ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1591


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๕๙๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙


    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรทั้งสิ้น ฟังคือฟัง ฟังอะไร ฟังสิ่งที่กำลังได้ยิน เมื่อได้ยินแล้วฟังแล้วเข้าใจอะไร เพื่อที่จะได้สนทนาว่าความเข้าใจนั้นครบถ้วนไหม ขาดตกบกพร่องอะไรหรือเปล่าสมบูรณ์อะไรหรือเปล่า เพราะฟังมาแล้วก็ต้องถามเรื่องเสียงเป็นธรรมหรือเปล่า เราก็จะสอบทานได้ว่าที่ฟังมาแล้ว เราฟังด้วยความคิดเก่าๆ ของเรา แต่ว่ายังไม่ได้พิจารณาสิ่งใหม่ที่ได้ยิน ซึ่งคนอื่นสอนไม่ได้เลยแสดงไม่ได้เลย นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา ก่อนที่จะปรินิพพาน เพราะฉะนั้นขณะนี้ฟังใหม่ ฟังสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง ไม่ต้องไปคิดถึงตอนเด็กๆ เป็นอย่างนี้รู้สึกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นค่อยๆ เริ่มค่อยๆ ไปด้วยความเข้าใจที่มั่นคง เพราะเหตุว่าธรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะ และความจริงของธรรมเลย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนลักษณะของธรรมได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต้องมั่นคง ไม่ใช่ว่าใครแม้ว่าจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตาม ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของธรรม แต่เมื่อประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม ก็ทรงแสดงความจริงของสภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นขอถามว่าขณะที่เกิดแล้วยังไม่ตาย มีขณะไหนบ้างไหมที่ไม่มีอารมณ์

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏขณะนี้เพราะมีจิตรู้สิ่งนั้น เช่นขณะนี้เห็นดูเป็นธรรมดามีสีสันวรรณะกำลังปรากฏ เพราะมีจิตที่เห็นถ้าไม่มีจิตที่เห็น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ปรากฏไม่ได้ แม้มีก็ไม่ได้ปรากฏ อย่างเสียง เสียงปรากฏเพราะมีจิตได้ยินเสียง ถ้าจิตไม่ได้ยินเสียงใดๆ ก็ปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะหรืออาลัมพนะ แล้วเราก็เคยได้ยินว่าสภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิดจะเกิดเองตามใจชอบไม่ได้ เพราะไม่มีปัจจัยอะไรปรุงแต่งจะเกิดขึ้นมาลอยๆ ก็ไม่ได้ ต้องมีปัจจัยที่ปรุงแต่งให้เกิด อารมณ์เป็นปัจจัย ๑ ถ้าไม่มีอารมณ์จิตเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียงกระทบโสตปสาทจิตได้ยินเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้นี่ก็เป็นการแสดงให้รู้ว่าจิตแต่ละประเภท ก็จะมีธรรมที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นจิตอะไรที่ไหนภพไหนภูมิไหนขณะไหนก็ตาม เมื่อจิตเกิดต้องเป็นสภาพรู้ โดยมีสิ่งที่จิตกำลังรู้ ซึ่งเฉพาะสิ่งที่จิตกำลังรู้เท่านั้นที่เป็นอารมณ์ของจิต เพราะกำลังถูกจิตรู้ เสียงในป่าไม่มีจิตได้ยิน เสียงเป็นเสียงแต่ไม่ใช่อารมณ์ เพราะว่าจิตไม่ได้เกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีจิตแล้วต้องมีอารมณ์เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นคำถามคือว่ามีขณะไหนบ้างตั้งแต่เกิดจนตายที่ไม่มีอารมณ์ปรากฏ

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มีถูกต้อง ต้องเข้าใจว่าจิตเป็นจิตไม่ใช่เรา จิตเป็นธาตุชนิดหนึ่งเพราะมีจริงๆ แต่ว่าไม่มีใครสามารถบังคับจิตได้เลย จะไม่ให้จิตเกิดก็ไม่ได้ จะให้จิตที่เกิดแล้วดับไปไม่ให้ดับก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจความเป็นธรรม ธรรมเป็นธรรมคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครหรือทั้งสิ้น เปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดแล้วให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ จิตจะเป็นเสียงได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นกลิ่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ กลิ่นเป็นเสียงได้ไหม

    ผู้ฟัง กลิ่นเป็นเสียงไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างมั่นใจ ไม่เปลี่ยน

    ผู้ฟัง มั่นใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันจริงๆ มีขณะไหนบ้างไหมที่ไม่มีอารมณ์

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี ต้องมีใช่ไหมให้เข้าใจคำว่าอารมณ์ก่อน ให้เข้าใจโดยไม่ต้องท่องให้เข้าใจโดยการรู้จริงๆ ให้เข้าใจตามความเป็นจริงของธรรม ว่าเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ต้องมีอารมณ์ถูกไหม เพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะว่าที่มีอารมณ์ก็ยังเป็นตัวเราอยู่ ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นธรรม ฟังจนกระทั่งเข้าใจว่าเป็นธรรม แม้ว่าจะเคยเห็นเป็นเราได้ยินเป็นเราคิดนึกเป็นเรา ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ได้ฟังธรรมเลย แต่เมื่อฟังธรรมแล้วมีความเข้าใจขึ้น ว่ามีธรรมซึ่งธรรมนี่ไม่ใช่เราแต่เป็นธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมนั้นได้ จิตเปลี่ยนให้เป็นกลิ่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจว่าเปลี่ยนไม่ได้ เพราะ

    ผู้ฟัง จิตรับรู้กลิ่น

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นี่คือคิดเองค่อยๆ เข้าใจเอง แล้วก็มีความมั่นคงว่าจะเปลี่ยนจิตให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะว่าจิตเกิดที่ไหนเมื่อไหร่ต้องเป็นสภาพรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ แต่ก็มีคำถามที่ต้องตอบแล้วก็ต้องพิจารณา ว่ามีขณะไหนบ้างไหมที่ไม่มีอารมณ์

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพรู้เมื่อเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเกิดขึ้นโดยไม่รู้อะไรไม่ได้ เพราะว่าลักษณะความจริงของธาตุธรรมชนิดนี้เป็นธาตุรู้ รู้คือสามารถที่จะเห็น สามารถที่จะได้ยิน เพราะแม้สีสันวรรณะต่างๆ มีเสียงแต่จะปรากฏไม่ได้เลยถ้าไม่มีสภาพที่กำลังเห็นสิ่งนั้น หรือว่ากำลังได้ยินสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะจิตขณะไหนใดๆ โลกไหนเมื่อไรทั้งสิ้น เมื่อจิตเกิดจิตเป็นสภาพรู้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏให้รู้ด้วย เช่นขณะนี้เสียงมีหลายเสียง ทีละเสียงปรากฏต่างๆ กัน เพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งลักษณะของเสียงที่ต่างกัน ไม่มีสภาพธรรมอื่นที่จะมารู้แจ้งลักษณะของเสียงที่กำลังปรากฏได้นอกจากจิต และขณะนี้ก็มีการได้ยินเสียงคือเสียงกำลังปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้น ได้ยินเสียงนั้นจึงปรากฏไม่ใช่เสียงอื่น แต่เป็นเสียงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจจิตซึ่งทุกคนมีจิต ไม่ใช่ว่าเข้าใจง่ายๆ ทั้งๆ ที่มีทั้งๆ ที่ฟังทั้งๆ ที่ขณะนี้จิตก็เกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่ต้องอาศัยการฟังจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นในสิ่งซึ่งไม่มีรูปร่างเลย ไปมองจิตก็ไม่เห็นแน่เพราะจิตไม่ใช่รูปธรรมเป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นคำตอบไม่ใช่ไปถามเรื่องสติเรื่องสัมปชัญญะหรือเรื่องอะไรทั้งสิ้น แต่ถามว่าตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย มีขณะไหนบ้างไหมที่ไม่มีอารมณ์

