ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๔
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ท่านอาจารย์ ตราบใดที่ยึดถือว่าเป็นเราก็บังคับบัญชาการสะสมที่มี ที่จะไม่ให้คิดดีหรือไม่ดีบ้างไม่ได้ ศึกษาสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้
ผู้ฟัง สำหรับคำถามที่ท่านผู้ฟังได้ฝากไว้ ข้อที่ ๑ คือ ในชีวิตทุกวันนี้มีที่พึ่งหลายอย่าง สำหรับที่พึ่งในชาตินี้ควรเป็นอย่างไร มีอะไรเป็นที่พึ่งบ้าง ขอความกรุณาอธิบายด้วย
ท่านอาจารย์ ขอตอบว่าที่พึ่งสูงสุดคือ ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ซึ่งคือปัญญานั่นเอง ในภาษาบาลีไม่มีคำว่าเข้าใจถูก เพราะคำว่าเข้าใจถูกเป็นภาษาไทย แต่ภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา หรืออาจจะมีคำว่าสัมมาทิฏฐิหรือญาณ ความหมายก็เหมือนกันคือ สามารถที่จะเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะว่าเราเกิดมาด้วยความไม่รู้ ถ้าเป็นพระอรหันต์รู้แล้ว ดับกิเลสหมดแล้ว ไม่ต้องเกิดอีกเลย
แต่ว่าก่อนที่พระผู้มีพระภาคจะทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ขณะนั้นไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงแสดงพระธรรมด้วยความอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้มีความเข้าใจถูกและมีความเห็นถูกซึ่งเป็นที่พึ่งอันแท้จริง เพราะถ้าเรามีทุกสิ่งทุกอย่างแต่ไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงเกิดมา อะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมที่เราได้กล่าวถึงในตอนเช้า ขณะนี้ก็จะไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมีจิตเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ และเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกันเป็นสภาพรู้ที่เกิดพร้อมกัน และมีรูปธรรมซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้สะสมปัญญามารู้ได้อย่างไรว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นสภาพธรรมชั่วขณะจริงๆ
ชีวิตที่เกิดมาต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยที่เราคาดไม่ถึงเลย เราคิดว่าเราเกิดมาวันนี้ยังไม่เห็นมีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงเปลี่ยนทุกขณะ จากเห็นเป็นได้ยิน จากได้ยินเป็นคิดนึก จากสบายดีอาจจะเจ็บ หรือคัน หรือเมื่อย ตรงนั้นตรงนี้ก็ได้ แสดงให้เห็นว่ากว่าความจริงจะปรากฏถึงการเปลี่ยนแปลงก็นาน แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือการเกิดดับทุกขณะ จะเป็นไปไม่ได้ที่ความเปลี่ยนแปลงจะปรากฏ ที่จะให้ปรากฏทันทีเดี๋ยวนี้ว่าเมื่อเกิดแล้วแก่เลย ก็เป็นไปไม่ได้ ใช่หรือไม่ รูปที่เกิดพร้อมจิต ขณะที่เกิดก็เล็กมากนิดเดียว แล้วค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงวัยชรา นี่คือปรากฏการเกิดดับของรูป
ชีวิตทั้งหมดเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ได้สมความคิด ความปรารถนา หรือความต้องการ ทุกอย่าง เพราะเหตุว่าสิ่งที่ทุกคนรักที่สุดคือชีวิต ปรารถนาที่สุดคือความสุข แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้น ถึงเป็นก็ชั่วคราว มีใครบ้างที่จะมีความสุขอยู่ได้ตลอดไป (อย่างไรก็) ต้องจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้น ที่พึ่งที่แท้จริงไม่ควรจะเป็นความไม่รู้ และยึดถือสภาพธรรมที่ไม่เที่ยงแล้วยังคงมีความติดข้อง ไม่ว่าจะเกิดภพไหนชาติไหนก็ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏไปเรื่อยๆ ทำให้ออกจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้
ดังนั้น ที่พึ่งอันแท้จริงควรจะเป็นความเห็นถูก หรือความเข้าใจถูก ในธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง ซึ่งเราสามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้โดยการฟังและการไตร่ตรอง
