ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
ตอนที่ ๑๕๓๐
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ แต่ด้วยความไม่รู้ ก็ทำให้เราติดมาก แล้วก็มีความเห็นผิดที่ยึดถือว่ามีตัวเราจริงๆ มีโลกจริงๆ มีทุกอย่างจริงๆ ที่เที่ยง แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้วถ้าแตกย่อย แม้แต่โลกที่ใหญ่ดูมั่นคงแข็งแรง ก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ แล้วอะไรจะมั่นคง ไม่มีเลย รูปก็เป็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จิตเจตสิกก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นปัญญาที่เกิดจากการฟัง เป็นเจตสิกหรือเป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นขันธ์อะไรใน ๕ ขันธ์ ปัญญาเป็นรูปหรือเปล่า ขันธ์มี ๕ รูปขันธ์หนึ่ง เวทนาขันธ์หนึ่ง สัญญาขันธ์หนึ่ง สังขารขันธ์หนึ่ง วิญญาณขันธ์หนึ่ง ปัญญาเป็นเจตสิก เป็นขันธ์อะไร สังขารขันธ์ เพราะปัญญาไม่ใช่รูป ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา ก็ต้องเป็นสังขารขันธ์ แล้วก็ไม่ใช่จิตด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่วิญญาณขันธ์
ถ้าเรามีความรู้ที่ถูกต้องอย่างนี้ ไม่ใช่เราที่จะเป็นคนดี แต่เพราะความรู้ถูกความเห็นถูก เป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่ง ที่จะทำให้เรามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง คือสามารถที่จะรู้เรื่องกิเลส เรื่องกรรม เรื่องวิบาก แล้วก็รู้ว่าไม่มีใครจะมีอำนาจบังคับบัญชาได้เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้ารู้อย่างนี้ กาย วาจา ใจของเรา จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นไหม เพราะเหตุว่ามีปัญญามีความเห็นถูกต้อง ถ้าไม่มีปัญญา ยังมีความเป็นเรา ความรักตัว ความยึดมั่นในตัวตน ก็จะทำให้เรามีการสะสมของฝ่ายอกุศลธรรม คืออกุศลเจตสิกมากขึ้นมากขึ้นทุกวัน มีใครบ้างที่พอ ถ้าจะไปดูของที่ร้าน พอเห็นของที่ชอบใจ เอื้อมมือไปแล้วใช่ไหม ซื้อแล้ว พอหรือยัง อีกมือหนึ่งก็ยื่นออกไปทันที ทันทีที่รับอีกมือหนึ่งก็ยื่นไปแล้ว เพราะฉะนั้นโลภะหรือตัณหา ถมเท่าไหร่ไม่เต็ม ยิ่งกว่ามหาสมุทร แต่ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถที่จะรู้ว่า ถ้าเหตุไม่ดีเป็นอกุศล ผลก็คืออกุศลวิบาก ไม่ต้องไปคิดว่าใครจะทำร้ายให้เราหรือทำให้เรา แต่เป็นเพราะผลของกรรมของเราเอง
นี่ก็คือผลที่เกิดจากการฟัง แล้วก็มีปัญญาเจตสิต ซึ่งทำให้คิดถูก เห็นถูก กายถูก วาจาถูก ใจถูกขึ้น มีใครอยากไปนิพพานบ้าง ๑ คนเอง ๒ คน ๓ คน รู้จักนิพพานหรือยังที่จะไป นี่คือปัญหา เพียงได้ยินชื่อว่านิพพานก็อยาก เห็นไหมว่าพอไหมโลภะ ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยก็ยังอยาก นี่คือโลภะ เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่โลภะไม่สามารถที่จะใกล้ชิดหรือเป็นอารมณ์ได้ คือโลกุตรธรรม นอกจากนั้นแม้กุศล โลภะก็ติดต้องการ อยากจะได้มากๆ เพราะรู้ว่าจะนำมาซึ่งผลของกุศลที่ดี นี่ก็เป็นเรื่องที่เป็นจริง ธรรมเป็นสิ่งที่จริง แต่ทั้งหมดก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปด้วยปัญญาที่มีความเห็นถูกต้อง ธรรมดาที่ทุกคนมีประจำวัน ก็แก้ไขกันไปประจำวันใช่ไหม ตื่นขึ้นมาก็ต้องแก้ทุกข์แล้ว เป็นประจำวัน รับประทานอาหารก็แก้ทุกข์ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็แก้สิ่งที่เป็นทุกข์ในขณะนั้น ก็แก้ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ทุกข์ซึ่งพระอริยเจ้าท่านประจักษ์ว่า เป็นทุกข์จริงๆ
