ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๘๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่
วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่านอาจารย์ การสะสมก็ทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้น และกุศลจิตเกิดขึ้น โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่จำกัดหลักคำสอนใดๆ ด้วย เพราะฉะนั้นกุศลที่เป็นไปสำหรับผู้ที่สะสมมาก็จะเป็นการให้ทานวัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น อาจจะระหว่างชาติ ระหว่างบุคคลหรืออะไรก็ได้ ขณะนั้นก็เพราะสติเกิดขึ้นระลึกเป็นไปในการให้ ไม่ใช่เรา พอที่จะเข้าใจลักษณะของสติ ระลึกเป็นไปในกุศล ธรรมดาเวลาที่อกุศลจิตเกิดก็เป็นอกุศลโดยไม่รู้ตัว วาจาก็ต้องเป็นไปเพราะอกุศลนั้นๆ ด้วย เวลารับประทานอาหาร กำลังรับประทานจริงๆ เอื้อมมือไปตักอาหารเข้าปาก แล้วก็เคี้ยวเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็นเพราะอะไร สติไม่เกิด ถ้าถามถึงเรื่องสติก็จะรู้ได้เลยว่า ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้เลย หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังให้ทานวัตถุซึ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น ถ้าไม่เข้าใจธรรมก็เป็นเราให้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม ก็คือสติเกิดระลึกเป็นไปในการให้ บางครั้งให้บางครั้งก็ไม่ให้จะให้มากให้น้อยอย่างไร ก็เป็นไปตามการสะสม รวมความว่าไม่ว่ากุศลขั้นใดหรือจิตที่ดีงามชาติไหนก็ตามจะเป็นกุศลหรือจะเป็นวิบาก หรือจะเป็นกิริยาก็ตามที่เป็นธรรมฝ่ายดี ก็ต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย และโสภณเจตสิกที่ต้องเกิดกับขณะจิตทุกประเภทก็จะต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย
ผู้ฟัง ที่อาจารย์บอกว่าขณะที่รับประทานอาหาร แล้วก็ถ้ารับประทานเพลินไปเป็นอกุศลเพราะว่าสติไม่เกิด
ท่านอาจารย์ ยังไม่ได้เพลิน เป็นไหม
ผู้ฟัง เป็น ขณะที่รับทานก็เป็น ถ้าสติไม่เกิด
ท่านอาจารย์ แล้วสติจะเกิดไหมตอนนั้น
ผู้ฟัง ในกรณีที่สติเกิดจะเรียกว่าอย่างไร
ท่านอาจารย์ เรียกอะไร
ผู้ฟัง ขณะที่รับประทานอาหารสติเกิด ก็ระลึก
ท่านอาจารย์ ระลึกอะไร
ผู้ฟัง ระลึกรสที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เก่ง ขึ้นจากขั้นธรรมดาไปถึงขั้นระลึกขณะที่รสกำลังปรากฏ ธรรมกระโดดไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามขั้น คือขณะนี้เข้าใจ ขณะที่รับประทานอาหารปกติของคนที่ไม่ได้ฟังธรรมไม่ได้เข้าใจธรรมก่อน เราพูดตั้งแต่ขั้นต้นของปกติของชีวิตที่สะสมมาหลากหลายต่างกัน กุศลจิตก็เกิดได้ ไม่ต้องเข้าใจธรรม แต่ว่าเป็นกุศลระดับไหน ระดับทานเกิดได้แม้ว่าไม่เข้าใจธรรม กำลังรับประทานอาหารร่วมกันกุศลจิตก็เกิดได้ เลื่อนอาหารที่คนอื่นไม่ถึง เพื่อที่จะให้เขาตักอาหารนั้นได้ ขณะนั้นถ้าเราคิดถึงตัวเอง ไม่มีการเอื้อเฟื้อบุคคลอื่นเลย การรับประทานอย่างที่คุณศีลกันว่าเพลิน แต่ความจริงก็อกุศลทั้งนั้นเลย ขณะใดที่จิตที่ดีงามไม่เกิด ขณะนั้นต้องเป็นอกุศล ถ้าไม่กล่าวถึงวิบากและกิริยาจิต กล่าวถึงประเภทของกุศลและอกุศล ก็แสดงให้เห็นว่ากุศลและอกุศลเป็นไปตามการสะสม และสำหรับทางฝ่ายกุศล ก็จะมีกุศลที่สูงขึ้นตามลำดับขั้น จนกระทั่งถึงสามารถจะรู้ว่า แม้ขณะที่กำลังเห็นจะรับประทานอาหาร หรือไม่รับประทานอาหารก็แล้วแต่ ขณะที่กำลังได้ยินจะรับประทานอาหาร หรือไม่รับประทานก็แล้วแต่ ขณะได้กลิ่นขณะที่ลิ้มรสขณะนั้น สามารถที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะที่มีจริงๆ ว่าเป็นสภาพธรรม ที่เกิดปรากฏเป็นอนัตตา ไม่มีเราที่กำลังรับประทานอาหาร ไม่มีเราที่กำลังทำงาน ไม่มีเราที่กำลังพูดโทรศัพท์ ไม่เป็นเราทั้งหมดเลยเมื่อมีปัญญา ขั้นฟัง แต่ส่วนที่สติสัมปชัญญะจะเกิดระลึกรู้ขณะใดเลือกไม่ได้ และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย เพราะฉะนั้นไม่ได้เจาะจงว่า เฉพาะรับประทานอาหาร แล้วก็จะรู้อะไรจะเรียกอะไร แต่ต้องรู้ความจริงว่าขณะนั้นรู้หรือไม่รู้ ลักษณะของสภาพธรรม หรือว่าเหมือนเดิม รับประทานวันก่อนรับประทานวันนี้ก็ไม่มีอะไรที่ต่างกัน และความเข้าใจขั้นฟังก็ในขณะที่กำลังฟัง พ้นจากการฟังเพลงก้าวเดียวก็เป็นเรื่องอื่น ทันทีที่ลุกขึ้นไม่ใช่การฟังธรรม ขณะนั้นก็รู้แล้วใช่ไหมว่าก็ลืมไปแล้วเรื่องธรรมที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่มีปกติหลงลืม เพราะสติไม่เกิดจนกว่าจะมีปกติสติเกิด
ผู้ฟัง ในขณะที่รับประทานอาหารเมื่อรสปรากฏ ถ้าสติทำหน้าที่ของสติคือระลึกในรสที่ปรากฏ มันจะเป็นในลักษณะที่ว่าปฏิบัติหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องชื่อ แต่ต้องเข้าถึงความหมายปริยัติตอนนี้ก็คงเข้าใจกันแล้ว ว่ากำลังฟังพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง จากการที่ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริง ที่กำลังปรากฏ แต่ต้องเป็นการเข้าใจธรรม อย่างขณะนี้พูดถึงเห็น มีเห็น ยังไม่รู้ตรงเห็น แต่เมื่อเข้าใจว่าเห็นมี เห็นต้องเกิดขึ้น และเห็นก็ดับไป นี่คือความเข้าใจขั้นปริยัติ ปฏิปัติ หมายความว่าเมื่อมีความเข้าใจที่มั่นคง ว่าขณะนี้มีใครบังคับจิตให้เกิดได้ไหม จิตที่เกิดแล้วบังคับให้ไม่ดับได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถ้ามีความที่มั่นคงอย่างนี้จะรอไปที่อื่น แล้วก็จะไปรู้ลักษณะของสภาพธรรม หรือในขณะที่กำลังฟังนี่เอง ก็เริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ เห็นไหมต่างกัน กำลังฟังก็มีสิ่งที่ปรากฏ มีคิดนึกมีอะไรต่างๆ แต่ว่าในขณะที่กำลังฟังนี้เองมีลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เหมือนตอนที่เริ่มนั่งฟัง แต่ว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ เริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ต่างกันไหม
ผู้ฟัง ต่างกัน
ท่านอาจารย์ มีสิ่งที่ปรากฏก่อนฟัง ขณะกำลังฟังก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ในขณะที่กำลังฟังเข้าใจแล้ว ก็เริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ๓ ขั้นนี่ต่างกันไหม ก่อนฟัง มีเห็นมีสิ่งที่ปรากฏ มีไหมก่อนฟัง
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มี กำลังฟังก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ และกำลังฟังเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตา ในขณะที่กำลังฟัง มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา และกำลังฟังเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตาด้วยถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ กับขณะที่แม้ขณะนี้เองที่ฟัง เริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทางตาต่างกันใช่ไหม นี่คือการเจริญขึ้นของปัญญา เพราะฉะนั้นสติปัฎฐานที่ว่าไม่ใช่ขณะอื่นเลย ขณะนี้เองปรกติและก็แทนที่จะเพียงฟังและเข้าใจเรื่องราว แต่ก็มีลักษณะที่ปรากฏ และเริ่มเข้าใจขึ้นว่า