ผู้ฟัง การมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น ผู้ประพฤติควรจะกระทำตนอย่างไร จึงชื่อว่ามีพระพุทธเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง และมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ขอความกรุณาช่วยอธิบายให้เข้าใจ พอเป็นแนวทางที่จะประพฤติปฏิบัติด้วย
ท่านอาจารย์ จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเมื่อเข้าใจว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระคุณอย่างไร ถ้าไม่รู้พระคุณของพระองค์แล้วจะพึ่งอะไร พึ่งชื่อ "พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า" พึ่งไม่ได้ แต่ว่าพึ่งพระธรรมที่ทรงแสดงจากการตรัสรู้ให้เราเกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จึงจะชื่อว่าพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พึ่งโดยการขอ
คนที่ไม่มีเหตุผลชอบขอเพราะว่าง่าย นึกถึงใครที่นับถือก็อาจจะขอคนนั้นเลย ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น เช่น พระรัตนตรัย ซึ่งมีพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เราก็กล่าวว่าขอถึงเป็นที่พึ่ง แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ เราจะพึ่งแบบไหน พึ่งเแบบขอ กราบครั้งหนึ่งก็ขอครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้เข้าใจถูกต้องว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเราในเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่ในเรื่องของปัญญาแล้วให้ (สิ่งของ) อะไรมา เช่น สมมติว่าเราขอผู้หลักผู้ใหญ่หรือเพื่อนฝูงแล้วได้มา สิ่งนั้นก็ต้องหมดไป ไม่มีการที่จะดำรงอยู่ได้ ไม่เหมือนกับความรู้ถูก ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในสิ่งที่คนอื่นก็ไม่สามารถจะรู้เองได้ นอกจากได้ฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้น ถ้าจะพึ่งพระรัตนตรัยจริงๆ คือต้องเข้าใจถูกต้องว่า การพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่พึ่งเพื่อขอ แต่พึ่งเพื่อจะได้ฟังพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ และอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งรู้ตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง ในคำสวดสรรเสริญพระพุทธคุณมีคำว่า โลกวิทู คือผู้รู้แจ้งโลก ขอเรียนถามคำว่าโลก
ท่านอาจารย์ โลกตามภูมิศาสตร์ก็อย่างหนึ่ง ที่ทุกคนรู้จักว่ามีสัตว์ มีมนุษย์ มีอะไรต่างๆ มีทะเล มีภูเขา แต่ว่าโลกในวินัยของพระอริยเจ้าเป็นโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะว่าถ้าไม่มีโลกเห็น ไม่มีโลกได้ยิน ไม่มีโลกได้กลิ่น ไม่มีโลกลิ้มรส ไม่มีโลกรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีโลกคิดนึก โลกอะไรๆ ก็ไม่มี
แท้จริงต้นตอของโลกที่จะปรากฏได้ เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก รูป คือลืมไม่ได้เลยว่า เมื่อย่นย่อสภาพธรรมที่เราคิดว่าหลากหลาย เป็นวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยนัยภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรืออะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดที่มีจริงๆ จะไม่พ้นจากสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก รูปและนิพพาน แต่นิพพานนั้นพ้นจากโลก เป็นปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่โลก เพราะฉะนั้น ความหมายของโลกคือสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ ไม่มีอะไรเลยที่เกิดแล้วไม่ดับ
