ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๗๔
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ท่านอาจารย์ ตราบใดที่ยึดถือว่าเป็นเราก็บังคับบัญชาการสะสมที่มีที่จะไม่ให้คิดดีบ้างไม่ดีบ้างไม่ได้ ศึกษาสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ก่อนที่พระผู้มีพระภาคจะทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะขณะนั้นก็ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้ทรงแสดงพระธรรมด้วยความอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้มีความเข้าใจถูกให้มีความเห็นถูกซึ่งเป็นที่พึ่งอันแท้จริง เพราะว่าถ้าเรามีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงเกิดมาอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมอย่างที่เราได้กล่าวถึงในตอนเช้า ขณะนี้ก็จะไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมีจิตเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้และเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกันเป็นสภาพรู้ที่เกิดพร้อมกัน และก็มีรูปธรรมซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็วทั้งหมด จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้สะสมปัญญามารู้ได้อย่างไรว่าแท้ที่จริงแล้วก็เป็นสภาพธรรมชั่วขณะจิต ชีวิตที่เกิดมาก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยที่เราคาดไม่ถึงเลย เราคิดว่าเราเกิดมาวันนี้ยังไม่เห็นมีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงแต่ความจริงเปลี่ยนทุกขณะ จากเห็นเป็นได้ยิน จากได้ยินเป็นคิดนึก จากสบายดีอาจจะเจ็บหรือคันหรือเมื่อยตรงนั้นตรงนี้ก็ได้
นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าความจริงจะปรากฏ ถึงการเปลี่ยนแปลงก็นาน แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือการเกิดดับทุกขณะความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏก็จะเป็นไปไม่ได้ ที่จะให้ปรากฏทันทีเดี๋ยวนี้ว่าพอเกิดก็แก่เลยก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม รูปที่เกิดพร้อมจิตขณะที่เกิดเล็กมากนิดเดียว และก็ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นเวลานานจนกระทั่งถึงวัยชรานี่ก็ปรากฏการเกิดดับของรูป เพราะฉะนั้นชีวิตทั้งหมดเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ได้สมความคิดความปรารถนาหรือความต้องการทุกอย่าง เพราะว่าสิ่งที่ทุกคนรักที่สุดคือชีวิต ปรารถนาที่สุดคือความสุขแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นถึงเป็นก็ชั่วคราว มีใครบ้างที่จะมีความสุขอยู่ได้ตลอดไปต้องจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้นที่พึ่งที่แท้จริงไม่ควรจะเป็นความไม่รู้และก็ยึดถือสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง แล้วก็ยังคงมีความติดข้องไม่ว่าจะเกิดภพไหนชาติไหน ก็ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏไปเรื่อยๆ ทำให้ออกจากสังสารวัฎฏ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ที่พึ่งอันแท้จริง ก็ควรจะเป็นความเห็นถูกความเข้าใจถูกในธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง ซึ่งเราสามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้โดยการฟังแล้วก็การไตร่ตรอง
ผู้ฟัง สำหรับคำถามที่ท่านผู้ฟังได้ฝากไว้ ข้อที่ ๑ ถามว่าในชีวิตทุกวันนี้มีที่พึ่งหลายอย่าง สำหรับที่พึ่งในชาตินี้ควรเป็นอย่างไร มีอะไรเป็นที่พึ่งบ้างขอความกรุณาอธิบายให้ด้วย ขอขอบพระคุณ
ท่านอาจารย์ ก็ขอตอบว่าที่พึ่งสูงสุด คือความเข้าใจถูกความเห็นถูกซึ่งก็คือปัญญานั่นเอง ในภาษาบาลีไม่มีคำว่าเข้าใจถูก เพราะว่าคำว่าเข้าใจถูกเป็นภาษาไทย และภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา หรืออาจจะมีคำว่าสัมมาทิฏฐิหรือญาน ความหมายก็เหมือนกันคือสามารถที่จะเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะว่าเราเกิดมาด้วยความไม่รู้ ถ้าเป็นพระอรหันต์รู้แล้วดับกิเลสหมดแล้วไม่ต้องเกิดอีกเลย แต่ว่าก่อนที่พระผู้มีพระภาคจะทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ขณะนั้นก็ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้ทรงแสดงพระธรรมด้วยความอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้มีความเข้าใจถูกให้มีความเห็นถูกซึ่งเป็นที่พึ่งอันแท้ เพราะว่าถ้าเรามีทุกสิ่งทุกอย่างแต่ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงเกิดมาอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม อย่างที่เราได้กล่าวถึงในตอนเช้าขณะนี้ก็จะไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมีจิตเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้และเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกันเป็นสภาพรู้ที่เกิดพร้อมกัน และก็มีรูปธรรมซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็วทั้งหมดนี่จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้สะสมปัญญามา รู้ได้อย่างไรว่าแท้ที่จริงแล้วก็เป็นสภาพธรรมชั่วขณะจริงๆ ชีวิตที่เกิดมาต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยที่เราคาดไม่ถึงเลย เราคิดว่าเราเกิดมาวันนี้ยังไม่เห็นมีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงเปลี่ยนทุกขณะจากเห็นเป็นได้ยิน จากได้ยินเป็นคิดนึก จากสบายดีอาจจะเจ็บหรือคัน หรือเมื่อยตรงนั้นตรงนี้ก็ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าความจริงจะปรากฏถึงการเปลี่ยนแปลงก็นาน แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือการเกิดดับทุกขณะ ความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏก็จะเป็นไปไม่ได้
ที่จะให้ปรากฏทันทีว่าเดี๋ยวนี้ว่าพอเกิดก็แก่เลยก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม รูปที่เกิดพร้อมจิตขณะที่เกิดในก้อนเล็กมากนิดเดียว แล้วก็ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงวัยชรานี่ก็ปรากฏการเกิดดับของรูป เพราะฉะนั้นชีวิตทั้งหมดเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ได้สมความคิดความปรารถนาหรือความต้องการทุกอย่าง เพราะว่าสิ่งที่ทุกคนรักที่สุดคือชีวิตปรารถนาที่สุดคือความสุข แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นถึงเป็นก็ชั่วคราว มีใครบ้างที่จะมีความสุขอยู่ได้ตลอดไปต้องจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้นที่พึ่งที่แท้จริงไม่ควรจะเป็นความไม่รู้และก็ยึดถือสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง แล้วก็ยังคงมีความติดข้อง ไม่ว่าจะเกิดภพไหนชาติไหนก็ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏไปเรื่อยๆ ทำให้ออกจากสังสารวัฎฏ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ที่พึ่งอันแท้จริง ก็ควรจะเป็นความเห็นถูกหรือความเข้าใจถูกในธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง ซึ่งเราสามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้โดยการฟังและการไตร่ตรอง
ผู้ฟัง เพราะคิดว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น ผู้ประพฤตินั้นควรจะกระทำตนอย่างไร จึงชื่อว่ามีพระพุทธเป็นที่พึ่งพระธรรมเป็นที่พึ่งและมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ขอกรุณาช่วยอธิบายให้เข้าใจ พอเป็นแนวทางที่จะประพฤติปฏิบัติด้วยขอบพระคุณมาก
ท่านอาจารย์ จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเมื่อเข้าใจว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระคุณอย่างไร ถ้าไม่รู้พระคุณของพระองค์แล้วจะพึ่งอะไร พึ่งชื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึ่งไม่ได้ แต่ว่าพึ่งพระธรรมที่ทรงแสดงจากการตรัสรู้ให้เราเกิดความเห็นถูกความเข้าใจถูก อันนี้จึงจะชื่อว่าพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงโดยการขอ เพราะว่าคนที่ไม่มีเหตุผลชอบขอเพราะว่าง่าย นึกถึงใครที่นับถือก็อาจจะขอคนนั้นเลยทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น อย่างพระรัตนตรัยมีพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เราก็กล่าวว่าขอถึงเป็นที่พึ่งแต่ว่าถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ เราจะพึ่งแบบไหน เแบบขอพอกราบทีก็ขอทีหนึ่งแต่ว่าไม่ได้เข้าใจถูกต้องว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเราในเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องของปัญญาก็ให้อะไรมา ถ้าสมมติว่าเป็นสิ่งที่เราขอผู้หลักผู้ใหญ่ได้มาขอเพื่อนขอฝูงได้มาสิ่งนั้นก็ต้องหมดไปไม่มีการที่จะดำรงอยู่ได้ ไม่เหมือนกับความรู้ถูกความเห็นถูกความเข้าใจถูก ในสิ่งที่คนอื่นก็ไม่สามารถจะรู้เองได้นอกจากได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นพึ่งจริงๆ ถ้าจะพึ่งพระรัตนตรัยคือต้องเข้าใจถูกต้องว่า การพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่พึ่งเพื่อขอ แต่พึ่งเพื่อจะได้ฟังพระธรรมที่ทรงตรัสรู้และอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งรู้ตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ ในคำสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ มีคำว่าโลกวิทูใช่ไหม มีคำว่าโลกวิทูคือผู้รู้แจ้งโลก ในคำว่าโลก กราบเรียนถามท่าน
ท่านอาจารย์ ตามภูมิศาสตร์ก็อย่างหนึ่งที่ทุกคนก็รู้จักว่ามี สัตว์มนุษย์มีอะไรต่างๆ ทะเลมีภูเขา แต่ว่าโลกในวินัยของพระอริยเจ้าก็เป็นโลกทางตา ทางหู ทางจมูกทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะว่าถ้าไม่มีโลกเห็น ไม่มีโลกได้ยิน ไม่มีโลกได้กลิ่น ไม่มีโลกลิ้มรส ไม่มีโลกรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีโลกคิดนึก โลกอะไรอะไรก็ไม่มี เพราะฉะนั้นแท้จริงต้นตอของโลกที่จะปรากฎได้ ก็เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมที่เป็นจิตเจตสิกรูป คือลืมไม่ได้เลยว่า เมื่อย่นย่อสภาพธรรมที่เราคิดว่าหลากหลายเป็นวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยนัยภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อะไรก็ตามแต่ทั้งหมดที่มีจริงๆ จะไม่พ้นจากสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก รูปและนิพพาน แต่นิพพานนั้นพ้นจากโลกเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่โลก เพราะฉะนั้นความหมายของโลก ก็คือสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ ไม่มีอะไรเลยที่เกิดแล้วไม่ดับ เพราะฉะนั้นอะไรเป็นทุกข์ที่กล่าวว่าโลกเป็นทุกข์ เพราะเหตุว่าโลกเป็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นสภาพที่เป็นทุกข์จริงๆ มีคือสภาพที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับนั่นเองที่เป็นทุกข์ ด้วยเหตุนี้การที่จะรู้จักโลกในวินัยของพระอริยะจึงต่างกับโลกของผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่ไม่รู้ก็เป็นโลกที่เกิดมาแล้วก็มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูง แต่ว่าโลกจริงๆ ถ้าไม่มีตาเห็น ไม่มีหูได้ยิน ไม่มีจมูกได้กลิ่น ไม่มีลิ้นลิ้มรส ไม่มีกายรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึกโลกก็ไม่มี
ผู้ฟัง ที่กล่าวว่าการระลึกรู้ด้วยสติและมีสัมปชัญญะ คำว่าสัมปชัญญะก็คือปัญญา หรือความเข้าใจธรรมเข้าใจในสิ่งที่ควรเป็น ท่านอาจารย์กรุณาขยายความสักนิด
ท่านอาจารย์ การเข้าใจธรรมต้องตามลำดับ แม้แต่เพียงได้ยินคำว่าธรรมมีความเข้าใจระดับไหนเข้าใจจริงๆ หรือยัง หรือว่าขณะเดียวนี้ลืมไปละว่าเป็นธรรม เมื่อเช้านี้ได้ฟังว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดในขณะนี้ทุกอย่างที่จริงเป็นธรรม เห็นมีจริงๆ เห็นเป็นธรรม ได้ยินมีจริงๆ ได้ยินเป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริงเป็นธรรมทุกอย่างที่มีจริงๆ ในขณะนี้เป็นธรรม แต่ว่าลืมใช่ไหมพอฟังแล้วก็ลืมไม่ได้เข้าใจอย่างที่ได้ยิน ว่าขณะนี้เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสภาพของจิตหรือเจตสิกหรือรูปอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดแล้วก็ดับ เป็นพื้นฐานที่จะต้องมีความเข้าใจที่มั่นคง เวลาที่ได้ฟังต่อๆ ไปก็จะไม่พ้นจากเรื่องสิ่งที่มีจริงทางตาหูจมูกลิ้นกายเรื่องนามธรรมและรูปธรรม เรื่องของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ จนกว่าจะไม่ลืมว่าเป็นธรรมอย่างไรเกิดขึ้นจริงๆ แล้วก็ดับจริงๆ นั่นคือการประจักษ์แจ้ง คงจะยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องของสติปัฏฐานหรือสติสัมปชัญญะ เพราะเหตุว่าต้องมีความเข้าใจเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏให้มั่นคงก่อน
ผู้ฟัง สภาพความติดข้องนี้ ถ้าได้ทราบไว้ในรายละเอียดก็ย่อมจะรู้ตามสภาพธรรมของความติดข้อง ขอความกรุณาท่านได้ขยายความ