สิ่งนี้เป็นธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่าไปกะเกณฑ์สติปัฎฐานระลึกรู้ตอนนั้นตอนนี้ นั้นเป็นชื่อแต่จริงๆ ความหมายของคำว่าปฏิปัติ ปัติ หมายความว่าถึง ในภาษาบาลี ปฏิแปลว่าเฉพาะ ถึงเฉพาะ ถึงอะไร ถึงเฉพาะลักษณะที่แท้จริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นการไปทำ ไปปฏิบัติ แต่เมื่อมีความเข้าใจแล้ว แม้ขณะนี้เองมีแข็งกำลังปรากฏ ตั้งแต่เช้ามา กระทบจานช้อนส้อมอะไรต่างๆ เสื้อผ้าทุกสิ่งทุกอย่างก็แข็ง ดับแล้วทั้งนั้นเลย แล้วก็มีสภาพธรรมอื่น ก็เกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว แม้ในขณะนี้ก็มีแข็ง ฟังความจริงแข็งปรากฏ แต่ขณะที่เมื่อแข็งปรากฏ แก่จิตที่กำลังรู้แข็งแล้ว สติก็ยังเกิดและก็รู้ลักษณะที่แข็ง นั่นคือขณะนั้นรู้ว่าไม่ได้ผ่านไปทิ้งไป นึกถึงอย่างอื่นเหมือนที่แข็งปรากฏสั้นๆ และก็หมดไป แล้วก็เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ แต่ขณะที่กำลังฟัง แข็งกำลังเกิดขึ้นปรากฏแล้วก็เริ่มรู้ตรงแข็ง ขณะนั้นอย่างอื่นจะไม่ปรากฏเลย และเมื่อเริ่มรู้ตรงแข็งที่มีจริงๆ ความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เป็นธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง แข็งที่ตัวแข็งที่ไหนก็ตาม ที่เคยเข้าใจว่าเป็นโต๊ะเป็นดอกไม้เป็นเก้าอี้ แข็งเป็นแข็ง เป็นธรรมอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าแข็งไม่เกิดจะปรากฏไม่ได้
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็เป็นความเข้าใจที่ละคลายความไม่รู้ และก็เพิ่มความเข้าใจถูกต้องว่าสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ ปรากฎทีละขณะ เพราะว่าขณะที่สติสัมปชัญญะ กำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งก็เกิดแล้วปรากฏนั่นแหละ แต่ก่อนนั้นเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป โดยสติไม่ได้รู้ตรงนั้น แต่เวลาที่สติสัมปชัญญะเกิดก็รู้ตรงลักษณะนั้น จากการฟังเข้าใจจึงทำให้สติเกิดได้ มิฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งถ้ามีตัวเราอยากมีสติ ไปนั่งทำอะไร ไปนั่งจับอะไร ก็ไม่ใช่สติสัมปชัญญะ ไม่ใช่สติปัฏฐาน ไม่ใช่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นสภาพที่ระลึกได้ แต่เป็นเจตนาที่ตั้งใจจะทำ นี่ก็เป็นลักษณะที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ และก็ไม่ต้องไปหวังว่าจะให้เค็มปรากฏ แล้วสติจะไปรู้หรือว่ากำลังรับประทานอาหาร และสติจะเกิดระลึกรู้ แล้วแต่ว่าสติเกิดเมื่อไหร่ จึงรู้ว่าขณะนั้นสติเกิดนี่เป็นความต่างกัน แต่ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจ ความละเอียดของธรรม สติปัฎฐานก็เกิดไม่ได้เลย เช่นขณะนี้เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ
ผู้ฟัง ตามความเป็นจริงเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าถามแล้วก็ตอบ เห็นอะไร
ผู้ฟัง ก็เห็นเป็นคนเป็นสัตว์สิ่งของ
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าอัตตานุทิฏฐิ บ่อยๆ ใช่ไหม หรือว่าอัตตวาทุปาทานหรือไม่ได้ยินก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดได้ยินคำว่าอัตตาหรือเปล่า
ผู้ฟัง ได้ยิน
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าอนัตตาหรือเปล่า
ผู้ฟัง เคยได้ยิน
ท่านอาจารย์ สองคำนี้เหมือนกันไหม
ผู้ฟัง ไม่เหมือน
