ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๐๕

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ท่านอาจารย์ แม้สภาพธรรมปรากฏ ก็ไม่สามารถที่ปัญญา จะเห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม เพราะเป็นเราที่กำลังทำ ให้ทราบว่าสภาพธรรมได้ไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่าการ และในในสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็ปรากฏกับจักขุวิญญาณ เสียงก็ปรากฏกับโสตวิญญาณ สภาพที่รู้เสียง แต่ที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะไม่เคยฟังไม่เคยเข้าใจ และเคยยึดถือสภาพนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ใช้คำว่าอัตตาทิฏฐิ ไม่ได้รู้ความจริงว่าเป็นแต่เพียงลักษณะที่เพียงปรากฏแล้วหมดไปจริงๆ ถ้าไม่มีความรู้ที่มั่นคงอย่างนี้ ก็ไม่สามารถที่สติสัมปชัญญะจะเกิดได้ แต่เวลาที่มีเหตุปัจจัย ที่สติสัมปชัญญะจะเกิด และเกิดแล้ว ผู้นั้นก็จะรู้ว่าขณะนั้นต่างกับ ขณะที่หลงลืมสติด้วย ขณะที่เพียงแต่คิดและเรียกชื่อด้วยจำ นั่นเองก็เป็นเรื่องที่ค่อยๆ เห็นความต่างกัน และเมื่อสติปัฎฐานยังไม่เกิด ไม่มีทางที่จะรู้ความต่าง แต่เมื่อใดที่สติปัฎฐานเกิดเมื่อนั้น ก็จะรู้ว่าต่างกับขณะทีไม่ใช่สติปัฏฐาน และไม่ต้องถามใคร เพราะใครจะมารู้ขณะนั้น นอกจากบุคคลนั้นเองที่จะรู้ว่าขณะนั้นต่างกับขณะเรียน บางคนก็คิดท้อถอย หรือว่าอาจจะไม่ท้อถอย แต่เริ่มเห็นว่ายากเหลือเกิน แต่ว่าไม่ใช่ยากเหลือเกิน ขึ้นอยู่กับความเข้าใจว่ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วคลายความต้องการหรือเปล่า แค่มีความเข้าใจว่าเป็นนามธรรมรูปธรรมแต่อยากรู้เร็ว เราพลาดกันทันทีไม่มีทางเลย ที่จะคลายความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเพราะว่าเคยรู้ว่าเป็นดอกไม้ เคยรู้ว่าเป็นคน และก็ยังคงเป็นอย่างนั้น แต่เพิ่มความรู้ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นความสนใจติดข้องในนิมิตอนุพยัญชนะ ในรูปร่างสัณฐานในส่วนละเอียด ขณะที่กำลังรู้ความจริงว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏ ก็จะต่างกับขณะที่ไม่รู้อย่างนั้น ก็จะเข้าใจพยัญชนะที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ว่าไม่ติดในนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะปัญญารู้ความจริงแม้ขณะที่กำลังปรากฏ ก็เป็นเพียงสภาพธรรมที่ปรากฏต่างๆ เท่านั้น

    อยากทราบว่ากุศลและอกุศลเกี่ยวข้องกับเวทนาหรือเปล่า อย่างเช่นถ้าเป็นอกุศล เวทนาก็จะเป็นทุกข์ แล้วถ้าเป็นกุศลก็เป็นสุขอย่างนี้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ พูดถึงเวทนา เวทนาคือความรู้สึก และเวทนาที่จะเกิดขึ้น ก็มีเวทนาอยู่ ๕ อย่าง สุขกายทุกข์กาย อันนี้อาศัยกาย เกิดกับกายวิญญาณ ส่วนเวทนาอีก ๓ ด้วยโทมนัสเวทนาเกิดกับโทสมูลจิต ผู้นั้น ส่วนอุเบกขาเวทนาสามารถเกิดกับโลภะได้ เกิดกับกุศลได้ โสมนัสเวทนาคือความดีใจ ก็สามารถเกิดการโลภะได้ แล้วก็เกิดกับกุศลได้ด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ลักษณะของกุศล หรือว่าอกุศล เราไม่สามารถที่จะ คาดเดาได้เลย ว่าถ้ามีลักษณะของโสมนัสเวทนาเกิดในขณะนั้น จะไปโสมนัสที่เกิดร่วมกับโลภะหรือว่าเป็นโสมนัสที่เกิดร่วมกับกุศล เพราะว่าถ้าจะรู้ จะต้องเป็นสติที่ระลึก แล้วก็ไม่ใช่แค่เพียงวาระเดียว แล้วคงไม่ใช่เป็นแค่เพียงปัญญา แค่สติปัฐานเท่านั้น ที่จะรู้ความต่างกันระหว่างจิตและเจตสิก ซึ่งก็จะเป็นปัญญาที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้นเบื้องต้น คือรู้ลักษณะของเวทนาว่าเป็นเพียงเวทนา