ก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีผู้ที่ขวนขวายหาทางที่จะแก้ทุกข์โดยประการต่างๆ แต่ว่าเมื่อไม่ใช่พระปัญญาคุณที่ทรงแสดงจากการตรัสรู้ ก็ไม่สามารถที่จะดับทุกข์จริงๆ ได้ จนกระทั่งหมดกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ขอพูดถึงบุคคลในครั้งอดีต ก่อนที่พระผู้มีพระภาคจะทรงตรัสรู้ ก็มีผู้ที่เห็นโทษและเห็นทุกข์ แต่ว่าถึงจะเห็นโทษเห็นทุกข์อย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะว่าบางคนจะเห็นว่าที่เราเป็นทุกข์เพราะเรามีรูป ถ้าไม่มีรูปจะมีทุกข์ไหม ไม่ต้องรับประทานอาหาร ไม่ต้องอะไรเลย ก็มีแต่นามธรรมเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านเหล่านั้น ปัญญาของท่านสามารถที่จะอบรมความสงบของจิต ถึงระดับที่เป็นอัปปนาสมาธิ ขณะที่เป็นอัปปนาสมาธิ หมายความว่าจิตจะเป็นกุศลมั่นคง ต้องเป็นกุศลด้วย เพราะว่าโดยมากพอเราพูดถึงเรื่องฌาน เราก็คิดว่านั่งหลับตา แต่ความจริงนั่งหลับตาไม่ใช่ปัญญา แล้วก็ไม่ใช่ความสงบด้วย ถ้าเป็นความสงบแท้จริง ต้องเป็นกุศลจิต เพราะว่าอกุศลจิตทุกประเภทจะสงบไม่ได้ แต่ว่ากุศลจิตไม่ว่าประเภทใดทั้งสิ้น ขณะนั้นก็สงบจากอกุศล แต่ผู้ที่สามารถที่จะเห็นโทษว่าทันทีที่เห็นกิเลสก็เกิดแล้ว เร็วมากเลย เหมือนต้นยางที่มีน้ำยางชุ่ม ทันทีที่ถูกมีดกรีดยางก็ไหล
เพราะฉะนั้นกิเลสที่เป็นอาสวะที่บางมาก พอเห็นก็เกิด พอได้ยินก็เกิด เพราะฉะนั้นท่านเหล่านั้นก็พยายามหาทางที่ให้จิตสงบจากรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยการที่รู้ว่าถ้าจิตน้อมนึกตรึกถึงสิ่งใด แล้วจิตจะสงบขึ้นสงบขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นฌาณจิต แต่ฌาณจิตนั้นก็ต้องอาศัยรูปก่อน เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะให้จิตเกิดขึ้นสงบโดยลำพังได้ แต่ว่าต่อไปถ้าศึกษาโดยละเอียดก็จะมีอารมณ์ที่แม้ไม่ใช่รูป สำหรับฌานจิตขั้นที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีถึง ๕ ฌาณ ผลก็คือว่าทำให้บุคคลซึ่งฌานไม่เสื่อม ฌานจิตสามารถจะเกิดก่อนจุติ เกิดในรูปพรหมภูมิ เป็นรูปพรหมบุคคล แต่ว่าผู้ที่เห็นว่า ถ้ามีแต่รูปแล้วไม่มีนาม จะทุกข์ไหม คือเวลานี้ทั้งนามทั้งรูปเป็นทุกข์ อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ถ้ามีแต่รูป ไม่มีนามเลย จะหิวไหม ไม่หิว แต่ถ้ามีนามโดยที่ไม่มีรูป จะหิวไหม ก็ไม่หิว จะป่วยไข้ได้เจ็บไหม ไม่
เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รูปฌาณ ก็คิดว่าถ้าไม่มีนาม มีแต่รูปอย่างเดียว ก็เรียกว่าหมดทุกข์ไปได้ชั่วขณะที่สามารถจะมีแต่รูปอย่างเดียว ท่านเหล่านั้นก็ได้ถึงปัญจมฌาน แล้วก็ด้วยความที่หน่ายในนาม ก็เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิในรูปพรหมภูมิหนึ่ง ซึ่งชื่อว่าอสัญญสัตตาพรหม หมายความว่าไม่มีจิตและเจตสิกเกิด ระหว่างที่มีรูปปฏิสนธิในรูปพรหมภูมิ ซึ่งเป็นปัญจมฌานภูมิ เป็นอสัญญสัตตาพรหม จนกว่ากรรมนั้นจะสิ้นสุด ก็จะทำให้กรรมหนึ่งทำให้ปฏิสนธิ จะไม่เป็นรูปพรหมอีกต่อไป ก็จะต้องกลับมามีนามธรรมและรูปธรรมเหมือนเดิมอีก นี่ก็เป็นบุคคลหนึ่ง เวลานี้ก็ยังคงมีอยู่ ใครไปเห็นบ้างหรือเปล่า แต่ทรงแสดงไว้ว่ามี เพราะว่าพระผู้มีพระภาคก็ตรัสรู้เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี เพราะฉะนั้นก่อนนั้นก็มีผู้ได้ฌานอย่างนี้ แล้วก็มีภพภูมิอย่างนี้
ส่วนอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งเห็นโทษของรูป แล้วก็สามารถที่จะละความติดในรูป ฌาณนั้นก็ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ หลังจากที่มีรูปเป็นอารมณ์แล้วถึงปัจมฌาณ ก็ไม่น้อมนึกถึงรูปเลย มีอากาศเป็นอารมณ์ มีวิญญาณเป็นอารมณ์ มีอากิญจัญญายตนจิตเป็นอารมณ์ ชื่อพวกนี้ไม่ยากนัก เพียงแต่ว่าถ้าเราค่อยๆ ศึกษาไป เราก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ว่าหมายความถึงอะไร แต่ว่าเป็นฌานจิตที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ผลก็คือว่าทำให้ปฏิสนธิโดยไม่มีรูปเลย เป็นอรูปพรหมบุคคล สูงสุดเลย เป็นฌานที่ ๕ แล้วก็ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ด้วย แต่เมื่อหมดกรรมนั้น ก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ที่จะพ้นจากความติดข้องในรูป โดยดับความติดข้องในรูปเป็นสมุจเฉทไม่เกิดอีกเลย ต้องเป็นปัญญาระดับขั้นพระอนาคามีบุคคล
เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงบำเพ็ญพระบารมี ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าหนทางอื่นไม่มี แม้ว่าจะเป็นอสัญญสัตตาพรหม หรือว่าจะเป็นอรูปพรหมบุคคลก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่ได้ดับกิเลสก็คือปุถุชน เพราะฉะนั้นต้องอบรมเจริญปัญญาในภูมิที่มีรูปและนาม ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล แล้วถ้าเป็นผู้ที่เป็นพระโสดาบันบุคคล แล้วก็ได้ฌาณด้วย ก็แล้วแต่ว่าพระโสดาบันบุคคลท่านนั้นจะเกิดในพรหมภูมิใด อาจจะเกิดในอรูปพรหมก็ได้ หรือว่ารูปพรหมภูมิก็ได้
วันนี้ก็เป็นเรื่องของจิต เพราะว่าเรื่องของจิต อย่างไรอย่างไรก็ไม่จบ เพราะว่าเป็นชีวิตจริงๆ ถ้าขณะใดที่ไม่มีจิต ขณะนั้นก็คงจะต้องไม่มีเรื่องที่เราจะต้องกระทำอีกต่อไป สำหรับวันนี้ก็จะขอกล่าวถึงเรื่องกิจของจิต เพราะว่าขณะที่เราคิดว่าเราเห็น หรือว่าเราทำอะไรต่างๆ ทุกๆ วัน ทุกๆ ขณะ ความจริงก็คือจิตเกิดขึ้นแล้วทำกิจ ซึ่งกิจทั้งหมดของจิต มี ๑๔ กิจ ก็ไม่มากเลย เราคิดว่าเราทำโน่น ทำนี่ ทั้งวัน โน่นบ้าง นี่บ้าง แต่ว่าความจริงก็คือจิตเกิดขึ้น ทำ ๑ กิจ ใน ๑๔ กิจ
สำหรับกิจแรกก็เป็นกิจที่สำคัญมาก เพราะเหตุว่าเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต จิตขณะแรกของชาตินี้ก็คือปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ไม่มีการสิ้นสุดเลย จิตเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ไม่สิ้นสุดในสังสารวัฏ แม้แต่จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน เมื่อยังมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น เพราะว่ายังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็จะต้องมีปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อ ไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นชาตินี้ของเราที่เกิด ก็เพื่อที่จะถึงจุติจิต ขณะจิตสุดท้าย ซึ่งเมื่อดับไปแล้วก็เป็นปัจจัยให้กรรมหนึ่ง ทำให้จิตเกิดขึ้นสืบต่อเป็นบุคคลใหม่ในชาติต่อไป เช่นเดียวกับชาตินี้ เราก็เป็นบุคคลใหม่จากชาติก่อน ซึ่งเราจะเคยเป็นใคร อยู่ที่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย แต่ว่าเราสามารถที่จะรู้อดีตชาติ ก็คือในขณะนี้เอง กำลังเป็นอดีตชาติของชาติหน้า