ท่านอาจารย์ ตรงกันข้าม อัตตาคือตัวตน อนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน ตัวตนหมายความว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ถ้าอย่างเห็นดอกไม้เป็นดอกไม้แล้วใช่ไหม เห็นไก่เป็นไก่ใช่ไหม ไม่ใช่เป็นเห็นเท่านั้น แต่เห็นไก่แล้วก็เห็นดอกไม้ ซึ่งความจริงจะไม่รู้เลยว่าผู้ที่ทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เห็นความละเอียดยิ่งของสภาพธรรมที่แม้จะเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว ก็เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง แต่ละลักษณะ ขณะนี้มีคนเยอะไหม หรือมีคนเดียว
ผู้ฟัง คนเยอะ
ท่านอาจารย์ มี ไหม มีหรือไม่มี
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีคนหรือไม่มีคน
ผู้ฟัง มีแค่ปรมัตถ์
ท่านอาจารย์ ไม่มีหรือ พระพุทธเจ้าเห็นท่านพระสารีบุตรหรือเปล่า เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะหรือเปล่า
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นมี เห็นดับแล้ว ทำไมรู้ว่าเห็นอะไร เพราะว่ามีสภาพที่จำ ถ้าไม่มีสภาพที่จำเวลาเห็นก็ไม่รู้ว่าเห็นอะไร แต่เพราะว่าสภาพที่จำมีจริงๆ เป็นเจตสิกไม่ใช่จิต เพราะว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้ง คือหมายความถึงสามารถที่จะเห็นความต่าง รู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ อย่างฟ้าจรดน้ำทะเล ยังรู้เลย ฟ้า น้ำทะเล ถ้าจิตไม่สามารถที่จะรู้แจ้งความต่าง จะมีความจำได้ไหม ว่าอะไรเป็นอะไรไม่สับสน เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่กำลังเห็น เจตสิกทำหน้าที่การงานคือสัญญาเจตสิกที่เกิดกับจิตก็มีหน้าที่จำ ในขณะที่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เพียงรู้อย่างเดียว จิตไม่มีหน้าที่อื่นเลย จิตไม่โกรธ เจ็บไม่ริษยา จิตไม่ได้ขยันไม่อะไรเลย จิตมีกิจเดียวเกิดเมื่อไหร่ก็คือ รู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ซึ่งก็ทำงานตามหน้าที่ของเจตสิกแต่ละอย่าง เช่นเมื่อเห็นสิ่งใดเจตสิกคือสัญญาเจตสิกซึ่งเป็นสภาพจำที่เกิดกับจิตมีหน้าที่จำ จำตลอด เกิดเมื่อไหร่ก็จำ ในขณะที่จำอะไรก็คือสภาพของเจตสิกที่เป็นสัญญาเจตสิกที่จำ เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็นสัญญาเจตสิกจำ ไม่ให้สัญญาเจตสิกเกิดได้ไหม ไม่ให้สัญญาเจตสิกจำได้ไหม เพราะว่าใช้คำว่าสัญญาหมายความถึงสภาพจำ เปลี่ยนชื่อได้ แต่เปลี่ยนลักษณะและกิจหน้าที่ของเจตสิกไม่ได้ ภาษาไทยใช้คำว่าจำ ภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญา ภาษาจีนก็ใช้คำอื่นภาษาญี่ปุ่นก็ใช้คำอื่น แต่ทั้งหมดหมายความถึงสภาพจำ เพราะฉะนั้นจะเข้าใจธรรมจะใช้ภาษาอะไรก็ได้ ให้ตรงกับความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่รู้ว่าเป็นอะไรนั้นคือ สัญญาเจตสิกจำเกิดพร้อมกับจิตเห็น เพราะฉะนั้นก็เหมือนว่าทันทีที่เห็นก็จำได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้นสัญญาจำ สัญญาเป็นสติหรือเปล่า ไม่ใช่เจตสิกต่างประเภท เพราะว่าสัญญาเจตสิกต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ในขณะที่สติเจตสิกจะเกิดกับธรรมฝ่ายดีทั้งหมด นี่คือการที่เราจะเข้าใจธรรม ไม่ต้องคิดถึงสติปัฎฐานดีไหม
ผู้ฟัง ดี
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องเป็นกังวลว่าแล้วเห็นแล้วสติจะเกิดยังไง ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น จากปริยัติก็ถึงปฏิปัติ โดยกะเกณฑ์ไม่ได้เลยอยากสักเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าต้องมีพื้นฐานจากความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นปัจจัยให้ขณะนี้ไม่ลืมเลยว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นอย่างนี้แค่นี้เอง เวลาที่ได้ยินข้อความในพระไตรปิฏกว่า ไม่ติดในนิมิตอนุพยัญชนะ บางคนก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจ แต่ว่าไม่ใช่ปัญญาที่ไม่ติด เพราะรู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว ชั่วขณะที่สั้นมากแล้วก็ดับไป แต่สัญญาจะจำไว้ตลอด เพราะฉะนั้นจิตขณะหนึ่งจะเร็วสักแค่ไหน ขณะที่เห็นแล้วก็มีสัญญาเจตสิก เกิดร่วมด้วยและก็ดับไป แต่หลังจากนั้นก็จะมีการที่จิตเกิดดับสืบต่อ แล้วก็สิ่งที่ปรากฏก็ปรากฏจนกระทั่งมีจิตประเภทต่างๆ เกิดขึ้นในสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต จะชอบจะไม่ชอบในสิ่งที่ปรากฏ ก็ให้ทราบว่าไม่พร้อมกันในขณะนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจธรรมก็จะรู้ได้ว่าปริยัติคืออะไร ปฏิปัติคืออะไร จะนำไปสู่ปฏิเวธคือการแทงตลอดการประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้หมดความสงสัยในสภาพธรรม ซึ่งเป็นธรรมซึ่งเกิดดับ เพราะฉะนั้นอย่าไปพยายามขวนขวายให้สติเกิด สติปัฏฐาน สติระลึกรู้ขณะนั้นขณะนี้ แต่ว่าเข้าใจขึ้น ทั้งหมดนี้จะเจริญได้ด้วยความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น เพราะว่าภาษาไทยใช้คำว่าเข้าใจ แต่ภาษาบาลีคือปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้องเป็นปัญญา ถ้าเป็นความไม่รู้จะเห็นถูกต้องไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงมี ๓ ขั้น ปริยัติ ปฏิปัติ และปฏิเวธ
ผู้ฟัง ขอเรียนถามอาจารย์ ปกติคือเป็นวิปัสสนาใช่หรือไม่ ปกติเป็นธรรมชาติปกติอย่างนี้ ขอวิเคราะห์คำว่าปกติแตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ ปริยัติคืออะไร
ผู้ฟัง ปริยัติคือการศึกษา การเรียนรู้
ท่านอาจารย์ ศึกษาเรื่องอะไร
ผู้ฟัง ศึกษาเรื่องรูป เรื่องนาม เรื่องปกติ ไม่ปกติตรงนี้
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีอะไรที่จะศึกษา
ผู้ฟัง ศึกษาคำว่าปกติ
ท่านอาจารย์ เป็นคำหรือเป็นสิ่งที่มีจริง
ผู้ฟัง เป็นสิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นศึกษาอะไร
ผู้ฟัง ศึกษาสิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์ ให้เข้าใจถูกต้อง
ผู้ฟัง ให้เข้าใจถูกต้อง
ท่านอาจารย์ ประจักษ์แจ้งความจริงนั้นหรือยัง
ผู้ฟัง นิดหน่อย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่วิปัสสนา เมื่อไม่ใช่วิปัสสนา ขณะที่กำลังฟังเป็นอะไร
ผู้ฟัง ยังอยู่ขั้นศึกษาอยู่
ท่านอาจารย์ แต่ปริยัติเป็นปฏิบัติหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ปฏิบัติเป็นปฏิเวธหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ปกติเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นปฏิบัติได้ไหม
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่อนุญาต ไม่ใช่มอบประกาศนียบัตรให้ เอาไปใช้อะไรไม่ใช่อย่างนั้น
ผู้ฟัง ปฏิบัติ ก็ปกติ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เป็นปกติหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นวิปัสสนาหรือเปล่า
ผู้ฟัง ยังไม่มั่นใจคือจะขอคำตอบจากอาจารย์ คำว่าวิปัสสนากับปกตินี่คือคำเดียวกันไหม เป็นภาษา คำว่าวิปัสสนาคือเป็นธรรมชาติ หรือว่าไม่ต้องไปเดินจงกรมไม่ต้องไปเดินนั่งสมาธิอะไรอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ ปริยัติคืออะไร
