ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1614


    ตอนที่ ๑๖๑๔

    สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ เชียงใหม่

    วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑


    เป็นธรรมะที่เป็นรูปธรรม และเป็นนามธรรมเท่านั้นค่อยๆ เข้าใจถูกต้องเข้มค่ะ พอกราบเรียนถามพระอาจารย์อ่ะมีคนใช้ธรรมะเยอะนะครับ ในโลกเนี่ยโดยเฉพาะประเทศไทยที่ใช้ทำมั้ยอะ รัฐบาลก็ใช้ธรรมะ ที่สะพานมัฆวานก็จะทำน่ะ ควายค้านก็พูดเรื่องธรรมะอยากทราบว่าธรรมะที่ทุกกลุ่มพูดถึงนี้ เป็นธรรมะอันเดียวกันหรือเปล่าครับ ธรรมะเป็นธรรมะนะคะ เปลี่ยนธรรมะให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยค่ะ แล้วก็ไม่ใช่ของใครด้วย ไม่ว่าจะที่สะพานมัฆวานที่สะพานอะไรอีกเยอะแยะหลายๆ สะพานหรือว่าไม่ว่าที่บ้านธรรมะหรือที่ไหนนะคะ ธรรมะก็เป็นธรรมะ ไม่รู้หรือเปล่าว่าเป็นธรรมะ สำคัญที่สุดคือพุทธะอันเนี้ยนะคะ คือความรู้ความตื่นความเบิกบานรู้ถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงขณะนี้นะคะ เกิดมาแล้วก็เป็นธรรมะที่เกิดก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ ยึดถือธรรมะที่เกิด เป็นเรา มีความรู้สึกสบายเราสบายพอรู้สึกเป็นทุกข์นะคะ เสียใจเกิดขึ้นเป็นเราทุกซึ่งความจริงก็เป็นลักษณะของธรรมะแต่ละอย่างค่ะซึ่งมีปัจจัยก็เกิดบังคับให้เกิดไม่ได้ถ้าบังคับได้ใครจะอยากมีความทุกข์บ้างใครอยากจะโกรธใครอยากจะเจ็บ ใครอยากจะเดือดร้อนไม่มีเลยนะคะ แต่ว่าเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมะได้เกิดสภาพธรรมะนั้นเกิดแล้วค่ะ ไม่มีใครจะไปสามารถทำให้เกิดขึ้นได้เลยนะคะ แต่เพราะปัจจัยต่างหากที่ทำให้สภาพธรรมะนั้นเกิดแล้วจะทำให้เกิดหรือรู้ว่าสิ่งที่มีในขณะนี้เกิดแล้วโดยใครก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดได้เลยแต่เพราะมีปัจจัยที่สภาพธรรมะขนาดนี้เป็นอย่างนี้นะคะ เพราะว่ามีปัจจัยที่เกิดเป็นอย่างนี้ เวลากระทบสิ่งที่แข็งนะคะ แข็งเกิดแล้วปรากฏแล้วแลกแข็งก็เกิดเป็นแข็งแล้วด้วยจะให้เป็นรถหรือจะให้เป็นกลิ่นก็ไม่ได้แห้งเกิดเป็นแข็งใครจะเปลี่ยนแข็งให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือเห็นในขณะนี้นะคะ จะบอกว่าไม่เห็นได้ไหมคะ เพราะเห็นเกิดแล้วคิดเนอะ จะบอกว่าไม่คิดไม่นึกได้ไหมเพราะว่าคิดแล้วเกิดแล้ว เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าธรรมะทั้งหมดนะคะ แทนที่เราจะคิดว่าจะทำให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นก็ควรที่จะได้เข้าใจความจริงว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้นต่อไม่มีปัจจัยที่ทำอะไรจะเกิดธรรมะนั้นจึงเกิด นี่เป็นการรู้ความจริงนะคะ ซึ่งตรงกันข้ามกับชาวโลกซึ่งไม่รู้ความจริงก็คิดว่ามีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้แต่ความจริงก็คือไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนะคะ แม้ขณะนั้นก็เป็นธรรมะที่เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีการเข้าใจถูกต้องขึ้นนะคะ นั่นก็คือปัญญา แต่ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจนะคะ ไปแสวงหาไปคิดว่าต้องทำอย่างอื่นโดยไม่รู้สิ่งที่เกิดแล้วในขณะนี้ก็ไม่มีวันพบธรรมะ ขณะนี้นะคะ เป็นธรรมะฟังเพื่อเข้าใจให้รู้ว่าเป็นธรรมะไม่ใช่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลยค่ะ อยากจะถามอาจารย์ว่าแต่ละฝ่ายนะเค้าใช้ธรรมะข้อไหนที่มาอยู่กันขนาดนี้ที่ยังไม่สงบร่มเย็นค่ะขณะใดที่ไม่ได้ฟังธรรมะไม่ว่าจะเป็นใครฝ่ายไหนนะคะ ก็คือไม่รู้จักธรรมะ ใช้คำพูดว่าจะใช้สติจะใช้ปัญญาจะใช้ธรรมะนะคะ สติอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่ไหนจะได้เอามาใช้ค่ะ มีหรือไม่มีไม่มีเลย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นคำที่บอกว่าฝ่ายใดก็ตามขณะใดที่ไม่เข้าใจธรรมะขณะนั้นก็คือว่าไม่รู้จักธรรมะแต่พูดคำว่าธรรมะแล้วก็เข้าใจผิดด้วยคือใช้คำว่าใช้ธรรมะใช้สติใช้ปัญญาเป็นไปไม่ได้เลยคะไม่มีใครสามารถที่จะใช้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ท่านอาจารย์พูดถึงคำว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริงนะคะ ก็เข้าใจในเรื่องราวแต่ก็ยังไม่ได้ให้เข้าใจสภาวธรรมที่เป็นจริงอย่างพูดถึงเสียงเสียงเป็นธรรมะเสียงมีจริงอยากจะเข้าใจความจริงของเสียงที่เป็นธรรมะเนี่ย หมายความว่าอย่างไรท่านอาจารย์ ค่ะเสียงปรากฏแล้วก็หมดไปนั่นคือธรรมะขณะนี้ก็ได้ยินเสียงเสียงมีความหมายเสียงมีชื่อเราจะเข้าใจเสียงที่เป็นธรรมะนี้ได้ยังไงท่านอาจารย์ฮะตัวเสียงมีจริงๆ หรือเปล่าคะตัวเสียงมีจริงค่ะ ด้านได้คือให้รู้ว่าเสียงเป็นธรรมะอย่างหนึ่งค่ะที่ฟังเข้าใจแค่นี้ใช่ไหมคะแข็งมีจริงเป็นธรรมะอย่างหนึ่งค่ะ เห็นมีจริงเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง แค่สุขมีจริงเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ไล่เรียงไปแล้วทุกอย่างขณะนี้มีจริงเป็นธรรมะแต่ละอย่างแต่ละอย่างแต่ละอย่างเพียงฟังนะคะ เริ่มเข้าใจว่าธรรมะคืออะไรไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนแต่ว่ายังไม่ได้รู้จริงๆ ในลักษณะที่เป็นธรรมะของแต่ละอย่างเลยเช่นแข็งนะคะ ถามว่าแข็งมีจริงทุกคนตอบว่าจริง และรู้ว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมะทุกคนก็ตอบได้ เพราะฉะนั้นแข็งเนี่ยก็เป็นธรรมะแต่วันนี้ก็มีแข็งปรากฏตั้งแต่เช้าจนถึงเดี๋ยวนี้รู้ความเป็นธรรมมะของแข็งหรือเปล่า เหมือนกับเสียงก็ปรากฏอยู่เรื่อยๆ ทางหูนะคะ แต่รู้ความเป็นธรรมมะของเสียงหรือเปล่าความสบายใจความรู้สึกเกิดขึ้นนะคะ มีจริงเป็นธรรมะชนิดหนึ่งแต่รู้ความเป็นธรรมมะของความรู้สึกนั้นหรือเปล่าหรือทั้งหมดก็เป็นเราหรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะเหตุว่าไม่เคยรู้ตัวจริงๆ ว่าเป็นธรรมะ เพียงแต่ฟังว่าเป็นธรรมะซึ่งแตกย่อยออกไปแล้วนะคะ ทุกขณะเป็นธรรมะทั้งหมดเลยขั้นฟังแต่ก็ยังไม่ได้รู้จริงๆ ในความเป็นธรรมะของสภาพนั้นๆ แต่ละอย่างนี่คือประโยชน์ของการที่ชาตินี้จะได้ยินได้ฟังกี่ครั้งมากหรือน้อยก็ตามนะคะ อาจจะลืมเรื่องราวในพระไตรปิฎกที่เราได้ยินได้ฟังไม่ว่าจะเป็นสูตรไหนใครได้พบพุทธเจ้าเมื่อไหร่ได้พบ แล้วฟังธรรมะอะไร และก็ได้บรรลุคุณธรรมแค่ไหนนี่คือเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังแต่เราก็ไม่ได้จำไว้ทั้งหมดนะคะ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะจากโลกนี้ไปจริงๆ เนี่ยถ้าสามารถจะเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าสิ่งที่กำลังกรากฏจริงๆ เนี่ยเป็นสภาพที่มีจริงเป็นธรรมะแล้วค่อยๆ ชินกับลักษณะที่เป็นธรรมะ ในที่สุดสิ่งนั้นจะเป็นเราได้ไหม เคยเป็นราวหรือเป็นข่าวแต่พอรู้ว่าเป็นธรรมะเป็นธรรมะแต่ละอย่างในขั้นของการฟังแล้วมาฟังมีความเข้าใจขึ้นนะคะ คำว่ากำลังมีปรากฏเช่นสิ่งที่ปรากฏทางตานะคะ เป็นเพื่อนเราหรือเปล่า เป็น๙อี้หรือเปล่าเป็นพี่น้องของเราหรือเปล่า๔ที่กำลังปรากฏเฉพาะตัวที่ปรากฏจริงๆ เป็นสีสันวรรณะแนะเป็นญาติของเรารึเปล่าคะเป็นเพื่อนของเรารึเปล่าคะ แต่เพราะไม่รู้จริงจำได้นะคะ แม่ไม่เห็นสีนี้ก็ยังนึกถึงสีนี้ว่านี่แหละเรายังมีญาติอยู่มีพี่น้องอยู่ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏจริงๆ อย่างมั่นคงเพียงแต่เริ่มฟัง และเริ่มรู้ว่าคณะนี้ค่ะมีธรรมะที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้นะคะ ในบรรดาธรรมะทั้งหมดเนี่ย มีสิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นทางการได้อย่างเดียว วรรณะทาสหรือสิ่งที่มีจริงแค่เรียกชื่อนี่ก็งงนะคะ แค่ที่จะบอกว่าเป็นธรรมะที่ปรากฏทางตาก็งงเพราะว่าเคยเป็นคนเป็นโต๊ะเป็น๙อี้ และก็บอกว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏต่างๆ กำลังจะไปหาว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเนียมันมีลักษณะยังไง เล่นกับเสียงเหมือนกับกลิ่นเหมือนกับอะไรหรือเปล่าแต่ไม่เหมือนกับอะไรเลยทั้งสิ้นเพราะว่าเป็นทาสหรือเป็นธรรมะอย่างหนึ่งซึ่งสามารถกระทบจากครูภาษาไทยแล้วเมื่อใดที่มีจิตเห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งนี้จึงปรากฏได้ นี่คือความน่าอัศจรรย์นะคะ และจะไปเป็นของใคร สิ่งที่ปรากฏเนี่ย เป็นดอกไม้หรือว่าเป็นญาติหรือเป็นพี่น้องก็เปล่านี่คือการที่จะเข้าถึงความเป็นธรรมมะนะคะ ว่าธรรมะเป็นธรรมะที่ใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของธรรมะนั้นได้เลยบางคนก็สงสัยนะคะ จนกระทั่งว่าแม่ให้อย่างงั้นเราก็ไม่มีพ่อแม่ไม่มีเพื่อนฝูงไม่มีอะไร เข้าใจเลยไปคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะคะ แต่ความจริงนะคะ ที่เป็นเพื่อนเราเนี่ยหรือว่าเป็นมารดาบิดาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเนี่ยมีสีสันวรรณะไม่มีแข้งใหม่มีเห็นมั้ยก็คือต้องมีธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะเกิดขึ้นเลยจะมีอะไรในโลกก็ไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนะคะ เกิดแล้วไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งนั้น และไม่เที่ยงไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลยค่ะทุกสิ่งทุกอย่างเพียงปรากฏแล้วหมดไปแต่ว่าสภาพที่จำเนี่ยนะคะ เป็นอัตราสัญญาหมายความว่าการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วจนกระทั่งไม่ประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไปทำให้เกิดนิรูปร่างสัณฐานซึ่งจำไว้มั่นคงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่รู้ตัวจริงเลยว่าแท้ที่จริงก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏกระทบ และก็หมดไปอยู่เรื่อยๆ เหมือนเราไปดูหนังนะคะ เป็นเรื่องใช่ไหมคะแต่ถ้าไม่มีรูปทีละรูปเนี่ยจะมีการเคลื่อนไหวได้มั้ยแต่เราไม่เคยคิดถึงเลยคิดถึงแต่คนหรือเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าธรรมะนี้ค่ะไม่ใช่สิ่งที่เราจะรู้ได้ถ้าไม่มีการฟังไม่มีการไตร่ตรองไม่มีการค่อยๆ น้อมไปสู่การเข้าใจความจริง เพราะเห็นว่าไม่มีใครสามารถจะไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้นเพราะมีความเข้าใจจากการฟังระดับนี้จะให้มากกว่านี้ก็ไม่ได้แต่เมื่ออบรมแล้วนะคะ เข้าใจมากยิ่งขึ้นจะให้กลับไปไม่รู้เหมือนเดิมก็ไม่ได้อีกเพราะฉันก็มีความเห็นสภาพธรรมะที่ต่างกันนะคะ ความเข้าใจ กับความไม่เข้าใจเรียกว่าความรู้กับความไม่รู้ต้องต่างกัน เพราะฉะนั้นแม้ความไม่รู้นะคะ ก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่งจะเปลี่ยนความไม่รู้ให้เป็นความรู้ก็ไม่ได้ และความรู้ก็ไม่ใช่ความไม่รู้เพราะเหตุว่าเมื่อเริ่มรู้นะคะ ก็รู้ไม่ใช่ว่าจะกลับไปสู่ความไม่รู้อีกได้นี้ก็คือทำมาเป็นสิ่งที่นะคะ ทุกคำข้ามไม่ได้ เช่นธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาเห็นจริงตามนี้หรือยังเขาแจ้งจากการฟังนะคะ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเนี่ยสามารถจะปรากฏกับกายะภาษาไทยว่าแข็งหรืออ่อนเย็นหรือร้อนตึงหรือไหวเพราะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วดับไป นี่ค่ะคือความไม่เที่ยงสำหรับผู้ที่รู้ความจริงนะคะ แต่ผู้ที่ยังไม่รู้ความจริงก็คือฟัง และก็พิจารณา และก็มีความเห็นถูกต้องว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่าถ้าเป็นจริงอย่างนั้นแต่ชาตินี้ยังไม่ประจักษ์การเกิดแบบก็คือว่าสะสมความเห็นถูกที่จะไม่ลืมว่าไม่ว่าจะเกิดอีกเมื่อไหร่นะคะ พอได้ยินคำว่าธรรมะก็สามารถที่จะเพิ่มความเข้าใจได้ว่าธรรมะก็คือเดี๋ยวนี้ขณะนี้ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏสิ่งนั้นๆ และเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นความลึกซึ้งของธรรมะนะคะ ที่กำลังเกิดล่ะลองคิดดูค่ะเพียงแค่จะคิดว่าพลาดที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏเนี่ย เกิดขึ้น และดับไป มากมายนะคะ กว่าจะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน และก็มีท่าทีคิดในกิดขึ้น และก็มีภวังคจิตอะไรอีกมากมายเกิดขึ้นเนี่ยไม่รู้เลย ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยนะคะ เพราะเหตุว่ายังมีการฝัง และการพิจารณา และการเข้าใจไม่พอ เพราะฉะนั้นแต่ละชาติเนี่ยเพียงเริ่มที่จะเข้าใจธรรมะประโยชน์สูงสุดของการฟังวันนี้นะคะ คือไม่ลืมเพราะว่าเราจะต้องเห็นอีกใช่ไหมคะไม่ใช่เห็นอยู่ตรงนี้เท่านั้นกลับบ้านก็เห็นไปตลาดก็เห็น ไปโรงเรียนหรือไปทำงานได้ที่ไหนที่ไหนก็มีเห็นแต่ก็ลืมว่าขณะนี้เห็นเป็นทาสหรือเป็นธรรมะที่เพียงเกิดขึ้นเห็นกระดับไป เพราะฉะนั้นชาตินี้จะสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสภาพธรรมะที่มีจริงได้มากน้อยแค่ไหนนะคะ ก็คือว่ารู้ตามความเป็นจริงว่าไม่เข้าใจผิด ไม่ใช่ไปคิดว่าธรรมะต้องเป็นขนาดอื่นซึ่งไม่ใช่ขณะที่กำลังเห็นกำลังได้ยินหรือว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่ตรงนะคะ สัจจะบารมีไม่เห็นผิดไม่เข้าใจผิดอาทิตย์ฐานะบารมีความมั่นคงของการที่จะมีความเข้าใจถูก ในคำที่ผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา เดี๋ยวก็ลืมใช่ไหมคะ ไม่นานเลยค่ะนี้แสดงให้เห็นว่าการสะสมความไม่รู้มากนะคะ กว่าจะรู้ขึ้นเพราะฟังรู้ขึ้นเพราะจำรู้ขึ้นเพราะไตร่ตรองโขึ้นเพราะกำลังค่อยๆ เข้าใจขึ้น และก็เห็นประโยชน์ว่าทำไมพระผู้มีพระภาคในพระไตรปิฏกนะคะ ตรัสแต่เรื่องของตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรื่องของโนพระเรื่องของโทสะเรื่องของวิตรรกะการเบรกเรื่องของเวทนาเรื่องของการจำซึ่งเป็นสภาพธรรมะที่มีจริงๆ ในขณะนี้นะคะ แต่ว่าดับแล้วอย่างเร็ว เพราะฉะนั้นดับไปพร้อมความไม่รู้อยู่ตลอดเวลาที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็สะสมความไม่รู้ และเพิ่มขึ้นอีก และก็จะให้รู้ได้รวดเร็ว และเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อสะสมความไม่รู้ และทีละเล็กที่ละน้อยทางตา และทางหูการสะสมความรู้ก็ต้องทีละเล็กทีละน้อยทางตาที่กำลังเห็นเนี่ยเริ่มระลึกได้เริ่มมีความเข้าใจว่านี่เป็นธรรมะนะคะ ขณะที่กำลังเข้าใจอย่างนี้เนี่ยไม่ได้สนใจอย่างอื่นเพราะอย่างอื่นยังไม่มี แต่มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เข้าใจถูกต้องซึ่งยากทุกทางไม่ว่าจะเป็นทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ เพราะฉะนั้นคำถามของคุณชุมพรที่ว่าเสียงเป็นธรรมะก็เหมือนแข็งเป็นธรรมะก็เหมือนสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมะก็เหมือนรถที่ปรากฏก็เป็นธรรมะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมจนกว่าจะเข้าใจถูกต้องนะคะ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมะชนิดหนึ่งซึ่งปรากฏแล้วหมดไป ค่ะก็ขอประทานโทษท่านอาจารย์นะฮะฟังท่านอาจารย์ทุกอย่างเป็นธัมมะแต่ก็ยังเห็นเป็นคน จากได้ใช่ไหมคะเห็นท่านอาจารย์ก็จำได้ค่ะ เพราะฉะนั้นที่จำเป็นคุณชุมพรหรือเป็นธรรมะ อาจารย์บอกว่าทุกอย่างไม่ใช่เราเป็นธรรมะคนอื่นจะว่ายังไงก็ตามนะคะ ฟังแล้วคิดอย่างนั้นหรือเข้าใจอย่างอื่น เห็นด้วยหรือว่าคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ได้ยินได้ฟังสภาพจำแนะ มีจริงๆ หรือเปล่ากำลังจำเป็นจริงคุณชุมพรหรือเป็นใครหรือว่าเป็นธรรมะ ต้องเป็นธรรมะค่ะไม่ใช่กว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมะก็ลองคิดดูนะคะ คือเรื่องราวให้พระอาจารย์ถ้าไม่จำจะมีเรื่องราวไหมคะ หมายความว่าเรื่องราวเกิดจากความจำแน่นอนค่ะแม้แต่คิดขนาดนี้ก็ต้องจำ อย่างงั้นเราก็จำที่ไม่ใช่ธรรมะแน่นอนค่ะแค่แหวกจำเกิดกับจิตทุกขณะ จึงมีอัฏฐสัญญา และอาณัติสัญญา หมายความว่าขณะที่เราเห็นเป็นท่านอาจารย์นี่เป็นอัดสัญญาณ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งความจริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นเอง แต่ขอประทานโทษนะท่านอาจารย์ยังไงก็ยังเห็นเป็นคนเดินอยู่ดีอาจารย์ แล้วฟังธรรมะว่ายังไง ทุกอย่างเป็นธรรมะค่ะนี่ค่ะแปลว่ายังไม่ถึงการที่จะเห็นว่าเป็นธรรมะ แต่เริ่มฟังแล้วพิจารณาว่าจริงหรือเปล่า สิ่งที่ปรากฏทางตานะคะ กรรมแล้งปรากฏแจ่มสิ่งที่ปรากฏได้มั้ยคะคืนนี้ฝันได้ไหม ฝันได้ค่ะเพราะจังใช่ไหมคะค่ะโดยไม่เห็น ค่ะแสดงว่าสิ่งที่ปรากฏเนี่ยเป็นอย่างหนึ่ง แลกกันจำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ จำได้แน่นอนค่ะจึงฝันถึงสิ่งที่เคยเห็นแต่แม่ไม่มีปรากฏให้เห็นอีกแล้วก็ยังจำได้ เพราะฉะนั้นก็จำนะคะ มีใครอยู่ที่ไหนมีอะไรอยู่ที่ไหนทั้งๆ ที่สิ่งนั้นไม่ปรากฏเลยเห็นอวิชชาไหมคะความไม่รู้ว่าแค่ไหนแม้สิ่งนั้นไม่มีแล้วก็ยังเข้าใจว่ายังมีอยู่ อาจารย์กำลังบอกว่าโลกของเรานี้หมายถึงเป็นโลกที่เรื่องราวเนี่ยก็คือเป็นโรคของวิชาความไม่รู้อย่างนั้นแหละฮะมิได้เลยค่ะหมายความว่าสภาพธรรมะเกิดดับสืบต่อกันโดยใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะว่าธรรมดานะคะ จิตเป็นธาตุที่เป็นนามธาตุ ถ้าศึกษาเรื่องธาตุนะคะ ทุกอย่างสิ่งที่มีจริงยังแข็งนะคะ ก็เป็นพาร์ทแข็งใช้คำว่าปฐวีธาตุเย็นหรือร้อนก็มีจริงๆ ใช้คำว่าเตโชธาตุคือสิ่งที่มีจริงก็เป็นพาร์ทลักษณะต่างๆ โลกมีจริงความติดข้องมีจริงไหมคะ ไม่จริงค่ะถ้าเรียกเราพระธาตุได้ไม่ได้ค่ะโทรศัพท์มีจริงๆ นะคะ เรียกโทรศัพท์ภาพได้ไม่ได้แค่ไม่เรียกโทรศัพท์โทรศัพท์ก็เป็นทาสใครจะเรียกหรือไม่เรียกโทรศัพท์ก็เป็นทาส เพราะฉะนั้นธาตุในโลกนี้นะคะ จึงต่างกันเป็นรูปธาตุกับนามธาตุ ถ้าไม่รู้อย่างนี้ก็เวลาพลาดได้เกิดขึ้นก็เป็นเรา นี่คือความไม่รู้ เพราะฉะนั้นขนาดแรกที่เกิดขึ้นนะคะ ในโลกนี้ขณะนั้นนะคะ จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แต่ขณะนั้นโลกนี้ไม่ปรากฏเลยเพราะไม่ได้อาศัยตาเห็นไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นไม่ได้อาศัยหูไม่ได้ยินอะไรในขณะเกิดไม่ได้คิดนึกด้วยแต่เกิดมาแล้วเนี่ยหลังจากที่เกิดแล้ว และจะไม่เห็นได้ไหม เห็นแล้วจะไม่ให้จำได้ไหมจำแล้วจะไม่ให้คิดได้ไม่ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อมีเห็นแล้วก็มีคลิป และก็มีรู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไรจนกว่าจะมีความเห็นถูกต้องนะคะ แล้วก็รู้ความจริงว่าเป็นธรรมะแม้สิ่งที่กำลังจำก็เกิดขึ้น และดับไป ค่ะขอบพระคุณท่านอาจารย์นะคะ มีอีกคำถามนึงค่ะเขาเขียนขึ้นมาถามว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงกล่าวว่าธรรมะมีความอัศจรรย์แต่ทำไมปุถุชนจึงมองไม่เห็นความอัศจรรย์นั้น ค่ะ ตอนนี้ได้ยินใช่ไหมคะ ค่ะ ได้ยินได้ไงอ่ะคะ จากไม่ได้ยิน จีนไม่ได้ปรากฏใช่ไหมคะเสียงไม่ได้ปรากฏตอนที่ไม่ได้ยินเสียงไม่ปรากฏเลย ค่ะแล้วทำไมเสียงปรากฏได้ มาจากไหน ปรากฏได้ยังไงไม่น่าอัศจรรย์เลยค่ะกำลังนอนหลับสนิทเนี่ยเป็นใครอยู่ที่ไหนไม่รู้เลยชื่ออะไรก็ไม่รู้ จะอยู่ที่เชียงใหม่จะอยู่ที่กรุงเทพฯจะอยู่ที่ไหนไม่มีความรู้ใดๆ เลยทั้งสิ้นนะคะ แล้วเกิดได้ยินขึ้นเนี่ยไม่น่าอัศจรรย์เลยค่ะจากไม่รู้อะไรไม่มีอะไรปรากฏเลยก็มีเสียงปรากฏได้เนี่ยไม่น่าอัศจรรย์เลยค่ะ เรียนท่านอาจารย์นะครับ คือ ความอัศจรรย์นี้มันยังยากที่จะเข้าถึงเพราะว่าเรายังไม่มีปัญญาใช่ไหมครับแน่นอนค่ะไม่รู้ซะอย่างหนึ่ง และก็ไม่ใช่อย่างเดียวด้วยนะคะ ตลอดชีวิตทุกอย่างก็ไม่รู้ อย่างจับไมโครโฟนนี้ก็แข็งแต่ก็ไม่เห็นความอัศจรรย์ของแข็งที่ปรากฏเลยครับถ้าก้อนแข็งเจ็บปรากฏมีแข่งมั้ยคะไม่มีครับแล้วทำไมแข็งปรากฏ อาจารย์กำลังจะบอกว่านี่คือความอัศจรรย์ของแข้งที่ปรากฏนะครับ ไม่มีปัจจัยที่จะให้แข็งแกร่งกดแข็งแกร่งกดได้ไหม