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะว่าเราก็ยังมีจิตที่รับรู้อารมณ์

    ท่านอาจารย์ เพราะจิตเกิดขึ้นต้องรู้อารมณ์ การศึกษาธรรมต้องเริ่มจากพื้นฐานคือความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคงด้วย ไม่เปลี่ยนแปลงและความเข้าใจจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ เข้าใจพระไตรปิฏกได้ แต่ถ้าไม่ได้เข้าใจจริงๆ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนว่าง่ายสักแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นพื้นฐานสำคัญที่สุด ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องสติ ยังไม่ต้องไปคิดเรื่องปฏิบัติ ยังไม่ต้องไปคิดถึงรู้แจ้งธรรม ในเมื่อสิ่งที่กำลังมียังไม่เข้าใจ เพราะว่ายังไม่ได้ฟังไปคิดเอาเองหมดเลย และกำลังฟังก็ไปบวกกับความคิดเก่าๆ ด้วย ยังไม่ได้ทิ้งความคิดเก่าๆ ไปว่าความคิดก่อนๆ เป็นแค่คิดเอง ไม่ใช่เป็นการฟังพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะฉะนั้นคำตอบก็ต้องตรงว่าตราบใดที่ระหว่างเกิดจนตาย ไม่เคยขาดจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีอารมณ์ซึ่งจิตกำลังรู้ ในเมื่อจิตเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่ขาดจิตจึงไม่ขาดอารมณ์ มีอารมณ์อยู่ตลอด มีขณะไหนบ้างไหมที่อารมณ์ไม่ปรากฏ

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แม้มีจิตเพราะฉะนั้น หลับมีหลับไม่ใช่เห็น