ผู้ฟัง คือการศึกษา
ท่านอาจารย์ ศึกษาอะไร
ผู้ฟัง ศึกษาเรื่องปกติ เรื่องรูปเรื่องนาม
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีสภาพธรรมให้ศึกษาไหม หรือศึกษาอะไร
ผู้ฟัง ศึกษาสิ่งที่ปรากฏขึ้นทั้งทวาร ๖
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้อะไรๆ ปรากฏ
ผู้ฟัง กำลังได้ยินอาจารย์พูด
ท่านอาจารย์ เข้าใจเรื่องเสียงไหม
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจว่า เป็นธรรมหรือเป็นเรา
ผู้ฟัง ไม่ใช่เรา แยกไปแล้ว
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เห็นหรือเปล่า
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ ตอนนี้มีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง มีจริงๆ เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเราหรือไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ที่กล่าวว่าเห็นไม่ใช่เราเป็นปริยัติ หรือว่าเป็นปฏิบัติ หรือว่าเป็นปฏิเวธ ปัญญามี ๓ ระดับ เราไม่ได้ไปศึกษาเรื่องอะไร ไม่ไปศึกษาเรื่องให้ไม่รู้ แต่ฟังให้เข้าใจขึ้นไม่ต้องใช้คำบาลีเลย ไม่ต้องใช้คำว่าปัญญา ไม่ต้องใช้คำว่าอะไรหมด เข้าใจในภาษาไทย กำลังฟังเข้าใจ หรือไม่เข้าใจมี ๒ อย่าง ขณะใดที่ไม่เข้าใจไม่ใช่ปริยัติ ขณะที่เข้าใจเพราะกำลังฟังเรื่องสิ่งที่มี และค่อยๆ เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี ความเข้าใจไม่ใช่เรา เป็นสภาพที่เข้าใจ ขั้นเข้าใจเรื่องราวเป็นปริยัติ ปฏิบัติ
ผู้ฟัง ปริยัติ ปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ และก็ปฏิเวธด้วย หมายความถึงว่าปัญญา ความเข้าใจถูกความเห็นถูกมี ๓ ระดับ หรือ ๓ ขั้นปนกันไม่ได้เลย กอไก่ ประถม มัธยม มหาวิทยาลัยก็เป็นความรู้ที่ค่อยๆ เจริญขึ้น สิ่งหนึ่งซึ่งทำให้ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง คือความคิดความเห็นซึ่งมีอยู่แล้วก็ยังไม่ละทิ้งไป เก็บความคิดความเห็นไว้ฟังเท่าไรก็หันกลับไปหาความคิดความเห็นนั้น แต่ถ้าจะฟังจริงๆ ก็คือว่าไม่มีความเห็นใดๆ หรือว่าที่เคยคิดเห็นมาก่อน ก็ไม่ใช่ในขณะที่กำลังฟัง ถ้ามีความคิดเห็นแต่ก่อน แล้วก็ฟังไปก็ไม่ได้ละทิ้งความเห็นก่อนๆ แล้วก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ได้ฟังด้วย ต่อเมื่อไหร่ฟังโดยที่ไม่มีความเห็นใดๆ ในสิ่งที่กำลังฟังและเมื่อฟังแล้วก็พิจารณาว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง คืออะไรถูกต้องหรือเปล่า มีความเห็นในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังซึ่งจะถูกจะตรงกับสิ่งที่ เคยเห็นอย่างนั้นมาหรือเปล่า ก็จะได้เปรียบเทียบได้ จากการที่ฟังและก็เข้าใจในสิ่งที่ฟัง เพราะฉะนั้นขอทบทวนอีกครั้งหนึ่ง การศึกษาไม่ใช่เพียงชื่อ ตำรับตำรา จิตมีเท่าไร เจตสิกมีเท่าไร สติปัฎฐานโพธิปักขิยะธรรม มรรคมีองค์ ๘ ปฏิจจสมุปปทา ไม่ใช่ฟังชื่อ แต่ฟังให้รู้ว่าเมื่อมีสิ่งที่ดีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตายที่ปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางใจ และก็ไม่เคยฟังพระธรรมเลย แล้วเวลาที่ได้ฟังพระธรรมแล้ว ต่างกับที่ไม่เคยฟังไหมหรือเหมือนเดิม ความรู้ความเข้าใจเหมือนกันไหม ต้องต่างใช่ไหม เพราะฟังใหม่แม้ว่าเป็นสิ่งที่มี แต่ไม่เคยรู้มาก่อน และก็เมื่อฟังแล้วก็พิจารณาว่าจริงหรือเปล่า ถูกต้องหรือเปล่าเป็นความรู้ของผู้ที่ฟังเอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620
