ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๙

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ ทุกคนอยากได้อย่างเมื่อกี้นี้บอกใช่ไหม มีโลภะทางตาชอบเห็นสิ่งที่สวยๆ ทางหูต้องการเสียงเพราะๆ เป็นของธรรมดาเป็นสมโลภะภาษาบาลี เป็นปกติของโลภะที่จะมีความติดข้อง แต่ไม่ใช่ถึงกับแม้ไม่ใช่ของของเราก็ยังอยากได้ จนกระทั่งสามารถที่จะไปเอาของคนอื่นมาเป็นของเราได้ แต่ก็เพราะความพอใจอยากได้นั่นแหละ ถ้าไม่พอใจจะไปเอาของๆ คนอื่นมาทำไม ถ้าไม่อยากได้จะไปเอาของๆ เขามาทำไมถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง อยากได้แต่ไม่จำเป็นต้อง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องแต่ว่ามีคนที่อยากได้แล้วก็ไม่เอาของของคนอื่น แต่ก็มีคนที่อยากได้จนกระทั่งต้องเอาของของคนอื่นที่เจ้าของไม่ได้ให้

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเพราะอยากได้ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความอยากได้ดีหรือไม่ดี

    ผู้ฟัง ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ ไม่ดี ของที่เหม็นนิดเดียว เหม็นไหมไม่ต้องมากๆ หรอก ไฟที่ร้อนจะมากหรือจะน้อยเพียงแค่ไม้ขีดไฟกับกองไฟอย่างใหญ่ไฟไหม้ กองไฟใหญ่ๆ ความร้อนเหมือนกันใช่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ดีไม่ว่าจะน้อยหรือจะมากก็ต้องไม่ดีถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาที่ความไม่ดีถึงระดับมากจนกระทั่งทำให้คนอื่นเดือดร้อนต้องไม่ดีแน่ การที่จะไปถือเอาสิ่งของที่คนอื่นไม่ได้ให้มาเป็นของตนเอง ทุจริตต่างๆ เกิดขึ้นเพราะความติดข้องต้องการไม่ดี เพราะฉะนั้นแม้เพียงเล็กน้อยดีไหม เพียงแต่ความพอใจ เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะพิจารณาเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าวันหนึ่งๆ เรามีความพอใจในทุกสิ่งทุกอย่างมากหรือน้อยหรือว่าไม่มี

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีก็ยอมรับใช่ไหม อกุศลทางทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายก็มีอยู่ ๓ ประเภท โลภะความติดข้องต้องการ หรือว่าโทสะความขุ่นเคืองความไม่ชอบ โมหะความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏทั้ง ๓ นี้ไม่ดี ก็ค่อยๆ เข้าใจธรรมขึ้นและก็เป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่าสิ่งที่ไม่ดีต้องไม่ดี จะเปลี่ยนเป็นดีไม่ได้ ตอนนี้เร่งรีบดีหรือไม่ดี และไม่เร่งรีบดีหรือไม่ดี

    ผู้ฟัง ไม่เร่งรีบดี ก็ไม่แน่

    ท่านอาจารย์ นี่คือเมื่อฟังแล้วเดี๋ยวก็ลืมตรงนั้นลืมตรงนี้ใช่ไหม แต่ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจแล้วก็ไม่ลืม เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่พูดถึงแต่เฉพาะตอนที่เร่งรีบ เข้าใจแล้วว่าขณะไหนเป็นอกุศลที่ไม่ดีถูกต้อง รู้ทันหมายความว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง รู้ทันว่าโกรธอะไรแบบนี้

    ท่านอาจารย์ ก็รู้นี่โกรธก็รู้ใครบ้างไม่รู้ว่าโกรธ

    ผู้ฟัง รู้แล้วก็คิดว่าคงจะหายหายแล้วก็

    ท่านอาจารย์ ก็คิดเองหมดใช่ไหม ความจริงสภาพธรรมมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น ต่างกันไปแต่ละประเภท โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ขณะต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นหรือรู้ ไม่รู้อาจจะโกรธหรืออาจจะไม่โกรธ อาจจะคิดหรืออาจจะได้ยิน อาจจะคันหรือเจ็บหรือสุขหรืออะไรก็ได้ไม่มีใครรู้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดาที่ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าต่อไปจะเป็นอะไร ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมใครก็ดลบันดาลไม่ได้ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยที่สภาพธรรมนั้นจะเกิด ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้สภาพนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย คนตาบอดไม่เห็นอยากเห็นก็ไม่เห็น คนหูหนวกอยากได้ยินก็ไม่ได้ยิน คนตาดีไม่อยากเห็นก็ต้องเห็น คนหูดีไม่อยากได้ยินก็ต้องได้ยินแล้วแต่เหตุปัจจัย