ท่านอาจารย์ นั่นแสดงว่าติดยังไม่รู้ว่าติด ติดข้องแล้วก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง อย่างขณะนี้ที่กำลังเห็น ติดข้องหรือยังหรือยังไม่ติดข้อง เห็นมีสิ่งที่ปรากฏติดข้องในสิ่งที่ปรากฏหรือเปล่านี่คือความละเอียด พระอรหันต์ก็เห็นเหมือนอย่างคนอื่นๆ แต่หลังจากที่เห็นแล้วจิตของพระอรหันต์กับจิตผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ต่างกัน จะกล่าวว่าเหมือนกันไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าจากความไม่รู้ความจริง จนกระทั่งประจักษ์แจ้งความจริง จนกระทั่งหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายก็เห็นสิ่งต่างๆ เหมือนอย่างที่บุคคลในครั้งนั้นเห็น แต่จิตของผู้ที่ไม่มีกิเลสเลยย่อมต่างกับผู้ที่ยังมีกิเลส ด้วยเหตุนี้กำลังติดก็ไม่รู้นี่คือการที่จะฟังธรรมจนกว่าจะเข้าใจความละเอียดของธรรม มีใครบ้างที่ไม่อยากเห็น เห็นแล้วจะให้ไม่อยากเห็นอีกเลยเป็นไปได้ไหม หรือว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาชอบไหมแสวงหาหรือเปล่า ที่บ้านมีดอกไม้สวยๆ เพราะอะไร ถ้าไม่ชอบสีสวยๆ ของดอกไม้ประเภทนั้นประเภทนี้ที่บ้านจะมีอย่างนั้นไหม
เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ปรากฏทางตา เป็นที่ต้องการที่จะให้เป็นไปอย่างที่พอใจ แต่ละคนมีอัธยาศัยที่ต่างกัน บางคนก็อาจจะชอบสีแดง บางคนก็ชอบสีชมพู คนที่ชอบสีแดงจะไปหาสีชมพูไหม หรือว่าคนที่ชอบสีเหลืองจะไปหาสีเขียวหรือเปล่า นี้ก็ต้องเป็นไปตามอัธยาศัยโดยที่ไม่ทราบว่าแม้เพียงสีต่างๆ ก็ติดอย่างมาก สิ่งเดียวกันวัตถุอย่างเดียวกันรถยนต์อย่างนี้ คอยจนกว่าจะได้สีที่ถูกใจ ถ้าขณะนั้นไม่มีสีที่ถูกใจเหมือนกันเลยทุกประการ ต่างกันเพียงสี นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความติดความพอใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่าติดทุกอย่าง แม้เพียงสีเป็นเพียงสีก็ยังเป็นที่ต้องการอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นบางคน นี่ก็จะเป็นโลกของสีซึ่งวิจิตรมาก มีการประกวดมีการสมัยนิยมต่างๆ แม้แต่ที่ตัวของแต่ละท่านสีผมสีตาสีปากสีผิวทั้งหมดนี่ติดหมด เพราะฉะนั้นเกิดมานี้ก็ติดจนกระทั่งไม่ทราบจะกล่าวได้ว่ามากน้อยแค่ไหนนอกจากแต่ละท่านเอง ซึ่งทุกท่านติดแต่มากน้อยต่างกันตามการสะสม เพราะว่าบางท่านอาจจะติดรสอาหารมากกว่าติดสีสันวรรณะต่างๆ ก็ได้ บางท่านก็อาจจะติดกลิ่นมิฉะนั้นน้ำหอมราคาแพงต้องไม่มี แต่เพราะมีการติดในกลิ่นต่างๆ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มีราคาต่างกันก็เป็นเครื่องวัดราคะคือราคาความติดข้องในสิ่งนั้นว่าติดแค่ไหน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเพียงทางเดียวก็ยังติดมากมายขนาดนี้ ทางหูจะเห็นได้ว่าโลกของหู โลกของเสียงวิจิตรมาก โน้ตเพลงก็มีไม่มากแต่เพลงไม่มีวันจบ แล้วก็ฟังแล้วเบื่อแล้วก็ต้องมีใหม่ นี่ก็แสดงให้เห็นว่ามีการติดในเสียง มีการติดในกลิ่น มีการติดในรส มีการติดในสิ่งที่กระทบสัมผัส มิฉะนั้นเก้าอี้ที่สบายก็ต้องไม่มีใช่ไหม
นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเราติดเกิดมาก็ติดเพราะความไม่รู้และก็ติดหมด ไม่ว่าอะไรปรากฏให้ทราบว่าติดในสิ่งนั้นต้องการสิ่งนั้น ขวนขวายที่จะได้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้นชีวิตมีแต่ความต้องการที่จะมีความสุข จากรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง สิ่งที่กระทบสัมผัสกายบ้างโดยที่ไม่รู้ความจริงอย่างผู้ที่หมดกิเลสว่า แท้ที่จริงสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นที่พอใจสักเท่าไหร่ก็ตามสิ่งนั้นเกิดแล้วดับ ถ้าไม่ประจักษ์จริงๆ อย่างนี้ละความพอใจความติดข้องในโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจไม่ได้ และลองหาดูว่าโลกนอกจาก ๖ นี้มีไหม มีที่ ๗ ที่ ๘ ที่ ๙ โลกอื่นอีกหรือเปล่าหรือว่าไม่ว่าจะเมื่อไหร่ที่ไหน ก็จะมีอย่างมากที่สุด ๖ โลก ถ้าคนไหนตาบอดก็ไม่มีโลกของสีสันวรรณะ ถ้าคนไหนไม่ได้ยินเสียงก็ไม่มีเสียงปรากฏ แต่ว่าถึงไม่มีเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่มีการได้ยินเสียง แต่เมื่อสิ่งใดปรากฏไม่ว่าจะเป็นทางจมูก หรือทางลิ้นหรือทางกายหรือแม้แต่ความคิดนึกก็ติด ที่เราเคยคิดว่าเป็นโลกนี้กว้างใหญ่หลายทวีป มีดินมีน้ำมีภูเขามีน้ำตกมีทุกอย่าง เคยพิจารณาเข้าใจไหมว่าต้องมีอากาศธาตุแทรกอย่างละเอียด สิ่งที่ปรากฏเหมือนกับก้อนแท่งทึบ จะเป็นเหล็กหรือจะเป็นอะไรก็ตามที่คิดว่าแข็งแรงมาก แต่ความจริงแล้วมีอากาศธาตุแทรกคั่นพร้อมที่จะกระจัดกระจายแตกย่อยละเอียดยิบ
