ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
ตอนที่ ๑๕๕๐
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจึงทราบได้เลยว่า กว่าจะขัดเกลาละคลายจนกระทั่งดับอกุศลได้ ต้องด้วยปัญญาที่อบรมเจริญขึ้น ไม่ใช่ด้วยความเป็นตัวเราที่อยากไม่มีอกุศล แล้วก็ไปทำอะไรโดยที่ไม่มีปัญญาที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม และคิดว่าขณะนั้นจะดับอกุศลได้ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าอาสยานุสยะคือ การสะสมทางฝ่ายกุศลและอกุศล ซึ่งทางฝ่ายอกุศลซึ่งมีกำลังคืออนุสัย จะดับได้ด้วยโลกุตรจิต คือการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล จึงจะดับอกุศลได้เป็นสมุจเฉท ไม่เกิดอีกเลย ตามลำดับขั้น คือเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคามี จนถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นได้ ไม่ใช่ไม่ได้ แต่นานเพราะเหตุว่าผู้ที่ได้อบรมเจริญปัญญาถึงการดับกิเลสเป็นพระอรหันต์มีแล้วเป็นจำนวนมาก
เพราะฉะนั้นก็ต้องอบรมเจริญต่อไป แต่ว่าเป็นปัญญาของตัวเองที่จะต้องเข้าใจขึ้น การฟังธรรมการไตร่ตรองธรรมทั้งหมด ก็เป็นการที่จะเกิดปัญญาของตัวเอง และแต่ละคนก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า เป็นปัญญาระดับขั้นของการฟังเข้าใจ หรือว่ามีปัญญาขั้นสูงกว่านั้นอีก เพราะมีเหตุปัจจัยที่จะให้ปัญญาขั้นนั้นเกิดขึ้น
ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่าถ้าเผื่อสติเกิดแล้ว ตอนที่เห็นสีเมื่อรูปารมณ์กระทบจักขุปสาทรูป ซึ่งรูปารมณ์นั้นมีทั้งอนิฏฐารมณ์และอิฏฐารมณ์ แต่ถ้าเผื่อสติเกิด จะเป็นโทสะหรือโลภะไหม
ท่านอาจารย์ สติเกิดกับโสภณจิต จะไม่เกิดกับอกุศลจิต เท่าที่ได้ฟังมาก็รู้สึกว่ามีเรื่องที่ไม่สามารถจะรู้ได้มากมายเลยใช่ไหม เพราะว่าจิตเกิดดับสลับกันเร็วมาก ที่จะรู้ว่าทันทีที่เห็นแล้วก็เป็นอกุศลหรือเป็นกุศล ก็ยาก หรือว่าจะเป็นอกุศลประเภทใด จะเป็นอกุศลประเภทโลภะ หรืออกุศลประเภทโทสะ หรืออกุศลประเภทโมหะ เพราะว่าอกุศลมี ๑๒ ดวง หรือ ๑๒ ชนิด หรือประเภทก็แล้วแต่ จัดเป็นโลภมูลจิตเกิดกับจิตที่เป็นโลภะ ๘ แล้วก็โทสมูลจิต ๒ แล้วก็เป็นโมหมูลจิต ๒ อันนี้เราก็คงจะยังไม่กล่าวถึงในตอนนี้ แต่ก็จะขอกล่าวถึงหลังจากที่ได้รู้ลักษณะของจิตจริงๆ แล้วก็จะได้รู้จักจิตแต่ละประเภทให้ละเอียดยิ่งขึ้น เป็นการยากที่สิ่งที่เกิดดับเร็ว แล้วก็จะไปรู้ความจริงว่าขณะนั้นเป็นโลภะหรือโทสะ เพราะว่ามีทั้งจิตที่เป็นวิบาก แล้วก็มีจิตที่เป็นกุศล แล้วก็มีจิตที่เป็นอกุศลสืบต่อกันอย่างเร็วมาก
แต่โดยหลักที่ว่าถ้าขณะใดไม่เป็นไปในทาน ไม่เป็นไปในศีล ไม่เป็นไปในความสงบ ไม่เป็นการรู้ลักษณะของสภาพธรรม ขณะนั้นเป็นอกุศล เช่น เห็นปกติธรรมดา พอเห็นแล้วไม่มีการเดือดร้อนใช่ไหม ขณะนั้นจะเป็นกุศลหรือเปล่า ขณะที่ไม่เดือดร้อน เห็นแล้วไม่เดือดร้อนเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น แต่ว่าเป็นโลภมูลจิต เป็นการติดข้องโดยไม่รู้ตัวเลยในสิ่งที่ปรากฏและในเห็น นี่เป็นเหตุที่ทุกคนยังอยากเห็นอยู่ ยังไม่สามารถที่จะดับไม่ให้มีการเห็นอีกได้เลย เวลาที่เสียงปรากฏจะเป็นเสียงอะไรก็ตามแต่ ก็มีความพอใจในการได้ยิน แล้วก็ถ้าขณะนั้นเป็นโลภมูลจิตก็มีความติดข้องในเสียงที่ได้ยิน แต่ถ้าเป็นเสียงที่น่าตกใจมาก เสียงระเบิดดังๆ เสียงที่จะทำให้จิตใจกระทบกระเทือนหวั่นไหว ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของอกุศลที่เป็นโทสมูลจิต เป็นจิตประเภทที่มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้นปัญญาของเราสามารถที่จะฟังพระธรรม และก็เริ่มที่จะเข้าใจเพียงเล็กๆ น้อยๆ ถ้าอ่านพระไตรปิฎกจะรู้ได้ว่า เราเริ่มที่จะเข้าถึงพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงสภาพธรรมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้ แต่ทั่วทุกจักรวาลก็จะไม่พ้นจากธรรม ไม่พ้นจากนามธรรมและรูปธรรมโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เราก็จะเห็นความห่างไกลของการที่เราสะสมปัญญามาเพียงที่จะเริ่มเข้าใจบางส่วนของสภาพธรรมที่มีจริงๆ จนกว่าจะอบรมเจริญปัญญาสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริง โดยการที่ได้เข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น แล้วก็อบรมเจริญปัญญาตามหนทางที่ทรงแสดงแล้ว
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่า เราสามารถที่จะรู้เรื่องของอกุศลจิตที่เกิดสืบต่อจากการเห็นการได้ยินอย่างรวดเร็วได้มากมาย เพียงแต่ว่าในบางครั้งบางขณะ เช่น ในขณะนี้ที่เห็น จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลจิต บอกไม่ได้เลยใช่ไหม ถ้ามีเสียงเพียงนิดเดียว เสียงอ๊อดแอ๊ดเกิดมา หลังจากที่ได้ยินเสียงนั้นแล้ว เป็นกุศลหรืออกุศล เห็นไหม เพียงเท่านี้เราก็ผ่านไป ทั้งวันทั้งวันผ่านไปผ่านไปโดยเห็นแล้วก็เป็นกุศลอกุศล แล้วก็ผ่านไปโดยได้ยินแล้วเป็นอกุศลหรือกุศล โดยปัญญาไม่ได้เกิดที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมนั้นๆ จนกว่าจะมีการเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้นเห็นความห่างไกลของผู้ที่ดับกิเลสเป็นสมุจเฉท เช่น พระอรหันต์ทั้งหลาย หลังเห็นแล้วไม่มีกุศลจิตไม่มีอกุศลจิตเลย ไม่มีเชื้อที่จะทำให้เกิดกรรมที่จะทำให้มีปฏิสนธิต่อไป ต้องเป็นปัญญาระดับไหน เพราะฉะนั้นกิเลสที่มี ๓ ขั้นคืออนุสัยกิเลสที่ละเอียดมาก เป็นกิเลสที่ไม่เกิด แต่ว่าอยู่ในจิตทุกขณะ จะดับได้เวลาที่โลกุตรจิตเกิดเมื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรม มีอยู่เสมอ นอนก็มี ตื่นก็มี จะทำกิจการงานใดๆ ก็มีอนุสัยกิเลสที่ยังไม่ดับ แต่ว่าเมื่อได้ปัจจัยก็เกิดขึ้นเป็นอกุศลที่ปรากฏ เช่น เกิดโกรธ หรือเกิดโลภพวกนี้ ก็เป็นกิเลสอีกระดับหนึ่งชื่อว่าปริยุฏฐานกิเลส เกิดร่วมกับจิตทำกิจการงาน แล้วก็อีกระดับหนึ่งก็เป็นกิเลสขั้นหยาบ วีติกกมคือขั้นประทุษร้ายเบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า มีหลายอย่างที่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่ว่าสามารถที่จะอบรมความเข้าใจถูกความเห็นถูกเพิ่มขึ้น จนกว่าจะถึงกาลที่สามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท แต่ละท่านที่ฟังอยู่ คงไม่ได้คิดว่าจะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท หรือคิด หรือคิดว่าฟังให้เข้าใจพระธรรม แล้วก็ละความไม่รู้ แล้วก็จนกว่าจะถึงเวลาที่กิเลสเบาบางลงไป อันนี้ก็เป็นความถูกต้อง คือ สามารถที่จะมีจิตที่ตั้งจิตไว้ชอบ คือรู้ว่าเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพราะว่ากิเลสมีมาก การฟังแต่ละครั้งก็จะทำให้ความไม่รู้ลดลงไป