ดังนั้น อะไรเป็นทุกข์ ที่กล่าวว่าโลกเป็นทุกข์ เพราะว่าโลกเป็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้วดับไป สภาพที่เป็นทุกข์จริงๆ มี คือสภาพที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับนั่นเองที่เป็นทุกข์ ด้วยเหตุนี้ การที่จะรู้จักโลกในวินัยของพระอริยะจึงต่างกับโลกของผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่ไม่รู้ก็เป็นโลกที่เกิดมาแล้วมีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง แต่ว่าโลกจริงๆ ถ้าไม่มีตาเห็น ไม่มีหูได้ยิน ไม่มีจมูกได้กลิ่น ไม่มีลิ้นลิ้มรส ไม่มีกายรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึก โลกก็ไม่มี
ผู้ฟัง ที่กล่าวว่าการระลึกรู้ด้วยสติและมีสัมปชัญญะ คำว่าสัมปชัญญะก็คือปัญญา หรือความเข้าใจธรรม เข้าใจในสิ่งที่ควรเป็น กรุณาขยายความ
ท่านอาจารย์ การเข้าใจธรรมต้องตามลำดับ แม้แต่เพียงได้ยินคำว่าธรรม มีความเข้าใจระดับไหน เข้าใจจริงๆ หรือยัง หรือว่าขณะเดี๋ยวนี้ลืมไปแล้วว่าเป็นธรรม เมื่อเช้านี้ได้ฟังว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ในขณะนี้ทุกอย่างที่จริงเป็นธรรม เห็นมีจริงๆ เห็นเป็นธรรม ได้ยินมีจริงๆ ได้ยินเป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริงเป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงๆ ในขณะนี้เป็นธรรม แต่ว่าลืม ใช่หรือไม่ ฟังแล้วก็ลืม ไม่ได้เข้าใจตามที่ได้ยินว่า ขณะนี้เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสภาพของจิต หรือเจตสิกหรือรูป อย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดแล้วดับ
นี่คือพื้นฐานที่จะต้องมีความเข้าใจที่มั่นคง เวลาที่ได้ฟังต่อๆ ไปจะไม่พ้นจากเรื่องสิ่งที่มีจริงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรื่องนามธรรมและรูปธรรม เรื่องของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ จนกว่าจะไม่ลืมว่า เป็นธรรมอย่างไร เกิดขึ้นจริงๆ แล้วดับจริงๆ นั่นคือการประจักษ์แจ้ง คงจะยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องของสติปัฏฐานหรือสติสัมปชัญญะ เพราะต้องมีความเข้าใจเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏให้มั่นคงก่อน
ผู้ฟัง แล้วสภาพความติดข้องนี้ ถ้าได้ทราบไว้ในรายละเอียด ก็ย่อมจะรู้ตามสภาพธรรมของความติดข้อง ขอความกรุณาท่านอาจารย์ได้ขยายความ
ท่านอาจารย์ แสดงว่าติด ยังไม่รู้ว่าติด ติดข้องแล้วไม่รู้ตามความเป็นจริง เช่นขณะนี้ที่กำลังเห็น ติดข้องหรือยัง หรือยังไม่ติดข้อง เห็น มีสิ่งที่ปรากฏ ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏหรือไม่ นี่คือความละเอียด พระอรหันต์ก็เห็นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่หลังจากที่เห็นแล้ว จิตของพระอรหันต์กับจิตของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ต่างกัน จะกล่าวว่าเหมือนกันไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าจากความไม่รู้ความจริง จนกระทั่งประจักษ์แจ้งความจริง จนกระทั่งหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทั้งหลายก็เห็นสิ่งต่างๆ เหมือนเช่นที่บุคคลในครั้งนั้นเห็น แต่จิตของผู้ที่ไม่มีกิเลสเลยย่อมต่างกับผู้ที่ยังมีกิเลส ด้วยเหตุนี้กำลังติดก็ไม่รู้ นี่คือการที่จะฟังธรรมจนกว่าจะเข้าใจความละเอียดของธรรม มีใครบ้างที่ไม่อยากเห็น เห็นแล้วจะให้ไม่อยากเห็นอีกเลย เป็นไปได้หรือไม่ หรือว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา ชอบหรือไม่ แสวงหาหรือไม่ ที่บ้านมีดอกไม้สวยๆ เพราะอะไร ถ้าไม่ชอบสีสวยๆ ของดอกไม้ประเภทต่างๆ ที่บ้านจะมีดอกไม้นั้นหรือไม่
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ปรากฏทางตา เป็นที่ต้องการที่จะให้เป็นไปอย่างที่พอใจ แต่ละคนมีอัธยาศัยที่ต่างกัน บางคนอาจจะชอบสีแดง บางคนชอบสีชมพู คนที่ชอบสีแดงจะไปหาสีชมพูหรือไม่ หรือว่าคนที่ชอบสีเหลืองจะไปหาสีเขียวหรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามอัธยาศัย โดยที่ไม่ทราบว่าแม้เพียงสีต่างๆ ก็ติดอย่างมาก สิ่งเดียวกัน วัตถุอย่างเดียวกัน เช่น รถยนต์ คอยจนกว่าจะได้สีที่ถูกใจ ถ้าขณะนั้นไม่มีสีที่ถูกใจ เหมือนกันเลยทุกประการ ต่างกันเพียงสี แสดงให้เห็นถึงความติด ความพอใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าติดทุกอย่าง แม้เป็นเพียงสีก็ยังเป็นที่ต้องการอย่างมากมาย