เพราะฉะนั้นคำกล่าวที่ว่า ทุกอย่างเลยที่เกิดแล้วก็ต้องดับ จะเห็นได้ว่าเพราะมีการปกคลุม ปกปิด ไม่ให้รู้ความจริงของสภาพธรรมด้วยความไม่รู้ ก็ทำให้ไม่เข้าใจแม้แต่เพียงว่าแม้รูปแต่ละรูปอย่างละเอียดซึ่งมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ก็เกิดดับ อันนี้ก็ไม่ทราบว่าวิชาอื่นก็จะกล่าวถึงในลักษณะของวิชาการนั้นๆ แต่ทางพระพุทธศาสนาด้วย การดับไปของรูปเร็วมาก เพราะในขณะที่เหมือนกำลังเห็นและได้ยินด้วย จิตที่เห็นไม่ใช่จิตที่ได้ยิน ระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยินมีจิตเกิดดับคั่นเกิน ๑๗ ขณะ และรูปรูป๑ ที่เราคิดว่าเป็นรูปที่ถาวรเที่ยงแท้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นรูปดับเร็วมากถ้าติดข้องพอใจในรูปไหน ก็เพราะความไม่รู้แท้ที่จริงแล้วรูปก็เกิดดับด้วย
ผู้ฟัง กราบขอบพระคุณ
ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์กรุณาให้ความสัมพันธ์ระหว่างกิเลสกรรมและวิบากมันเกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้าง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีกิเลสไม่มีกรรม อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วดับกิเลสหมด หลังจากนั้นแล้วการกระทำของพระองค์ทั้งหมดไม่ใช่กรรมที่จะเป็นเหตุให้เกิดผลคือวิบาก แต่ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่และได้กระทำกรรมไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตามแต่สะสมอยู่ในจิต จนกว่าถึงกาลที่พร้อมที่จะให้ผลเกิดเมื่อไหร่ ก็ทำให้จิตที่เป็นวิบากจิตคือเป็นผลของกรรมนั้นเกิดขึ้น การให้ผลของกรรมในชาติหนึ่งชาติหนึ่งเริ่มตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดขึ้น เพราะว่าทุกคนในขณะนี้หรือในชาตินี้เองก็ทำกรรมไว้มาก ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม แต่ไม่รู้ว่ากรรมไหนจะให้ผลทำให้เกิดที่ไหนต้องเป็นกรรมหนึ่ง แล้วก็ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียวกรรมก่อนๆ ที่ได้กระทำไว้ในสังสารวัฎฏ์ก็ยังมีโอกาส ถ้ายังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ ก็ไม่ทราบว่าชาติต่อไป จิตที่ทำกิจเกิดขึ้นเป็นขณะแรกจะเป็นผลของกรรมใดในชาตินี้ หรือในชาติก่อน เรื่องของธรรมเป็นเรื่องซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะเหตุว่าเรื่องของกรรม เป็นสภาพที่ปกปิด ในขณะที่ได้กระทำกรรมก็ไม่รู้ว่ากรรมนี้จะให้ผลเมื่อไหร่ และก็ให้ผลมากน้อยแค่ไหน และก็ให้ผลทางไหนด้วยจะเป็นทางตาหรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้นทางกาย และเวลาที่ผลของกรรมเกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่าผลนี้เกิดจากกรรมใดที่ได้กระทำแล้วในชาติไหนด้วย เช่นในขณะนี้ทุกคนกำลังเห็นเท่าที่จะรู้ได้ ก็คือว่าการเห็นเลือกไม่ได้ แล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้จิตเห็นอะไร เมื่อไหร่ แต่ว่าเมื่อเห็นเกิดขึ้นไม่สามารถที่จะรู้ได้ ว่าเป็นผลของกรรมใด เพราะฉะนั้นปัญญาที่สามารถจะรู้ได้ก็เพียงคร่าวๆ คร่าวๆ ว่าถ้าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งที่น่าพอใจ ขณะนั้นก็เป็นผลของกุศลกรรม ขณะใดสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ขณะนั้นก็เป็นผลของอกุศลกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางหูเสียงก็มีลักษณะ ๒ อย่าง คือเสียงที่น่าพอใจและเสียงที่ไม่น่าพอใจ แล้วเวลาที่ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ จะเปลี่ยนเสียงนั้นให้เป็นเสียงที่น่าพอใจไม่ได้เลย แล้วก็จะไม่ให้ได้ยินก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกคนเกิดมาเป็นผลของกรรมส่วนหนึ่ง แล้วก็กระทำกรรมที่จะให้เกิดผลข้างหน้าอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็จะทราบได้ว่าขณะไหนเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว คือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ถ้ามีใครประทุษร้ายร่างกาย คนอื่นทำให้หรือเปล่า หรือว่าเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วนั่นแหละเป็นปัจจัย ทำให้กายปสาทเกิดขึ้น และก็ทำให้มีสิ่งที่มากระทบที่ไม่น่าพอใจ และจิตก็เกิดขึ้นรู้สึกเป็นทุกข์ไม่สบายกาย ในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ นี้ก็แสดงให้เห็นว่าถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะรู้ได้ว่าเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้ว จึงทำให้สุขบ้าง ทุกข์บ้างในวันหนึ่งวันหนึ่ง คนอื่นไม่สามารถจะทำให้ได้เลย แต่เมื่อเห็นแล้วได้ยินแล้วความต่างกันคือบางคนเป็นกุศล บางคนเป็นอกุศลตามการสะสม เพราะฉะนั้นถ้าเห็นโทษของอกุศลว่าเมื่อถึงกาลที่ได้กระทำกรรมที่จะต้องให้ผล ก็จะได้รับผลที่ไม่น่าพอใจ ถ้าเห็นโทษอย่างนี้จริงๆ ก็จะสะสมทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1561
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1562
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1563
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1564
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1565
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1566
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1567
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1568
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1569
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1570
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1571
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1572
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1573
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1575
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1576
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1577
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1578
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1580
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1581
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1582
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1583
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1584
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1585
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1586
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1587
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1588
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1589
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1590
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1592
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1593
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1594
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1595
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1596
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1597
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1598
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1599
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1600
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1601
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1602
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1603
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1604
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1605
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1606
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1607
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1608
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1609
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1610
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1611
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1612
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1613
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1615
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1616
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1617
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1618
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1619
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1620