ถ้าไม่มีกายนี้ก็ไม่มีแข็งปรากฏแข่งนมีค่ะถ้ามีธาตุดินนะคะ ลักษณะที่อ่อนแข็งก็มีจะปรากฏหรือไม่ปรากฏใครหรือจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามมีปัจจัยที่จะให้ธาตุดินเกิดเป็นแข็งก็เกิดขึ้นเป็นแข้ง ใครจะรู้หรือไม่รู้ไม่สำคัญแต่สำหรับขณะนี้นะคะ พี่ว่าจับไมโครโฟน และก็แข็งก้อนนั้นไม่มีแข่ง แล้วจะแข็งปรากฏได้ฮิตดูค่ะ เพราะอะไรน่าอัศจรรย์ใหม่จากไม่มีแล้วมี แล้วก็หามีไม่ประดับแล้วด้วยแต่ปัญญาของเรายังไปไม่ถึงที่หามีไม่นะคะ เพราะฉะนั้นฟังธรรมะแล้วก็รู้ได้เลยค่ะรู้จักพระพุทธเจ้าก่อนฝันธรรมะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไหมคะ ก่อนความรู้จักเพียงแต่ชื่อของพระองค์ตอนนี้เริ่มรู้แล้วใครแสดงความจริงของสิ่งที่ดีเป็นปกติในชีวิตประจำวันโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง จนกว่าจะไปถึงที่อาจารย์บอกว่ามีแล้วหามีไม่ใช่ไหมครับจนกว่าความรู้จะเพิ่มขึ้นค่ะจากการไม่รู้ค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจค่อยๆ รู้ขึ้นครับขอบคุณครับ อยากเรียนถามว่าสติปัฎฐาน๔กับสัมมาสติคืออันเดียวกันหรือเปล่าครับ รู้สึกยาก ได้ยินชื่อ ใช่ไหมคะเรียกว่าอยากจะรู้จักธรรมะแล้วละความไม่รู้ความไม่เข้าใจ จริงๆ แล้วแต่ละคนเนี่ยก็มีความคิดเห็นต่างกันนะคะ ต่างคนก็ต่างอัธยาศัยแต่ถ้าเป็นผู้ที่ตรง และก็มีเหตุผลนะคะ ฟังธรรมะเพื่ออะไร แล้วก็ปฏิบัติธรรมะเพื่ออะไร แล้วถ้าไม่รู้จักธรรมะไม่เข้าใจธรรมะนะคะ จะปฏิบัติธรรมะได้ไหม เพราะฉะนั้นก็ไม่ตรงกับเหตุผลใช่ไหมคะอย่างขนาดนี้ค่ะฟังธรรมะเพราะอะไรเพราะไม่รู้ธรรมะจึงฟังเพื่อที่จะรู้ว่าเป็นธรรมะฟังเพื่อให้มีความเข้าใจธรรมะว่าเป็นธรรมะแต่เวลาปฏิบัติธรรมะเนี่ยปฏิบัติเพื่ออะไร มีเหตุผลอะไรมีความเข้าใจอะไรแล้วก็จะรู้อะไรแม้แต่คำว่าปฏิบัติในภาษาไทยนะคะ มาจากภาษาบาลีคือปกติกับปฏินะคะ ปกติแปลว่าเฉพาะปัตติแปลว่าถึงถึงเฉพาะ ธรรมะที่กำลังปรากฏ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเป็นธรรมะนั้นจึงจะเป็นผลของปฏิบัติไม่ใช่ให้ใครไปทำอะไรเลยทั้งสิ้นพระพุทธศาสนานะคะ เป็นคำสอนให้เกิดความเห็นปลูก ไม่ใช่ให้เกิดความเห็นผิดหรือไม่ใช่ไม่รู้แล้วทำอะไร ทั้งหมดนี้ค่ะเพื่อละความไม่รู้ เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังฟังนะคะ ก็คือฝั่งให้เข้าใจเพื่อกันไม่รู้สิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริงนี่คือขั้นฟังนะค่ะเมื่อฝันมีความเข้าใจ และก็ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงเช่นธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา และใครกำลังปฏิบัติ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 195
    12 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