ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612


    ตอนที่๑๖๑๒สนทนาธรรมที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าวันที่๙พฤษภาคมพุทธศักราช๒๕๕๑ แม้ว่าไม่ต้องการคนที่ไม่ดีแต่ทำเหตุที่ไม่ดีใครก็เชื่อไม่ได้เพราะเหตุว่าเหตุที่ไม่ดีนั้นจะทำให้ผลที่ไม่ดีเกิดขึ้น ข้อที่สองครับการศึกษาธรรมะควรเริ่มต้นอย่างไรศึกษาศีลสมาธิปัญญารูปน้ำหรืออะไรบ้างครับแค่เดี๋ยวนี้กำลังศึกษาหรือเปล่า หรือเพียงแค่ฟังแล้วไม่เข้าใจฟังไม่เข้าใจเมื่อไรขนาดนั้นไม่ใช่ศึกษาแต่ขณะที่กำลังฟัง และเข้าใจนะคะ คือศึกษาโดยไม่ใช่เรานะคะ แต่เป็นสภาพธรรมะขณะนี้บางคนอาจจะคิดว่าได้ยินแล้วคิดไตร่ตรองแม่คิด และไตร่ตรองก็เป็นธรรมะ ไม่มีตัวตนไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลนะคะ คือจะต้อง รู้ความจริงว่า เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยเป็นธรรมะแต่ระยะ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามนะคะ จะฟังจะสนทนาจะอ่านหรือจะคิดไตร่ตรองเมื่อมีความเข้าใจถูกต้องเกิดขึ้นเมื่อไรขนาดนั้นคือได้ศึกษาแล้วแต่ว่าจะเป็นขั้นฟังหรือขั้นคิดนะคะ หรือกำลังเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏรู้ลักษณะจริงๆ ของสิ่งนั้นว่าเป็นลักษณะที่ต่างๆ กันไป เป็นนามธรรมบ้างเป็นรูปธรรมบ้างนั่นก็คือศึกษาพร้อมด้วยศีลสมาธิปัญญา แต่จริงๆ เรื่องของสิ่งก็ละเอียดเรื่องของสมาธิเรื่องปัญญาก็ละเอียดนะคะ แต่ในขณะใดที่สามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมะขนาดนั้นก็เป็นศีล และก็เป็นความสงบนับเป็นปัญญาด้วย ขอเรียนถามว่าธรรมะที่มีจริงที่เรียนมาฟังมาทั้งหมดอยู่ตรงนี้ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในตำราเป็นสภาพรู้ไม่ใช่เรา คำกล่าวข้างบนนี้ยังไม่เข้าใจขอความกรุณาอธิบายด้วยค่ะ ค่ะก็เป็นเรื่องที่ละเอียดนะคะ คือฟังแล้วก็ไม่ว่าได้ยินชื่อแล้วก็ภาษาก็เข้าใจบอกว่าสิ่งที่มีจริงที่ไม่รู้อะไรก็มีเช่นแข็งนะคะ ไม่ใช่สภาพรู้เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้นี้ก็คือเรื่องราวของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ แข็งมีแน่นอนนะคะ จริงไหมที่ว่าเกิดเป็นแข็งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นแต่ว่าแข็งปรากฏไม่ได้ถ้าไม่มีสภาพที่กำลังรู้ลักษณะแข็งในขณะที่แข็งปรากฏนั่นเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนะคะ ไม่ได้มีแต่ธาตุไม่รู้นะคะ เกิดขึ้นเป็นแข็งเป็นเสียงเป็นกลิ่นแต่ว่ายังมีธาตุพิเศษอีกชนิดนึงนะคะ ซึ่ง เป็นท่าทีตรงกันข้ามกับท่าทีไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เพราะเหตุว่าเมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดคำว่ารู้เนี่ยไม่ได้หมายความว่าเข้าใจถูกได้เห็นถูกนะคะ เพียงแต่สามารถที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ค่ะหรือว่าสามารถที่จะได้ยินเสียงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรมะแล้วก็มีสภาพจริงๆ ที่กำลังปรากฏให้เข้าใจได้เช่นเสียงเข้าใจได้แน่นอนใช่ไหมคะเพราะว่าทุกคนกำลังได้ยินเสียงแต่ว่าที่ได้ยินเสียงก็ต้องมีจริงด้วยไม่ใช่มีแต่เสียงเท่านั้นเพราะว่าเ๔ยงเกิดแล้วก็หมดไป เสียงในป่าไม่มีใครได้ยินไม่มีใครรู้แต่เสียงที่กำลังปรากฏเพราะมีธาตุที่กำลังได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่าธาตุรู้หรือสภาพรู้นะคะ ก็เข้าใจว่าเป็นเรามาโดยตลอดเพราะว่ามีการเห็นมีการได้ยินเพราะไม่รู้ความจริงว่าขณะที่เห็นก็เป็นถ้าชีวิตหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นนะคะ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ค่ะนี่คือความยากของพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนานนะคะ กว่าจะรู้ความจริงของสภาพธรรมะซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้เช่นในขณะนี้ค่ะเราเพียงสามารถที่จะรู้ได้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะกำลังเห็น รู้ได้แค่นี้เองนะคะ แต่จะรู้ไปถึงท่าที่กำลังเห็นเห็นแล้วจำเห็นแล้วยังคิดถึงสิ่งที่ปรากฏไม่รู้เลยว่าขณะนั้นนะคะ เป็นสภาพธรรมะแต่ละลักษณะซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกันนะคะ เกิดขึ้นทำกิจการงานเฉพาะลักษณะนั้นแล้วก็ดับไป นี่คือความต่างของผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากับผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยนะคะ ในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏด้วยเหตุนี้เวลาที่พรรณนาพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ สามารถที่จะกล่าวเพียงว่าเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้สภาพธรรมมะ ตามความเป็นจริงของธรรมะนั้นด้วยพระองค์เอง ไม่ได้ฟังจากใครในชาติที่เป็นพระอันตะสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็ได้เห็นว่าการที่รู้ความจริงอย่างนี้นะคะ ทำให้ไม่มีผู้ใดที่สามารถที่จะเปรียบปรานหรือเสมอกับพระองค์ได้เพราะไม่ใช่เพียงแต่คิดไตร่ตรองแล้วเขียนตำหรับตำราแต่เป็นการประจักษ์ลักษณะจริงๆ ซึ่งเกิด แล้วก็ดับ ขณะนี้ถ้าจะเพียงพิจารณาว่าสิ่งที่ปรากฏเนี่ยต้องเกิดขึ้นจึงปรากฏได้แค่นี้เคยคิดไหมคะว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเนียจริงๆ และต้องเกิดถ้าไม่เกิดก็ไม่มีลักษณะที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ และเกิดแล้วก็ดับไปด้วยนี่คือคัมภีรด้วยความลึกซึ้งของสภาพธรรมะ ซึ่งเป็นจริงหรือเปล่าไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อเลยนะคะ แต่เป็นการไตร่ตรองจนกระทั่งสามารถที่จะเริ่มเข้าใจอนัตตาคือสิ่งที่ดีนั่นแหละไม่ใช่ของใครบังคับบัญชาไม่ได้มีปัจจัยเกิดขึ้น และก็ดับไปนี่คือธรรมะ ใครจะรู้หรือไม่รู้ธรรมะก็เป็นธรรมะแต่การรู้ความจริงนะคะ ย่อมจะทำให้ละความยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเราพระเอกว่าจริงๆ แล้วธรรมะต่างหากที่เกิดดับอยู่ทุกขณะไม่มีเราที่ไหนเลยถ้าไม่มีธรรมะเกิดจากนะคะ การเข้าใจว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่มี ด้วยเหตุนี้การที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะเนี้ยค่ะก็คือครั้งแรกที่ได้ยินนะคะ ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมได้แต่เริ่มได้ยินคำซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนคือนำมาทำกับรูปธรรมหรือได้ยินคำว่าธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงนะคะ ก็หลากหลายมากนะคะ เกิดขึ้น และก็ดับไปตลอดไม่มีซ้ำกันเลยเพราะเหตุว่าปัจจัยหรือเหตุที่จะทำให้สภาพธรรมมันเกิดขึ้นเนี่ยก็ดับไปด้วยนี่แสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของธรรมะที่ ไม่ใช่ว่าพอได้ยินคำว่านามธรรม และก็เข้าใจได้ได้ยินคำว่ารูปธรรมก็เข้าใจได้เพราะว่าบางคนเข้าใจว่ารูปหมายความถึงสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเช่นรูปภาพพอเสียงนะคะ ไม่รู้แหละว่าเป็นธรรมะมีจริงไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าเสียงเป็นรูปธรรมก็ไม่ผิด จะไม่กล่าวก็ได้เพราะว่าความจริงของเสียงก็เกิดเป็นเสียง และกระดับไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ด้วยเหตุนี้กว่าจะรู้ลักษณะจริงๆ ของนามธรรม และรูปธรรมซึ่งไม่เคยรู้ไม่เคยได้ยินได้ฟังนะคะ ต้องอาศัยการเข้าใจขึ้น และก็รู้ว่าขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้นเพื่อที่จะได้เข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมะ ที่ไม่ใช่เพียงแต่จำว่ามีจิตมีเจตสิกเป็นนามธรรมแต่ว่าขณะนี้เองนะคะ ธรรมะที่มีจริงๆ ก็เป็นลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นต้องอาศัยความอดทนอย่างยิ่งนะคะ ที่ทรงแสดงไว้ในโอวาทะปาติโม่ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง กระบะคือปัญญาที่เผากิเลส ความไม่รู้การยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นตัวตนยังไงยังไงก็ไม่สามารถที่จะละความเป็นตัวตนได้เพียงขั้นการฟังครั้งเดียวสองครั้ง๑๐ครั้ง๑๐ชาติร้อยชาติพันชาติจนกว่าจะรู้ตามความเป็นจริงว่าเริ่มที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเพราะว่าเป็นสิ่งที่แม่หมีนะคะ ก็เป็นสิ่งที่รู้ยาก เรียนท่านอาจารย์สุจินต์เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทนะครับ ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายในแต่ละข้อ ที่เกี่ยวกับปัจจุบันโดยเฉพาะข้อนามรูป และพบซึ่งเป็นปัจจุบันขอบพระคุณครับ ค่ะแต่ติดจะสุขไปถ้าเป็นเรื่องที่ละเอียดมากแล้วก็ลึกซึ้งด้วยนะคะ เพราะว่าข้อแรกคืออวิชา ขณะนี้มีหรือเปล่าถ้าไม่รู้ว่าขนาดไหนนะคะ เป็นความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมะขณะไหนเป็นกุศลแยกกันไม่ได้ถ้าจะกล่าวถึงปฏิจะสู้ปาฐะก็เป็นแต่เพียงการกล่าวถึงชื่อเท่านั้นเองข้อสำคัญที่สุดนะคะ ถ้าพูดถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็นไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ได้พูดถึงเสียงไม่ได้พูดถึงกลิ่นซึ่งสามารถจะปรากฎได้แต่ถ้าพูดถึงนามธรรมสภาพธรรมะที่มีจริงนะคะ แต่มองไม่เห็นนะคะ เราก็ไม่สามารถที่จะไปนึกถึงท่าทีไม่ปรากฏให้รู้ทันตาหูจมูกลิ้นกายเช่นอวิชาได้ยินแต่ชื่อนะคะ วิชาคือความเห็นถูกต้องอ่ะตรงกันข้ามคือไม่มีความรู้ความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าคือขณะนี้สิ่งที่ปรากฏนะคะ แม้มีจริงก็ไม่รู้ว่าสภาพธรรมะนั้น เกิดขึ้น และก็ดับไปไม่เป็นของใครแล้วก็ไม่ยั่งยืนนี่คือการที่จะเริ่มรู้จักตัวจริงๆ ของธรรมะไม่ใช่เพียงแต่ชื่อนะคะ เพราะฉะนั้นแม้แต่วิชาเนี่ยถ้าไม่ศึกษาจริงๆ เนี่ยเราก็คิดว่า เป็นสภาพที่ไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏแต่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นวิชาหรือเปล่า ขณะใดที่ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมะขนาดนั้นนะคะ จะเป็นวิชาไม่ได้ด้วยเหตุนี้ความต่างกันก็คือวิชาสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูก และอวิชชาไม่สามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกนี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษานานมากนะคะ เพียงกล่าวไปหัวข้อก็ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจได้ละเอียด แต่ถ้ารู้ว่าขณะนี้นะค่ะเกิดมาแล้วเนี่ยมีใครรู้สภาพธรรมะตามความเป็นจริงบ้างไม่มีการฝังก็ย่อมไม่รู้แต่ถึงตอนนั้นนะคะ ก็ยังมีกุศลบ้างอกุศลบ้างด้วยเหตุนี้ถ้าเข้าใจชีวิตจริงๆ ก็สามารถที่จะเข้าใจปฏิจจสมุปปาทะที่เป็น ขั้นต้นนะคะ คือวิชาเป็นปัจจัยแก่สังขารซึ่งสังขารหมายความถึงกุศล และอกุศลแทบไม่ฟังยังไงเราก็ไม่รู้ว่าศาลค้านคืออะไรอาจจะเข้าใจว่าสังขารคือรูปร่างกายสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงคือเกิดแล้วก็ต้องแก่ก็เข้าใจถึงเท่านี้แต่ความจริงสังขารของปฏิจากตัวฝาหมายความถึงกุศล และอกุศล เพราะฉะนั้นแม้ว่าไม่รู้ว่าธรรมะเป็นธรรมะแต่ก็ยังเป็นปัจจัยให้อกุศลเกิดได้ และกุศลก็เกิดได้ด้วย ขณะนี้เป็นกุศลใช่ไหมคะ เกิดพระอวิชารึเปล่า เนี่ยค่ะก็คือไม่ใช่เพียงแต่ฟังเฉยๆ นะคะ แต่ก็ยังรู้ว่ายังมีอวิชาแต่ก็ยังมีสภาพธรรมะที่สะสมมาที่จะทำให้กุศลเกิดก็ได้อกุศลเกิดก็ได้ เรียนถามท่านอาจารย์ว่า การเห็นทางตาได้ยินทางหูได้กลิ่นทางจมูกเหมือนรถถังหลิน กระทบสัมผัสทางกายทางใจด้วย ถ้าจะสังเคราะห์ลงไปใน มักมีองค์๘เนี่ยค่ะ การพิจารณา พอจะเป็นไปได้มั้ยคะอริยมรรคมีองค์๘นี้จะสูงเกินไปหรือเปล่าคะ ค่ะก็ไม่อยากให้ใครใจร้อนนะคะ รู้เร็วๆ รู้มากๆ จำชื่อเยอะๆ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังมีอยู่ให้เป็นความรู้ความเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ ได้ยินคำไหนเนี่ยอย่าเพิ่งข้ามแต่ก็ต้องเข้าใจคำนั้นจริงๆ ทำไมใช้คำว่าหมัก และหมักคืออะไรถ้าใครมาบอกว่ามักมีเท่าไหร่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ก็อยู่ในตำราทั้งหมดนะคะ แต่เข้าใจจริงๆ หรือเปล่าหรือว่าเพียงแต่จำชื่อ และคำแปล เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะเนี่ยหลากหลายมากนะคะ เป็นจิตก็มีเป็นเจตสิกก็มีเป็นรูปก็มี แล้วมักคืออะไรเป็นธรรมะอะไรถามไมค์ได้เลยนะคะ ถ้าข้ามไปจำแต่ชื่อก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าเพราะอะไรจึงเป็นมะ จริงจริงแล้วเนี่ยค่ะเมื่อมีการเกิดขึ้นแล้วเนี่ยสภาพธรรมะที่เกิดต้องไป อยู่ไม่ได้เลย นะคะ เกิดแล้วก็ดับแต่ว่าเกิดขึ้นทำกิจการงานตามสภาพของธรรมะนั้นๆ ที่จะไม่ไป และไม่มี ขณะนี้ทุกคนกำลังไปหรือเปล่า ไม่ได้อยู่กับที่เลยใช่ไหมคะแต่หนทางที่จะไปเนี่ยต่างกันมีอยู่สองทางนะคะ ๓มามะกับเน็ตช้ามาก ทางที่ถูกที่ควรกับทางผิด แต่ถ้าไม่รู้ว่าอะไรเป็นทางเราก็ไม่รู้เลยว่ากำลังอยู่ตรงไหนแม้แต่ท่านก็ยังไม่รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่ถูกเรียกว่าทางไหนเป็นทางที่ผิดเกิดมาแล้วนะคะ ชีวิตประจำวันต้องมีการเห็นเห็นแล้วไปทางไหน ขณะนี้มีการได้ยินนะคะ ไปทางไหนเพราะเหตุว่าเห็นเนี่ยไม่มีใคร๕มที่จะไม่ให้เกิดขึ้นมาไม่ได้เลยสำหรับผู้ที่ยังต้องเกิดอยู่นะคะ เกิดแล้วจะไม่เห็นเนี่ยเป็นไปไม่ได้แต่เห็นแล้วแม่กำทำให้ต้องเห็นแต่หลังจากเห็นแล้วเนี่ย ไปทางไหนไปทางกุศลหรือว่าไปทางอกุศลถ้าเป็นการไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมะก็จะเห็นได้นะครับ ว่าวันนี้เนี่ยค่ะ คิดอะไรนะคะ เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลทำอะไรเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลนะคะ พูดอะไรเป็นกุศล และอกุศลไม่รู้เลยค่ะว่าเนี่ยคือทางไปนะคะ ต้องไปอีกยังหยุดไม่ได้เลยจากโรคนี้แล้วก็ยังต้องไปแล้วแต่ว่าจะไปไหน แม้แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็กำลังไปแต่ถ้าไม่มีปัญญาไม่ได้ฟังพระธรรมก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้นะคะ ว่าทางที่ได้ไปมาแล้วตั้งแต่เกิด และที่จะไปต่อไปเนี่ยเป็นทางกุศลหรือว่าเป็นทางอกุศล เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่ได้ยินนะคะ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง แม้แต่องค์แรกของมักมีองค์๘คนที่เป็นชาวพุทธเนี่ยก็จะได้ยินคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนาหลายคำนะคะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเพียงฟัง และสามารถที่จะเข้าใจได้เช่นมีคำว่าซำมะมะกับมิสชามะก็คิดเองนะคะ มีทางสองทาง ทางหนึ่งถูกทางหนึ่งผิด แต่ว่าอะไรเป็นทางถูกอะไรเป็นทางผิดเกิดเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้แต่ถ้าธรรมที่ทรงแสดงไว้นะคะ ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่งนะคะ เมื่อมีมักมีองค์๘เนี่ย๘องค์เนี้ยไม่ใช่เราแต่เป็นสภาพของธรรมะ ซึ่งไม่ใช่จิตนะคะ แต่เป็นเจตสิก เป็นสภาพธรรมะที่เกิดกับจิต เจตสิกเกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตนะคะ ไม่มีสักขณะเดียวซึ่งจิตเกิดโดยปราศจากเจตสิกหรือว่าเจตสิกจะเกิดโดยไม่มีจิตก็ไม่ได้อาศัยกัน และกันเกิดขึ้นเป็นไป เพราะฉะนั้นสำหรับมาตร๘โอนะคะ เป็นเจตสิกไม่ใช่เป็นจิตเพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งสภาพธรรมะที่ปรากฏจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้สิ่งที่ถูกรู้ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะหรืออาลัมพณนะคะ ซึ่งความแปลกก็จะทำให้เข้าใจละเอียดขึ้นแต่ว่า คงไม่มีเวลาพอที่จะใช้ภาษาบาลี และคำแปลทั้งหมดได้นะคะ แต่ผู้ที่สนใจก็จะได้เข้าใจความหมายของคำแปลเพราะว่ามีผู้ที่รู้ภาษาบาลีพอที่จะให้คำอธิบายได้แต่ธรรมดาก็คือว่าเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นแล้วแต่ว่าสิ่งที่ถูกรู้เนี่ยเป็นอะไร ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้จิตประเภทหนึ่งเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นหลังจากที่เห็นแล้วเนี่ยไม่เคยรู้เลยใช่ไหมคะไปแล้วสู่ทางไหน ถ้าไม่ศึกษาธรรมะจะไม่ทราบว่าเพราะไม่รู้จึงเป็นอกุศล หลังจากเห็นแล้วนะคะ หลังจากได้ยินนะคะ ถ้าไม่รู้ขนาดนั้นก็คือไปแล้วกับอกุศลใครไม่ไปกับอกุศลผู้ที่ดับกิเลสหมด หลังจากที่เห็นแล้วค่ะจะต่างกับคนซึ่งเป็นปุถุชนซึ่งไม่มีปัญญานี่คือความต่างกันของผู้ที่ดับกิเลสนะคะ จนถึงความเป็นพระอรหันต์ ในสมัยอดีตพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในที่ต่างๆ ซึ่งมีผู้คนมากมายนะคะ ทุกคนก็เห็นแต่ว่าหลังๆ เห็นแล้วเนี่ยไปไหน จิตเกิดแล้วค่ะบางคนก็ไปสู่อกุศลนะคะ ผู้ที่มีปัญญาก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริงค่อยๆ ไปทางฝ่ายกุศลจนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์ความจริงดับกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ก็เป็นความต่างกันของผู้ที่มีปัญญากับผู้ที่ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นทรงแสดงสภาพธรรมะโดยละเอียดแพทย์พูดถึงองค์แรกของมากมีองค์๘ความเห็นถูกต้องสัมมาทิฏฐิต้องตรงกันข้ามกับความเห็นผิด เพราะฉะนั้นขณะนี้ค่ะถ้าจะถามคนที่ไม่ได้ศึกษาเลยนะคะ ว่าอะไรเป็นความเห็นถูกอะไรเป็นความเห็นผิดก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ แต่ว่าความเห็นถูกคือขณะนี้มีสิ่งที่เกิดปรากฏ ตามเหตุตามปัจจัยไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลยเกิดแล้วค่ะใครจะไปทำอะไรได้เปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้เพราะเหตุว่าเกิดแล้วถ้ามีความเข้าใจถูกต้องนะคะ ว่าเป็นธรรมะซึ่งมีปัจจัยเกิด และกระดับนั่นคือความเห็นถูกแต่ตรงกันข้ามนะคะ ถ้ามีราวซึ่งพยายามจะไปทำอะไรก็ตาม