจะมีอะไรในโลกนี้ไม่โลกก็ไม่มีโลกก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสภาพธรรมะที่มีจริงนะคะ แล้วก็ไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งซึ่งมีจึงต้องศึกษาเพื่ออะไรคะเพื่อเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏที่ไม่จริงๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยนะคะ รู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังนะคะ เป็นจริงอย่างที่ได้ยินได้ฟังหรือเปล่าหรือว่าไม่จริงดังนั้นเช่นขณะนี้นะคะ มีจิต ปฏิเสธที่หนึ่งใช่ไหมคะ ถูกต้องมั้ยคะ ค่ะเรียนมาถึง๔ปฏิเสธแล้วค่ะแต่ขณะนี้เป็นจิตที่กำลังทำอะไรจิตเกิดขึ้นแน่นอนค่ะแต่จิตอยู่ที่ไหนอยู่นอกตัวได้ไหมแล้วจิตเกิดแล้วไม่ดับได้ไหมนี่คือ อาจจะคิดเองในขณะที่กำลังศึกษาเรื่องของจิตนะคะ แต่ว่ายังไม่ได้รู้ลักษณะของจิตจริงๆ ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมะจึงเป็นผู้ที่ตรงนะคะ ศึกษาเรื่องจิตมากมายหลายประเภทอย่าเพิ่งไปคิดถึงจิตมากมายหลายประเภทโดยที่ไม่รู้ลักษณะของจิตในขณะนี้ถ้ารู้ลักษณะของจิตในขณะนี้นะคะ มีกล่าวไว้ทั้งหมดในพระไตรปิฎก และในอภิธรรมสังฆะแต่พระเอกว่าไม่รู้ลักษณะของจิตได้ยินแต่ชื่อจิตจึงไม่รู้ว่าคณะนี้ค่ะ ที่ทรงแสดงไว้เป็นความจริงทุกอย่างเช่นจิตเห็น ปฏิเสธที่หนึ่งมีนะคะ จิตเห็น ต้องมีแน่นอนนะคะ กำลังเห็นถ้าไม่มีแล้วอะไรล่ะที่เห็น เป็นเราเห็นหรือเปล่าหรือว่าเป็นทาสหรือเป็นธรรมะชนิดหนึ่งซึ่งเกิดแล้วเห็นไม่ใช่เกิดขึ้นคิดไม่ใช่เกิดขึ้นได้ยินแต่ว่าเป็นธาตุซึ่งกำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยเหตุนี้แหละค่ะการศึกษาธรรมะจึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียด และก็เริ่มรู้ว่าการศึกษานั้นเพื่อเข้าใจ เมื่อเห็นถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ ตลอดเวลาที่ฟังเรื่องธรรมะนะคะ ก็จะไม่พ้นจากสัทธรรมคือจิตเจตสิกโรคละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นมากนะคะ แต่ว่านั่นเป็นความเข้าใจระดับขั้นของการฟังเข้าใจเพราะว่าแม้แต่เพียงกันที่ใครจะฟังธรรมะแล้วเข้าใจได้ ก็ไม่ง่ายเลยนะคะ แต่เรื่องที่ฟังธรรมะแล้วจำชื่อได้เนี่ยมีมาแต่ว่าที่จะฟังแล้วเข้าใจธรรมะที่เป็นธรรมะที่เป็นสิ่งที่กำลังกล่าวถึงเช่นจิตเจตสิกรูปเนี่ยจะรู้ได้ว่าถ้ามีคำถามด้วยความเป็นตัวตนก็คือว่าไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรมะ ไม่ได้เข้าใจว่าธรรมะทั้งหลาย และเป็นอนัตตาจึงยังคงมีเราทั้งๆ ที่ฟังแล้วนะคะ เราจะทำอะไรเพื่อที่จะได้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้แต่ว่าตามความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ เกิดตามเหตุตามปัจจัยถ้าไม่มีปัจจัยที่ทำมะได้จะเกิดขึ้นธรรมะนั้นเกิดไม่ได้ ยังไงยังไงก็เกิดไม่ได้แต่ว่าธรรมะใดๆ ก็ตามนะคะ ที่เกิดแล้วขณะนี้ต้องมีปัจจัยจึงทำให้เกิดขึ้นได้มิฉะนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมะก็จะทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นนะคะ ว่าไม่มีเราที่จะบังคับบัญชาหรือว่าที่จะบันดาลอะไรได้เลย แต่สามารถที่จะคลายความติดคลองซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ทั้งปวงเพราะการยึดถือสิ่งซึ่งไม่มี ที่จะยั่งยืนได้เลยเพียงปรากฏแล้วก็หมดไปทุกขณะยิ่งขนาดนี้ค่ะ สภาพธรรมไม่เกิดแบบไปแล้วนับไม่ถ้วนโดยไม่รู้โดยไม่เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะนั้นๆ แต่กำลังเริ่มฟังนะคะ เพื่อที่จะได้เห็นถูกตามความเป็นจริงว่าความจริงเป็นอย่างนี้ค่ะทุกขณะในชีวิตผ่านไป เร็วมากนะคะ โดยไม่รู้ความจริงจนถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ก็ยังไม่รู้ความจริงนี่ก็เป็นสิ่งซึ่ง ถ้าเป็นอย่างนี้นะคะ ก็น่าเสียดายที่ว่าเกิดมาทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูดีนะคะ เห็นสิ่งที่น่าพอใจได้ยินเสียงสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วก็จากไปแต่ความจริงก็คือว่าแพทเข้าใจความจริงจะละคลายความติดข้องก็เห็นว่าสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเพียงชั่วขณะที่สั้นมาก การเปรียบเทียบนะคะ พอที่จะได้เข้าใจก็คือว่าขณะนี้มีเห็นแน่นอนนะคะ ไม่ใช่รูปธรรมเพราะเหตุว่าเป็นธาตุที่สามารถที่จะรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏแม้แต่ในภาษาไทยซึ่งแปลมาจากภาษาบาลีนะคะ ก็ยากที่จะเข้าใจได้ถ้าไม่ไตร่ตรอง สภาพที่รู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่ปัญญาที่เห็นถูกนะคะ เพียงแต่ว่ามีสิ่งปรากฏให้เห็นเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่นไหมเหมือนในฝันหรือไม่เหมือนขณะที่ไม่เห็นแต่กำลังเห็นเนี่ย เพราะฉะนั้นความหมายของรู้แจ้งง่ายๆ ในอีกภาษาหนึ่งคือภาษาไทยก็คือเห็น มีเสียงปรากฏนะคะ รู้แจ้งเสียงที่ปรากฏภาษาไทยธรรมดาก็คือรู้แจ้งคือได้ยินเพราะเสียงกำลังปรากฏจริงๆ จะไปรู้ลักษณะอื่นไม่ได้เลยนอกจากลักษณะของเสียงที่กำลังปรากฏหมดแล้วค่ะนี่คืออนิจจังทุกขังอนัตตา กว่าจะเข้าถึงความหมายจริงๆ ของลักษณะของสภาพธรรมะซึ่งเป็นจริงนะคะ แต่ว่าความคิดของคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะเนี่ยก็ไกลมากคือเกิดแล้วก็แก่แล้วก็เจ็บแล้วก็ตายอะไรก็ตามที่เกิดมีแล้วก็หายไปนะคะ แตกทำลายไปก็เข้าใจว่าขณะนั้นเป็นอนิจจังแต่ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมะ เพื่อให้คนฟังนะคะ ได้เห็นถูกตามความเป็นจริงว่าอนัตตาคือไม่ใช่เรานะคะ สิ่งนั้นมีแต่เป็นธรรมะซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นเราเข้าใจว่าเป็นเราทั้งหมดไม่ว่าจะเห็นจะได้ยินจะคิดเล็กแต่ทั้งหมดเป็นสภาพธรรมะแต่ละลักษณะซึ่งเกิดขึ้น นะคะ ปรากฏแล้วก็หมดไปตลอดวันตลอดชาติทุกชาติไปนี่ก็คือการที่จะได้เข้าใจว่าเมื่อศึกษาธรรมะนะคะ แล้วเข้าใจธรรมะอย่างนี้หรือเปล่าหรือว่าเข้าใจเรื่องราวของธรรมะแต่ว่าปัญญาเพียงระดับที่ฟังเข้าใจแต่ว่าสภาพธรรมะเป็นจริงอย่างนี้ ยังไม่สามารถที่จะปรัจัดได้เพียงท่านฟังแต่ก็รู้ว่ามีหนทางค่ะที่จะทำให้สามารถเห็นความจริงนี้ได้เพราะว่าเป็นสัจจะเป็นความจริงถ้าไม่มีหนทางจะไม่มีผู้ที่ดับกิเลส และกล่าวคำว่าอนัตตานะคะ ด้วยความเห็นที่ถูกต้องจริงๆ ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นเพียงลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละอย่างเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้นะคะ การศึกษาธรรมะก็คือไม่ใช่เพียงชื่อ และก็จบเป็นปฏิเสธต่างๆ แต่การศึกษาธรรมะแม่ได้ยินคำหนึ่งคำได้นะคะ พิจารณาให้เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่ามีจริงๆ และตรงกับที่ได้ยินได้ฟังหรือเปล่าเช่นในขณะนี้เห็นมีจริง นะคะ เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยถ้าไม่มีจากครูประสาถ้าคนตาบอดเห็นไม่ได้เลยแต่ก็มีเสียง เสียงก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเสียงก็ปรากฏกับจิตที่กำลังได้ยินเสียงนะคะ รู้แจ้งในเสียงไม่ใช่เสียงอื่นเสียงนั้นแหละที่กำลังปรากฏให้รู้ว่าความจริงเป็นทาสหรือเป็นธรรมะซึ่งเกิดปรากฏกับจิตได้ยินเท่านั้น จะไม่เกิดกับจิตอื่นเลย เพราะฉะนั้นในขณะใดที่ได้ยินเสียงนะคะ เพราะจิตได้ยินจิตนี้เกิดขึ้นเสียงจึงปรากฏแล้วก็หมดไปแล้วก็จะเห็นความรวดเร็วว่าสิ่งที่เกิดดับสืบต่อที่เร็วมากจนกระทั่งทำให้เหมือนกับว่าไม่ปรากฏการเกิดเพลิงแต่ทั้งๆ ที่ขณะนี้นะคะ ก็รู้ว่าได้ยินเนี่ย ไม่ใช่เสียงเพราะฉันต้องเป็นคนนะคะ นะเพราะว่าจิตหนึ่งเกิดขึ้นจะสามารถรู้เพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงสิ่งเดียวทีละอย่างจิตที่เห็นดับ และจิตที่ได้ยินก็เกิดขึ้น และก็ดับ และจิตที่คิดนึกก็เกิดขึ้น และระดับความจริงเป็นอย่างนี้ค่ะเร็วมากจนกว่าปัญญาสามารถที่จะเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วก็จะรู้ในลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ และรู้ว่าการศึกษาธรรมะไม่ใช่ศึกษาชื่อเพื่อที่จะไปปฏิบัติแต่ว่าขณะใดก็ตามที่เข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นจนสามารถที่จะรู้เฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละลักษณะตรง และก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นจึงคลายการยึดถือสภาพธรรมะนั้นว่าเป็นราว ทีละเล็กที่ละน้อยนะคะ นั่นก็คือปัญญาที่สติปัตติถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะไม่ใช่มีเราที่ไม่รู้อะไรเลย และก็อยากจะไปปฏิบัติ และเข้าใจว่ากำลังปฏิบัติมีอะไรก็ไม่รู้เกิดขึ้นนะคะ และก็สงสัยว่าจะทำยังไงนั่นก็คือไม่ได้มีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ แม้ในขณะที่ได้ยินได้ฟัง คำถามต่อไปครับ ลมหายใจเป็นรูป ลมหายใจเป็นอายตนะภายนอกฉายาวิญญาณบริเวณเหนือริมฝีปากเป็นนามธรรมเป็นอายตนะภายในถ้าอายตนะสองชนิดนี้เชื่อมต่อกัน คือลมหายใจมาเป็นอารมณ์ของกายะวิญญาณ คำถามถามระลึกชนิดนี้เรียกว่าสมถะกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน ค่ะทุกคนกำลังหายใจนะคะ ทราบไหมคะว่าอะไรเป็นเหตุให้ลูกนี้เกิดขึ้น ถ้าเรารู้ว่าลมหายใจมีจริงๆ นะคะ แล้วก็ไม่ใช่สภาพรู้ แล้วก็เป็น รูปชนิดนึงนะคะ เส้นปรากฏเมื่อไหร่ที่จะรู้ว่ามีลมหายใจแม้ว่ายังไม่ได้ศึกษาธรรมะเลยนะคะ ก็ถือว่าจะรู้เมื่อไรว่ามีลมหายใจห้องมีการกระทบ ถ้าไม่มีการกระทบนะค่ะจะปรากฏสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นลมหายใจได้ไหม การพูดถึงธรรมะเนี่ยไม่ได้พูดถึงสิ่งซึ่งขณะนี้ไม่มีไม่ปรากฏนะคะ แต่พูดถึงสิ่งที่มีเนี่ยเพื่อให้เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังมีลมหายใจแต่ไม่รู้ว่ารูปลมหายใจนะคะ เกิดขึ้นมาได้ยังไง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าลมหายใจนะคะ เป็นรูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุดท่าน ถ้าไม่ใช่จิตจะเป็นปัจจัยให้เราหายใจเกิดขึ้นไม่ได้เลยอย่างอุตุความเย็นความร้อนนะคะ หรือว่าอาหารที่บริโภคเข้าไปก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดลมหายใจขึ้นแต่ว่าลมหายใจนะคะ จิตเป็นปัจจัยให้ลมหายใจเกิดขึ้นนี่ก็คือความละเอียดนะคะ แต่ว่าการศึกษาธรรมดานะคะ เป็นเรื่องของการละความไม่รู้ และก็เป็นเรื่องของความเห็นถูกขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็ไม่รู้นะคะ แต่ลมหายใจปรากฏหรือเปล่า กำลังหายใจอยู่เดี๋ยวนี้ค่ะกำลังมีลมหายใจเกิดดับด้วยแต่ก็ไม่ได้ปรากฏนี่คือการคิดนึกถึงเรื่องสิ่งที่ประชุมรวมกันนะคะ แล้วก็ยึดถือว่าเป็นคนเป็นสัตว์หายใจเป็นเราหายใจแต่พระธรรมที่ทรงแสดงเนี่ยทรงแสดงถึงสภาพธรรมะแต่ละลักษณะนะคะ ซึ่งต่างกัน แม้ว่าพี่กาย และเวลาที่ลมพัดมากระทบก็จะมีความรู้สึกว่าเย็นนะคะ หรืออาจจะเป็นลมร้อนหรือวลมนั้นแรงหรือว่าลมนั้นแถวบังเราก็สามารถที่จะรู้ได้แต่ไม่เรียกว่าลมหายใจนี่ก็เป็นความที่ต่างกันนะคะ รูปอื่นที่ไม่ใช่ลมหายใจก็กระทบส่วนอื่นของกาย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าการศึกษาธรรมะด้วยค่ะต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างยิ่งนะคะ จึงจะได้สาระจากพระธรรมที่ทรงแสดงมิฉะนั้นก็จะเข้าใจผิดคิดว่าเรารู้จักแล้วนะคะ และก็พยายามที่จะประพฤติปฏิบัติตามธรรมะแต่เป็นราวเพื่อต้องการได้ไม่ใช่เป็นความรู้ที่ค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะฉะนั้นแม้แต่เพียงคำถามถ้าเป็นคนที่ละเอียดนะคะ ก็จะถามว่า สงบที่อะไรเรียกว่าถ้าจะให้ตอบว่าเป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนาตอบแล้วย้อนถามคนที่ถามแล้วสมถะคืออะไรวิปัสสนาคืออะไรก็ตอบไม่ได้แต่ได้รับคำตอบมาบางคนอาจจะตอบว่าเป็นสมถะบางคนอาจจะตอบว่าเป็นวิปัสสนาพอใจเพียงแค่ตอบแต่ถ้าถูกถามว่าสมถะคืออะไร วิปัสสนาคืออะไรก็ตอบไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์เลยในการที่จะคิดถึงเรื่องราวโดยที่ว่าไม่รู้จริงๆ ว่าหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ สงบในประสานไทยเนี่ย คนทั่วไปก็คิดว่าไม่วุ่นวายนะคะ อาจจะที่บ้านเงียบดีวันนี้ไม่มีแขกไม่มีธุระไม่มีอะไรนะคะ วันนี้สงบไปอยู่ที่ชายทะเลไม่มีใครเลยก็สงบมากนะคะ ก็อาจจะคิดว่าอย่างนั้นแต่นั่นไม่ใช่ความหมายของสมรรถ แพทย์สมถะหมายความถึงสงบจากอกุศล ขณะใดที่กุศลจิตเกิดขณะนั้นไม่ใช่อกุศลแต่ว่าขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิดนะคะ สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็ต้องเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลนี้ก็แสดงให้เห็นว่าแม้กุศลอกุศลเกิดกับบุคคลใดก็ไม่มีปัญญาที่จะมีความเห็นถูกว่าขณะนั้นนะคะ เป็นอกุศลหรือเป็นกุศล เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวว่าสมรรถคือสงบจากอกุศล ขณะนี้นะคะ สงบไหมคะ ก็ยังตอบไม่ได้อีกใช่ไหมคะเพราะว่ามีเห็นแล้วก็มีได้ยินแล้วก็มีคิดนึกแล้วก็มีเข้าใจ และก็ไม่เข้าใจ และก็มีเบื่อเรียกว่ามีรำคาญเรียกว่ามีง่วง และจะตอบได้ยังไงวะขนาดไหนสงบแต่พระธรรมได้เป็นเรื่องที่ตรงนะคะ เปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละอย่างไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ขณะที่กุศลจิตเกิดเช่นกำลังฟังเข้าใจขณะใดขณะนั้นสงบจากอวิชาสงบจากความไม่รู้แม้เพียงเล็กน้อยนะคะ สั้นมากด้วยเหตุนี้ผู้ที่มีปัญญาในครั้งโน้นก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ มีความเห็นว่าพ่อเห็นแล้วเนี่ยจิตไม่สงบเลยเป็นโลพระบ้านเป็นโทรศัพท์บ้างได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสนะคะ อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้างก็ไม่สงบอีกวันหนึ่งวันหนึ่งขณะใดก็ตามที่มีเห็นมีได้ยินมีได้กลิ่นมีลิ้มรสมีรู้สิ่งที่กระทบกาย และก็มีความคิดในเครื่องพวกนี้ทั้งวันเลยเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ นะคะ ขณะนั้นก็รู้ว่าไม่สงบถ้าเราไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่าถ้าไม่มีการเห็นไม่มีการได้ยินไม่มีการได้กลิ่นไม่มีการลิ้มรสไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่มีการคิดนึกเรื่องที่จะทำให้เกิดอกุศลนะคะ ขณะนั้นก็จะสงบได้ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสามารถรู้ความต่าง ของกุศลจิต และอกุศลจิตไม่ใช่โดยไม่รู้อะไรเลยนะคะ แรกก็จะไปอบรมเจริญสมถะอบรมความสงบให้สงบขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ขณะนั้นนะคะ เป็นอกุศลเพราะเหตุว่าไม่รู้ไม่รู้เมื่อไหร่จะเป็นกุศลได้ยังไงอวิชาเกิดแล้วไม่รู้แล้ว เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะนะคะ ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินชื่อแล้วอย่า อยากสงบ และพอได้ยินคำว่าสงบอยากมีปัญญาที่เป็นวิปัสสนาเพราะเหตุพระสามารถที่จะละกิเลสได้แต่ขณะนั้นไม่ได้มีความเห็นถูกไม่ได้มีความเข้าใจถูกในขณะที่กำลังคิดอย่างนั้นด้วยเหตุนี้ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดนะคะ และเป็นเรื่องที่ศึกษาด้วยความตรงด้วยความละเอียดจริงๆ ว่า แม้ขณะนี้จะมีทั้งกุศล และจิตบ้านอกุศลจิตบ้างแต่ก็เล็กน้อยสลับกันไปนะคะ กับขณะที่กำลังเห็นขณะนี้ค่ะ ไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศลเพราะเหตุว่าเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัยที่จะทำให้ต้องเห็นเรียกว่ากรรมเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องได้ยินนะคะ เพราะฉะนั้นชีวิตในวันหนึ่งวันหนึ่งเนี่ยก็เป็นสภาพธรรมะที่หลากหลายตามเหตุตามปัจจัยซึ่งเกิดจากสลับอย่างรวดเร็วการศึกษาธรรมะทำให้เห็นถูกไหมเพราะต้องตรง นะคะ ที่จะรู้ว่าขนาดไหนเป็นอะไรแต่ว่าการที่จะรู้อย่างนี้ได้ต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งไม่ใช่ระดับเพียงขั้นฟังขั้นฟังเพียงแต่รู้ว่าสภาพธรรมะขนาดนี้นะคะ เกิดแบบเซตต่อยากแก่การที่จะตรงลักษณะที่เป็นกุศลจริงๆ หรืออกุศลจริงๆ เพราะฉะนั้นแม้ขณะที่ สงบเป็นสมถภาวนาเนี่ยก็ไม่ใช่คณะซึ่งไม่มีปัญญาแต่จะต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา และก็รู้ว่าจิตจะสงบขึ้นเพราะเป็นกุศลขึ้นได้อย่างไรด้วยเหตุนี้คงไม่ต้องเอาแต่ชื่อไปบอกใช่ไหมคะว่าเป็นสมถะหรือว่าเป็นวิปัสสนาเพราะว่าถ้ากล่าวอย่างนั้นก็ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจอะไร กราบเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์ค่ะ มีแอร์กุศลเจตสิกมากค่ะจะเดือดร้อนรำคาญใจโกรธอย่าประชดร้ายหดหู่ท้อถอยฟุ้งซ่านริษยาเป็นอยู่ในใจตลอดเวลาแต่ไม่แสดงออกมาไม่ถึงขนาดออกมาเป็นการกระทำ ทำอย่างไรจะให้หาย ค่ะทำไม่ได้ค่ะ ข้อสำคัญที่สุดนะคะ พอเกิดร้านทุกคนก็อยากจะทำ ไม่มีสิ่งนั้นแต่ก็ลืมว่าเกิดแล้วโดยไม่ได้ทำใช่มั้ยค่ะ ไม่มีใครชอบโกรธแต่โกรธเกิดแล้วใครทำให้โกรธเกิด ถ้าทำให้โกรธเกิดได้ก็ทำอย่างอื่นได้แต่ไม่โกรธซึ่งไม่ชอบนะคะ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลย เพราะฉะนั้นจะไปทำให้อะไรเกิดได้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นะคะ เพราะขนาดนั้นไม่เข้าใจว่าเป็นธรรมะไม่ใช่เราด้วยเหตุนี้จึงมีความคิดเวลาที่เกิดสิ่งที่ไม่ดีเช่นโกรธนะคะ ก็ไม่อยากจะโกรธแล้วก็หาวิธีที่จะไม่โกรธแต่ว่าลองพิจารณานะคะ โกรธเกิดแล้วจะทำให้ไม่โกรธ หรือว่าจะเข้าใจถูกว่ากรธเป็นธรรมะอย่างหนึ่งไม่ใช่เรา เลขาฯคือจุดเริ่มของการที่จะรู้ว่านะคะ จะเข้าใจธรรมะเมื่อไหร่ และอย่างไร ถ้าเกิดโกรธถึง และก็คิดว่าทำยังไงจะไม่โกรธขณะนั้นไม่ได้เข้าใจธรรมมาแต่ถ้าโกรธเกิดแล้วค่ะฟังธรรมะมาก็มากกว่าทุกอย่างได้เป็นธรรมะ และก็จะไปคิดถึงธรรมะที่ยังไม่เกิด และจะไปรู้ตัวจริงของธรรมะนั้นได้ยังไงเพราะว่ายังไม่เกิดขึ้นแต่เมื่อความโกรธหรือความขุ่นใจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมากน้อยอย่างไรนะคะ เพียงคุณใจเล็กน้อยยังไม่แสดงอย่างที่กล่าวว่ามีทุกท่านเลยนะคะ แล้วก็โกรธมากๆ ก็มีริษยาก็มีแสดงก็มีไม่แสดงก็มีทั้งหมดเนี่ยค่ะเป็นธรรมะทั้งหมดเกิดแล้ว และก็ได้ฟังธรรมะว่าเป็นธรรมะแต่ขณะนั้นไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรมะ แม่ก็ไปคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มีธรรมะเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลนะคะ แต่เหตุผลก็คือว่าถ้ารู้จริงๆ ว่าขณะนั้นเป็นธรรมะปัญญานะคะ ก็จะค่อยๆ เข้าใจแล้วล่ะคล้ายกันยึดถือว่าขณะนั้นเป็นเราด้วยเหตุนี้นะคะ ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมะเวลาที่สภาพธรรมะได้ปรากฏ ขึ้นอยู่กับว่ามีปัจจัยคือปัญญาพอที่จะรู้ไม่ว่าขณะนั้นนะคะ เป็นธรรมะไม่ใช่เราเพราะว่ามีลักษณะของธรรมะปรากฏจริงๆ อย่างความโกรธไม่ใช่ลักษณะอื่นเลยไม่ใช่ความดีใจความพอใจแต่ว่าเป็นอีกลักษณะหนึ่ง เพราะฉะนั้นพวกขณะนี้นะคะ เป็นสภาพธรรมะที่ปรากฏความเป็นอนัตตาอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าปัญญาที่ไม่ได้อบรมไม่สามารถที่จะเห็นจริงๆ ว่าขณะนั้นนะคะ เป็นธรรมะที่เกิดแล้วปรากฏแล้วก็หมดไปด้วยเหตุนี้จากการฟังจนกระทั่งเข้าใจจรดเยื่อในกระดูกนะคะ คือเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมะจริงๆ มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นแล้วปรากฏจริงๆ แล้วก็ดับไปด้วย ก็จะทำให้ไม่มีคำถามอย่างนี้นะคะ เพราะว่าคำถามอย่างนี้ก็คือจะทำแล้วก็ยังเข้าใจว่ามีราวที่จะทำได้ ถามว่าทำอย่างไรให้ทุกภพทุกชาติที่เราจะต้องเกิดอีกให้เจอแต่สิ่งที่ดีๆ อธิษฐานจิตอย่างไรกับแกก็ไม่ยากเลยนะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับอธิษฐานแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำทำกุศลอย่างเดียว และจะไม่พบความทุกข์ยากเลยนะคะ ถ้าตราบใดที่กุศลนั้นให้ผล แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเกิดมานานแสนนานไม่ใช่เกิดมาชาตินี้ชาติเดียวอ่ะกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วเนี่ยไม่ได้หายไปไหนเลยยังคงสะสมเป็นปัจจัยสืบต่อในจิตพร้อมที่จะทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้นเป็นจิตประเภทวิบากทำกิจเกิดปฏิสนธิภูมิหนึ่งภูมิใด หลังจากเกิดแล้วนะคะ กรรมก็ยังทำให้มีการเห็นการได้ยินการได้กลิ่นการลิ้มรสการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสซึ่งเป็นสิ่งที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจจริงๆ นะคะ ว่าชีวิตเนี่ยเป็นไปตามกรรม ตามมีตามได้นี้มาจากไหนก็จัดกรรมที่ได้กระทำแล้วได้มาจากไหนก็ได้มาจากกรรมที่เคยทำแล้วก็จะเข้าใจตามความเป็นจริงนะคะ ว่าต้องการผลอย่างไรก็ต้องตรงถ้าต้องการผลที่ดีก็ต้องมาจากเหตุที่ดีถ้าต้องการผลที่ไม่ดีนะคะ ก็ต้องมาจากเขตที่ไม่ดี แม้ว่าไม่ต้องการคนที่ไม่ดีแต่ทำเหตุที่ไม่ดีใครก็ช่วยไม่ได้เพราะเหตุว่าเหตุที่ไม่ดีนั้นจะทำให้ผลที่ไม่ดีเกิดขึ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620