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ หลับไม่ใช่ได้ยิน หลับไม่ใช่กำลังได้กลิ่น หลับไม่ใช้กำลังลิ้มรส หลับไม่ใช่กำลังรู้สิ่งที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็งตึงหรือไหว แล้วก็หลับไม่ใช่คิดนึกด้วยเพราะฉะนั้นหลับคือขณะที่ไม่มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรสการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสและคิดนึก ขณะนั้นจึงใช้คำว่าหลับ เป็นสภาพความจริงของจิตซึ่งขณะนั้นทำภวังคกิจไม่ใช่ทำกิจเห็น ไม่ใช่ทำกิจได้ยิน เพราะว่าต่อไปเราจะทราบว่าจิตและเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรม เกิดขึ้นทำกิจทุกขณะที่เกิด ไม่มีจิตประเภทไหนขณะไหนเลยซึ่งเกิดและก็ไม่ได้ทำกิจอะไร ขณะนี้เป็นจิตที่กำลังทำกิจเห็น ใครก็ทำกิจนี้ไม่ได้เลยนอกจากจิตเห็นเวลาที่มีการได้ยิน ก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจได้ยิน จิตอื่นทำกิจนี้ไม่ได้เลยทั้งสิ้น นี่คือธรรมแต่ละลักษณะซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ได้คิดนึกแต่ยังมีจิต เพราะฉะนั้นที่ยังมีจิตไม่ใช่คนตาย ก็เพราะเหตุว่าจิตขณะนั้นเกิดขึ้นทำภวังคกิจ ซึ่งเป็นกิจ ๑ ในบรรดากิจทั้งหมดของจิตซึ่งมี ๑๔ กิจ ภวังคกิจเป็นกิจ ๑ ทำกิจดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นไว้ตายไม่ได้ เพราะว่าภวังคจิตเกิดขึ้นดำรงความเป็นบุคคลนี้ไว้ จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของโลกนี้คือจุติจิตเกิดขึ้นทำกิจต่างกับภวังคกิจ ภวังคกิจดำรงภพชาติแต่จุติจิตทำจุติกิจ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น เคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ถ้าจุติจิตเกิดและดับไป จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกแม้เพียงสักขณะเดียวก็ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็นคนนี้อีกได้เลย แต่ทั้งหมดก็คือจิตนั่นเองซึ่งก็ทำกิจแต่ละกิจ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าขณะใดก็ตามที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่ได้คิดนึกไม่ได้ฝัน จิตเกิดขึ้นทำภวังคกิจ แต่สิ่งที่ละเอียดกว่านั้นก็คือว่าแม้เดี๋ยวนี้ก็มีภวังคกิจ นี่คือประโยชน์ที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราเลยสักขณะเดียว ถ้ารู้เรื่องจิตโดยละเอียด ก็จะยิ่งทำให้มีความเข้าใจในธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน การฟังธรรมของเราแต่ละภพแต่ละชาติ จะฟังเรื่องจิตจะฟังเรื่องเจตสิกหรือว่าชื่ออีกเยอะแยะ อย่างที่กล่าวถึงเมื่อกี้นี้เช่นสติสัมปชัญญะ หรือว่าอะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดเพื่อให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ไปให้คลอนแคลน แล้วก็ถ้ายังมีความไม่จริงใจที่จะเข้าใจก็คือว่าไม่ฟังต่อไป จนกระทั่งมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็จบ ก็คือยังคงมีความเป็นตัวตนแล้วก็มีความไม่รู้ ซึ่งไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความไม่รู้ให้เป็นความรู้ได้ เพราะฉะนั้นการฟังแต่ละครั้งต้องละเอียด ไม่ใช่ไปคิดถึงตอนเป็นเด็ก ไม่ใช่ไปคิดถึงตอนอยู่ในครรภ์ในท้องของมารดาหรืออะไร แต่กำลังพูดถึงสภาพธรรมซึ่งเป็นจิต ซึ่งมีความต่างกันขณะเกิดขณะแรกรู้อะไรไหม ก่อนจะมานั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มีการเกิดเป็นบุคคลนี้จะมีการนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะมีจิตในขณะนี้ได้ ถอยไปจนกระทั่งถึงขณะแรกที่เกิดขึ้น ใช้คำว่าปฏิสนธิ หรือปฏิสันธิในภาษาบาลีหมายความถึง การเกิดสืบต่อจากจุติจิตหรือจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน แสดงว่าการเกิดดับของจิตไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เพิ่งเกิด นานแสนนานมาแล้วแสนโกฏกัปป์ก็สืบต่อมาจนกระทั่งถึงณบัดนี้ และก็กำลังสืบต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แล้วก็มีปัจจัยที่จะเกิดสืบต่อไปอีก นี่คือความหมายของสังสารวัฎฏ์ ทุกขณะที่เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง อยากจะเรียนถามว่าลักษณะของความรัก เช่นรักตัวเองรักลูกรักสิ่งต่างๆ ก็อยากถามว่า ความรักนี่เป็นกุศลจิตหรือว่ากุศลจิต

    ท่านอาจารย์ ขณะใดที่ติดข้องผูกพันขณะนั้นเป็นอกุศล ธรรมเป็นธรรมไม่ใช่ว่าของเราไม่ใช่ของคนอื่นใช่ แต่ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเลย โทสะเกิดไม่ใช่ของใครไม่ว่าใครขณะไหนโทสะก็เป็นโทสะ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีความติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่เปลี่ยนลักษณะที่ติดข้องให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นความติดข้องมีเป็นลักษณะของสภาพธรรม ที่ใช้คำว่าโลภะ โลภะไม่ใช่ต้องมีความโลภอยากได้มากๆ แล้วก็เป็นโลภะอย่างที่เราคิด เพียงแค่ความติดข้องหรือความพอใจที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเมื่อไหร่ก็ตาม ขณะนั้นเป็นโลภะเป็นสภาพธรรมที่ติดข้อง เห็นดอกไม้ไหม