ที่เข้าใจว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะรู้ความจริงของสภาพธรรมะจะดับกิเลสได้นั้นผิด เป็นความเห็นผิดเพราะว่าไม่ให้ความเห็นถูกว่าขณะนี้เป็นธรรมะก็ยังไม่มีแล้วก็จะไปให้เห็นถูกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าแม้ความเห็นถูกก็เป็นสิ่งซึ่งยากนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะมีความเห็นถูกจนกระทั่งสามารถที่จะเป็นมักที่จะทำให้ออกจากสังสารวัฎ เพราะเหตุวันสารวัตรก็คือไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ใครแต่เป็นธาตุซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น และดับไปตลอด ยับยั้งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้นะค่ะก็พอที่จะเข้าใจได้ว่าขนาดไหนเป็นความเห็นถูกขนาดไหนเป็นความเห็นผิดนี้เพียงมาศองค์ที่หนึ่ง หมากองค์ที่สองทุกคนคงพอจำชื่อได้ใช่ไหมคะ ได้แก่อะไรคะ สัมมาสังกัปปะดับได้ แต่สัมมาสังกัปปะหนะคืออะไร และเมื่อไหร่เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก สามารถสังกัปปะไม่ใช่จิตนะคะ เป็นเจตสิก ใครรู้ลักษณะของสัมมาสังกัปปะซึ่งได้แก่วิตักกะเจตสิก สภาพธรรมะนี้นะคะ จะปรากฏว่ามีหลายชื่อ และก็มีสภาพที่ต่างกันตามลำดับขั้นด้วยนอกจากจิตเห็นซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งคณะแล้วเห็นดับไปจิตขณะต่อไปนะคะ มีวิตักกะเจตสิกเกิดร่วมด้วยใครจะรู้จักวิตักกะเจตสิทธิ์แต่ได้ยินชื่อ และใช่ไหมคะสัมมาสังกัปปะ แต่ไม่รู้เลยเมื่อไหร่ขนาดไหนนี่ก็แสดงให้เห็นว่าต้องเป็นการศึกษาโดยละเอียดน่ะค่ะจึงจะเข้าถึงแม้การที่วิตรรกเจสซิดนีย์ค่ะเป็นองของมักมีองค์๘ซึ่งเป็นทางที่จะทำให้ออกจากสารสารวัตร เพราะฉะนั้นกำลังกล่าวถึงสิ่งที่ดี นะคะ แม้มีก็ไม่รู้จนกว่าจะได้ฟังธรรมะฟังธรรมะใครรู้ลักษณะของวิตรรก๗๐ มีไหมคะ ได้ยินแต่ชื่อนะคะ ต้องอบรมเจริญปัญญาแล้วก็จะรู้ได้ว่าแต่ละคนเนี่ยสะสมปัญญามาที่สามารถจะรู้เพียงธรรมะเท่าที่ปัญญาได้สะสมมาแต่อย่าไปคิดว่าได้ยินชื่อของมักมีองค์๘แล้วก็จะไปรู้ลักษณะของหมัดทั้ง๘องค์แต่ต้องเป็นการอบรมเจริญปัญญาแล้วก็จะเป็นการอบรม หนทางที่จะทำให้ออกจากสังสารวัฎ ขออนุญาตครับมีคำถามอีก ครับนายเวรมีจริงหรือไม่ กัมมี่ค่ะ แต่กรรมเป็นของใคร เป็นของคนทำครับ แสดงว่าคนทำเป็นเจ้ากรรมบางทีคำตอบสั้นๆ นะคะ เพราะว่าควรจะต้องคิดเองด้วยเพราะว่าเพียงคำเดียวเนี่ยแต่ถ้าไตร่ตรอง และก็จะได้เข้าใจด้วยตัวเองมากขึ้นนะคะ อย่างที่ใช้คำว่ากำหมายความถึงสภาพธรรมะที่มีจริงจะทิ้งคำว่าธรรมะ และอนัตตาไม่ได้เลยค่ะ แต่ว่าในบรรดาธรรมะหลากหลายเนี่ยก็มีธรรมะซึ่งเป็นสภาพที่จงใจตั้งใจนะคะ ที่จะกระทำส่วนใหญ่แล้วเราก็จะได้ยินคำว่ากุศลกรรม และอกุศลกำหมายความถึงเจตนาตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ดีนะคะ คิดดีพูดดีทำดี ขณะนั้นก็เป็นกรรมทางกายทางวาจาทางใจแต่ว่าสภาพธรรมะที่เกิดแล้วก็ดับไปไม่เป็นของใครเลยทั้งสิ้นจะให้ใครเป็นเจ้าของก็ไม่ได้ใช่ไหมคะ สักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นแม้แต่สภาพธรรมะที่เกิดระดับไปก็ยังเพียงมีปัจจัยเกิดระดับไปไม่เป็นของใครก็จะไปหาใครมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรมะแล้วเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ฟังก็จะทำให้ตัดปัญหาอื่นไปได้หายสงสัยไปได้ด้วย ครับคำถามมีคำถามเป็นเรื่องการอุทิศส่วนกุศลนะครับ ถ้าถามว่าตายไปแล้วถ้าเขาไปเกิดทันที และเวลาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ แล้วเขาจะได้รับได้อย่างไรเขาจะมาอนุโมทนาบุญได้อย่างไร ค่ะ กุศลจิตเกิด ของตนเองไม่ใช่ของคนอื่นเอามาให้ถูกต้องไหมคะ เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรมะเรียกว่าทำกุศลประเภทหนึ่งประเภทใดแล้วก็รู้ว่าถ้าใครสามารถที่จะรู้ก็ขึ้นอยู่กับคนนั้นจะอนุโมทนาหรือไม่อนุโมทนาจะไปบังคับคนอื่นให้อนุโมทนาไม่ได้ แต่ว่าใครก็ตามค่ะที่ได้ฟังได้รู้เรื่องของการกุศล และก็พลอยยินดีด้วยที่คนนั้นมีโอกาสที่จะได้กระทำกุศลอย่างนั้นอย่างนั้นขณะนั้นแม้ไม่ได้ทำเองนะคะ แต่เพียงรู้ว่าผู้อื่นได้ทำสิ่งที่ดีแล้วก็เกิดกุศลจิตอนุโมทนายินดีด้วยที่เขาทำกุศล เพราะว่ากุศลจริงๆ เนี่ยไม่ได้ทำง่ายเลยนะคะ เป็นกุศลนิดหน่อยเดี๋ยวก็เป็นอกุศลเสียมากมาย เพราะฉะนั้นกว่าที่กุศลจิตจะเกิดจนกระทั่งสำเร็จได้เนี่ยก็เป็นสิ่งที่ควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการที่เราบอกว่าอุทิศส่วนกุศลหมายความว่าเจาะจงที่จะให้ผู้ที่เราต้องการให้เขาได้รู้ และ ข่าวจะอนุโมทนาหรือไม่ขึ้นอยู่กับเขาเขารู้แล้วไม่อนุโมทนาก็ได้แม้แต่ในชาตินี้ยังไม่ทันจะตายใช่ไหมคะใครทำอะไรแล้วคนอื่นรู้เนี่ยก็ขึ้นอยู่กับคนที่รู้ว่าจะอนุโมทนาหรือไม่อนุโมทนาฉันได้ตายไปแล้วก็เหมือนกันค่ะที่รู้ได้ก็มีที่รู้ไม่ได้ก็มี ถ้าเกิดเป็นเทพนะคะ จากจุติจิตของชาตินี้ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วในสวรรค์ก็มีรูปร่างครบไม่ต้องไปคอยให้เกิดตาหูจมูกลิ้นกายเหมือนอย่างในขั้นนะฮะก็เป็นตัวสำเร็จมีตาหูจมูกลิ้นกายก็สามารถที่จะรู้ได้หรือว่าเกิดเป็นเปรต ก็เป็นโอปปาติกะคำว่าโอปปาติกะไม่ฟามว่าเกิดสำเร็จนะคะ เป็นตัวตัวครบทั้งตาหูจมูกลิ้นกายก็อนุโมทนาได้แต่ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์นะคะ เรียกว่าเกิดเป็นสัตว์เนี้ยจะรู้ไหมว่าใครที่เราจากมาแล้วเนี่ยเขาทำกุศล และการอุทิศส่วนกุศลให้เราก็รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าอยู่ในฐานะที่จะรู้ได้รู้ไม่ได้ประการหนึ่งนะคะ และก็อยู่ในฐานะที่ว่ากุศลจิตจะเกิดหรือไม่เกิดซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าไปเอากุศลของคนอื่นมาให้เรารับไหวไม่ต้องทำอะไรคอยรับ กุศลของคนอื่นณัฐพลจะเกิดขึ้นกับเรานั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องค่ะ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