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ทรงตรัสรู้ว่าไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลไม่มีตัวตนเลย มีจิตเจตสิกรูปนิพพาน เพราะฉะนั้นสำหรับความเห็น เป็นสิ่งที่มีจริงเป็นสภาพธรรม เป็นใครหรือเปล่า ไม่ใช่ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ อีกชื่อหนึ่งของจิตคือมนินทรีย์ ในขณะที่สภาพธรรมใดกำลังปรากฏ เช่นในขณะเห็น จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง คือเห็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจน แต่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ในขณะที่เสียงปรากฏ จิตเป็นสภาพที่รู้เสียง จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน และก็มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย
สำหรับความเห็น เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก คือก่อนอื่นที่จะเข้าใจสภาพธรรมว่าไม่ใช่เรา แม้ว่าความเห็นก็มีต่างกันมาก ก็ความเห็นนั่นก็ไม่ใช่ใครสักคนเดียว แต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริงเป็นเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิต ภาษาบาลีก็คือทิฏฐิเจตสิกเป็นอกุศลเจตสิก ขณะที่ทิฏฐิความเห็นผิดเกิดขึ้นขณะใด ขณะนั้นจิตเป็นอกุศล จะเป็นกุศลไม่ได้เลย และสำหรับความเห็นถูก ก็เป็นโสภณเจตสิกเป็นเจตสิกฝ่ายดีเป็นปัญญาเจตสิก เพราะฉะนั้นขณะใดที่มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ขณะนั้นก็เป็นปัญญาเจตสิก ขณะใดที่มีความเห็นผิดจากความเป็นจริง ขณะนั้นก็เป็นทิฏฐิเจตสิก ทิฏฐิเจตสิกเป็นอนุสัยกิเลสด้วย หมายความว่ามีความเห็นผิด เพราะมีความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมนั้น
เช่น การเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามเหตุตามผลว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่น เห็นสีแดงเป็นมงคล หรือว่าได้ยินเสียง หรือสัมผัสอะไรที่คิดว่าเป็นมงคล มงคลคือสิ่งที่จะนำความสุขความเจริญมาให้ แล้วสีจะนำความสุขความเจริญมาให้ได้อย่างไร ใช่ไหม ต้องเป็นกุศลจิตเป็นจิตที่ดีงามเท่านั้น ที่เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ก็คือเข้าใจถูกต้องว่า ขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล ขณะที่กำลังคิดว่าสิ่งซึ่งเป็นมงคล เช่น สีแดงบ้าง หรืออะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นเป็นทิฏฐิเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกับอกุศลจิตประเภทโลภะ เพราะว่าความเห็นผิดจะไม่เกิดกับจิตประเภทโทสะ