    ผู้ฟัง สำหรับคนที่เริ่มต้นใส่ใจและไม่ศึกษาพอ อาจจะไม่มีพื้นฐานพอให้เขามีหลักว่าอะไรคือความเห็นผิด

    ท่านอาจารย์ จัดการเขาหมดเลยให้เขาเป็นอย่างนั้นให้เขารู้อย่างนั้นใช่ไหม คือกำลังจะทำอะไรที่จะให้เขาเป็นอย่างที่ต้องการหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เขาก็เหมือนกับว่าเขาก็สนใจที่จะมีปัญญาที่จะเข้าใจความจริง แต่เขาก็ไปทางที่มันไม่ใช่ก็ผิด

    ท่านอาจารย์ คุณอรวรรณมีเพื่อนกี่คนก็เยอะ นิสัยเหมือนกันไหม

    ผู้ฟัง ไม่เหมือน

    ท่านอาจารย์ สนใจเหมือนกันหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เหมือน

    ท่านอาจารย์ บอกเขาเขาเชื่อหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็คือความต่างกัน ซึ่งเราพอจะรู้ได้ไหมว่าทำไมแต่ละคนจึงเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีการสะสมมาที่จะเป็นแต่ละคน ทุกคนที่ได้ประสบกับสิ่งที่ดีก็มีความหวังดีต่อคนอื่น อยากให้ทุกคนเป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้เป็นอย่างอื่น ไม่อยากให้ต้องมีอัธยาศัยที่ไม่ดีการกระทำที่ไม่ดีอะไรอะไรที่ผิด แต่เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ไหม เพราะฉะนั้นเมื่อมีความหวังดี อย่างมากที่สุดก็คือรู้อัธยาศัยของเขาด้วย ถ้าเรารู้ว่าอัธยาศัยของเขาไม่ชอบฟังธรรมเลย ไปเที่ยวไปเข็ญอย่างไรเปิดธรรมให้ฟังตั้งแต่เช้าถึงเย็น เข้าห้องปิดประตูไปเลยไม่ฟัง ไม่อยากฟังขณะที่กำลังไม่อยากฟังเราจะไปเปลี่ยนเขาให้ฟังเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในยามใดที่แม้เราก็ไม่ฟังธรรมมีไหมหรือว่าเราฟังแต่ธรรมตลอดไม่ฟังอย่างอื่นเลย เพราะฉะนั้นอัธยาศัยเมื่อไม่เหมือนกัน จะไปฝืนอัธยาศัยซึ่งกำลังเกิดขึ้นเป็นไปในขณะนั้นได้อย่างไร อย่างเด็กๆ เราก็อยากจะสอนเขาตั้งแต่เล็กให้มีความเข้าใจธรรม แต่เขาก็ดูการ์ตูนหรือว่าดูเว็บไซต์อะไรของเขาก็แล้วแต่ แล้วจะไปห้ามหรือหรือว่าคอยดูว่าเมื่อไหร่เป็นโอกาสที่เราจะให้เขาจะได้สิ่งที่มีประโยชน์ ได้มีสิ่งที่จะทำให้เขาคิดไตร่ตรองไม่ใช่เอาไปให้เขา การให้อะไรใครโดยที่คนรับไม่ต้องการจะรับไม่มีประโยชน์ แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีมากแค่ไหนก็ตามแต่

    เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูด้วยเป็นผู้ที่อดทน ถ้ามีความหวังดีจริงๆ เป็นผู้ที่สามารถที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมว่าขณะนั้นเป็นธรรม เขากำลังเพลิดเพลินเขากำลังต้องการอย่างอื่นจะชักชวนสักเท่าไหร่ให้เขาฟังสิ่งที่เราอยากให้เขาฟัง ให้เขาคิดอย่างที่เราอยากให้เขาเข้าใจก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่รู้จักบุคคล รู้จักกาลแล้วก็รู้จักคำที่จะใช้ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลนั้นด้วย ต้องเป็นผู้ที่อดทนรอเมื่อไหร่มีโอกาสและคนที่หวังดีก็จะ ใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ โดยการที่ว่าถึงเวลาที่เขาสนใจและก็จะสนทนากันด้วยเรื่องอะไรก่อน ขณะนี้รู้สึกทุกคนก็สนใจธรรมจะพูดเรื่องอะไรดี เอาโพธิปักขิยธรรมดีไหม หรือว่าจะเอาปฏิจจสมุปาท หรือว่าจะเอาอริยสัจจะ หรือว่า แม้ธรรมคำเดียว ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องการรู้แจ้งอริยสัจธรรม เรื่องที่จะเข้าใจความหมายของอริยสัจ เรื่องที่อะไรเป็นธรรมที่เป็นไปในการที่จะให้รู้แจ้งสภาพธรรม แต่ทั้งหมดต้องมาจากความเข้าใจ อย่าเป็นแต่เพียงว่าได้ยินคำอะไรก็คิดว่าเข้าใจแล้วรู้แล้วไม่มีอะไรอีก ฟังเผินๆ ข้ามไปกระโดดไป แต่ถ้าถามว่าธรรมคืออะไรจะตอบว่าอย่างไร ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ พูดเรื่องได้ทุกเรื่อง จะพูดเรื่องขันธ์ก็ได้จะพูดเรื่องอายตนะก็ได้ จะพูดเรื่องปฏิจจสมุปปาทก็ได้ จะพูดเรื่องอินทรีย์ก็ได้ ทุกคำที่มีในพระไตรปิฎกเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง และจากการตรัสรู้ด้วยก็ทรงแสดงความจริงของธรรม โดยละเอียดโดยหลากหลายโดยประการต่างๆ เพื่อที่จะให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าเป็นธรรมจริงๆ แม้ในขั้นฟังก็เป็นผู้ที่มีความเข้าใจที่มั่นคง

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ว่าต้องมีความเข้าใจคนอื่น แล้วก็เข้าใจขณะนั้นจริงๆ ว่า พร้อมที่จะสนใจหรือเปล่า เพราะว่าทุกคนก็หวังดีแต่ว่าถ้าไม่ถูกกาลไม่ถูกเวลา ได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยินจริงไหม ขณะนี้ใครกำลังคิดถึงปัญหาที่บ้านมีไหม เมื่อกี้พูดว่าอะไรไม่รู้เรื่องเลยฟังเหมือนไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้นเหมือนไม่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นคนพูดก็เหมือนไม่ได้พูดเลย เพราะว่าคนฟังไม่ได้ยินแล้วก็จะไปพูดอะไร เพราะว่าเขาไม่ได้ยินใช่ไหม เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง เป็นการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคำตอบสำหรับทุกอย่างเพราะว่าเป็นความจริง แต่ต้องเป็นความเข้าใจที่เริ่มต้นมั่นคงตามลำดับไม่สับสน เช่นขณะนี้เป็นธรรมแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นธรรมอะไร ในเมื่อขณะนี้กำลังมีธรรมจริงๆ ปรากฏให้เข้าใจได้

    ผู้ฟัง ถ้าเราเข้าใจจริงๆ ว่าทุกอย่างเป็นธรรมและเป็นอนัตตา เราก็สามารถเข้าใจว่าเป็นขันธ์อย่างไรเป็นธาตุอย่างไรได้

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าภาษามีหลายภาษาเมื่อภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาไทย แต่ถ้าเราใช้ภาษาบาลีแต่ไม่รู้ความหมายหรือว่าไม่รู้สภาพธรรมก็ไม่ได้มีประโยชน์เลย นอกจากจำรู้คำแปลแต่ไม่เข้าถึงลักษณะที่ใช้คำนั้นว่า หมายความถึงสภาพธรรมอะไร ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด ผู้ที่จะทรงธรรมต้องเป็นผู้ที่รู้ว่าธรรมลึกซึ้งและละเอียด ทรงธรรมหมายความถึงเข้าใจแล้วก็สามารถที่จะรักษาความเข้าใจสืบต่อไปได้ถึงบุคคลอื่นด้วย

    ผู้ฟัง ขออนุญาตขอร่วมสนทนา ขณะนี้ก็มีอยู่หลายเกจิอาจารย์ด้วยกัน ถ้าไปศึกษากับท่านใดจึงจะได้ความรู้ว่าเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดง แล้วก็นำมาชี้แจงให้ผู้ฟังได้เข้าใจตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดง

    ท่านอาจารย์ คำว่าสาย สาย ก็ขอถามคุณอรรณพ คุณธิดารัตน์ว่าใช้สายอะไรหรือเปล่า

    อ.อรรณพ ก็คงหมายถึงว่ามีแนวทางต่างๆ กันไป แต่จริงๆ แล้วถ้าเราจะกล่าวถึงพระพุทธศาสนามีสายเดียว คือแนวทางของการอบรมเจริญเพื่อรู้ความจริง แต่ถ้าแสดงแม้จะใช้พยัญชนะดูเหมือนคล้ายๆ กัน แต่ตีความคนละอย่างอันนั้นก็เป็นหนทางอื่น

    ท่านอาจารย์ คุณธิดารัตน์ ใช้สายอะไรบ้าง

    อ.ธิดารัตน์ ไม่มีเพราะว่าศึกษาก็ศึกษาจากพระไตรปิฎก แล้วก็คำว่าหนทางสายเอกก็มีคำวินัยพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นสติปัฏฐานเป็นต้น

    ท่านอาจารย์ ดิฉันเองก็ไม่ค่อยจะเป็นคนที่ตามอะไรไป แล้วก็ไม่อยากจะให้ใครตามอะไรไป แต่ว่าให้เป็นผู้ที่พิจารณาแล้วก็เข้าใจคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำสอนของพระองค์จากการทรงตรัสรู้ ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าสายไปทำไมหมายความถึงความแตกแยก ในความคิดความเห็นในคำสอน ก็เลยกลายเป็นหลายๆ สาย แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจคำสอนแล้วจะไม่สนใจเลย สายอะไรก็ไม่รู้พัลวันพัลเกเยอะแยะ ก็คือคำสอนก็คือคำสอนแต่ว่าเมื่อมีผู้ที่พอใจที่จะใช้คำแล้วก็เป็นที่เข้าใจกันว่า พอใจที่จะใช้คำนั้นก็ต้องแล้วแต่อัธยาศัยอีกเหมือนกัน แต่ว่าอย่างไรก็ต้องเข้าใจให้ถูกว่าถ้าพูดถึงสายเมื่อไหร่แล้ว เกจิอาจารย์คนโน้นคนนี้ก็แปลว่าไม่มีความเห็นที่ตรงกันในพระพุทธศาสนา

    ผู้ฟัง อาจารย์เจริญ ... ก็ถามท่านอาจารย์ว่าขอให้ชี้ให้เห็นการเกิดดับอกุศล ๑๒ ทั้งภายในภายนอกทั้งหมดให้ชัดเจน

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดชี้ให้ใครเห็น ผู้ฟังมีปัญญาจะเห็นหรือยังไม่มีปัญญาจะเห็นชี้ให้เห็นได้ไหม โดยมากมุ่งไปจะเห็นถ้าคนอื่นชี้ให้เห็นดีไหม

    ผู้ฟัง สมมุติว่าจะเห็นตรงนี้ดอกไม้ท่านอาจารย์ชี้เห็น ผมก็จะดูดอกไม้เป็นส่วนเดียวจะไม่ไปดูอย่างอื่นจะไม่สนใจอย่างอื่น

    ท่านอาจารย์ อาศัยคนอื่นชี้ให้เห็นเป็นไปได้ไหม เพราะว่าส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะเข้าใจลืมสนิทแต่อยากเห็น ใครก็ได้ชี้เถอะชี้ให้เห็นก็พอใจ แต่เข้าใจอะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการเห็นธรรมไม่ใช่ถูกชี้ หรือว่าใครสามารถที่จะบันดาลให้คนที่ไม่สามารถเห็นเพราะไม่มีปัญญาจะเห็น แต่ว่าถ้าใครพูดถึงสิ่งที่ดีให้เริ่มเข้าใจถูกเห็นถูก เห็นถูกไม่ใช่เห็นเพียงว่านี่เป็นดอกไม้ แต่มีความเข้าใจถูกในสภาพความจริงของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนั้นจะดีกว่าใครมาชี้ให้เห็นไหม แต่ว่าเป็นผู้ที่สามารถที่จะค่อยๆ ทำให้คนอื่นได้ฟังแล้วก็ได้พิจารณา แล้วก็ได้เข้าใจเป็นปัญญาของตัวเองที่เริ่มที่จะเข้าใจถูก จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรม โดยไม่ใช่มาเพียงชี้ให้เห็น อย่างไรๆ ไม่เห็นถ้าตราบใดที่ไม่มีปัญญาจะเห็นก็เห็นไม่ได้ เรื่องธรรมนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก

    ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ยังไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่โง่ไม่เกิดใช่ไหม ไม่ต้องเกิดเลยถ้าไม่มีอวิชาช แต่แสดงว่าโง่ โง่มันนานแสนนาน แล้วจะให้เห็นการเกิดดับของสภาพธรรมขณะนี้ได้ไหม เพราะว่าต้องเป็นปัญญาไม่ใช่ระดับขั้นฟัง ปัญญาที่ต้องอบรมเจริญ เพื่อที่จะเข้าใจสภาพธรรมและสามารถที่จะถึงความเป็นพระอริยะบุคคล ซึ่งจะเกิดอีกอย่างมากที่สุดเพียง ๗ ชาติ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ไหม โดยความเป็นเราโดยความไม่รู้อยากจะให้ไปจากการเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้ ซึ่งใครๆ ก็ไม่สามารถที่จะประจักษ์ได้เลย เพราะเป็นปัญญาไม่ใช่เรา ถ้ายังไม่เข้าใจว่าธรรมเป็นธรรมไม่ใช่เรา ไม่มีทางที่จะไปเห็นอะไรต่อให้ใครจะชี้อย่างไรก็ไม่เห็น เพราะว่าใครเห็น ปัญญาเห็นไม่ใช่เราเห็น เพราะฉะนั้นมีสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นเครื่องให้รู้จักตัวเอง ปัญญารู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏหรือเปล่า ถ้ายังไม่รู้จะประจักษ์การเกิดดับไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง สมมติว่าเราเห็นว่าอาจารย์ บอกว่าเห็นดอกไม้ ท่านอาจารย์ชี้บอกผมผมก็ต้องมุ่งไปตรงนี้อาจารย์

    ท่านอาจารย์ มุ่งไม่เคยบอกเลยนั่นเป็นอัตตาเป็นเรา แต่ไม่ใช่เป็นการรู้ว่าไม่มีตัวตนไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ความโง่นี้เป็นเป้าหมายว่าจะเอาออกอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เราเอาออก เราเอาออก

    ผู้ฟัง ออกจากตัวเรา

    ท่านอาจารย์ เราไม่มีปัญญาแต่เราจะเอาออกสำเร็จไหม

    ผู้ฟัง เราจะคลายอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เราจะออกเราจะคลายอย่างไร แต่ไม่มีปัญญาจะสำเร็จไหม

    ผู้ฟัง ถ้ามีคงจะออกได้ สลัดไปได้ล่ะ แต่นี่เราก็ไม่มีปัญญาที่จะสลัดออกตอนนี้

    ท่านอาจารย์ เมื่อไรปัญญาจะเกิด

    ผู้ฟัง ตอนนี้ก็เริ่มนิดหน่อยอยู่

    ท่านอาจารย์ ยังไม่พอที่จะไปจากการเกิดดับ

    ผู้ฟัง จะเห็นให้

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน อยากเห็นนั้น ใครเห็น เราหรือปัญญา

    ผู้ฟัง ขอตอบว่าปัญญา

    ท่านอาจารย์ ปัญญามีหรือยัง

    ผู้ฟัง ตอนนี้ยังไม่มี

    ท่านอาจารย์ เมื่อไรจะมี ถ้ายังไม่มีก็เห็นไม่ได้เพราะเป็นปัญญาที่เห็น

    ผู้ฟัง คือดิฉันก็ไม่ทราบว่าตัวเองที่ปฏิบัติมานี่ ถูกต้องหรือยังที่พูดถึงว่าจิตใจ ถ้าพอเรารู้ว่าจิตใจนี้เรากำลังเป็นอะไร ส่วนมากแล้วจะรู้สึกว่าจิตใจเรามัวหมอง ทีนี้เลยรู้สึกว่าเราจะเป็นคนที่ว่าเราจะหงุดหงิด ว่าทำไมเรามีแต่อกุศลจิตอยู่มากเหลือเกิน คิดว่าทำอย่างไรดีอย่างนี้ เพราะไม่ได้เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ธรรมขณะนี้มีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อะไรเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ที่อยู่ปัจจุบันตรงนี้ จิตใจที่ว่ากำลังฟังกำลังต้องการจะเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นยังไม่รู้จักธรรม รู้จักแต่ตัวเอง

    ผู้ฟัง ถ้าตามในหนังสือนี้คิดว่ารู้ว่า มันไม่ใช่ตัวเอง และน่าจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วก็จะต้องหายไป แล้วก็อารมณ์ใหม่ก็ต้องเกิดขึ้นมา อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาที่เราไม่รู้จะเป็นอะไร คือมันจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นมามันก็ไม่มีตัวตนจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เวลาอ่านเหมือนรู้จักธรรมใช่ไหม แต่พอธรรมเกิดไม่รู้ ตัวจริงไม่รู้เลย แล้วจะไปเจอธรรมตรงไหน

    ผู้ฟัง ใช่ ตอนนี้ก็ทุกวันนี้สับสน

    ท่านอาจารย์ คือว่าธรรมไปอยู่ในหนังสือหมดเลย พออ่านก็รู้เรื่อง จิตเป็นธรรม เจตสิกเป็นธรรม รูปเป็นธรรม แต่พอสภาพธรรมเกิดไม่รู้ว่าเป็นธรรมถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ใช่ เพราะว่ายึดไปเลย

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่าความจริงการศึกษาธรรมมีหลายระดับ ปริยัตติศาสนา คำสอนเรื่องราวของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ โดยที่ไม่รู้จักตัวจริงเลยพูดเรื่องจิตขณะนี้ทุกคนมีจิตไม่เคยขาดไปเลยสักขณะเดียว แต่ไม่ได้รู้เลยว่าขณะนี้เป็นจิตหรือเราที่เห็น เป็นจิตหรือเราที่คิด

    ผู้ฟัง ที่จริงเป็นจิตที่คิด

    ท่านอาจารย์ ที่จริงเป็นเมื่ออ่าน แต่เวลาจิตเกิดเป็นอย่างนั้นไม่รู้

    ผู้ฟัง ตัวเองเข้าไปจบ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแสดงว่าเราฟังเรื่องราวของจิต แต่ไม่รู้ว่าจิตอยู่ที่ไหนเมื่อไหร่

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังใหม่ ให้รู้ว่าไม่ว่าจะได้ยินคำว่าจิต จิตคืออะไร

    ผู้ฟัง จิตก็คือความรู้สึกที่ตอนนี้ที่เป็นอยู่ ถูกต้องไหม

    ท่านอาจารย์ ความรู้สึกอย่างไรสุขทุกข์หรือว่าไม่ใช่

    ผู้ฟัง ทุกอย่าง

    ท่านอาจารย์ ไม่ปนกัน นี่คือการที่เราไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดปนกันหมด เช่นจิตเป็นความรู้สึกทุกอย่างแต่ความจริงไม่ใช่

    ผู้ฟัง เป็นทีละอย่างๆ

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นทีละอย่าง ถึงจะรู้จริงๆ ว่าไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่เรา ถ้ารวมกันเมื่อไหร่แม้ว่าจะฟังมาแล้วว่า จิตเป็นสิ่งที่มีจริงเวลาที่จิตเกิด ก็มีสภาพธรรมที่เกิดกับจิตด้วย แต่ไม่ใช่จิตเป็นเจตสิก การศึกษาการเรียนชื่อทำได้โดยไม่ยาก แต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าถึงลักษณะของสภาพของจิต เพียงด้วยการฟังแล้วก็รู้เพียงชื่อและความหมายของจิต แต่ต้องในขณะนี้ถ้าฟังเรื่องอะไรก็หมายความว่าต้องมีสิ่งนั้นจริงๆ และความเข้าใจของเราจากการได้ยินได้ฟัง สามารถที่จะเข้าถึงลักษณะจริงๆ ของสิ่งที่เราได้ฟัง แล้วรู้ว่ามีหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ถ้าสมมติเราเข้าไม่ถึง

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ถึงก็ต้องฟังให้เข้าใจขึ้น เร่งรัดอะไรได้ไหม

    ผู้ฟัง ตอนนี้ถ้ายิ่งจำต้องการ จะเข้าถึงก็เข้าไม่ถึง

    ท่านอาจารย์ เร่งรัดได้ไหม

    ผู้ฟัง เร่งไม่ได้ ก็ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีความเป็นเรา ไม่ใช่มีความเข้าใจว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง จริงๆ ก็จะถามต่อว่า ชีวิตเราก็จะเหมือนกับว่า จมไปในกิเลสมากกว่าที่จะมีกุศลหรือว่าปัญญามากกว่ามาก