    แต่ละลักษณะก่อนก่อนที่จะรู้ว่าเวทนานั้นเกิดร่วมกับจิตอะไรตรงนี้ ไม่ทราบว่าอาจารย์จะให้เพิ่มเติมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ความรู้สึกจำแนกอย่างหยาบก็เป็น ๓ อย่าง คือสุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อุเบกขาหรืออทุกขมสุข คือไม่สุขไม่ทุกข์ ๑ เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงโสมนัสสเวทนา ความรู้สึกทางใจที่เบิกบาน เวลาที่สนุก ความรู้สึกเป็นอย่างไร เพลินดีไหม

    มี

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนความรู้สึกที่กำลังเพลินสบาย สนุกให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ถ้ามีเหตุ และปัจจัยก็ได้ ไม่ได้ เพราะเกิดแล้ว

    อ้อ

    ท่านอาจารย์ อย่าได้คิดว่าจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดแล้วเลย เพราะเกิดแล้วเป็นอย่างนั้น แล้วจะเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นกำลังสนุกกำลังเพลินก็เป็นความจริงอย่างนั้น เป็นความติดข้องชอบมากเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

    เป็นอกุศล

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตอบคำถาม และใช่แล้ว

    ขอบคุณ


    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑


    ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านอาจารย์ ให้เราได้มีความมั่นคงในเรื่องธรรม ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราได้ยินได้ฟังว่าเป็นธรรม ก็อยากให้ท่านอาจารย์ได้ช่วยย้ำ ให้จรดกระดูกนะหรือจรดเยื่อในกระดูกเลย กราบเรียนอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องที่พูดบ่อยๆ แล้วก็ต้องพูดอีกบ่อยๆ แล้วก็บ่อยๆ ขึ้นเรื่อยๆ คือพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ว่าเป็นธรรมซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงเพื่อที่จะให้บุคคลอื่น สามารถเข้าใจได้ เพราะเห็นว่าชีวิตวันหนึ่งๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย แม้จะมีสิ่งที่ปรากฏก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นแท้จริงเป็นอะไร ด้วยเหตุนี้ก็จะต้องเข้าใจว่าการรู้ความจริง ต้องเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ เพราะเหตุว่ากำลังมีในขณะนี้ ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี แล้วให้ไปรู้สิ่งที่ไม่มีโดยไม่รู้ขณะนี้ซึ่งกำลังมี แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเราเคยคิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย แม้แต่เวลาที่ฟังธรรม หรือว่าศึกษาธรรมอ่านธรรม สนทนาธรรม ก็คิดเรื่องเรื่องทั้งนั้นเลย ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรมที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นการฟังทั้งหมด จะเป็นมากน้อยกี่ครั้งก็ตามแต่ เพื่อให้ใส่ใจที่จะได้ฟัง และเข้าใจถูกความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เรื่องการฟัง ก็ไม่มีประโยชน์เลย ฟังไปพูดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่องอื่น ทั้งๆ ที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏก็ยังไม่ได้เข้าใจความจริง ของสิ่งที่ปรากฏเลย ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ และการพูดเรื่องสิ่งที่กำลังปรากฏ ให้มีความเข้าใจขึ้น ก็เพื่อไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องอื่นที่ไม่มีในขณะนี้ เพราะเหตุว่าสิ่งที่ไม่มีในขณะนี้ ไม่สามารถที่จะให้ความจริงได้ แต่สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เข้าใจแล้วก็พิจารณา ไม่ใช่เป็นเรื่องตัวเรา ที่อยากจะถึงนิพพาน หรือว่าอยากจะละกิเลสให้หมด โดยไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นเราหรือเปล่า