ใหญ่ๆ มูลที่จะให้เกิดอกุศล มี ๓ มูลคือ โลภะ มูลหนึ่ง โทสะ มูลหนึ่ง โมหะ มูลหนึ่ง โมหเจตสิกต้องเกิดกับอกุศลจิตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอกุศลประเภทใดก็ตาม ต้องมีโมหเจตสิกอีกชื่อหนึ่งคืออวิชชานั่นเอง เกิดร่วมด้วย แต่ว่าเวลาที่มีอวิชชาหรือโมหเจตสิกเกิดโดยที่ไม่มีโลภะเกิดร่วมด้วย ไม่มีโทสะเกิดร่วมด้วยก็มี ซึ่งก็คงจะพอสังเกตได้หลังจากที่ได้ทราบแล้วว่า ลักษณะของโมหะเป็นอย่างไร แต่ก็รู้ยากกว่าขณะที่โลภเจตสิกเกิด กับโทสเจตสิกเกิด สำหรับโลภเจตสิกจะไม่เกิดกับโทสเจตสิกเลย โลภะเป็นสภาพที่ติดข้อง ส่วนโทสะเป็นสภาพที่ไม่พอใจ เพราะฉะนั้นจะเกิดร่วมกันไม่ได้เลย แต่ว่าโมหเจตสิกจะต้องเกิดกับอกุศลจิตทุกประเภท ขณะใดที่มีโมหเจตสิกเกิดแล้วก็มีโลภเจตสิกเกิด ส่วนใหญ่จะไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย นอกจากขณะที่มีความเห็นผิดเกิดขึ้น
อย่างวันนี้ก็มีโลภะมาก ใครมีน้อยบ้าง ทางตาตื่นขึ้นมาก็โลภะ ทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย ทุกอย่างต้องเป็นสิ่งที่ต้องการต้องเป็นสิ่งที่พอใจ ทุกอย่างในบ้านที่ยังไม่ทิ้งไปนอกบ้าน เป็นสิ่งซึ่งเข้าบ้านเมื่อไหร่ก็เห็น โลภะเกิด นอกจากบางครั้งบางขณะก็โทสะเกิด เพราะฉะนั้นโลภะนี่ก็มีมากเป็นประจำ วันนี้ตาหูจมูกลิ้นกายใจ คิดก็คิดเรื่องที่สนใจหรือว่าต้องการที่จะคิด แต่ว่ามีการคิดเรื่องความเห็นบ้างไหม ถ้าขณะใดมีความคิดเรื่องความเห็นที่ผิด ขณะนั้นจิตนั้นเป็นโลภมูลจิตซึ่งมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผล ก็จะสามารถทราบได้ว่า เพราะสั่งสมมาที่จะไม่รู้ในเหตุในผล สะสมความติดข้อง สะสมความรักตัว ลึกมากเลย เพราะเข้าใจว่าสภาพธรรมเป็นเรา แต่ว่าจริงๆ แล้วก็คือสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับ ไม่เหลือเลยสักอย่าง จิตทุกขณะไม่เหลือ เกิดแล้วดับไป เจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตนั้นก็ไม่เหลือด้วย แต่ว่าสืบต่อ ทำให้เกิดจิตและเจตสิก จนกว่าจะถึงจุติจิตของพระอรหันต์ ไม่มีใครสามารถที่จะดับอนันตรปัจจัย ความเป็นปัจจัยของจิตทุกขณะได้ เพราะเหตุว่าจะต้องมีจิตเกิดขึ้น หลังจากที่จิตขณะหนึ่งดับไป ไม่มีใครยับยั้งได้เลย มีใครสามารถทำได้ไหม เพราะฉะนั้นก็ได้ทราบความจริงว่า จิตที่เกิดดับสืบต่อไป ก็มีทั้งที่เป็นกุศล ที่เป็นอกุศล ที่เป็นวิบาก ที่เป็นกิริยา และก็เป็นไปตามการสะสม
ผู้ฟัง ตรงที่สี ขณะที่เราจะศึกษาว่า ขณะนี้เรามีความเห็นผิดร่วมด้วยอยู่หรือเปล่า เช่นว่า เราเห็นสีน้ำตาลสีม่วงสีแดง ถ้าผมเห็นสีน้ำตาล ผมจะรู้สึกว่าอันนี้เป็นใบละพันบาท ซึ่งน่าสนใจกว่าสีแดงมากทีเดียวเลย ตรงนี้ผมไม่ได้เห็นผิด เป็นพันบาทจริงๆ แล้วก็อยากจะได้ด้วย ตรงนี้ไม่ใช่เห็นผิดใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดาใช่ไหม การเกิดสืบต่อของจิต หลังจากที่มีการเห็นทางตาอาศัยจักขุปสาท รูปดับไปแล้วก็จริง หลังจากนั้นทางใจ จิตจะต้องรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีการจำรูปร่างสัณฐานเกิดขึ้น แล้วก็รู้ในความหมายของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นลองคิดดูถึงเพียงชั่วขณะที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้สั้นๆ สักครู่เดียว แล้วก็ดับ ภวังคจิตไม่รู้อารมณ์ใดๆ เลย ขณะนั้นจะมืดสนิท แต่ทางใจก็สามารถที่จะรับต่อสิ่งที่ได้ผ่านมาทางตาอย่างเร็วมาก