    ท่านอาจารย์ กำลังคิดเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วก็คาดคะเนถูกต้องไหม แต่ขณะที่กำลังฟัง ขณะใดที่เข้าใจมีความเข้าใจ ความไม่เข้าใจก่อนเข้าใจมีไหม

    ผู้ฟัง ถ้าฟังแล้วเข้าใจก็ก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ฉันใด เวลาที่สงสัยเรื่องธรรมแล้วก็มีความเข้าใจขึ้น มีความเข้าใจขึ้นในขณะนั้นความไม่เข้าใจที่เคยไม่เข้าใจก็ลดน้อยลงไป ก็เป็นเรื่องในขณะนี้ ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจธรรมขณะนี้ ขณะต่อไปก็เหมือนกัน เวลาที่มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น การสงสัยในสิ่งที่ไม่เข้าใจก็หายไป แต่ว่าการที่จะไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมมากมาย เพราะเหตุว่าขณะนี้แม้สภาพธรรมกำลังปรากฏ ฟังเรื่องราวของธรรมทเพราะฉะนั้นก็ยังมีการที่จะเข้าใจ ลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏตรงตามที่เข้าใจ ถ้าขณะนั้นรู้ลักษณะของการเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ขณะนั้นการไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏจะค่อยๆ หมดความสงสัย หมดความเข้าใจไปได้ อย่างไรก็หมดไป เพราะขณะนั้นกำลังเริ่มเข้าใจก็เป็นอย่างนี้ ธรรมดาไม่ต้องไปคิดถึงกาลข้างหน้า แต่ว่าเดี๋ยวนี้เอง เมื่อก่อนเข้าใจมีความไม่เข้าใจ พอเข้าใจและสิ่งที่ไม่เข้าใจก็ไม่มีทเพราะว่าเข้าใจแล้ว เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดความสงสัย และก็หมดความไม่เข้าใจ

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นปัญญานั่นก็คือสภาพธรรม ที่จะทำให้เราเข้าใจธรรมมากขึ้น แล้วก็ความไม่เข้าใจเราก็จะลดลงไป ตามความเข้าใจที่เรามีเพิ่มขึ้น

    ท่านอาจารย์ ปัญญาคือความเข้าใจถูกความเห็นถูก เป็นภาษาบาลีว่าปัญญา ภาษาบาลีไม่มีคำว่าเข้าใจเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่คนไทยเข้าใจความหมายของคำว่า เข้าใจ ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏขณะนั้นก็เป็นปัญญา ที่ตรงกับภาษาบาลีที่ใช้คำว่ญานบ้างปัญญาบ้างหมายความถึงความเห็นถูกต้อง เริ่มเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ถามคนอื่นได้ไหมว่าเราเห็นถูกต้องแค่ไหนไม่ได้

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เห็นถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตาถคนอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้แต่กำลังฟังมีสิ่งที่กำลังปรากฏนี้แน่นอน เป็นเครื่องยืนยันความเข้าใจว่าสามารถที่จะเข้าใจ สิ่งที่กำลังปรากฏมากน้อยแค่ไหนและระดับไหนด้วย

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นเราก็ฟังไม่เข้าใจแล้ว พิจารณาไตร่ตรองว่า ธรรมมีให้พิสูจน์อยู่ตลอดเวลา คือปัญญาจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ ไม่พ้นจะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจตามปกติ

    อ.อรรณพ ท่านอาจารย์ ปัญญามีลักษณะอย่างไร ที่จะมีโอกาสอบรมเจริญจนถึงสามารถดับกิเลส พวกที่กลุ้มรุมมากมายในชีวิตประจำวันไปได้ตามสมควร

    ท่านอาจารย์ เรื่องเก่าอีกละ คือธรรมฟังเข้าใจเรื่องราวว่าเป็นธรรม แต่เวลาที่ธรรมปรากฏไม่รู้ว่าเป็นธรรม เดี๋ยวนี้ฟังเรื่องราวเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีเหตุปัจจัยเกิดปรากฏ ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีจิตเห็นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยฯ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    16 ม.ค. 2569