บางคนจะเป็นโลกของสีซึ่งวิจิตรมาก มีการประกวด มีการ (ทำตาม) สมัยนิยมต่างๆ แม้แต่ที่ตัวของแต่ละท่าน สีผม สีตา สีปาก สีผิว ทั้งหมดนี้คือติดหมด เพราะฉะนั้น เกิดมาก็ติด จนกระทั่งไม่ทราบจะกล่าวได้ว่ามากน้อยเพียงใด นอกจากแต่ละท่านเองซึ่งทุกท่านติด แต่มากน้อยต่างกันตามการสะสม บางท่านอาจจะติดรสอาหารมากกว่าติดสีสันวัณณะทางตาก็ได้ บางท่านก็อาจจะติดกลิ่น มิฉะนั้นน้ำหอมราคาแพงต้องไม่มี แต่เพราะมีการติดในกลิ่นต่างๆ ดังนั้น ทุกอย่างที่มีราคาต่างกันเป็นเครื่องวัดราคะ คือราคา ความติดข้องในสิ่งนั้นว่าติดเพียงใด
แสดงให้เห็นว่าเพียงทางเดียวยังติดมากมายขนาดนี้ ทางหู จะเห็นได้ว่าโลกของหู โลกของเสียงวิจิตรมาก โน๊ตเพลงก็มีไม่มาก แต่ (มี) เพลง (มากมาย) ไม่มีวันจบ ถ้าฟังแล้วเบื่อก็ต้องมี (เพลง) ใหม่ แสดงให้เห็นว่ามีการติดในเสียง มีการติดในกลิ่น มีการติดในรส มีการติดในสิ่งที่กระทบสัมผัส มิฉะนั้นเก้าอี้ที่สบายก็ต้องไม่มี ใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าเราติด เกิดมาก็ติดเพราะความไม่รู้และติดทั้งหมด ไม่ว่าอะไรปรากฏให้ทราบว่าติดในสิ่งนั้น ต้องการสิ่งนั้น ขวนขวายที่จะได้สิ่งนั้น
เพราะฉะนั้น ชีวิตมีแต่ความต้องการที่จะมีความสุข จากรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง สิ่งที่กระทบสัมผัสกายบ้าง โดยที่ไม่รู้ความจริงเช่นผู้ที่หมดกิเลสว่า แท้ที่จริงสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นที่พอใจสักเท่าไรก็ตาม สิ่งนั้นเกิดแล้วดับ ถ้าไม่ประจักษ์จริงๆ เช่นนี้ ละความพอใจ ความติดข้องในโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่ได้ และลองหาดูว่านอกจาก ๖ โลกนี้ มีโลกที่ ๗ ที่ ๘ ที่ ๙ มีโลกอื่นอีกหรือไม่ หรือไม่ว่าจะเมื่อไร ที่ไหน ก็จะมีอย่างมากที่สุด ๖ โลก
ถ้าคนตาบอดก็ไม่มีโลกของสีสันวัณณะ ถ้าคนที่ไม่ได้ยินเสียงก็ไม่มีเสียงปรากฏ แต่ว่าถึงไม่มีการเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่มีการได้ยินเสียง แต่เมื่อสิ่งใดปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือแม้แต่ความคิดนึก ก็ติด ที่เราเคยคิดว่าเป็นโลกนี้กว้างใหญ่หลายทวีป มีดิน มีน้ำ มีภูเขา มีน้ำตก มีทุกอย่าง เคยพิจารณาเข้าใจหรือไม่ว่า ต้องมีอากาศธาตุแทรกอย่างละเอียด สิ่งที่ปรากฏเหมือนกับก้อนแท่งทึบ จะเป็นเหล็ก หรือจะเป็นอะไรก็ตามที่คิดว่าแข็งแรงมาก แต่ความจริงแล้วมีอากาศธาตุแทรกคั่น พร้อมที่จะกระจัดกระจายแตกย่อยละเอียดยิบ
คำกล่าวที่ว่า "ทุกอย่างที่เกิดแล้วต้องดับ" จะเห็นได้ว่าเพราะมีการปกคลุม ปกปิดไม่ให้รู้ความจริงของสภาพธรรมด้วยความไม่รู้ จึงทำให้ไม่เข้าใจแม้แต่เพียงว่า รูปแต่ละรูป อย่างละเอียดซึ่งมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ก็เกิดดับ เรื่องนี้ไม่ทราบว่า วิชาอื่นจะกล่าวถึงในลักษณะของวิชาการนั้นๆ (อย่างไร) แต่ทางพระพุทธศาสนาการดับไปของรูปเร็วนั้นมาก เพราะในขณะที่เหมือนกำลังเห็นและได้ยินด้วย จิตที่เห็นไม่ใช่จิตที่ได้ยิน ระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยิน มีจิตเกิดดับคั่นเกิน ๑๗ ขณะ และรูปๆ หนึ่งที่เราคิดว่าเป็นรูปที่ถาวรเที่ยงแท้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นรูปดับเร็วมาก ถ้าติดข้องพอใจในรูปไหนก็เพราะความไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วรูปก็เกิดดับด้วย