เพราะฉะนั้นเรากำลังอยู่ที่นี่ กำลังฟังพระธรรม ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในชาติก่อนสำหรับชาติหน้า ซึ่งเราสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้เป็นกุศลจิต และก็กำลังได้ฟังเรื่องของจิต ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่าเป็นอนัตตา ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเป็นอย่างนี้ มีการเกิดของจิต พร้อมเจตสิกพร้อมรูป แล้วก็ดับไปทุกขณะ สืบต่อไปเรื่อยๆ ปฏิสนธิจิตเป็นจิตที่มีความสำคัญ เพราะเหตุว่าเริ่มต้นของชาติ ของแต่ละชาติไป สำหรับชาตินี้การที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นของแต่ละคนวิจิตรมาก เพราะว่าไม่เหมือนกันเลย แม้ว่าเราจะเกิดเป็นมนุษย์ แล้วก็อยู่ในโลกเดียวกัน เห็นสิ่งเดียวกัน แต่ว่าการสะสมสืบต่อมา จนกระทั่งปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ จะประมวลทุกอย่างในชาตินี้ เริ่มจากการที่เมื่อมีชีวิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ว่าเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน แต่ต่อๆ ไป ชีวิตก็จะเริ่มพัฒนา จนกระทั่งมีการเห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการคิดนึก ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ในวันนี้และทุกๆ วัน
เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะได้ทราบว่า เราไม่สามารถที่จะเลือกปฏิสนธิจิตได้เลย แต่ว่ากรรมที่เป็นกุศล ก็จะทำให้กุศลวิบากทำกิจปฏิสนธิ ที่เห็นก็คือในชาตินี้ ที่เกิดเป็นมนุษย์เป็นผลของกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว และกุศลกรรมที่แต่ละคนทำมาต่างกัน ความประณีตของจิตในขณะที่ทำกุศล วิริยะคือความเพียรในขณะที่ทำกุศล ศรัทธาในขณะที่ทำกุศลก็ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเราก็จะเกิดมาเหมือนกันไม่ได้ ทุกภพทุกชาติก็จะต้องเป็นไปตามปัจจัยที่ได้สะสมมา สำหรับปฏิสนธิจิตเป็นกิจแรก ขณะนั้นก็เกิดเพราะกรรม จิตที่ทำกิจปฏิสนธิเป็นวิบากจิต คำว่าวิบากในภาษาธรรม หมายความถึงจิตที่เป็นผลของกรรม ซึ่งรวมเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงจิต ก็จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้งไป เมื่อจิตเป็นกุศล เจตสิกที่เกิดร่วมก็เป็นกุศล เมื่อจิตเป็นวิบากคือเป็นผลของกุศล เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยทั้งหมดที่เกิดพร้อมกัน ก็เป็นวิบาก เพราะฉะนั้นจิตที่ทำกิจปฏิสนธิ กิจแรกกิจที่หนึ่ง เราจะค่อยๆ ไปทีละกิจ
กิจแรก คือปฏิสนธิกิจ กิจที่หนึ่ง เป็นวิบากจิต เพราะว่าขณะเกิด ไม่มีใครทำกุศล และอกุศลเลย แต่กุศลและอกุศลที่ได้ทำแล้ว ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม ก็ทำให้กุศลวิบากปฏิสนธิในสุคติภูมิ ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมก็ทำให้วิบากจิตปฏิสนธิในอบายภูมิ เป็นความต่างกันของกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิต่างกัน เมื่อปฏิสนธิเกิด ไม่ว่าจะในภพภูมิไหนๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการรู้อารมณ์ใดๆ โลกนั้นไม่ปรากฏ ถ้าเกิดในนรกก็ยังไม่ปรากฏที่จะได้รับผลของกรรมทางกาย