ไม่ว่าแต่ละอย่างที่กำลังปรากฏ แท้จริงแล้วเป็นอะไร เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงเรื่องสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะเกิดแล้วจึงปรากฏค่อยๆ พิสูจน์ธรรมไปทีละเล็กทีละน้อย เพื่อที่จะได้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ขณะนี้สิ่งใดปรากฏสิ่งนั้นต้องเกิดแล้ว แค่นี้ ลืมไปหรือยัง ก็ลืมไปทันที ทั้งๆ ที่มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นการฟังแต่ละครั้ง เพื่อเตือนให้เข้าใจความจริง ของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะว่าเป็นธรรมที่เกิดแล้วดับอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ถ้าฟังพระธรรม แล้วอยากจะไปรู้อย่างอื่น อยากจะไปปฏิบัติโดยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วจะรู้อะไร ไม่สามารถที่จะลดอะไรได้เลย ด้วยเหตุนี้ ก่อนอื่นก็คือมีความมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้วทรงแสดงว่าเป็นอนัตตา ตรงกันข้ามกับอัตตา อัตตาคือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนขณะนี้ แม้กำลังฟังก็ไม่มีการดับไปของธรรมอะไรเลย มีแต่เพียงธรรมที่ปรากฏ ไม่รู้การเกิดขึ้น และไม่รู้การดับไปของธรรมนั้น มีแต่การปรากฏ ซึ่งเป็นเพราะสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก แต่สืบต่ออยู่ตลอดเวลา แล้วใครจะเห็นการดับไปของสิ่งที่เกิดระดแล้วอย่างรวดเร็ว ในขณะนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ การฟังก็คือเพื่อน และ ความไม่รู้เพื่อละการติดข้องเพื่อละการยึดถือสภาพธรรมอย่างเหนียวแน่น ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเสา เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ เป็นคนนั้นคนนี้แหละเป็นเรา ซึ่งความจริงถ้าไม่มีธรรมใดๆ เกิดขึ้นเลย จะมีเราแต่ไหน แต่เมื่อมีธรรมเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ ก็ยึดถือสภาพนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือว่าเป็นเรา ด้วยเหตุนี้การที่จะรู้ความจริง ของแม้สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ก็ต้องเป็นปัญญาเทพพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ ครบถ้วนสมบูรณ์ถึงกาละที่จะตรัสรู้ความจริง ในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ เมื่อเห็นความยากความละเอียดของธรรมในขณะนี้ซึ่งเกิดดับ และกว่าจะรู้ความจริงได้ ก็ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดงธรรม เมื่อได้ตรัสรู้ แต่ก็รู้ว่ามีบุคคลที่ได้สะสมความศรัทธาความสนใจความเข้าใจ ที่รู้ว่าเกิดมา มีอะไรบ้าง เข้าใจว่าเป็นของเรา มากมายหลายอย่าง แต่สิ่งนั้นเป็นของเราจริงๆ หรือเปล่า ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏ เป็นคนโน้นคนนี้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เพียงปรากฏให้เห็น ค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจค่อยๆ พิจารณาค่อยๆ มีศรัทธาที่จะเข้าใจความจริง เพื่อที่จะละความติดข้อง เพราะเหตุว่าเมื่อเห็นแล้วไม่รู้ ก็มีความพอใจอยากได้ในสิ่งที่เห็นนั้นอีก ไม่มีการที่จะคิดว่าพอแล้ว เห็นพอหรือยัง ได้ยินพอหรือยัง ได้กลิ่นพอหรือยัง มีชีวิตคือจิตแต่ละขณะเกิดดับสืบต่อพอหรือยัง ถ้ายังไม่พอ ก็เกิดต่อไปตามความต้องการที่ว่า เมื่อยังไม่พอก็ต้องมีปัจจัย ที่จะทำให้สภาพธรรมนั้นเกิดสืบต่อไป จนกว่าจะมีความค่อยๆ เข้าใจถึงความจริงว่า เพียงสิ่งนั้นปรากฏแล้วหมดไป ไม่กลับมาอีกสักอย่างเดียว ค่อยๆ พิสูจน์ค่อยๆ เข้าใจ ว่าถ้าความจริงเป็นอย่างนี้ และยังคงปรารถนาในสิ่งซึ่งเพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป แล้วไม่ใช่ของใครด้วย