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ ชอบไหม

    ผู้ฟัง ชอบ

    ท่านอาจารย์ ดีที่ไม่แต่ว่าเฉยๆ เพราะว่าบางคนจะเลี่ยง พอได้ยินก็หาทางที่จะไปทางอื่นที่จะไม่ใช่โลภะ แต่ว่าความจริงเป็นความจริง ชอบทุกดอกหรือเปล่า มีตั้งเยอะ

    ผู้ฟัง มีก็ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง

    ท่านอาจารย์ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าบางขณะชอบบ้างบางขณะไม่ชอบแต่ทั้งชอบและไม่ชอบเป็นสิ่งที่มีจริง และต่างขณะกัน ถ้าในขณะที่ติดข้องแม้เพียงเล็กน้อยยังไม่ทันจะคิดว่าเป็นดอกไม้ แค่สีสันวรรณะที่ปรากฏ ชอบหรือไม่ชอบ

    ผู้ฟัง ก็มีทั้งชอบและก็ไม่ชอบ

    ท่านอาจารย์ โดยไม่รู้ตัวนี่แสดงให้เห็นความรวดเร็วของธรรม ซึ่งเพียงปรากฏโลภะติดข้องโดยไม่ทันรู้ตัว ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นดอกไม้ ก่อนที่จะเห็นรูปร่างสัณฐาน ขอให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ อวิชชาและโลภะไม่เว้นเพราะไม่รู้ความจริง พอใจที่จะเห็นขณะนั้นก็เป็นโลภะ เห็นอะไรก็ได้แต่พอใจที่จะเห็น ขณะนี้ไม่มีใครที่จะไม่อยากเห็นใช่ไหม ถ้าเกิดไม่เห็นเดือดร้อน ต้องไปหาหมอรักษาเป็นการใหญ่เพื่อที่จะให้เห็น เพราะฉะนั้นเพียงเห็นไม่ว่าอะไรก็ตามขณะนั้น จะไม่รู้เลยว่ามีความติดข้องแต่เบาบางมาก ด้วยเหตุนี้สภาพธรรมนี้มีหลายระดับ ตั้งแต่ติดข้องนิดหน่อยจนกระทั่งปรากฏเป็นความพอใจ เมื่อกี้นี้มีอาหารหลายอย่างรับประทานอะไรก่อน สิ่งที่ชอบดูแล้วตั้งหลายอย่างก็ชอบทั้งนั้นแหละ แต่อะไรก่อนนี้ก็แสดงถึงระดับที่ต่างกัน ว่าแม้ชอบก็มีชอบมากชอบน้อยแต่ทั้งหมดก็เป็นความพอใจความติดข้อง

    ผู้ฟัง อยากจะเรียนถามถึงเรื่องจิตว่างอะไร ขอให้ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม

    ท่านอาจารย์ จริงจริงแล้วเราต้องใส่ชื่อว่าอะไรหรือเปล่าสภาพธรรม อย่างเห็นอย่างนี้ มีจริงๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปติดข้องในชื่อว่าชื่ออะไร แต่ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไรมีธรรมที่กำลังปรากฏให้พิสูจน์ว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกต้องหรือเปล่า เป็นความจริงหรือเปล่า

    ผู้ฟัง แล้วลักษณะของจิตว่างนี้คือจิตที่ไม่คิดปรุงแต่งใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ มีสภาพธรรมใดที่เกิดโดยไม่มีการปรุงแต่งบ้างไหมไม่มี จิตจะว่างจากอะไร