แล้วก็สามารถที่จะรู้สิ่งนั้นในลักษณะเดียวกัน เช่น ถ้าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หลังจากที่วิถีจิตทางจักขุทวารดับไปหมดแล้ว ทางใจจะรับรู้ต่อทั้งหมด ไม่ว่าจะได้ยินครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าผ่านไปหมดเลย เสียงดับไปแล้วก็จริง แต่วิถีจิตทางใจจะเกิดขึ้นรับรู้เสียงนั้นต่อ มิฉะนั้นก็จะไม่มีการรู้ในสัณฐานของเสียงสูงๆ ต่ำๆ เป็นคำที่มีความหมายในแต่ละภาษาได้ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ดับไปแล้ว วิถีจิตทางใจจะเกิดสืบต่อรับรู้อารมณ์นั้นทันที ทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายเหมือนกันหมด
เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลกของความคิดนึก สิ่งที่ปรากฏทางตาชั่วขณะที่สั้นมาก ปรากฏทางหูก็ชั่วขณะที่สั้นมาก เหมือนกับมีความมืดสนิท แต่ก็มีจุดที่กรรมทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นจักขุปสาทสำหรับกระทบสี เมื่อกระทบแล้วดับไป แต่ทางใจรับต่อ คิดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาต่อได้ และก็ยังมีการจำรูปร่างสัณฐานนั้นด้วย อีกจุดหนึ่งซึ่งกรรมก็ทำให้โสตปสาทรูปเกิดขึ้น มีอายุเพียงชั่ว ๑๗ ขณะจิต แล้วก็ถ้าไม่มีเสียงกระทบ รูปนั้นก็เกิดดับ เพราะเหตุว่าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม รูปมีสมุฏฐาน ๔ รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากอุตุก็มี รูปที่เกิดจากอาหารที่บริโภคเข้าไปก็มี
สำหรับรูปที่เกิดจากกรรม ไม่มีใครจะยับยั้งได้ ถ้ากรรมยังให้ผลที่จะให้รูปนั้นเกิด รูปนั้นก็จะเกิด เช่น โสตปสาทรูปเกิดดับ ถ้าเมื่อไหร่กรรมหยุดให้ผล โสตปสาทรูปไม่เกิด จะไม่มีการได้ยินเสียงเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้ให้ทราบว่า รูปที่ตัวก็เป็นปรมัตถธรรม เป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครที่จะทำได้เลย ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม ก็กรรมนั่นเองเท่านั้นที่จะทำให้รูปนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกรรมก็ทำให้จักขุปสาทรูปเกิดดับ แล้วแต่ว่าจะมีปัจจัยคือสิ่งที่กระทบตา ทำให้จิตเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไปแล้ว ทางใจรับต่อ แล้วก็คิดเรื่องราวของสิ่งที่เห็น ทางหูก็โสตปสาทรูปก็เป็นจุดที่เล็กมาก และก็กระทบกับเสียง แล้วก็มีอายุแค่ ๑๗ ขณะ แล้วก็ดับ ทั้งเสียงทั้งจักขุปสาทรูปก็ดับ จิตที่ได้ยินก็ดับ แล้วจิตทางใจก็รับรู้ต่อ
เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ในโลก ๖ โลก คือโลกทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ แต่โลกทางตาจะต่อกับโลกทางหูทันทีไม่ได้ เมื่อโลกทางตาคือวิถีจิตที่เกิดขึ้นเห็นดับไปแล้ว จิตที่อาศัยใจคือภวังคจิต เป็นทวารจะเกิดขึ้นรับรู้สีนั้นต่อ ขณะที่ได้ยินเสียง เสียงดับ ภวังคจิตซึ่งเกิดต่อก็จะเป็นทวาร สำหรับให้จิตทางใจเกิดขึ้นรับรู้เสียงนั้นต่อ เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ในโลกของความทรงจำ สิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ แต่โลกทางตานี่จะต่อกับโลกทางหูทันทีไม่ได้ เมื่อโลกทางตาคือวิถีจิตที่เกิดขึ้นเห็นดับไปแล้ว จิตที่อาศัยใจคือภวังคจิตเป็นทวารจะเกิดขึ้นรับรู้สีนั้นต่อ ขณะที่ได้ยินเสียง เสียงดับ ภวังคจิตซึ่งเกิดต่อ ก็จะเป็นทวารสำหรับให้จิตทางใจเกิดขึ้นรับรู้เสียงนั้นต่อ
เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ในโลกของความทรงจำ สิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายอย่างรวดเร็ว รวมทั้งความคิดนึกถึงสีสันวัณณะ เสียงต่างๆ กลิ่นต่างๆ รสต่างๆ ชื่อเรื่องราวต่างๆ มากมาย ในขณะที่จิตเกิดขึ้นทางใจ และก็เกิดดับสืบต่อ จนกว่าจะเห็นอีก ได้ยินอีก นี่ก็เป็นชีวิตประจำวัน แต่ก็ให้ทราบว่าขณะที่คิดนึกเป็นสิ่งซึ่งจะต้องสืบต่อจากทางตาหรือทางหู เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องราวเป็นบัญญัติ ไม่ใช่เป็นความเห็นผิด ความเห็นผิดคือเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เช่นเห็นว่า สีแดงอย่างที่กล่าวถึง จะนำโชคลาภมาให้ ทั้งๆ ที่สีเป็นสี สีไม่สามารถจะดลบันดาลอะไรได้เลย ขณะนั้นที่มีความคิดอย่างนั้น จิตที่เกิดขึ้นเป็นวิถีจิต แล้วแต่ว่าจะเป็นทางไหน แล้วก็มีความเห็นอย่างนั้น เกิดขึ้นเป็นอนันตรปัจจัยสืบต่อไป เป็นอนุสัยซึ่งไม่สามารถที่จะดับได้ เพราะว่าวันนี้อาจจะไม่เห็นผิด วันต่อไปเห็นได้ไหม ก็เห็นผิดได้ แต่ถ้าอบรมเจริญปัญญาเพิ่มขึ้น ก็จะคลายความเห็นผิดให้น้อยลง แต่ยังดับไม่ได้จนกว่าจะถึงโสตาปัตติมรรคจิต จึงจะดับได้
ผู้ฟัง อย่างนั้นที่ผมเห็นเป็นพันบาท นี่ก็ไม่ผิด
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดา หลังจากที่เห็นแล้ว ก็มีทางใจ จิตรู้สิ่งนั้นต่อแล้วก็สามารถที่จะรู้รูปร่างสัณฐานเป็นความคิดนึก
ผู้ฟัง ฟังท่านอาจารย์อธิบายก็รู้ว่ามีแต่รูปกับนาม ไม่มีเรา กลัวๆ ที่จะไม่มีเรา
ท่านอาจารย์ ขณะที่กลัวเป็นอะไร
ผู้ฟัง โทสะ ก็ลืมว่าจะศึกษาทำไมเพราะกลัว
ท่านอาจารย์ กลัวความจริง เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎก ถ้าอ่านพระสูตรจะมีข้อความว่าอาจหาญร่าเริง ต้องมีความกล้า ความจริงเป็นอย่างไร รู้ความจริงดีกว่าหลอกตัวเองด้วยความไม่รู้
ผู้ฟัง ขอเรียนถามเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาจิต ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าจิตเกิดโดยรวดเร็ว แล้วก็รู้ยากเห็นยาก ทีนี้การศึกษาเราควรจะศึกษาขณะที่จิตกำลังเกิดขึ้น หรือว่าดับไป หรือว่าจิตยังไม่ดับไป
ท่านอาจารย์ การศึกษาต้องตามลำดับ คือขณะนี้เอง ทั้งๆ ที่จิตกำลังเกิดดับ แต่เป็นเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความเข้าใจถูกในสภาพของจิต ซึ่งเป็นนามธรรมทุกขณะที่เห็นที่ได้ยิน โลกปรากฏเพราะจิต ถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ โลกไม่ปรากฏเลย วันนี้ทั้งวันจะไม่มีอะไรปรากฏ แต่เมื่อจิตเกิดจิตเป็นสภาพรู้ และมีทางของจิตด้วยที่จะเห็นที่จะได้ยิน เพราะฉะนั้นโลกจึงปรากฏได้ ทั้งวันนี้คือจิต ถ้าระลึกอย่างนี้และสามารถที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรม ขณะนี้การเกิดดับของจิต และเจตสิก และรูปไม่ได้ปรากฏเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560