สิ่งที่ปรากฏข้างนอกนี่ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นฉันใด สิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็ยึดถือว่าเป็นเรา โดยที่แม้สิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้ว เช่นในขณะนี้ มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ขณะนี้ต้องมีเพียง ๒ อย่าง พูดถึงธรรมที่ย่อยมาจนกระทั่งเป็นขนาดที่ละเอียดที่สุด เพื่อที่จะได้เห็นว่าธรรมาที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ใหญ่โต เป็นร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ความจริงก็เป็น เพียงสิ่งที่มีอากาศธาตุแทรกคั่น เหมือนกองฝน และก็ไม่ใช่เพียงแทรกคั่น ยังเกิดดับไปอย่างรวดเร็วด้วย เพราะฉะนั้นอะไรยังเหลืออยู่ ในขณะที่เสียงปรากฏ จะไม่มีอย่างอื่นในเสียง คิดก็ไม่ได้คิด เฉพาะเสียงเท่านั้นที่ปรากฏ กับธาตุคือธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นแสดงเห็นว่าชั่วขณะที่ได้ยิน เสียงดับสภาพที่รู้เสียงก็ดับ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายใทางใจ เหมือนกันทุกขณะ คือไม่มีขณะใดที่เที่ยงยั่งยืน ที่จะยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าเป็นเราได้ ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจถูกเห็นถูก ละความไม่รู้เพราะเหตุว่าเมื่อมีความไม่รู้ ก็มีความติดข้องต้องการสิ่งต่างๆ และถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็เป็นทุกข์ ในสิ่งที่เพียงปรากฏนิดเดียวแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาจริงๆ ขณะที่เสียงกำลังปรากฏ มีเราอยู่ที่ไหนหรือเปล่า แข็งมีไหม เหมือนเดิมคือถามทุกวัน เพราะอะไร ให้รู้จริงๆ ว่าชั่วขณะที่เสียงปรากฏ ต้องไม่มีอะไรปรากฏ เมื่อไม่มีอะไรปรากฏ แล้วจะเป็นเราตรงไหน ขณะที่กำลังได้ยินเพียงได้ยินแล้วหมดแล้ว เมื่อกี้ได้ยินเสียงมีจิตได้ยินมีแล้วก็หมดแล้ว เพราะฉะนั้นแต่ละขณะในชีวิตก็คืออย่างนี้แหละ แต่ถ้าผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้ ใครจะทำให้เกิดปัญญาที่เห็นถูกเข้าใจถูก ในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏได้ ก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมก็จะทำให้เห็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงมีพระปัญญาคุณ เหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ทั้งจักรวาลทั้งหมด เพราะว่าเมื่อมีพระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว จะไม่มีพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งได้เลย ไม่ว่าในที่ไหนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ ว่าการที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ต้องเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งของพระธรรม เพราะเหตุว่าถ้าไม่ใช่ปัญญาจริงๆ ไม่รู้ความจริงของขณะนี้ ก็ไม่สามารถที่จะแม้คลายการที่เคยเข้าใจว่า สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะฉะนั้นการอบรมปัญญา ต้องเป็นความเข้าใจถูกความเห็นถูกในสิ่งซึ่งปรากฏแล้ว ถ้าไม่ฟังก็ไม่รู้เลยสักนิดเดียว จนกระทั่งค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กที่ละน้อย เพื่อละความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมาจนสามารถประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมาได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่ใช่ปัญญา เป็นสิ่งที่เราหลงเข้าใจผิดว่า เป็นความรู้ แต่ถ้าไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏแล้วรู้อะไร จะรู้อะไรได้ไหม เพราะแม้สีนั้นกำลังปรากฏก็ยังไม่รู้ น่าจะเป็นรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏเป็นไปไม่ได้เลย