ถ้าเกิดเป็นเปรต ก็ยังไม่มีการที่จะต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความหิว หรือว่าเกิดเป็นมนุษย์ ขณะแรกที่ปฏิสนธิจิตเกิด ก็เป็นขณะที่โลกนี้ยังไม่ปรากฏเลย เพราะเหตุว่าไม่มีการรู้อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นทางกาย ทางใจ นั่นต้องเป็นกิจอื่นๆ ของจิต ซึ่งจะตามมาภายหลัง แต่ว่าปฏิสนธิจิต ขณะที่ทำกิจปฏิสนธิ เพียงทำกิจสืบต่อจากอดีตชาติ ภพชาติที่ผ่านมา จากจุติจิตของชาติก่อน
เมื่อปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว กรรมก็ทำให้จิตเกิดสืบต่อ เป็นวิบากจิตประเภทเดียวกัน เพราะว่าการให้ผลของกรรม ไม่ใช่ให้ผลเพียงขณะเดียว ให้ผลตั้งแต่เกิด แล้วก็ต่อไป จนกระทั่งแม้ในวันนี้ ก็เป็นผลของกรรมครึ่งหนึ่ง ซึ่งต่อไปก็คงจะทราบว่าขณะใดบ้างที่เป็นผลของกรรม เมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้ว กรรมก็ทำให้วิบากจิตเกิดสืบต่อ เป็นวิบากประเภทเดียวกัน เพราะว่าเป็นผลของกรรมประเภทเดียวกัน และกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจะทำให้วิบากจิตประเภทเดียวกัน เกิดสืบต่อดำรงภพชาติไป จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้ายคือจุติจิต ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แต่ระหว่างที่ยังไม่ตาย จิตยังไม่ได้เกิดขึ้นทำจุติกิจ ก็จะต้องมีภวังคกิจเกิดสืบต่อดำรงภพชาติ ขณะที่เป็นภวังค์ คือขณะที่โลกนี้ก็ไม่ปรากฏ เหมือนขณะเดียวกับปฏิสนธิ เป็นจิตประเภทเดียวกัน มีอารมณ์อย่างเดียวกัน แต่ว่าทำกิจต่างกัน แม้ว่าเป็นผลของกรรมเดียวกัน เพียงเกิดต่างขณะ คือขณะแรกที่เกิดทำปฏิสนธิกิจ แต่ขณะที่ ๒ ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจแล้ว เพราะเหตุว่าได้ทำปฏิสนธิกิจสืบต่อจากภพก่อน
เพราะฉะนั้นเวลาที่ปฏิสนธิจิตดับ แม้ว่าจะเป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่ก็ทำกิจต่างกัน คือไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิอีกเลยในชาตินั้น แต่ว่าทำกิจภวังค์ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น ซึ่งในขณะที่เป็นภวังคจิต จิตทุกดวงทุกประเภทต้องมีอารมณ์ เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้ ปฏิสนธิจิตก็มีอารมณ์ แต่ไม่ปรากฏ เช่น ในขณะที่นอนหลับสนิท ไม่มีใครรู้ว่าขณะนั้นรู้อะไร ไม่มีความรู้ใดๆ ทั้งสิ้น แต่จิตก็มีและจิตก็เกิดดับ แล้วก็รู้อารมณ์ ภวังคจิตก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็น ไม่ใช่ภวังคจิต ต้องทราบว่าจิตที่ทำปฏิสนธิกิจ และจิตที่ทำภวังคกิจ ไม่มีอารมณ์ของโลกนี้เลย แต่ว่ามีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จะจุติของชาติก่อน ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เพราะว่าเปลี่ยนภพ เปลี่ยนชาติ เปลี่ยนจากบุคคลในชาติก่อน จึงไม่สามารถที่จะจำเรื่องราวความเป็นบุคคลในชาติก่อนได้เลย ถ้าจะรู้ก็รู้เพียงชาตินี้เราเกิดมาเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็เป็นโลกใหม่ ตามกิจหน้าที่ของจิต