    ผู้ฟัง จิตทุกดวงเกิดร่วมกับเจตสิกใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นให้เจตสิก ก็จะมีเวทนา สัญญา สังขาร มีสังขารคือการปรุงแต่งเพราะฉะนั้นก็จะไม่ว่างจากการปรุงแต่งใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เวทนาเป็นเจตสิกใช่ไหม เป็นเจตสิกประเภทไหนมีลักษณะอย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้าเวทนาก็มีอยู่ ๕ อย่าง ความรู้สึกสุขกายสุขใจ ทุกข์กายทุกข์ใจแล้วก็เฉยๆ

    ท่านอาจ ขณะนี้มีไหม ต้องมี ไม่มีได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ต้องมีอย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ เมื่อมีจิตเกิดขึ้นต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง และสัญญาเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ความจำ

    ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิก ถ้าใช้คำว่าเป็นเจตสิกประเภทจำ แต่ภาษาบาลีเรียกว่าสัญญาก็ได้ แล้วสังขาร สังขารขันธ์ล่ะ

    ผู้ฟัง ความคิดปรุงแต่ง

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไรต้องเป็นธรรมประเภทไหน

    ผู้ฟัง ประเภทนี่หมายความว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ มีจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เช่นขณะนี้เห็นนี่เป็นจิตกำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เวลาที่เสียงปรากฏจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เสียงคือได้ยิน แต่ลักษณะของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยไม่ได้ปรากฏ แม้ความรู้สึกขณะนั้นเป็นความรู้สึกเฉยๆ ถ้าจะหาความรู้สึกเฉยๆ บางทีหาใหญ่เลยไม่รู้เป็นอย่างไร รูปร่างอย่างไร แต่นามธรรมไม่ใช่สิ่งที่สามารถที่จะปรากฏให้รู้ได้ง่ายแม้ว่ามี ลักษณะของเจตสิกแต่ละประเภท ก็เป็นสิ่งที่เกิดกับจิตเป็นนามธรรมด้วย แต่ก็ยากที่จะรู้ว่าเป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นต้องทราบว่าเจตสิกมีทั้งหมด ๕๒ ประเภท ใน ๕๒ ประเภทเป็นเวทนาเจตสิก ๑ ซึ่งเป็นเวทนาขันธ์ เป็นสัญญาเจตสิก ๑ ซึ่งเป็นสัญญาขันธ์ เพราะฉะนั้นสังขารขันธ์เป็นอะไร ก็เป็นหนึ่งในเจตสิก เป็นเจตสิก ๕๐ ประเภทที่เป็นไม่ใช่เพียง ๑ แต่รวมเป็นประเภทสังขารขันธ์ปรุงแต่ง บางขณะปรุงแต่งเพราะเป็นโลภะ บางขณะก็ปรุงแต่งเพราะเป็นโทสะ บางขณะก็ปรุงแต่งเป็นเมตตาหรือเป็นหิริเป็นโอตตัปปะก็แล้วแต่ แต่ให้ทราบว่าธรรมที่มีจริงต่างกันเป็นประเภทใหญ่ ๒ อย่างคือสภาพธรรมอย่าง ๑ ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยนี่คือหลัก จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตามแต่ แต่ว่าลักษณะของสภาพธรรมนั้นมี เกิดปรากฏให้รู้ว่ามีแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เช่นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้มีแน่นอนแต่ไม่รู้อะไรเลย สีสันวรรณะต่างๆ ขณะนี้ไม่รู้อะไรเลยแต่มี เมื่อปรากฏให้เห็นเมื่อจิตเห็นเกิด ถ้าจิตเห็นไม่เกิดสีสันวัณนะขณะนี้ปรากฏไม่ได้ เช่นเดียวกับเสียงมีแต่ถ้าจิตได้ยินไม่เกิดเสียงก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่ต่างกันก่อน ใหญ่ๆ คือประเภท ๑ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย จะมองเห็นมองไม่เห็นก็แล้วแต่ เป็นรูปธรรมทั้งหมด เพราะไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่สภาพธรรมอื่นที่เกิดและสามารถที่จะคิดจะจำจะโกรธ หรือว่าจะเมตตาอะไรก็ตามแต่ จะขยันหรือจะเกลียดคร้านอะไรก็แล้วแต่ สภาพธรรมนั้นเป็นนามธรรมแต่ละชนิด เพราะฉะนั้นสำหรับนามธรรมไหนจะมี ๒ อย่าง หรือ ๒ ประเภทคือจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ในขณะนั้น ส่วนเจตสิกก็เกิดร่วมกับจิต และแต่ละเจตสิกก็ทำหน้าที่การงานของเจตสิกนั้นๆ เช่นสภาพจำ และจะเปลี่ยนจากจำให้เป็นรู้สึกไม่ได้ จะให้เป็นโลภะก็ไม่ได้ จำเป็นจำ โลภะเป็นโลภะ โทสะเป็นโทสะ โทสะจำก็ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท แต่ที่ทรงแสดงสภาพธรรมที่เกิดเป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูป โดยนัยของอุปาทานขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์ รูปทุกชนิดทุกประเภทเป็นรูปขันธ์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่สภาพรู้จะหยาบจะละเอียดจะใกล้จะไกลจะภายในภายนอกอย่างไรก็ตาม รูปทั้งหมดสภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ทั้งหมดเป็นรูปขันธ์ ชอบรูปขันธ์ไหม