ผู้ฟัง ความสัมพันธ์ระหว่างกิเลส กรรม และวิบาก เกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้าง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่มีกรรม เช่นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วดับกิเลสหมด หลังจากนั้นแล้วการกระทำของพระองค์ทั้งหมด ไม่ใช่กรรมที่จะเป็นเหตุให้เกิดผลคือวิบาก แต่ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่และได้กระทำกรรม ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ก็ตามแต่ สะสมอยู่ในจิต จนกว่าถึงกาลที่พร้อมที่จะให้ผลเกิดเมื่อใด ก็ทำให้จิตที่เป็นวิบากจิตคือเป็นผลของกรรมนั้นเกิดขึ้น
การให้ผลของกรรมในชาติหนึ่งๆ เริ่มตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดขึ้น เพราะว่าทุกคนในขณะนี้หรือในชาตินี้ทำกรรมกันไว้มาก ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม แต่ไม่รู้ว่ากรรมไหนจะให้ผลทำให้เกิดที่ไหน ต้องเป็นกรรมหนึ่งซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว กรรมก่อนๆ ที่ได้กระทำไว้ในสังสารวัฏฏ์ก็ยังมีโอกาส ถ้ายังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ และก็ไม่ทราบว่าชาติต่อไป จิตที่ทำกิจเกิดขึ้นเป็นขณะแรก จะเป็นผลของกรรมใดในชาตินี้หรือในชาติก่อน
เรื่องของธรรมเป็นเรื่องซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะเหตุว่าเรื่องของกรรมเป็นสภาพที่ปกปิด ในขณะที่ได้กระทำกรรมก็ไม่รู้ว่ากรรมนี้จะให้ผลเมื่อไร ให้ผลมากน้อยเพียงใด และให้ผลทางไหนด้วย จะเป็นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เวลาที่ผลของกรรมเกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่า ผลนี้เกิดจากกรรมใดที่ได้กระทำแล้วในชาติไหนด้วย เช่นในขณะนี้ทุกคนกำลังเห็น เท่าที่จะรู้ได้ก็คือการเห็นซึ่งเลือกไม่ได้ แล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้จิตเห็นอะไร เมื่อไร แต่ว่าเมื่อเห็นเกิดขึ้นไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า เป็นผลของกรรมใด
ดังนั้น ปัญญาที่สามารถจะรู้ได้ก็เพียงคร่าวๆ ว่า ถ้าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งที่น่าพอใจ ขณะนั้นเป็นผลของกุศลกรรม ขณะใดสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ขณะนั้นเป็นผลของอกุศลกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางหู เสียงก็มีลักษณะ ๒ อย่างคือ เสียงที่น่าพอใจ และเสียงที่ไม่น่าพอใจ เวลาที่ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ จะเปลี่ยนเสียงนั้นให้เป็นเสียงที่น่าพอใจไม่ได้เลย แล้วจะไม่ให้ได้ยินก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ทุกคนเกิดมาเป็นผลของกรรมส่วนหนึ่ง แล้วก็กระทำกรรมที่จะให้เกิดผลข้างหน้าอีกส่วนหนึ่ง จะทราบได้ว่าขณะไหนเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว คือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ถ้ามีใครประทุษร้ายร่างกาย คนอื่นทำให้หรือไม่ หรือว่าเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วนั่นเองเป็นปัจจัย ทำให้กายปสาทเกิดขึ้น ทำให้มีสิ่งที่มากระทบที่ไม่น่าพอใจ และจิตเกิดขึ้นรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายกายในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ
แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะรู้ได้ว่า เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วจึงทำให้สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ในวันหนึ่งๆ คนอื่นไม่สามารถจะทำให้ได้เลย แต่เมื่อเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ความต่างกันคือ บางคนเป็นกุศล บางคนเป็นอกุศล ตามการสะสม ซึ่งถ้าเห็นโทษของอกุศลว่า เมื่อถึงการที่ได้กระทำกรรมที่จะต้องให้ผล จะได้รับผลที่ไม่น่าพอใจ ถ้าเห็นโทษเช่นนี้จริงๆ ก็จะสะสมทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620