เมื่อปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว ภวังคจิตเกิดสืบต่อ นี่เราก็จะไม่พูดถึงว่าภพภูมิไหน ไม่ว่าจะเป็นในนรก เกิดมาเป็นตัวทันที เป็นโอปปาติกะกำเนิด หรือว่าเป็นเทพ เป็นพรหม ซึ่งก็เกิดมาก็รูปร่างสมบูรณ์ทันที หรือว่าเกิดในไข่ หรือว่าเกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ ก็จะไม่กล่าวถึง เพราะว่ากำลังจะกล่าวถึงเฉพาะกิจหน้าที่ของจิต ซึ่งกิจที่หนึ่ง คือปฏิสนธิกิจ กิจที่สอง คือภวังคกิจ โลกไม่ปรากฏ ต่อจากนี้ก็คงจะต้องพูดถึงทวารด้วยว่าทวารคืออะไร ทวารเป็นทางที่จิตจะรู้อารมณ์อื่น ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ เพราะเหตุว่าปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ มีอารมณ์เดียวกับชาติก่อน ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ ไม่ใช่อารมณ์ของโลกนี้ เพราะฉะนั้นทวาร มี ๖ จริง แต่ว่า ๕ ทวารเป็นรูป ๑ ทวารเป็นนาม เพราะเหตุว่าสภาพธรรมคือจิต เจตสิก เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น เป็นสภาพที่สามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ในขณะนั้น ส่วนรูปก็มี แต่ว่ารูปไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย
เพราะฉะนั้นถ้ามีแต่นามธรรมล้วนๆ ไม่มีรูปเลย การเห็นก็มีไม่ได้ จะได้ยินก็ไม่ได้ จะได้กลิ่นก็ไม่ได้ จะลิ้มรสก็ไม่ได้ ไม่มีกายก็ไม่สามารถที่จะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีทั้งนามธรรมและรูปธรรม ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ในภพภูมิที่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สามารถรู้ได้ทางกาย จะต้องมีทั้งนามธรรมและรูปธรรมสำหรับสัตว์บุคคล ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ก็เป็นแต่เพียงรูปธรรม ไม่มีนามธรรมใดๆ เลย แต่ถ้ามีนามธรรมในภพภูมินี้ ต้องมีรูปหรือว่าอาศัยรูป หรือว่าเกิดพร้อมกับรูป เช่น ในขณะปฏิสนธิ กรรมก็ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมกับเจตสิก ซึ่งเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม และรูปซึ่งเกิดขึ้นเพราะกรรมด้วย รูปที่เกิดเพราะกรรม ชื่อว่ากัมมชรูป ชะแปลว่าเกิด เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดเพราะกรรม ไม่มีใครบันดาลให้เกิดได้ นอกจากกรรมเท่านั้น รูปนั้นชื่อว่ากัมมชรูป มีรูปซึ่งเกิดจากจิต ขณะใดที่รูปเกิดจากจิต กรรมก็ไม่ได้ทำให้รูปนั้นเกิด แต่จิตเป็นสมุฏฐานให้รูปนั้นเกิด เช่น การยิ้ม การหัวเราะ การเดิน พวกนี้เป็นรูปที่เกิดเพราะจิต ถ้าไม่มีจิต จะเคลื่อนไหวได้ไหม ก็ไม่ได้ รูปก็คงทำอะไรไม่ได้เลย เหมือนรูปที่ปราศจากชีวิต
นอกจากนั้นในร่างกายของเรา ก็ยังมีรูปที่เกิดจากอุตุ ความเย็น ความร้อน ซึ่งทำให้มีการที่ร่างกายเติบโตเจริญขึ้น แล้วก็มีรูปที่เกิดจากอาหาร นี่เป็นเหตุที่เราไม่สามารถจะอยู่ได้โดยปราศจากอาหาร ถ้ามีเพียงแต่รูปที่เกิดเพราะกรรม ซึ่งเล็กน้อยมาก แต่ละกลุ่ม แต่ละกลาป ก็ไม่พอ มีรูปที่เกิดจากจิตก็ไม่พอ มีรูปที่เกิดจากอุตุก็ไม่พอ ยังต้องอาศัยรูปที่เกิดจากอาหารด้วย นี่เป็นเหตุที่เราต้องรับประทานอาหาร บางคนก็วันละ ๓ มื้อ บางคนก็มากกว่านั้น หรือว่าบางคนก็น้อยกว่านั้น รูปที่มีอยู่ที่ตัวทั้งหมด ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า เป็นรูปที่เป็นทวารหรือเป็นทาง ๕ รูป คือ จักขุปสาทรูป อยู่ที่กลางตา รูปนี้ไม่มีใครมองเห็นเลย ไม่ว่าจักษุแพทย์หรือใครก็ตาม ไม่สามารถที่จะเห็นรูปนี้ได้ เพราะว่าสิ่งที่สามารถจะเห็นได้มีอย่างเดียว เป็นรูปเดียว คือสิ่งที่กระทบตาแล้วปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560