    กราบเรียนถามท่านอาจารย์เรื่อง เสียงที่ได้ยิน ขณะที่ได้ยินเสียงจิตก็ไม่ได้รู้ตรงที่ได้ยิน ก็จะไปหาเสียง เพราะเสียงนั้นมาจากไหน ขณะนั้นอาจารย์ ไม่ได้ระลึกถึงขณะที่เสียงเกิดแล้วก็ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ฟังจนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ คำถามแสดงว่าแม้เสียงมีจิตได้ยินมีก็ไม่ได้รู้ลักษณะของเสียง และจิตได้ยินถูกต้องไหม

    ถูกต้องค่ะแล้วถ้าไม่มีความเข้าใจที่มั่นคง จะระลึกได้คือรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ที่ปรากฏเท่านั้นเอง ฟังไปฟังไปจนกว่าจะไม่ลืม และก็เริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ เวลาที่ทุกคนศึกษาธรรมะหรือฟังธรรมะนะคะ ได้ยินคำว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมะอยากรู้อย่างพระองค์ใช่ไหมคะ แสดงเรื่องการเกิดดับของเสียง และจิตได้ยินก็อยากรู้การเกิดดับของเสียง และได้ยินใช่ไหม

    คือไม่ได้อยาก

    ท่านอาจารย์ คือฟังแล้วก็คือมีความอยากจะเข้าใจในสิ่งที่กำลังฟัง เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจจริงๆ ก็รู้ว่ายังห่างไกลมาก กับปัญญาที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่าขณะนี้ เคยจำว่าเป็นคนนั้นคนนี้ ความจริงก็คือเริ่มที่จะเข้าใจว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น นี่คือการเริ่มต้นจริงๆ ที่จะเข้าใจธรรมที่ปรากฏ เสียง ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ ทุกอย่างในโลกนี้ที่กล่าวว่ามีสิ่งนั้นมีสิ่งนี้ และเข้าใจว่าคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าเป็นต่างๆ ก็เป็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง ในเมื่อสภาพธรรมอื่นก็มี แตกต่างลักษณะ เป็นสภาพธรรม คนละอย่าง เป็นธาตุต่างชนิด ถ้าเห็นว่าไม่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ เช่นเสียงปรากฏให้ได้ยิน ขณะที่ได้ยินเสียงจึงปรากฏ ในขณะเห็นเสียงไม่ได้ปรากฏ เพราะฉะนั้นลักษณะของธรรม แต่ละอย่าง ก็เป็นเฉพาะแต่ละธาตุ ถ้าเป็นเสียงเป็นธาตุธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งกระทบกับโสตปสาท ได้ยิน โสตปสาทธาตุ ก็มีจริงๆ ที่ตัวเป็นรูปที่กรรมเป็นปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย กรรมเป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจะเป็นรูปประเภทไหน เพราะฉะนั้นสำหรับโสตปสาท ก็ไม่มีใครมองเห็นเลย แต่มีเพราะอะไร เพราะเสียงปรากฏ เสียงเท่านั้นที่สามารถกระทบกับโสตปสาทได้ จิตได้ยินไหม เกิดขึ้นได้ยินเสียงก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นชั่วขณะที่เสียงกระทบกับจิต และก็จิตได้ยินเกิดขึ้นขณะนั้น คือ มาก และก็กำลังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริง แม้ในขั้นการฟัง ก็คือว่าต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างมั่นคงว่า ขณะนี้เป็นธรรม นั่นคือสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ที่สามารถระลึกได้ไม่ลืม ถ้าฟังแล้วลืมฟังแล้วลืม ก็เป็นธรรม แต่เป็นอวิชาความไม่รู้ ทำให้ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ แต่ถ้าเป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง ฟังแล้ว เริ่มจำเริ่มเข้าใจ จนกระทั่งไม่ลืมที่จะรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมปรากฏแล้วหมดไป ปกติธรรมดาอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ ฟังอยู่ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กน้อยมากแล้ว ฟังมา ๓ ปีก็รู้ว่าจะเริ่มต้นที่มาฟังแล้วก็ วันนี้ก็รู้ว่าห่างกันมาก แต่ทีนี้ก็ยังไม่เข้าถึงลักษณะจริงๆ แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าคนบุษกรเริ่มตั้งแต่ เมื่อไหร่ชาติไหน แต่ว่าผู้ที่จะรู้ความจริง เวลาที่เป็นสาวก ท่านแสดงอดีตชาติของท่านท่านพระสารีบุตร หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์ ได้เคยเฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีศรัทธาพระได้ฟังพระธรรม แล้วก็เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย จนถึงขณะที่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมที่เหมือนอย่างนี้เลย ไม่ต่างจากนี้เลย ทางตาก็เป็นอย่างนี้ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ทางหูก็เสียงกับได้ยิน ทุกชาติเป็นอย่างนี้ แต่คนกว่าจะรู้ความจริง ก็สะสมความเข้าใจได้ทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ เพราะฉะนั้นปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และจะต่างกับปัญญาของสาวกไหม ต่างกันนะ สาวกที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ปัญญามากกว่า พระอนาคารมีบุคคลหรือเปล่า ปัญญาของพระอนาคามีบุคคลมากกว่าพระโสดาบันหรือเปล่า มากกว่าปัญญาของพระโสดาบัน มากกว่าปุถุชนชนหรือเปล่ามากกว่า เพราะฉะนั้นเทียบได้ไหม