    ผู้ฟัง ก็ยังติดข้องอยู่

    ท่านอาจารย์ นั่นคืออุปาทาน เพราะฉะนั้นใช้คำว่าอุปาทานขันธ์ ๕ ยึดสิ่งที่เป็นรูปกับนามโดยนัยต่างๆ เช่นยึดถือรูปว่าเป็นเรา ยึดถือไว้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็ยังยึดบ้าง

    ท่านอาจารย์ บ้าง

    ผู้ฟัง ก็เยอะนะ

    ท่านอาจารย์ เป็นเรามาตลอดเลยใช่ไหมตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ใครจะมาทำร้ายหรือทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรานี้ก็คือรูปขันธ์ และของเรายึดไหม อะไรอะไรของเราทั้งหมดนี่ยึดไหม ยึดถือด้วย เพราะฉะนั้นรูปเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความพอใจยึดมั่นแน่นอน ผู้ที่จะละความยินดีพอใจในรูปคือพระอนาคามีบุคคล ไม่ต้องไปคิดถึงขณะนี้เลยว่าใครจะไม่ยินดีพอใจในรูปอาจจะมีน้อยแต่ยังมีอยู่ แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะพอใจในรูปประเภทไหนบ้าง บางคนติดสีมากบางคนติดเสียงมาก บางคนก็ติดกลิ่นมาก บางคนก็ติดรสมาก บางคนก็ติดสัมผัสมาก นอนต้องสบายไปไหนหอบหมอนไปด้วยใช่ไหม นี่ก็คือความติดซึ่งแต่ละคนก็ต่างกันไป ตามอัธยาศัยที่สะสมมานี่คือความติดในรูป ถ้ามีแต่รูปแต่ไม่มีสภาพรู้เลยไม่เดือดร้อนเลย ใช่ไหม น้ำท่วมก็ท่วมไปภูเขาไฟระเบิดก็ระเบิดไป ไม่เห็นมีการที่จะไปรู้ไปเห็นในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ไม่เดือดร้อน แต่เพราะเหตุว่ามีธาตุหรือมีธรรมอีกประเภท ๑ ซึ่งใครก็ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ ธรรมทั้งหมดมีเกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อมีธรรมอีกประเภทหนึ่งคือนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ นามธรรมจะรู้อะไรในเมื่อมีรูปปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เพราะฉะนั้นนามธรรมในวันหนึ่งๆ ก็รู้รูปติดรูปต้องการรูปพอใจยึดมั่นในรูป

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 เม.ย. 2569