    ไม่ได้เลย

    ท่านอาจารย์ รู้ตัวเองตามความเป็นจริง

    อาจารย์ ต้องสร้างมาก มักจะข้ามตรงนั้น

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คุณบุษกรเลย เป็นธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล และธรรม มีหรือเปล่า

    อกุศลแล้วท่านมีมากเลย

    ท่านอาจารย์ แล้วจะไม่ให้เกิดได้ไหม เมื่อมีมากๆ

    ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นธรรมดา

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดา

    แต่ทีนี้ชอบไปเดือดร้อน

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมที่เป็นอกุศลหรือเปล่า

    เป็น

    ท่านอาจารย์ สะสมอกุศลมามากหรือน้อย

    มากมาย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอกุศลก็ต้องเกิดเรื่อยๆ ใช่ไหม

    ใช่

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นธรรมดา แต่การฟังที่ได้ฟัง ไม่สูญหายไปเลย สะสมอยู่ในจิต เมื่อถึงกาละที่ค่อยๆ เจริญขึ้น ก็สามารถที่จะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยเหมือนกันจับด้ามมีดใช่ไหม เวลาที่หนาไม่สึก แล้วก็รู้ว่ามาจากการจับ แต่จากวันนี้ยังไม่เห็นร่องรอยของการสึกของด้ามมีดเลย เพราะฉะนั้นการที่จะอบรมที่ใช้คำว่าภาวนาอบรมให้สิ่งที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น คือกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ขั้นการฟังสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ฟังเลย จะเกิดมีได้ไหม

    ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้แต่เมื่อฟังแล้ว กุศลของผู้ที่กำลังฟังธรรม แล้วเข้าใจก็เป็นกุศลอีกประเภทหนึ่ง มาจากขณะที่ฟัง แต่ละครั้งแต่ละครั้ง สะสมจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย เป็นอุปนิสัยที่สามารถจะมีกำลังเกิดได้ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ให้เห็นการสะสม เพราะเหตุว่าปกติธรรมดาอกุศลเกิดบ่อย แต่พอกุศลเกิดได้เห็นไหม มาจากไหนถ้าไม่มีการสะสมศรัทธา ความมั่นคง ที่เห็นประโยชน์ของปัญญา ที่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่หลงยึดถือ ต้องการติดข้อง ในสิ่งที่ว่างเปล่า จากความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นที่ยั่งยืน เพราะว่าทุกอย่าง เกิดเพราะมีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ก็ควรที่จะรู้ตามความเป็นจริง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    19 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